กองบรรณาธิการ HonestDocs
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HonestDocs

แคลเซียม (Calcium)

เผยแพร่ครั้งแรก 27 ม.ค. 2019 อัปเดตล่าสุด 4 มี.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 14 นาที

แคลเซียม (Calcium) เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อกระดูกและฟัน รวมถึงหัวใจ เส้นประสาท และระบบก่อลิ่มเลือด แคลเซียมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใช้รักษาและป้องกันภาวะแคลเซียมต่ำที่อาจส่งผลต่อสภาพของกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) หรือภาวะที่กระดูกอ่อนแอเนื่องจากความหนาแน่นต่ำ โรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets) หรือภาวะในเด็กที่ทำให้กระดูกอ่อนนิ่ม และโรคกระดูกน่วม (Osteomalacia) หรือภาวะกระดูกอ่อนที่สร้างความเจ็บปวดอื่นๆ

นอกจากนี้ แคลเซียมยังช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome (PMS)) ตะคริวขึ้นขาระหว่างตั้งครรภ์ (Leg cramps during pregnancy) ความดันโลหิตสูงระหว่างการตั้งครรภ์ (Pre-eclampsia) และใช้เพื่อลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก บางคนใช้บรรเทาภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดบายพาสลำไส้ ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคไลม์ (Lyme) หรือใช้เพื่อลดระดับฟลูออไรด์ในเด็ก และลดระดับตะกั่วในร่างกาย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 424 บาท ลดสูงสุด 57%

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

H27

แคลเซียมอีกรูปแบบหนึ่งคือ แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate) เป็นยาลดกรดที่ใช้บรรเทาอาการแสบร้อนกลางอก เมื่อใช้ยานี้ร่วมกับแคลเซียมอะซีเทต (Calcium acetate) จะสามารถลดระดับฟอสเฟตในผู้ป่วยโรคไตได้อีกด้วย

หากไม่รับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาหารหลายอย่างที่หาได้ทั่วไปก็อุดมด้วยแร่ธาตุนี้ เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม เต้าหู้ ผักเคล บล็อกโคลี ผลไม้รสเปรี้ยว น้ำแร่ และปลากระป๋องที่มีก้าง

อย่างไรก็ตาม การกินผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมหรือที่เรียกกันติดปากว่า อาหารเสริม พร้อมกับกินยาปฏิชีวนะ อาจมีผลให้ประสิทธิภาพของแคลเซียมลดลง อาจต้องกินคนละเวลากับการรับประทานยา เพราะยังส่งผลต่อการใช้ยาทางการแพทย์ บางครั้งผลกระทบอาจเกิดน้อยลงหากกินแคลเซียมต่างเวลากับยานั้นๆ (มีรายละเอียดของเรื่องนี้ในหัวข้อ “คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษในการใช้แคลเซียม” ส่วนท้ายของบทความ)

แคลเซียมทำงานอย่างไร?

กระดูกและฟันมีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบมากกว่า 99% และหากดูจากร่างกายมนุษย์ทั้งหมด ยังพบแคลเซียมในเลือด กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อต่างๆ 

แคลเซียมในกระดูกเป็นแหล่งแคลเซียมสำรองที่ร่างกายสามารถดึงไปใช้ได้ และเมื่อคนเราแก่ตัวลง โดยความเข้มข้นมักจะลดลงตามอายุที่มากขึ้น เนื่องจากร่างกายขับออกมาในรูปของเหงื่อ เซลล์ผิวหนัง และของเสีย โดยเฉพาะในเพศหญิง การดูดซึมแคลเซียมของร่างกายจะค่อยๆ น้อยลงเนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโทรเจน (Estrogen) น้อยลง

ทั้งนี้การดูดซึมแคลเซียมจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ เพศ และอายุของแต่ละบุคคล

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 424 บาท ลดสูงสุด 57%

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

H27

ด้วยเหตุที่กระดูกมีการเสื่อมสลายและสร้างใหม่ตลอดเวลา โดยใช้แคลเซียมเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการนี้ การกินอาหารเสริมชนิดนี้จึงเป็นตัวช่วยที่น่าพิจารณา

การกินแคลเซียมช่วยป้องกันและรักษาอาการใดได้บ้าง?

