แคลเซียม (Calcium)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 23, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 15 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,019,877 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 21/02/2562

แคลเซียม

แคลเซียม (Calcium) เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อกระดูกและฟัน รวมถึงหัวใจ เส้นประสาท และระบบก่อลิ่มเลือด

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

แคลเซียมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใช้รักษาและป้องกันภาวะแคลเซียมต่ำที่อาจส่งผลต่อสภาพของกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) หรือภาวะที่กระดูกอ่อนแอเนื่องจากความหนาแน่นต่ำ โรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets) หรือภาวะในเด็กที่ทำให้กระดูกอ่อนนิ่ม และโรคกระดูกน่วม (Osteomalacia) หรือภาวะกระดูกอ่อนที่สร้างความเจ็บปวดอื่นๆ

นอกจากนี้แคลเซียมยังช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome (PMS)) ตะคริวขึ้นขาระหว่างตั้งครรภ์ (Leg cramps during pregnancy) ความดันโลหิตสูงระหว่างการตั้งครรภ์ (Pre-eclampsia) และใช้เพื่อลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก บางคนใช้แคลเซียมบรรเทาภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดบายพาสลำไส้ ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคไลม์ (Lyme) หรือใช้เพื่อลดระดับฟลูออไรด์ในเด็ก และลดระดับตะกั่วในร่างกาย

แคลเซียมอีกรูปแบบหนึ่งคือ แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate) เป็นยาลดกรดที่ใช้บรรเทาอาการแสบร้อนกลางอก เมื่อใช้ยานี้ร่วมกับแคลเซียมอะซีเทต (Calcium acetate) จะสามารถลดระดับฟอสเฟตในผู้ป่วยโรคไตได้อีกด้วย

หากไม่รับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาหารที่หาได้ทั่วไปก็มีหลายอย่างที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม เต้าหู้ ผักเคล บล็อกโคลี ผลไม้รสเปรี้ยว น้ำแร่ และปลากระป๋องที่มีก้าง

อย่างไรก็ตาม การกินผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมหรือที่เรียกกันติดปากว่า อาหารเสริม พร้อมกับกินยาปฏิชีวนะ อาจมีผลให้ประสิทธิภาพของแคลเซียมลดลง อาจต้องกินแคลเซียมคนละเวลากับการรับประทานยา อาจมีปฏิสัมพันธ์กับการใช้ยาทางการแพทย์ แต่บางครั้งผลกระทบอาจเกิดน้อยลงหากกินแคลเซียมต่างเวลากับยานั้นๆ (มีรายละเอียดของเรื่องนี้ในหัวข้อ “ข้อควรระวังเป็นพิเศษในการใช้แคลเซียม” ส่วนท้ายของบทความ)

แคลเซียมทำงานอย่างไร?

กระดูกและฟันมีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบมากกว่า 99 % และหากดูจากร่างกายมนุษย์ทั้งหมด ยังพบแคลเซียมในเลือด กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อต่างๆ 

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

แคลเซียมในกระดูกเป็นแหล่งแคลเซียมสำรองที่ร่างกายสามารถดึงไปใช้ได้ และเมื่อคนเราแก่ตัวลง ความเข้มข้นของแคลเซียมมักจะลดลงตาม เนื่องจากร่างกายขับแคลเซียมออกมาในรูปของเหงื่อ เซลล์ผิวหนัง และของเสีย โดยเฉพาะในเพศหญิง การดูดซึมแคลเซียมของร่างกายจะค่อยๆ น้อยลงเนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโทรเจน (estrogen) น้อยลง

ทั้งนี้การดูดซึมแคลเซียมจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ เพศ และอายุของแต่ละบุคคล

ด้วยเหตุที่กระดูกมีการเสื่อมสลายและสร้างใหม่ตลอดเวลา โดยใช้แคลเซียมเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการนี้ การกินแคลเซียมจึงเป็นตัวช่วยที่น่าพิจารณา