  • อาหารไม่ย่อย (Indigestion) การกินแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นยาลดกรด สามารถรักษาภาวะอาหารไม่ย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia) การฉีดแคลเซียมกลูโคเนต (Calcium gluconate) เข้าเส้นเลือด สามารถแก้ไขภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงได้
  • ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ (Hypocalcemia) การกินอาหารเสริมชนิดนี้สามารถรักษาและป้องกันภาวะระดับแคลเซียมในเลือดต่ำได้
  • ไตล้มเหลว การกินแคลเซียมคาร์บอเนตหรือแคลเซียมอะซิเทตช่วยควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยโรคไตวายได้ดี แต่แคลเซียมซิเทรต (Calcium citrate) จะใช้รักษาไม่ได้
  • โรคกระดูกพรุนจากยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Glucocorticoid-induced osteoporosis) การกินอาหารเสริมชนิดนี้ร่วมกับวิตามินดี (Vitamin D) อาจช่วยลดการสูญเสียแร่ธาตุในกระดูกของผู้ที่กำลังใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ในระยะยาวได้
  • ความผิดปกติของต่อมพาราไทรอยด์ (Hyperparathyroidism) การกินอาหารเสริมชนิดนี้จะลดระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (Parathyroid hormone) ของผู้ป่วยไตวายที่มีระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูงเกินไปได้
  • กระดูกพรุน (Osteoporosis) การกินอาหารเสริมชนิดนี้สามารถป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกและรักษาภาวะกระดูกพรุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเจริญเติบโตของกระดูกส่วนมากจะเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น ซึ่งหลังจากนั้นความแข็งแรงของกระดูกผู้หญิงจะคงอยู่เช่นนั้นจนถึงอายุ 30-40 ปี

    หลังจากช่วงวัยนี้แล้ว กระดูกจะค่อยๆ สูญเสียมวลออกไปในอัตราเร็วที่ 0.5-1 % ต่อปี สำหรับผู้ชาย การสูญเสียมวลกระดูกนี้จะเกิดขึ้นหลังจากช่วงวัยดังกล่าวหลายสิบปี  การสูญเสียมวลกระดูกเช่นนี้จะมีมากขึ้นกับผู้ที่รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อย ซึ่งมักจะพบได้กับชาวอเมริกามากที่สุด

    ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีสามารถลดความเสี่ยงนี้ได้ด้วยการกินอาหารเสริมแคลเซียม นักวิจัยบางคนคาดว่าการกินแคลเซียมต่อไปอีก 30 ปีหลังหมดประจำเดือนอาจช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น 10 % อีกทั้งการรับประทานแคลเซียมเพียงอย่างเดียวหรือรับประทานร่วมกับวิตามินดียังช่วยป้องกันการแตกหักของกระดูกในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนอีกด้ว

  • อาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome (PMS)) พบว่า การบริโภคอาหารเสริมชนิดนี้ทุกวันจะช่วยลดการเกิดอารมณ์แปรปรวน ท้องอืด อยากอาหาร และความเจ็บปวด อีกทั้งการเพิ่มปริมาณแคลเซียมในอาหารยังช่วยป้องกันการเกิดอาการก่อนมีประจำเดือนได้ ผู้หญิงที่บริโภคแคลเซียมในอาหารเฉลี่ย 1,283 มิลลิกรัม/วัน จะมีความเสี่ยงที่จะมีอาการก่อนมีประจำเดือนน้อยลง 30% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่บริโภคแคลเซียมในอาหารเฉลี่ย 529 มิลลิกรัม/วัน 
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal cancer) มีงานวิจัยกล่าวว่าการบริโภคอาหารหรืออาหารเสริมชนิดนี้ปริมาณมากจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลค่อนข้างขัดแย้งกับหลักฐานที่มีอยู่ก่อน ซึ่งอาจเป็นผลเนื่องมาจากระดับวิตามินดีในเลือด หมายความว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำอาจไม่ได้รับประโยชน์จากอาหารเสริมแคลเซียมนั่นเอง
  • การเพิ่มขึ้นของกระดูกตัวอ่อน สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับแคลเซียมจากอาหารน้อยควรกินอาหารเสริมชนิดนี้ เพื่อช่วยเพิ่มความหนาแน่นของแร่ธาตุของตัวอ่อนในครรภ์ อย่างไรก็ตาม วิธีเช่นนี้อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อผู้หญิงที่มีระดับแคลเซียมปกติอยู่แล้ว
  • ฟลูออร์ไรด์เป็นพิษ (Fluoride poisoning) การกินอาหารเสริมชนิดนี้ร่วมกับวิตามินดีกับวิตามินซี (Vitamin C) อาจช่วยลดระดับฟลูออไรด์ในเด็กและลดอาการจากภาวะฟลูออไรด์เป็นพิษได้
  • คอเลสเตอรอลสูง การกินอาหารเสริมชนิดนี้ร่วมกับกินอาหารไขมันต่ำหรือแคลอรีต่ำจะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ดี แต่การกินแคลเซียมอย่างเดียวโดยไม่จำกัดปริมาณอาหารอื่น ไม่ได้ช่วยลดคอเลสเตอรอลแต่อย่างใด
  • ความดันโลหิตสูง การกินอาหารเสริมชนิดนี้อาจช่วยลดความดันโลหิตได้เล็กน้อย (มักจะประมาณ 1-2 mmHg) และแคลเซียมยังออกฤทธิ์ได้ดีในกลุ่มผู้ที่อ่อนไหวต่อเกลือและผู้ที่มักได้รับแคลเซียมน้อย อีกทั้งการกินแคลเซียมยังเหมือนจะช่วยลดระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคไตร้ายแรงได้อีกด้วย
  • ความดันโลหิตสูงระหว่างการตั้งครรภ์ (Pre-eclampsia) การกินอาหารเสริมชนิดนี้ 1-2 กรัม/วัน อาจช่วยลดภาวะความดันโลหิตสูงที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ได้ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงของหญิงตั้งครรภ์ได้ 50%
     