การกินแคลเซียมช่วยป้องกันและรักษาอาการใดได้บ้าง

  • อาหารไม่ย่อย (Indigestion) การกินแคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate) เป็นยาลดกรด สามารถรักษาภาวะอาหารไม่ย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia) การฉีดแคลเซียมกลูโคเนต (Calcium gluconate) เข้าเส้นเลือด สามารถแก้ไขภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงได้
  • ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ (Hypocalcemia) การกินแคลเซียมสามารถรักษาและป้องกันภาวะระดับแคลเซียมในเลือดต่ำได้
  • ไตล้มเหลว การกินแคลเซียมคาร์บอเนตหรือแคลเซียมอะซิเทต (Calcium acetate) ช่วยควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยโรคไตวายได้ดี แต่แคลเซียมซิเทรต (Calcium citrate) จะใช้รักษาไม่ได้
  • โรคกระดูกพรุนจากยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (glucocorticoid-induced osteoporosis) การกินแคลเซียมร่วมกับวิตามินดี (Vitamin D) อาจช่วยลดการสูญเสียแร่ธาตุในกระดูกของผู้ที่กำลังใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ในระยะยาวได้
  • ความผิดปกติของต่อมพาราไทรอยด์ (Hyperparathyroidism) การกินแคลเซียมจะลดระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (Parathyroid hormone) ของผู้ป่วยไตวายที่มีระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูงเกินไปได้
  • กระดูกพรุน (Osteoporosis) การกินแคลเซียมสามารถป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกและรักษาภาวะกระดูกพรุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเจริญเติบโตของกระดูกส่วนมากจะเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น ซึ่งหลังจากนั้นความแข็งแรงของกระดูกผู้หญิงจะคงอยู่เช่นนั้นจนถึงอายุ 30-40 ปี หลังจากช่วงวัยนี้แล้ว กระดูกจะค่อยๆ สูญเสียมวลออกไปในอัตราเร็วที่ 0.5-1 % ต่อปี สำหรับผู้ชาย การสูญเสียมวลกระดูกนี้จะเกิดขึ้นหลังจากช่วงวัยดังกล่าวหลายสิบปี  การสูญเสียมวลกระดูกเช่นนี้จะมีมากขึ้นกับผู้ที่รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อย ซึ่งมักจะพบได้กับชาวอเมริกามากที่สุด ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีสามารถลดความเสี่ยงนี้ได้ด้วยการกินอาหารเสริมแคลเซียม นักวิจัยบางคนคาดว่าการกินแคลเซียมต่อไปอีก 30 ปีหลังหมดประจำเดือนอาจช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น 10 % อีกทั้งการรับประทานแคลเซียมเพียงอย่างเดียวหรือรับประทานร่วมกับวิตามินดียังช่วยป้องกันการแตกหักของกระดูกในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนอีกด้วย
  • อาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome (PMS)) พบว่า การบริโภคแคลเซียมทุกวันจะช่วยลดการเกิดอารมณ์แปรปรวน ท้องอืด อยากอาหาร และความเจ็บปวด อีกทั้งการเพิ่มปริมาณแคลเซียมในอาหารยังช่วยป้องกันการเกิด PMS ได้ ผู้หญิงที่บริโภคแคลเซียมในอาหารเฉลี่ย 1,283 มิลลิกรัม/วัน จะมีความเสี่ยงที่จะมีอาการก่อนมีประจำเดือนน้อยลง 30 % เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่บริโภคแคลเซียมในอาหารเฉลี่ย 529 มิลลิกรัม/วัน 
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal cancer) มีงานวิจัยกล่าวว่าการบริโภคอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมปริมาณมากจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลค่อนข้างขัดแย้งกับหลักฐานที่มีอยู่ก่อน ซึ่งอาจเป็นผลเนื่องมาจากระดับวิตามินดีในเลือด หมายความว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำอาจไม่ได้รับประโยชน์จากอาหารเสริมแคลเซียมนั่นเอง
  • การเพิ่มขึ้นของกระดูกตัวอ่อน สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับแคลเซียมจากอาหารน้อยควรกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม หรือที่เรียกกันว่าอาหารเสริมแคลเซียม เพื่อช่วยเพิ่มความหนาแน่นของแร่ธาตุของตัวอ่อนในครรภ์ อย่างไรก็ตาม วิธีเช่นนี้อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อผู้หญิงที่มีระดับแคลเซียมปกติอยู่แล้ว
  • ฟลูออร์ไรด์เป็นพิษ (Fluoride poisoning) การกินแคลเซียมร่วมกับวิตามินดีกับวิตามินซี (Vitamin C) อาจช่วยลดระดับฟลูออไรด์ในเด็กและลดอาการจากภาวะฟลูออไรด์เป็นพิษได้
  • คอเลสเตอรอลสูง การกินอาหารเสริมแคลเซียมร่วมกับกินอาหารไขมันต่ำหรือแคลอรีต่ำจะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ดี แต่การกินแคลเซียมอย่างเดียวโดยไม่จำกัดปริมาณอาหารอื่น ไม่ได้ช่วยลดคอเลสเตอรอลแต่อย่างใด
  • ความดันโลหิตสูง การกินอาหารเสริมแคลเซียมอาจช่วยลดความดันโลหิตได้เล็กน้อย (มักจะประมาณ 1-2 mmHg) และแคลเซียมยังออกฤทธิ์ได้ดีในกลุ่มผู้ที่อ่อนไหวต่อเกลือและผู้ที่มักได้รับแคลเซียมน้อย อีกทั้งการกินแคลเซียมยังเหมือนจะช่วยลดระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคไตร้ายแรงได้อีกด้วย
  • ความดันโลหิตสูงระหว่างการตั้งครรภ์ (Pre-eclampsia) การกินแคลเซียม 1-2 กรัม/วัน อาจช่วยลดภาวะความดันโลหิตสูงที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ได้ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงของหญิงตั้งครรภ์ได้ 50 % 
  • การสูญเสียฟัน การกินแคลเซียมและวิตามินดีช่วยป้องกันการสูญเสียฟันของผู้สูงอายุได้
  • น้ำหนักลด ผู้ใหญ่และเด็กที่มีการบริโภคแคลเซียมในแต่ละวันในปริมาณน้อยมักจะมีน้ำหนักมากและดัชนีมวลกาย (ฺBody mass index (BMI)) สูง เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่บริโภคแคลเซียมสูง นักวิจัยได้ศึกษาว่าการเพิ่มการบริโภคแคลเซียมจะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่ ซึ่งผลการศึกษายังคงไม่ชัดเจน การศึกษาทางคลินิกบางชิ้นได้แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณแคลเซียมจากการกินอาหารจำพวกนมอย่างโยเกิร์ตจะทำให้น้ำหนักลดลง ดัชนีมวลกายลดลง และมีการเผาผลาญไขมันมากกว่าผู้ที่กินอาหารแคลอรีต่ำ เช่นเดียวกับผู้ที่กินอาหารแบบไม่จำกัดปริมาณแคลอรี อีกทั้งการกินแคลเซียมเสริมร่วมกับวิตามินดียังช่วยในการลดน้ำหนักของผู้บริโภคแคลเซียมน้อยเช่นกัน แต่การกินอาหารเสริมแคลเซียมกลับไม่ส่งผลเช่นนี้กับกลุ่มผู้บริโภคแคลเซียมเพียงพอในแต่ละวันแล้ว และยังไม่ส่งผลใดๆ กับผู้ที่ไม่มีน้ำหนักเกิน