  • การสูญเสียฟัน การกินอาหารเสริมชนิดนี้และวิตามินดีช่วยป้องกันการสูญเสียฟันของผู้สูงอายุได้
  • น้ำหนักลด ผู้ใหญ่และเด็กที่มีการบริโภคแคลเซียมในแต่ละวันในปริมาณน้อยมักจะมีน้ำหนักมากและดัชนีมวลกาย (ฺBody mass index: BMI) สูง เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่บริโภคแคลเซียมสูง นักวิจัยได้ศึกษาว่า การเพิ่มการบริโภคอาหารเสริมชนิดนี้จะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่ ซึ่งผลการศึกษายังคงไม่ชัดเจน

    การศึกษาทางคลินิกบางชิ้นได้แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณแคลเซียมจากการกินอาหารจำพวกนมอย่างโยเกิร์ตจะทำให้น้ำหนักลดลง ดัชนีมวลกายลดลง และมีการเผาผลาญไขมันมากกว่าผู้ที่กินอาหารแคลอรีต่ำ เช่นเดียวกับผู้ที่กินอาหารแบบไม่จำกัดปริมาณแคลอรี

    อีกทั้งการกินอาหารเสริมชนิดนี้ร่วมกับวิตามินดียังช่วยในการลดน้ำหนักของผู้บริโภคแคลเซียมน้อยเช่นกัน แต่การกินอาหารเสริมแคลเซียมกลับไม่ส่งผลเช่นนี้กับกลุ่มผู้บริโภคแคลเซียมเพียงพอในแต่ละวันแล้ว และยังไม่ส่งผลใดๆ กับผู้ที่ไม่มีน้ำหนักเกิน

ภาวะที่แคลเซียมไม่สามารถรักษาได้

  • ภาวะหัวใจหยุดเต้น (Cardiac arrest) มีหลักฐานชี้ว่าการใช้แคลเซียมระหว่างประสบกับภาวะหัวใจหยุดเต้นนั้นไม่ได้ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและอาจทำให้โอกาสการกู้ชีพน้อยลงอีกด้วย

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าใช้แคลเซียมรักษาได้หรือไม่

  • มะเร็ง งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการกินอาหารเสริมนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง แต่สำหรับบางคน การกินทั้งแคลเซียมและวิตามินดีอาจลดความเสี่ยงนี้ได้บ้าง แม้ยังมีผลการศึกษาแย้ง กล่าวคือ เมื่อวิจัยกลุ่มสตรีสูงอายุที่ก่อนการทดลอง พวกเธอมีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 60% ของกลุ่มตัวอย่างที่กินแคลเซียม 1,400-1,500 มิลลิกรัมร่วมกับวิตามินดี 3 (Cholecalciferol) 1,100 IU ทุกวัน พบว่าความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งลดลง

    ขณะที่อีกงานวิจัยพบว่า การกินแคลเซียม 1,500 มิลลิกรัม ร่วมกับวิตามินดี 32,000 IU ทุกวัน ไม่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งแต่อย่างใด ในกลุ่มผู้หญิงสูงวัยที่มีสุขภาพดีและมีระดับวิตามินดีเพียงพอก่อนการทดลองอยู่แล้ว

  • มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของอาหารเสริมนี้ต่อความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากยังคงขัดแย้งกันอยู่ บ้างก็พบว่าการกินอาหารเสริมแคลเซียมทุกวันจะลดความเสี่ยงต่อมะเร็งชนิดนี้ลง แต่บ้างก็กล่าวว่าไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่างแคลเซียมกับความเสี่ยงนี้