ภาวะที่แคลเซียมไม่สามารถรักษาได้

  • ภาวะหัวใจหยุดเต้น (Cardiac arrest) มีหลักฐานชี้ว่าการใช้แคลเซียมระหว่างประสบกับภาวะหัวใจหยุดเต้นนั้นไม่ได้ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและอาจทำให้โอกาสการกู้ชีพน้อยลงอีกด้วย

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าใช้แคลเซียมรักษาได้หรือไม่

  • มะเร็ง งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการกินแคลเซียมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง แต่สำหรับบางคน การกินทั้งแคลเซียมและวิตามินดีอาจลดความเสี่ยงนี้ได้บ้าง แม้ยังมีผลการศึกษาแย้ง กล่าวคือ เมื่อวิจัยกลุ่มสตรีสูงอายุที่ก่อนการทดลองพวกเธอมีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 60 % ของกลุ่มตัวอย่างที่กินแคลเซียม 1,400-1,500 มิลลิกรัมร่วมกับวิตามินดี 3 (cholecalciferol) 1,100 IU ทุกวันพบว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งลดลง ขณะที่อีกงานวิจัยพบว่า การกินแคลเซียม 1,500 มิลลิกรัม ร่วมกับวิตามินดี 32,000 IU ทุกวัน ไม่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งแต่อย่างใด ในกลุ่มผู้หญิงสูงวัยที่มีสุขภาพดีและมีระดับวิตามินดีเพียงพอก่อนการทดลองอยู่แล้ว

  • มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของแคลเซียมต่อความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากยังคงขัดแย้งกันอยู่ บ้างก็พบว่าการกินอาหารเสริมแคลเซียมทุกวันจะลดความเสี่ยงต่อมะเร็งชนิดนี้ลง แต่บ้างก็กล่าวว่าไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่างแคลเซียมกับความเสี่ยงนี้

  • มะเร็งเต้านม (Breast cancer) งานวิจัยพบว่าผู้หญิงที่กินแคลเซียมมากจะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมลดลง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นอื่นแย้งว่าแคลเซียมในเลือดไม่ได้เชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อมะเร็งชนิดนี้

  • มะเร็งเยื่อบุมดลูก (Endometrial cancer) การกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุมดลูกได้ หากเป็นแคลเซียมจากการรับประทานอาหารอาจไม่ได้ผลเช่นนี้

  • มะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer) มีหลักฐานที่กล่าวว่าระดับแคลเซียมในเลือดที่สูงนั้นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อมะเร็งรังไข่ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยอื่นๆ กล่าวว่าการบริโภคแคลเซียมจากอาหารนั้นไม่ได้เกี่ยวโยงกับความเสี่ยงต่อโรคนี้แต่อย่างใด

  • ความเสียหายที่ประสาทจากการใช้ยาต้านมะเร็ง oxaliplatin งานวิจัยในเรื่องผลกระทบของแคลเซียมกับความเสียหายบริเวณประสาทที่เกิดจากยา oxaliplatin ยังคงปนเปกันอยู่ บ้างก็แสดงให้เห็นว่าการให้แคลเซียมกับแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดจะลดความเจ็บปวดที่ประสาทจากยาตัวนี้ลงได้ แต่งานวิจัยชิ้นอื่นกลับแย้งว่าการทำเช่นนี้ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ใดๆ

  • โรคหัวใจ (Heart diseaseงานวิจัยจำนวนมากพบว่าไม่มีความเกี่ยวพันกันระหว่างการเสริมแคลเซียมกับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจของผู้ที่มีสุขภาพดี

  • หัวใจวาย มีงานวิจัยกล่าวว่าผู้ที่บริโภคแคลเซียมในอาหารจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของอาหารเสริมแคลเซียมกับเรื่องความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายยังไม่แน่ชัด งานวิจัยอื่นแย้งว่าแคลเซียมไม่ได้ส่งผลต่อความเสี่ยงนี้ แต่น่าจะเป็นเพราะบางคนมีความเสี่ยงต่อภาวะนี้อยู่แล้วมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่กินแคลเซียมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพียงอย่างเดียวอาจมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่ผู้ที่กินแคลเซียมร่วมกับวิตามินดีอาจเสี่ยงน้อยลง อาจเป็นไปได้ว่าผู้ที่กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมและบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมมากกว่า 805 มิลลิกรัม/วัน อาจมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่ผู้ที่กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมแต่กินอาหารที่มีแคลเซียมน้อย กลับมีความเสี่ยงน้อยมากก็ได้
  • เบาหวาน (Diabetes) งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการบริโภคแคลเซียมในอาหารหรือจากอาหารเสริมมากขึ้นทั้งเดี่ยวหรือร่วมกับวิตามินดี อาจจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในประชากรที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน เช่น ในคนที่ร่างกายสามารถเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสต่ำ (Glucose intolerance) อย่างไรก็ตาม การศึกษาขาดการควบคุมที่ดี จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติม
  • สมองขาดเลือด (Strokeบางหลักฐานชี้ว่าการเพิ่มการบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมอาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสมองขาดเลือด แต่ก็มีหลักฐานแย้งว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณแคลเซียมไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงนี้แต่อย่างใด
  • ภาวะซึมเศร้าหลังการตั้งครรภ์ (postpartum depression) งานวิจัยกล่าวว่าการกินแคลเซียมทุกวันนับตั้งแต่อายุครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 11-21 จะลดอาการจากภาวะซึมเศร้าในช่วงอายุครรภ์ที่ 12 ได้ แต่จะไม่ช่วยในช่วง 6 สัปดาห์หลังคลอด
  • ตะคริวที่ขาจากการตั้งครรภ์ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าแคลเซียมสามารถป้องกันการเกิดตะคริวที่ขาเมื่อถึงช่วงอายุครรภ์เดือนที่ 6 เป็นต้นไป
  • การสึกหรอของกระดูก การกินแคลเซียมเพียงอย่างเดียวหรือกินร่วมกับวิตามินดีไม่ได้ช่วยป้องกันการสึกหรอของกระดูกในผู้สูงอายุที่ไม่ได้เป็นโรคกระดูกพรุน
  • ป้องกันการล้ม มีหลักฐานที่กล่าวว่าแคลเซียมร่วมกับวิตามินดี อาจช่วยป้องกันการล้มได้ด้วยการลดความสั่นไหวของร่างกายและช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตให้เป็นปกติ ซึ่งการแทนแค่แคลเซียมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และแม้เป็นแคลเซียมจากอาหารก็อาจไม่ได้ให้ผลเช่นนี้
  • ชัก (Seizures) งานวิจัยกล่าวว่าแคลเซียมอาจช่วยควบคุมอาการชักจากระดับแคลเซียมในเลือดที่ตกลงอย่างกะทันหันได้
  • โรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) จากการศึกษายังไม่พบว่าการบริโภคแคลเซียมทั้งจากอาหารและอาหารเสริมมากขึ้น ทั้งแบบเดี่ยวหรือร่วมกับวิตามินดี จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอ้วนลงพุงได้
  • ภาวะพร่องวิตามิน B12 ที่เกิดจากการใช้ยาเมทฟอร์มิน (Metformin) การกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมอาจช่วยลดภาวะขาดวิตามินบี 12 (Vitamin B12) ที่เกิดจากการใช้ยาเมทฟอร์มินในการรักษาเบาหวานได้
  • แผลในผนังเยื่อบุช่องปาก มีหลักฐานกล่าวว่าการใช้น้ำยาบ้วนปากที่ประกอบด้วยแคลเซียมฟอสเฟตร่วมกับการรักษาด้วยฟลูออไรด์จะลดระยะเวลาของความเจ็บปวดจากแผลในปากเนื่องจากการปลูกถ่ายสเตมเซลล์
  • ระดับตะกั่วในเลือด งานวิจัยกล่าวว่าการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมไม่ได้ช่วยลดระดับตะกั่วในเลือดลง ซึ่งขัดกับงานวิจัยบางชิ้นที่กล่าวว่า การกินแคลเซียมจะช่วยลดตะกั่วในเลือดได้ 11 %