  • มะเร็งเต้านม (Breast cancer) งานวิจัยพบว่าผู้หญิงที่กินแคลเซียมมากจะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมลดลง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นอื่นแย้งว่าแคลเซียมในเลือดไม่ได้เชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อมะเร็งชนิดนี้

  • มะเร็งเยื่อบุมดลูก (Endometrial cancer) การกินอาหารเสริมนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุมดลูกได้ หากเป็นการได้รับจากการรับประทานอาหารอาจไม่ได้ผลเช่นนี้

  • มะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer) มีหลักฐานที่กล่าวว่าระดับแคลเซียมในเลือดที่สูงนั้นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อมะเร็งรังไข่ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยอื่นๆ กล่าวว่าการบริโภคแคลเซียมจากอาหารนั้นไม่ได้เกี่ยวโยงกับความเสี่ยงต่อโรคนี้แต่อย่างใด

    แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
    ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 424 บาท ลดสูงสุด 57%

    จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

    H27
  • ความเสียหายที่ประสาทจากการใช้ยาต้านมะเร็งออกซาลิพลาทิน (Oxaliplatin) งานวิจัยในเรื่องผลกระทบของแคลเซียมกับความเสียหายบริเวณประสาทที่เกิดจากยาออกซาลิพลาทิน ยังคงไม่ปรากฏชัด บ้างก็แสดงให้เห็นว่าการให้แคลเซียมกับแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดจะลดความเจ็บปวดที่ประสาทได้ แต่งานวิจัยชิ้นอื่นกลับแย้งว่าไม่ได้ให้ผลลัพธ์ใดๆ

  • โรคหัวใจ (Heart diseaseงานวิจัยจำนวนมากพบว่าไม่มีความเกี่ยวพันกันระหว่างการเสริมแคลเซียมกับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจของผู้ที่มีสุขภาพดี

  • หัวใจวาย มีงานวิจัยกล่าวว่าผู้ที่บริโภคแคลเซียมในอาหารจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของการใช้อาหารเสริมนี้กับเรื่องความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายยังไม่แน่ชัด

    งานวิจัยอื่นแย้งว่าแคลเซียมไม่ได้ส่งผลต่อความเสี่ยงนี้ แต่น่าจะเป็นเพราะบางคนมีความเสี่ยงต่อภาวะนี้อยู่แล้วมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่กินอาหารเสริมชนิดนี้เพียงอย่างเดียวอาจมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่ผู้ที่กินร่วมกับวิตามินดีอาจเสี่ยงน้อยลง อาจเป็นไปได้ว่าผู้ที่กินอาหารเสริมชนิดนี้และบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมมากกว่า 805 มิลลิกรัม/วัน อาจมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่ผู้ที่กินอาหารเสริมชนิดนี้แต่กินอาหารที่มีแคลเซียมน้อย กลับมีความเสี่ยงน้อยมากก็ได้

  • เบาหวาน (Diabetes) งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการบริโภคแคลเซียมในอาหารหรือจากอาหารเสริมมากขึ้นทั้งเดี่ยวหรือร่วมกับวิตามินดี อาจจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในประชากรที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน เช่น ในคนที่ร่างกายสามารถเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสต่ำ (Glucose intolerance) อย่างไรก็ตาม การศึกษาขาดการควบคุมที่ดี จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติม

  • สมองขาดเลือด (Strokeบางหลักฐานชี้ว่าการเพิ่มการบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมอาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสมองขาดเลือด แต่ก็มีหลักฐานแย้งว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณแคลเซียมไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงนี้แต่อย่างใด

  • ภาวะซึมเศร้าหลังการตั้งครรภ์ (Postpartum depression) งานวิจัยกล่าวว่าการกินแคลเซียมทุกวันนับตั้งแต่อายุครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 11-21 จะลดอาการจากภาวะซึมเศร้าในช่วงอายุครรภ์ที่ 12 ได้ แต่จะไม่ช่วยในช่วง 6 สัปดาห์หลังคลอด

  • ตะคริวที่ขาจากการตั้งครรภ์ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าแคลเซียมสามารถป้องกันการเกิดตะคริวที่ขาเมื่อถึงช่วงอายุครรภ์เดือนที่ 6 เป็นต้นไป

  • การสึกหรอของกระดูก การกินอาหารเสริมชนิดนี้เพียงอย่างเดียวหรือกินร่วมกับวิตามินดีไม่ได้ช่วยป้องกันการสึกหรอของกระดูกในผู้สูงอายุที่ไม่ได้เป็นโรคกระดูกพรุน