ข้อควรรู้ก่อนกินแคลเซียม

แคลเซียมค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้คนส่วนมากเมื่อต้องรับประทานหรือให้ทางเส้นเลือดในปริมาณที่เหมาะสม แคลเซียมอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงบ้างเล็กน้อย เช่น เรอหรือเกิดแก๊สในร่างกาย

สำหรับผู้ใหญ่และเด็ก การรับแคลเซียมในปริมาณสูงอาจไม่ปลอดภัย จึงควรหลีกเลี่ยง สถาบันยากำหนดปริมาณอาหารและยาสูงสุดของแคลเซียม (Tolerable upper intake level (UL)) ว่าขึ้นอยู่กับอายุผู้ใช้ดังนี้

  • อายุ 0-6 เดือน = 100 มิลลิกรัม
  • อายุ 6-12 เดือน = 1,500 มิลลิกรัม
  • อายุ 1-8 ปี = 2,500 มิลลิกรัม
  • อายุ 9-18 ปี = 2,000 มิลลิกรัม

ขนาดที่สูงเกินอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงขึ้นได้ โดยงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ได้กล่าวว่าปริมาณที่สูงเกินกว่าปริมาณที่กำหนดในแต่ละวันหรือสำหรับผู้ใหญ่คือ 1,000-1,300 มิลลิกรัม/วัน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายได้ ซึ่งแม้ว่าข้อมูลนี้จะยังคงไม่แน่ชัดแต่ก็เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ดังนั้นจนกว่าจะมีข้อสรุปที่แน่ชัด คุณควรบริโภคแคลเซียมตามที่ข้อมูลกำหนด ห้ามบริโภคมากเกินไป และต้องพิจารณาทั้งแคลเซียมจากอาหารที่คุณกินเข้าไปและอาหารเสริมที่คุณใช้ไม่ให้เกิน 1,000-1,300 มิลลิกรัม/วัน ในการคำนวณค่าแคลเซียมในอาหาร ให้นับว่าอาหารที่ไม่ได้มาจากนมจะให้แคลเซียมต่อวันที่ 300 มิลลิกรัม และนำไปรวมกับนมหรือน้ำผลไม้เสริมแร่ธาตุ 1 แก้วที่ 300 มิลลิกรัม 

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษในการใช้แคลเซียม

สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร แคลเซียมถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยเมื่อกินในปริมาณที่เหมาะสมทั้งในกลุ่มสตรีมีครรภ์และแม่ให้นมบุตร แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเรื่องความปลอดภัยของการให้แคลเซียมทางเส้นเลือดของคนทั้งสองกลุ่มนี้

ระดับกรดในกระเพาะต่ำ (achlorhydria) ผู้ที่มีระดับน้ำย่อยต่ำจะดูดซึมแคลเซียมน้อยลงเมื่อมีแคลเซียมเข้าไปในกระเพาะที่กำลังว่างอยู่ อย่างไรก็ตาม ระดับกรดที่ต่ำในกระเพาะอาหารไม่ได้ลดการดูดซึมแคลเซียมที่มากับอาหารแต่อย่างใด คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำย่อยคือการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมร่วมกับอาหาร

ระดับฟอสเฟตในเลือดสูง (hyperphosphatemia) หรือระดับฟอสเฟตในเลือดต่ำ (hypophosphatemia) แคลเซียมกับฟอสเฟตต้องคงอยู่ในร่างกายอย่างสมดุลกัน การกินแคลเซียมมากเกินไปจะทำให้สมดุลนี้เสียและสร้างอันตรายขึ้นมา ดังนั้นห้ามรับประทานแคลเซียมเพิ่มเติมจากที่ผู้ดูแลสุขภาพของคุณแนะนำ

ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกิน (hypothyroidism) แคลเซียมจะรบกวนการรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนไทรอยด์ ดังนั้นควรแยกการใช้ยาแคลเซียมกับยาไทรอยด์ออกจากกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

ความสามารถในการทำงานไตลดลง กลุ่มผู้ที่อยู่ในภาวะไตทำงานไม่สมบูรณที่ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีแคลเซียมในเลือดมากเกินไปได้

การสูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่จะทำการดูดซึมแคลเซียมจากกระเพาะอาหารน้อยลง

การใช้แคลเซียมร่วมกับยาชนิดอื่น

ใช้แคลเซียมร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

แคลเซียมอาจลดการดูดซึมยาปฏิชีวนะของร่างกายลง การกินแคลเซียมร่วมกับยาปฏิชีวนะบางชนิดอาจลดประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะนั้น เพื่อเลี่ยงการตีกันเช่นนี้ควรกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมหลังการกินยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ยาปฏิชีวนะที่อาจตีกับแคลเซียมคือ ciprofloxacin (Cipro), enoxacin (Penetrex), norfloxacin (Chibroxin, Noroxin), sparfloxacin (Zagam) และ trovafloxacin (Trovan)

  • ยาปฏิชีวนะ (Tetracycline antibiotics) กับแคลเซียม

แคลเซียมอาจเกาะติดกับยาปฏิชีวนะบางชนิดที่เรียกว่า tetracyclines ในกระเพาะอาหาร ซึ่งจะลดปริมาณการดูดซึม tetracyclines ของร่างกาย เพื่อเลี่ยงการตีกันเช่นนี้ ควรกินแคลเซียม 2 ชั่วโมงก่อน หรือ 4 ชั่วโมงหลังใช้ยา tetracyclines โดย tetracyclines ที่อาจตีกับแคลเซียมคือ demeclocycline (Declomycin), minocycline (Minocin) and tetracycline (Achromycin และอื่นๆ

  • Calcipotriene (Dovonex) กับแคลเซียม

Calcipotriene (Dovonex) คือยาที่คล้ายกับวิตามินดี โดยวิตามินดีจะช่วยให้ร่างกายคุณดูดซับแคลเซียมดีขึ้น ซึ่งการกินอาหารเสริมแคลเซียมร่วมกับ Calcipotriene (Dovonex) อาจทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมมากเกินไป

  • Digoxin (Lanoxin) กับแคลเซียม

แคลเซียมส่งผลต่อหัวใจของคุณ โดย Digoxin (Lanoxin) ใช้เพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจให้แรงขึ้น การกินแคลเซียมร่วมกับ Digoxin (Lanoxin) อาจเพิ่มผลจากยาตัวนี้ขึ้น และทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ หากคุณกำลังใช้ยา Digoxin (Lanoxin) อยู่ ควรแจ้งแพทย์ก่อนรับอาหารเสริมแคลเซียมทุกครั้ง

  • Diltiazem (Cardizem, Dilacor, Tiazac) กับแคลเซียม

แคลเซียมส่งผลต่อหัวใจของคุณ โดย Diltiazem (Cardizem, Dilacor, Tiazac) ก็ส่งผลต่อหัวใจเช่นกัน การกินแคลเซียมปริมาณมาก ร่วมกับ Diltiazem (Cardizem, Dilacor, Tiazac) อาจลดประสิทธิภาพของ Diltiazem (Cardizem, Dilacor, Tiazac)

Levothyroxine ใช้เพื่อลดการทำงานของไทรอยด์ แคลเซียมจะลดปริมาณ Levothyroxine ที่ร่างกายควรจะดูดซึม ซึ่งการกินแคลเซียมร่วมกับ Levothyroxine จะทำให้ผลจากยาลดลง ควรใช้ยาทั้งสองห่างจากกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง โดยยาที่มีส่วนประกอบของ Levothyroxine คือ Armour Thyroid, Eltroxin, Estre, Euthyrox, Levo-T, Levothroid, Levoxyl, Synthroid, Unithroid และอื่นๆ

  • Verapamil (Calan, Covera, Isoptin, Verelan) กับแคลเซียม

แคลเซียมส่งผลต่อหัวใจของคุณเช่นเดียวกับ Verapamil (Calan, Covera, Isoptin, Verelan) หากคุณกำลังใช้ยา Verapamil (Calan, Covera, Isoptin, Verelan) ห้ามกินแคลเซียมในปริมาณมากเด็ดขาด

  • ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide diuretics กับแคลเซียม

ยาขับน้ำบางชนิดจะเพิ่มปริมาณแคลเซียมในร่างกายขึ้น การกินแคลเซียมร่วมกับยาขับน้ำอาจทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงได้ อย่างเช่นปัญหาที่ไต ยาขับน้ำกลุ่มนี้คือ chlorothiazide (Diuril), hydrochlorothiazide (HydroDIURIL, Esidrix), indapamide (Lozol), metolazone (Zaroxolyn) และ chlorthalidone (Hygroton)

คอยสังเกตอาการเมื่อต้องใช้แคลเซียมร่วมกับยาเหล่านี้

  • เอสโทรเจน (Estrogens) กับแคลเซียม

เอสโทรเจนจะช่วยให้ร่างกายคุณดูดซับแคลเซียม ซึ่งการกินยาเอสโทรเจนพร้อมกับแคลเซียมปริมาณมากจะทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมมากเกินไป ยาเม็ดเอสโทรเจนมีดังนี้ conjugated equine estrogens (Premarin), ethinyl estradiol, estradiol และอื่นๆ

  • ยาสำหรับความดันโลหิตสูง (Calcium channel blockers) กับแคลเซียม

ยาสำหรับความดันโลหิตสูงบางตัวส่งผลต่อแคลเซียมในร่างกาย โดยยาเหล่านี้เรียกว่า calcium channel blockers ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพของยาความดันโลหิตสูงลง โดยตัวอย่างยากลุ่มนี้มีทั้ง nifedipine (Adalat, Procardia), verapamil (Calan, Isoptin, Verelan), diltiazem (Cardizem), isradipine (DynaCirc), felodipine (Plendil), amlodipine (Norvasc) และอื่นๆ

ห้ามใช้แคลเซียมร่วมกับยา Ceftriaxone (Rocephin)

การให้ Ceftriaxone กับแคลเซียมเข้าเส้นเลือด จะส่งผลร้ายแรงถึงชีวิตทั้งต่อปอดและไต ไม่ควรให้แคลเซียมทางกระแสเลือดภายใน 48 ชั่วโมงของการให้ Ceftriaxone

ปริมาณการใช้แคลเซียม

แคลเซียมคาร์โบเนตและแคลเซียมซิเทรตเป็นรูปแบบของแคลเซียมที่นิยมใช้กันมากที่สุด ทั้งนี้ อาหารเสริมแคลเซียมมักจะแบ่งปริมาณยาออกเป็น 2 ครั้งต่อวัน เพื่อเพิ่มกระบวนการดูดซึม วิธีที่ดีที่สุดคือการกินแคลเซียมร่วมกับอาหารในปริมาณที่ 500 มิลลิกรัม หรือน้อยกว่านั้น

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้รับการศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แล้ว

รับประทาน

  • เพื่อป้องกันระดับแคลเซียมต่ำ ใช้แคลเซียม 1 กรัมทุกวัน
  • เพื่อรักษาอาการแสบร้อนกลางอก ใช้แคลเซียมคาร์โบเนตเป็นยาลดกรด 0.5-1.5 กรัมตามความจำเป็น
  • เพื่อลดฟอสเฟตของผู้ใหญ่ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง (chronic renal failure) แคลเซียมอะซิเทต โดสแรกคือ 1.334 กรัม (แคลเซียม 338 มิลลิกรัม) ในแต่ละมื้อ จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 2-2.67 กรัม (แคลเซียม 500-680 มิลลิกรัม) ในแต่ละมื้อตามความจำเป็น
  • เพื่อป้องกันกระดูกอ่อนแอ (กระดูกพรุน) ใช้แคลเซียม 1-1.6 กรัมทุกวัน ทั้งจากอาหารและอาหารเสริม 
  • สำหรับสตรีมีครรภ์ที่มีการบริโภคแคลเซียมต่ำ ปริมาณที่มีเพื่อการสร้างความหนาแน่นของมวลกระดูกของตัวอ่อนมีระยะตั้งแต่ 300-1,300 มิลลิกรัม/วัน เริ่มจากที่อายุครรภ์ 20-22 สัปดาห์
  • สำหรับอาการก่อนประจำเดือน (PMS) แคลเซียมคาร์โบเนต 1-1.2 กรัม ต่อวัน
  • เพื่อลดระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในผู้ป่วยไตเรื้อรัง แคลเซียมคาร์โบเนต 2-21 กรัม
  • เพื่อป้องกันการสูญเสียกระดูกในกลุ่มผู้ที่กำลังใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ แบ่งปริมาณยาของแคลเซียมต่อวันเป็น 1 กรัม
  • สำหรับความดันโลหิตสูง แคลเซียมต่อวัน 1-1.5 กรัม
  • เพื่อป้องกันความดันโลหิตสูงระหว่างการตั้งครรภ์ ใช้แคลเซียมทุกวัน เป็นแคลเซียมคาร์โบเนต 1-2 กรัม
  • เพื่อป้องกันกันมะเร็งลำไส้และทวารหนักกับเนื้องอกซ้ำซากที่ลำไส้และทวารหนัก (adenomas) แคลเซียม 1,200-1,600 มิลลิกรัม/วัน
  • สำหรับคอเลสเตอรอลสูง แคลเซียมทุกวัน 1,200 มิลลิกรัม ทั้งเดี่ยวหรือร่วมกับวิตามินดี 400 IU และจำกัดอาหารที่มีไขมันต่ำหรือแคลอรีสูง
  • เพื่อป้องกันภาวะฟลูออไรด์เป็นพิษในเด็ก แคลเซียม 125 มิลลิกรัม 2 ครั้ง/วัน ร่วมกับกรดแอสคอบิค (Ascorbic acid) และวิตามินดี
  • สำหรับการลดน้ำหนัก ให้เพิ่มการบริโภคแคลเซียมด้วยการรับประทานผลิตภัณฑ์จากนมให้เป็น 500-2,400 มิลลิกรัม/วัน ร่วมกับการจำกัดอาหารแคลอรีสูง