  • ป้องกันการล้ม มีหลักฐานที่กล่าวว่าการกินอาหารเสริมชนิดนี้ร่วมกับวิตามินดี อาจช่วยป้องกันการล้มได้ด้วยการลดความสั่นไหวของร่างกายและช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตให้เป็นปกติ ซึ่งการแทนแค่แคลเซียมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และแม้เป็นแคลเซียมจากอาหารก็อาจไม่ได้ให้ผลเช่นนี้

  • ชัก (Seizures) งานวิจัยกล่าวว่าแคลเซียมอาจช่วยควบคุมอาการชักจากระดับแคลเซียมในเลือดที่ตกลงอย่างกะทันหันได้

  • โรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) จากการศึกษายังไม่พบว่าการบริโภคแคลเซียมทั้งจากอาหารและอาหารเสริมมากขึ้น ทั้งแบบเดี่ยวหรือร่วมกับวิตามินดี จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอ้วนลงพุงได้

  • ภาวะพร่องวิตามิน B12 ที่เกิดจากการใช้ยาเมทฟอร์มิน (Metformin) การกินอาหารเสริมชนิดนี้อาจช่วยลดภาวะขาดวิตามินบี 12 (Vitamin B12) ที่เกิดจากการใช้ยาเมทฟอร์มินในการรักษาเบาหวานได้

  • แผลในผนังเยื่อบุช่องปาก มีหลักฐานกล่าวว่าการใช้น้ำยาบ้วนปากที่ประกอบด้วยแคลเซียมฟอสเฟตร่วมกับการรักษาด้วยฟลูออไรด์จะลดระยะเวลาของความเจ็บปวดจากแผลในปากเนื่องจากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์

  • ระดับตะกั่วในเลือด งานวิจัยกล่าวว่าการกินอาหารเสริมชนิดนี้ไม่ได้ช่วยลดระดับตะกั่วในเลือดลง ซึ่งขัดกับงานวิจัยบางชิ้นที่กล่าวว่า การกินอาหารเสริมชนิดนี้จะช่วยลดตะกั่วในเลือดได้ 11 %

ข้อควรรู้ก่อนกินแคลเซียม

แคลเซียมค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้คนส่วนมากเมื่อต้องรับประทานหรือให้ทางเส้นเลือดในปริมาณที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงบ้างเล็กน้อย เช่น เรอหรือเกิดแก๊สในร่างกาย

สำหรับคนทั่วไป การรับแคลเซียมในแต่ละวันมีปริมาณที่ต้องคำนึงตามเพศและช่วงอายุ เนื่องจากร่างกายคนเรามีแคลเซียม 1-2 % ของน้ำหนักตัวอยู่แล้ว ดังนั้นจึงควรศึกษาก่อนบริโภคในแต่ละวัน (Recommended Dietary Allowances: RDA) ดังตารางต่อไปนี้

ตารางแสดงปริมาณความต้องการแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน (หน่วยเป็นมิลลิกรัม)

อายุ ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวันในเพศชาย (มิลลิกรัม) ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวันในเพศหญิง (มิลลิกรัม)
1-3 ปี 700 700
4-8 ปี 1,000 1,000
9-13 ปี 1,300 1,300
14-18 ปี 1,300 1,300
19-50 ปี 1,000 1,000
51-70 ปี 1,000 1,200
71 ปีขึ้นไป 1,200 1,200

ที่มา: US Public Health Recommendations, 2010. 

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยควรระวังปริมาณการใช้ เพราะปริมาณที่สูงเกินอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงได้ โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์หรือสตรีที่กำลังให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้กล่าวว่าปริมาณที่สูงเกินกว่าปริมาณที่กำหนดในแต่ละวันหรือสำหรับผู้ใหญ่คือ 1,000-1,300 มิลลิกรัม/วัน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายได้

ซึ่งแม้ว่าข้อมูลนี้จะยังคงไม่แน่ชัดแต่ก็เป็นประเด็นที่ควรพิจารณา ดังนั้นจนกว่าจะมีข้อสรุปที่แน่ชัด คุณควรบริโภคตามที่ข้อมูลกำหนด ห้ามบริโภคมากเกินไป และต้องพิจารณาทั้งแคลเซียมจากอาหารที่คุณกินเข้าไปและแคลเซียมจากผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่คุณใช้ โดยรวมแล้วไม่ให้เกิน 1,000-1,300 มิลลิกรัม/วัน สำหรับการคำนวณค่าแคลเซียมในอาหาร ให้นับว่าอาหารที่ไม่ได้มาจากนมจะให้แคลเซียมต่อวันที่ 300 มิลลิกรัม และนำไปรวมกับนมหรือน้ำผลไม้เสริมแร่ธาตุ 1 แก้วที่ 300 มิลลิกรัม 