มีข้อมูลเรื่องปริมาณสารอาหารที่แนะนำในแต่ละวัน (Recommended daily allowance (RDA)) ของแคลเซียมที่คาดการณ์จากระดับการบริโภคที่จำเป็นเพื่อให้ตรงตามความต้องการของรายบุคคลว่าขึ้นอยู่กับอายุดังนี้

อายุ 1-3 ปี = 1,300 มิลลิกรัม
19-50 ปี = 1,000 มิลลิกรัม
ผู้ชาย 51-70 ปี = 1,000 มิลลิกรัม
ผู้หญิง 51-70 ปี = 1,200 มิลลิกรัม
อายุ 70+ = 1,200 มิลลิกรัม
ผู้หญิงมีครรภ์หรือกำลังให้นม (อายุต่ำกว่า 19 ปี) = 1,300 มิลลิกรัม

ผู้หญิงมีครรภ์หรือกำลังให้นม (อายุต่ำกว่า 19-50 ปี) = 1,000 มิลลิกรัม

ปริมาณสารอาหารที่เพียงพอในแต่ละวัน (Tolerable upper intake level (UL)) ของแคลเซียมจะขึ้นอยู่กับอายุดังนี้

  • อายุ 0-6 เดือน = 1,000 มิลลิกรัม
  • อายุ 6-12 เดือน = 1,500 มิลลิกรัม
  • อายุ 1-3 ปี = 2,500 มิลลิกรัม
  • อายุ 9-18 ปี = 3,000 มิลลิกรัม
  • อายุ 19-50 ปี = 2,500 มิลลิกรัม
  • อายุ 51+ = 2,000 มิลลิกรัม

โดยควรเลี่ยงปริมาณที่มากกว่าที่กล่าวไปจะดีที่สุด

ปริมาณที่มากกว่าที่กำหนดหรือ 1,000-1,300 มิลลิกรัม ต่อวันสำหรับผู้ใหญ่เกี่ยวพันกับการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวาย ควรบริโภคแคลเซียมไม่ให้เกินกว่าข้อมูลข้างต้นจนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจน  และต้องพิจารณาทั้งแคลเซียมจากอาหารที่กินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ให้เกิน 1,000-1,300 มิลลิกรัม ต่อวัน ในการคำนวณค่าแคลเซียมในอาหาร ให้นับว่าอาหารที่ไม่ได้มาจากนมจะให้แคลเซียมต่อวันที่ 300 มิลลิกรัม และนำไปรวมกับนมหรือน้ำผลไม้เสริมแร่ธาตุหนึ่งแก้วที่ 300 มิลลิกรัม

ที่มาของข้อมูล
  1. Christian Nordqvist, Calcium: Health benefits, foods, and deficiency (https://www.medicalnewstoday.com/articles/248958.php?fbclid=IwAR0_2htO43le8cRxHu6M_t2PXV47JI28lltiWN0Bvq9fNFFNUUqJP4R4UdY), 21 August 2017.
  2. Calcium: What You Should Know (https://www.webmd.com/vitamins-and-supplements/calcium?fbclid=IwAR1r73Yz5pOgv8GFWHlxFvfCPXOTeYbYWmfwUF-Dtsw9aJdD0rq3KPS62MU#1), 21 February 2019.
  3. Eur J Endocrinol, Serum calcium level is associated with metabolic syndrome in the general population: FIN-D2D study (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/21659455), September 2011.
  4. J Clin Endocrinol Metab, The Role of Vitamin D and Calcium in type 2 diabetes. A systematic Review and Meta-Analysis (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2085234/), 21 November 2007.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์