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษในการใช้แคลเซียม

บุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือมีภาวะความผิดปกติ ซึ่งควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการกินแคลเซียม มีดังนี้

  • สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร แคลเซียมค่อนข้างปลอดภัยเมื่อกินในปริมาณที่เหมาะสมทั้งในกลุ่มสตรีมีครรภ์และแม่ให้นมบุตร แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเรื่องความปลอดภัยของการให้แคลเซียมทางเส้นเลือดของคนทั้งสองกลุ่มนี้
  • ผู้มีระดับกรดในกระเพาะต่ำ (Achlorhydria) ผู้ที่มีระดับน้ำย่อยต่ำจะดูดซึมแคลเซียมน้อยลงเมื่อมีแคลเซียมเข้าไปในกระเพาะที่กำลังว่างอยู่ อย่างไรก็ตาม ระดับกรดที่ต่ำในกระเพาะอาหารไม่ได้ลดการดูดซึมแคลเซียมที่มากับอาหารแต่อย่างใด คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำย่อยคือการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมร่วมกับอาหาร
  • ผู้มีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง (Hyperphosphatemia) หรือระดับฟอสเฟตในเลือดต่ำ (Hypophosphatemia) แคลเซียมกับฟอสเฟตต้องคงอยู่ในร่างกายอย่างสมดุลกัน การกินแคลเซียมมากเกินไปจะทำให้สมดุลนี้เสียและสร้างอันตรายขึ้นมา ดังนั้นห้ามรับประทานแคลเซียมเพิ่มเติมจากที่ผู้ดูแลสุขภาพของคุณแนะนำ
  • ผู้มีต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกิน (Hypothyroidism) แคลเซียมจะรบกวนการรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนไทรอยด์ ดังนั้นควรแยกการใช้ยาแคลเซียมกับยาไทรอยด์ออกจากกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
  • ผู้มีความสามารถในการทำงานไตต่ำกว่าปกติ กลุ่มผู้ที่อยู่ในภาวะไตทำงานไม่สมบูรณที่ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีแคลเซียมในเลือดมากเกินไปได้
  • ผู้สูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่จะทำการดูดซึมแคลเซียมจากกระเพาะอาหารน้อยลง

การใช้แคลเซียมร่วมกับยาชนิดอื่น

ควรระมัดระวังในการใช้แคลเซียมร่วมกับยาเหล่านี้

  • ยาปฏิชีวนะควิโนโลน (Quinolone antibiotics)
    แคลเซียมอาจลดการดูดซึมยาปฏิชีวนะของร่างกาย การกินแคลเซียมร่วมกับยาปฏิชีวนะบางชนิดอาจลดประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะนั้น เพื่อเลี่ยงการตีกันเช่นนี้ควรกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมหลังการกินยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ยาปฏิชีวนะที่อาจตีกับแคลเซียมคือ Ciprofloxacin (Cipro), Enoxacin (Penetrex), Norfloxacin (Chibroxin, Noroxin), Sparfloxacin (Zagam) และ Trovafloxacin (Trovan)
  • ยาปฏิชีวนะเตตระไซคลิน (Tetracycline antibiotics)
    แคลเซียมอาจเกาะติดกับยาปฏิชีวนะเตตระไซคลินในกระเพาะอาหาร ซึ่งจะลดปริมาณการดูดซึมเตตระไซคลินของร่างกาย เพื่อเลี่ยงการตีกันเช่นนี้ ควรกินแคลเซียม 2 ชั่วโมงก่อน หรือ 4 ชั่วโมงหลังใช้ยาเตตระไซคลิน โดยยาเตตระไซคลินที่อาจตีกับแคลเซียมคือ Demeclocycline (Declomycin), Minocycline (Minocin) และ Tetracycline (Achromycin)
  • ยาแคลซิโปทรีน (Calcipotriene (Dovonex))
    ยาแคลซิโปทรีนคือยาที่คล้ายกับวิตามินดี โดยวิตามินดีจะช่วยให้ร่างกายคุณดูดซับแคลเซียมดีขึ้น ซึ่งการกินอาหารเสริมแคลเซียมร่วมกับยาแคลซิโปทรีนอาจทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมมากเกินไป
  • ยาไดจอกซิน (Digoxin (Lanoxin))
    แคลเซียมส่งผลต่อหัวใจของคุณ โดยยาไดจอกซินใช้เพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจให้แรงขึ้น การกินแคลเซียมร่วมกับยาไดจอกซินอาจเพิ่มผลจากยา ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ หากคุณกำลังใช้ยาไดจอกซินอยู่ ควรแจ้งแพทย์ก่อนรับอาหารเสริมแคลเซียมทุกครั้ง
  • ยาดิลไทอะเซม (Diltiazem (Cardizem, Dilacor, Tiazac))
    แคลเซียมส่งผลต่อหัวใจของคุณ ยาดิลไทอะเซมก็ส่งผลต่อหัวใจเช่นกัน การกินแคลเซียมปริมาณมากร่วมกับยาดิลไทอะเซม อาจลดประสิทธิภาพของยาดิลไทอะเซมได้
  • ยาเลโวไทรอกซีน (Levothyroxine)
    ยาเลโวไทรอกซีนใช้เพื่อลดการทำงานของไทรอยด์ แคลเซียมจะลดปริมาณยาเลโวไทรอกซีนที่ร่างกายควรจะดูดซึม ซึ่งการกินแคลเซียมร่วมกับยาเลโวไทรอกซีนจะทำให้ผลจากยาลดลง ควรใช้ยาเลโวไทรอกซีนห่างจากแคลเซียมอย่างน้อย 4 ชั่วโมง โดยยาที่มีส่วนประกอบของยาเลโวไทรอกซีน คือ Armour Thyroid, Eltroxin, Estre, Euthyrox, Levo-T, Levothroid, Levoxyl, Synthroid, Unithroid และอื่นๆ
  • ยาเวอราปามิล (Verapamil (Calan, Covera, Isoptin, Verelan))
    แคลเซียมส่งผลต่อหัวใจของคุณเช่นเดียวกับยาเวอราปามิล หากคุณกำลังใช้ยาเวอราปามิล ห้ามกินแคลเซียมในปริมาณมากเด็ดขาด
  • ยาขับปัสสาวะกลุ่มไธอะไซด์ไดยูเรติก (Thiazide diuretics)
    ยาขับน้ำบางชนิดจะเพิ่มปริมาณแคลเซียมในร่างกายขึ้น การกินแคลเซียมร่วมกับยาขับน้ำอาจทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงได้ อย่างเช่นปัญหาที่ไต ยาขับน้ำกลุ่มนี้คือ Chlorothiazide (Diuril), Hydrochlorothiazide (HydroDIURIL, Esidrix), Indapamide (Lozol), Metolazone (Zaroxolyn) และ Chlorthalidone (Hygroton)

กลุ่มยาที่หากรับประทานพร้อมแคลเซียม ต้องคอยสังเกตอาการ

  • เอสโทรเจน (Estrogens)
    เอสโทรเจนจะช่วยให้ร่างกายคุณดูดซับแคลเซียม ซึ่งการกินยาเอสโทรเจนพร้อมกับแคลเซียมปริมาณมากจะทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมมากจนเกินไป ยาเม็ดเอสโทรเจนมีดังนี้ Conjugated equine estrogens (Premarin), Ethinylestradiol, Estradiol และอื่นๆ
  • ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง (Calcium channel blockers)
    ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงบางตัวส่งผลต่อแคลเซียมในร่างกาย โดยยาเหล่านี้เรียกว่ายากลุ่มต้านแคลเซียม (Calcium channel blockers) ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพของยาความดันโลหิตสูง โดยตัวอย่างยากลุ่มนี้มีทั้ง Nifedipine (Adalat, Procardia), Verapamil (Calan, Isoptin, Verelan), Diltiazem (Cardizem), Isradipine (DynaCirc), Felodipine (Plendil), Amlodipine (Norvasc) และอื่นๆ

ยาที่ห้ามให้ร่วมกับแคลเซียมเด็ดขาด

ห้ามใช้แคลเซียมร่วมกับยาเซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone (Rocephin)) การให้ยาเซฟไตรอะโซนกับแคลเซียมเข้าเส้นเลือดจะส่งผลร้ายแรงถึงชีวิต โดยมีผลต่อปอดและไต ไม่ควรให้แคลเซียมทางกระแสเลือดภายใน 48 ชั่วโมงของการให้ยาเซฟไตรอะโซน

ปริมาณแคลเซียมที่ควรใช้

แคลเซียมคาร์โบเนตและแคลเซียมซิเทรตเป็นรูปแบบของแคลเซียมที่นิยมใช้กันมากที่สุด ทั้งนี้ อาหารเสริมแคลเซียมมักจะแบ่งปริมาณยาออกเป็น 2 ครั้งต่อวัน เพื่อเพิ่มกระบวนการดูดซึม วิธีที่ดีที่สุดคือการกินแคลเซียมร่วมกับอาหารในปริมาณที่ 500 มิลลิกรัม หรือน้อยกว่านั้น และยังมีกรณีของผู้มีภาวะทางร่างกายอื่นๆ ที่ควรระมัดระวังในการบริโภคดังนี้

  • เพื่อป้องกันระดับแคลเซียมต่ำ ใช้แคลเซียม 1 กรัมทุกวัน
  • เพื่อรักษาอาการแสบร้อนกลางอก ใช้แคลเซียมคาร์โบเนตเป็นยาลดกรด 0.5-1.5 กรัมตามความจำเป็น
  • เพื่อลดฟอสเฟตของผู้ใหญ่ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง (Chronic renal failure) แคลเซียมอะซิเทต โดสแรกคือ 1.334 กรัม (แคลเซียม 338 มิลลิกรัม) ในแต่ละมื้อ จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 2-2.67 กรัม (แคลเซียม 500-680 มิลลิกรัม) ในแต่ละมื้อตามความจำเป็น
  • เพื่อป้องกันกระดูกอ่อนแอ (กระดูกพรุน) ใช้แคลเซียม 1-1.6 กรัมทุกวัน ทั้งจากอาหารและอาหารเสริม 
  • สำหรับสตรีมีครรภ์ที่มีการบริโภคแคลเซียมต่ำ ปริมาณที่มีเพื่อการสร้างความหนาแน่นของมวลกระดูกของตัวอ่อนมีระยะตั้งแต่ 300-1,300 มิลลิกรัม/วัน เริ่มจากที่อายุครรภ์ 20-22 สัปดาห์
  • สำหรับอาการก่อนประจำเดือน (PMS) แคลเซียมคาร์โบเนต 1-1.2 กรัม ต่อวัน
  • เพื่อลดระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในผู้ป่วยไตเรื้อรัง แคลเซียมคาร์โบเนต 2-21 กรัม
  • เพื่อป้องกันการสูญเสียกระดูกในกลุ่มผู้ที่กำลังใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ แบ่งปริมาณยาของแคลเซียมต่อวันเป็น 1 กรัม
  • สำหรับความดันโลหิตสูง แคลเซียมต่อวัน 1-1.5 กรัม
  • เพื่อป้องกันความดันโลหิตสูงระหว่างการตั้งครรภ์ ใช้แคลเซียมทุกวัน เป็นแคลเซียมคาร์โบเนต 1-2 กรัม
  • เพื่อป้องกันกันมะเร็งลำไส้และทวารหนักกับเนื้องอกซ้ำซากที่ลำไส้และทวารหนัก (adenomas) แคลเซียม 1,200-1,600 มิลลิกรัม/วัน
  • สำหรับคอเลสเตอรอลสูง แคลเซียมทุกวัน 1,200 มิลลิกรัม ทั้งเดี่ยวหรือร่วมกับวิตามินดี 400 IU และจำกัดอาหารที่มีไขมันต่ำหรือแคลอรีสูง
  • เพื่อป้องกันภาวะฟลูออไรด์เป็นพิษในเด็ก แคลเซียม 125 มิลลิกรัม 2 ครั้ง/วัน ร่วมกับกรดแอสคอบิค (Ascorbic acid) และวิตามินดี
  • สำหรับการลดน้ำหนัก ให้เพิ่มการบริโภคแคลเซียมด้วยการรับประทานผลิตภัณฑ์จากนมให้เป็น 500-2,400 มิลลิกรัม/วัน ร่วมกับการจำกัดอาหารแคลอรีสูง

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน ผู้อ่านไม่ควรเลือกใช้ยาเองจากการอ่านบทความ ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง เพราะแต่ละท่านอาจมีสาเหตุของโรค โรคประจำตัว และประวัติการรักษาที่ต่างกัน ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน


11 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Benefits of Calcium. Everyday Health. (Available via: https://www.everydayhealth.com/kids-nutrition/calcium-benefits.aspx)
Calcium Supplements: Benefits and Risks. Medscape. (Available via: https://www.medscape.com/viewarticle/497826)
Calcium: Health Benefits, Uses, Side Effects, Dosage & Interactions. RxList. (Available via: https://www.rxlist.com/calcium/supplements.htm)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

มีคำถามเพิ่มเกี่ยวกับยานี้? ถามคุณหมอของเราทางออนไลน์ได้เลย

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป