มะเร็งและโรคร้าย

โรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกขณะขับถ่ายและหลังขับถ่าย

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ค. 22, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 18 นาที
โรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกขณะขับถ่ายและหลังขับถ่าย

โรคริดสีดวงทวารหนัก หรือเรียกง่าย ๆ ว่าโรคริดสีดวงนั้น เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความทุกทรมานแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เป็นโรคหนึ่งที่สามารถรักษาให้หายได้หากพบอาการตั้งแต่เริ่มแรก โรคริดสีดวงเป็นโรคที่พบได้บ่อย และเมื่อผู้ป่วยมีอาการของโรคริดสีดวงแล้ว ย่อมรู้สึกทรมานจนสร้างความลำบากใจ และทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันไม่สะดวกสบายอย่างมาก

โรคริดสีดวงทวาร ภาษาอังกฤษเรียกว่า (hemorrhoids) คือ การที่หลอดเลือดลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีอาการบวม โป่งพอง และมีหลอดเลือดบางส่วนยื่นออกมาจากทวารหนัก โดยเกิดขึ้นจากหลากหลายปัจจัย ดังนั้นเมื่อเกิดอาการจะก่อให้เกิดความรำคาญใจและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ตัวผู้ป่วยเองต้องรีบรักษาตัว อย่าปล่อยให้โรคริดสีดวงอยู่กับเราเป็นเวลานานโดยไม่ได้รักษา

สาเหตุหลักของโรคริดสีดวงทวาร

สาเหตุของการเกิดโรคริดสีดวงนั้นมีได้หลายสาเหตุ โดยเฉพาะพฤติกรรมการขับถ่ายของแต่ละคน ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

  • ภาวะท้องผูกเรื้อรัง
  • ท้องเสียบ่อย
  • พฤติกรรมชอบเบ่งอุจจาระอย่างแรง
  • ชอบนั่งถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนที่ชอบเล่นมือถือในขณะขับถ่าย
  • ใช้ยาสวนอุจจาระหรือยาระบายบ่อยเกินความจำเป็น
  • มีภาวะโรคตับแข็ง ซึ่งมีผลทำให้เลือดดำอุดตัน จนบริเวณเส้นเลือดดำบริเวณทวารโป่งพอง
  • อายุที่มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน จนทำให้เบาะรองเลื่อนลงมาจนยื่นออกมาจากทวารหนัก
  • บุคคลในครอบครัวมีประวัติว่าเคยเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก

อาการของโรคริดสีดวง

  อาการของโรคริดสีดวงทวารหนักคือมีเลือดออกขณะขับถ่ายและหลังขับถ่ายอุจจาระ และมีติ่งเนื้อบริเวณขอบทวาร ในระยะเริ่มแรกจะมีอาการไม่ค่อยรุนแรง และหากปล่อยไว้นานหลายปีจะเริ่มมีอาการมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับที่รุนแรง

ริดสีดวงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 ริดสีดวงภายใน

ริดสีดวงภายใน เกิดจากการที่เนื้อเยื้อของทวารหนัก อยู่สูงกว่า dentate line เลื่อนตัวลงมาทางปากทวารหนัก ทำให้เกิดอาการเลือดออกขณะขับถ่ายอุจจาระ หรือยื่นออกมาจากปากทวารหนัก

ประเภทที่ 2 ริดสีดวงภายนอก

ริดสีดวงภายนอก คือเนื้อเยื้อที่อยู่ใต้ dentate line ยืดออกมาเป็นติ่งเนื้อ สามารถพบริดสีดวงภายในและภายนอกร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งวิธีการรักษานั้นก็พิจารณาจากชนิดและความรุนแรงของโรค โดยเน้นบรรเทาอาการของโรค ไม่จำเป็นต้องขจัดหัวริดสีดวงทวาร

การวินิจฉัยโรค

  • ก่อนอื่นจะต้องแยกโรคริดสีดวงออกจากโรคอื่น ๆ ที่มีกลุ่มอาการคล้ายกัน เช่น โรคมะเร็งลำไส้และโรคมะเร็งทวารหนัก
  • การตรวจดูขอบทวารหนัก ส่วนใหญ่จะปกติ หรืออาจจะเห็นริดสีดวงทวารหนักยื่นออกมา
  • การตรวจทวารหนักด้วยมือ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยแยกแยะริดสีดวงทวารหนักออกจากโรคอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายกัน โดยเฉพาะก้อนเนื้อหรือแผลบริเวณทวารหนัก
  • การตรวจด้วยการส่องดูทวารหนัก anoscope จะตรวจพบหัวริดสีดวงภายในได้ชัดเจน ควรทำเสมอเพื่อการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้อง
  • การตรวจด้วยการส่องด้วยกล้อง sigmoidoscope ควรทำในผู้ป่วยที่มีอายุมาก และเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ หากพบว่ามีประวัติขับถ่ายผิดปกติเรื้อรัง ถ่ายเป็นมูกปนเลือด หรือแม้แต่การคลำเจอก้อนในทวารหนัก
  • การส่งตรวจด้วยการ x-ray ลำไส้ใหญ่ barium enema หรือการส่องกล้องดูลำไส้ใหญ่ colonoscopy จะใช้วิธีนี้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการที่ไม่ชัดเจน หรือมีอาการของโรคอื่นร่วมอยู่ด้วย รวมทั้งการใช้ตรวจผู้ป่วยสูงอายุ

อันตรายของโรคริดสีดวงทวารหนัก

โรคริดสีดวงทวารหนักส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่สิ่งที่เป็นอันตรายถือการวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องว่าเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก แต่ว่าเป็นเนื้อร้า ยและสิ่งที่เป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่งคือ ในกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคริดสีดวงทวารหนักภายในแล้วเกิดการเสียเลือดมาก ซึ่งถ้าหากเกิดกับผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจะมีผลทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ซึ่งอาจทำให้หัวใจล้มเหลวได้และเสียชีวิตในที่สุด

ริดสีดวงช่วงตั้งครรภ์ เป็นโรคริดสีดวงที่เกิดจากปัญหาท้องผูก สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงก่อนหรือขณะตั้งครรภ์ ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการยืดขยายตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหารและการกดทับของลำไส้ สาเหตุมาจากมดลูกที่เพิ่มขนาดมากขึ้น หากอาการท้องผูกปล่อยไว้นานก็จะกลายเป็นสาเหตุของโรคริดสีดวงได้

อาการของโรคริดสีดวง

  • มีเลือดสดปนออกมากับอุจจาระ
  • สังเกตว่ามีติ่งเนื้อยื่นออกมาจากทวารหนักขณะถ่ายอุจจาระ
  • ทวารหนักเปียกแฉะ และมีอาการคันปากทวารหนักร่วมด้วย
  • มีอาการเจ็บทวารหนักโดยเฉพาะตอนขับถ่าย
  • คลำเจอก้อนเนื้อบริเวณทวารหนัก

หากเริ่มเป็นในระยะแรก โดยที่หัวยังอยู่ภายใน ผู้ป่วยจะไม่เจ็บแต่จะมีเลือดออก หรือริดสีดวงระยะที่ 2 ที่มีหัวริดสีดวงยื่นออกมาจากปากทวารหนักเมื่อถ่ายอุจจาระ แต่สามารถหดเข้าไปเองได้ ซึ่งริดสีดวงทั้ง 2 ระยะนี้สามารถรักษาด้วยตัวเองได้ในเบื้องต้น

การรักษาโรคริดสีดวง

1. การรักษาโรคริดสีดวงด้วยตัวเอง

  ความรุนแรงของโรคริดสีดวงนั้น แต่ละคนมีอาการรุนแรงไม่เหมือนกัน หากเป็นโรคริดสีดวงในระยะที่ 1 หรือระยะที่ 2 นั้น สามารถรักษาให้หายด้วยตนเองได้ โดยการนั่งแช่น้ำอุ่นในกะละมังใบใหญ่ เทด่างทับทิมผสมกับน้ำจนกลายเป็นสีชมพูจาง ๆ จากนั้นนั่งแช่ลงในกาละมัง 15-20 นาที ควรทำทั้งก่อนและหลังถ่ายอุจจาระ เพื่อช่วยลดอาการอักเสบ

2. เหน็บยารักษาริดสีดวง

ยาเหน็บรักษาริดสีดวงนั้นมีหลายยี่ห้อและหลายชนิด แต่มีตัวยาคล้ายกัน โดยแนะนำให้เลือกยาเหน็บที่มีส่วนผสมของเบนโซเคน 1 กรัม ครีมลาโนลิน 15 กรัม ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญในการรักษาโรคริดสีดวง

3. การรักษาโดยการฉีดยา

วิธีนี้จะใช้การฉีดยาเข้าไปในตำแหน่งของริดสีดวงที่เลือดออก เพื่อทำให้เลือดจับลิ่มในหัวริดสีดวง หลังจากนั้นจะเกิดเนื้อพังผืดมาแทนที่หัวริดสีดวง ต่อมาเนื้อพังผืดก็จะเกิดการหดตัวตามธรรมชาติ และจะทำให้หัวริดสีดวงฝ่อไป

4. การรักษาโดยการใช้ยางรัด

โดยการยิงยางรัดหัวของริดสีดวงที่โผล่ออกมา เพื่อให้ริดสีดวงขาดเลือด ซึ่งจะทำให้หัวของริดสีดวงฝ่อและหลุดไปเองตามธรรมชาติ

5. การผ่าตัด

ริดสีดวงที่อยู่ในระยะที่ 3 และ 4 นั้นจะมีขนาดใหญ่มากจนไม่สามารถกลับเข้าไปได้เอง ต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเท่านั้น การผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับจำนวนและชนิดของริดสีดวงทวาร รวมทั้งความชำนาญของศัลยแพทย์ เช่น ริดสีดวง 1–2 ตำแหน่ง อาจมีการใช้อุปกรณ์พิเศษช่วยในการตัดริดสีดวงทวาร โดยไม่ต้องใช้ไหมเย็บแผล แต่ถ้ามีริดสีดวงทวารตั้งแต่ 3 ตำแหน่งขึ้นไป อาจใช้เครื่องมือตัดต่อเยื่อบุลำไส้ชนิดกลม โดยการตัดและเย็บนี้จะเกิดตามแนวเส้นรอบวงของช่องทวารหนัก ซึ่งวิธีการนี้มีข้อดีคือ สามารถตัดหัวริดสีดวงออกได้ทุกหัว และไม่ทำให้รูทวารหนักแคบลง และแนวเย็บแผลยังอยู่สูงกว่าปากทวารหนัก ผู้ป่วยจะไม่มีแผลภายนอกเลย อีกทั้งอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัดก็มีไม่มาก

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคริดสีดวงทวาร

นอกจากอาการหลัก ๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยเกิดความทุกข์ทรมานแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากริดสีดวงทวารได้ในบางกลุ่ม ซึ่งลักษณะของภาวะแทรกซ้อน แบ่งออกได้ดังนี้

การตกเลือด

เป็นภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง พบได้ในระยะแรกของอาการป่วย จนนำไปสู่สาเหตุของโรคเลือดจางชนิดขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency anemia) สังเกตได้ว่าในระหว่างวันจะมีเลือดไหลซึมออกมาจากทวารหลัก และอาจจะมีเลือดออกอย่างมากเมื่อลำไส้เคลื่อนไหว

ลิ่มเลือดอุดตัน

การอุดตันของลิ่มเลือดคือการจับตัวกันเป็นก้อนเลือดอยู่ภายในริดสีดวง อาจจะเกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง

การบีบรัดของริดสีดวง

พบได้ในกลุ่มที่มีริดสีดวงโผล่ออกมาด้านนอกทวารหนักจนเห็นได้ชัด ก้อนเนื้อชนิดนี้ไม่มีเลือดถูกส่งมา ทำให้เกิดภาวะขาดเลือดมาเลี้ยง จึงทำให้หูรูดของทวารหนักหดตัว เรียกกันว่า "Anal sphincter" เกิดการอักเสบและบวมอย่างหนัก มีลิ่มเลือดเกิดขึ้นภายในริดสีดวงร่วมด้วย จึงเกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน

ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา

  1. ภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดยา ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยาที่อาจทำให้เนื้อริดสีดวงเน่าหรือเนื้อรอบ ๆ บริเวณเน่า กลายเป็นเนื้อตาย จากการรักษาด้วยยางรัด
  2. ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาด้วยการใช้ยางรัด แม้จะเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม แต่หากได้รับการรักษาที่ไม่ดีพอ หรือผู้ที่รักษาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ จะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้ เช่น ฝีรอบ ๆ ลำไส้ หรือการติดเชื้อจนพิษเข้าสู่กระแสเลือด เป็นต้น

การผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก

การผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก คือ การผ่าตัดเพื่อนำริดสีดวงทวารหนักซึ่งเป็นเส้นเลือดดำที่โป่งพองออก ซึ่งริดสีดวงนี้สามารถทำให้เกิดอาการเลือดออก ปวด คัน แสบ หรือระคายเคืองได้

ผู้ที่มีอายุ 50 ปีประมาณครึ่งหนึ่งจะมีริดสีดวงที่ทวารหนัก ในบางครั้งริดสีดวงเหล่านี้ก็อาจไม่มีอาการได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ถ้าหากเริ่มมีอาการเจ็บมากหรือมีเลือดออกในปริมาณมาก แพทย์อาจแนะนำการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนักออกเพื่อช่วยลดอาการ

วิธีการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก

การผ่าตัดริดสีดวงทวารหนักสามารถทำได้ในคลินิกหรือศูนย์ผ่าตัดต่าง ๆ

ในการผ่าตัดอาจใช้ยาชาเฉพาะที่ การบล็อกไขสันหลัง (spinal block - ทำให้ชาบริเวณร่างกายส่วนล่างทั้งหมด) หรือการดมยาสลบก็ได้ ซึ่งวิธีการผ่าตัดนั้นมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับโรคและสุขภาพทางกายของคุณ

โดยทั่วไปแล้ว แพทย์จะลงมีดเล็ก ๆ บริเวณรอบริดสีดวงทวาร ก่อนจะใช้มีด กรรไกร หรือจี้ไฟฟ้าเพื่อนำริดสีดวงออก และในบางครั้งอาจใช้การเย็บหรือใช้ยางรัดที่ริดสีดวงเพื่อไม่ให้มีเลือดมายังบริเวณที่เป็นริดสีดวงเพิ่มขึ้น ทำให้ริดสีดวงมีขนาดเล็กลง หรืออาจใช้การฉีดสารเคมีหรือการจี้เพื่อทำให้ริดสีดวงมีขนาดเล็กลงก็ได้

ทั้งนี้ คุณสามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

ก่อนการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก

แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาทุกตัวที่กำลังรับประทานอยู่ก่อนการผ่าตัด ซึ่งคุณอาจจะต้องหยุดยาบางตัว เช่น aspirin, Advil (ibuprofen), Aleve (naproxen) ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Coumadin (warfarin), Eliquis (apixaban), และ Xarelto (rivaroxaban), หรือ Plavix (clopidogrel bisulfate) หลายวันก่อนการผ่าตัด

นอกจากนั้น ควรแจ้งแพทย์ด้วยหากคุณสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่จะทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ช้ากว่า คุณอาจต้องงดน้ำและอาหารทุกชนิดเป็นเวลา 6-12 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด และควรปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด

หลังการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก

คุณอาจกลับบ้านได้เลยหลังจากผ่าตัด แต่ไม่ควรขับรถกลับบ้านด้วยตนเอง ควรมีคนอื่นช่วยขับให้ โดยหลังผ่าตัดอาจมีอาการปวดได้ สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ตามที่แพทย์สั่ง

นอกจากนั้น แพทย์อาจจะแนะนำให้แช่ก้นในน้ำอุ่นประมาณ 15-20 นาที ซึ่งจะช่วยทำให้บริเวณแผลสะอาดและเลือดมาเลี้ยงเพิ่มขึ้น คุณสามารถสอบถามแพทย์ได้ว่าจำเป็นต้องทำบ่อยแค่ไหน ทั้งนี้ คุณจะกลับมาเป็นปกติภายใน 2 สัปดาห์

หลังการผ่าตัด คุณควรเปลี่ยนอาหารที่รับประทานและเปลี่ยนการใช้ชีวิต เพื่อไม่ให้เกิดริดสีดวงซ้ำอีก เช่น

  • รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง
  • ดื่มน้ำมาก ๆ
  • หลีกเลี่ยงการกลั้นอุจจาระ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการนั่งนาน ๆ

การฟื้นตัวหลังการผ่าตัดริดสีดวงทวาร

การฟื้นตัวหลังจากการรักษาริดสีดวงทวารหรือการผ่าตัดมักใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับวิธีการรักษา ความรุนแรงของริดสีดวงทวาร และจำนวนที่ผ่าตัดออกไป แม้ว่าความเจ็บปวดและรู้สึกไม่สบายจะมีได้ตามคาด แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มดีขึ้นในวันที่ 3 และ 4 หลังการผ่าตัด และดีขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป

โดยปกติแล้วผู้ป่วยจะสามารถกลับมาทำกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้แรงมากได้ภายในเวลา 1 สัปดาห์หลังการผ่าตัด และกลับไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติภายในเวลา 2 สัปดาห์

 

อาการปวดหลังจากการรักษาริดสีดวงทวาร

เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกปวดภายในสัปดาห์แรกหลังการรักษา ผู้ป่วยที่ผ่าตัดเอาริดสีดวงทวารออก (hemorrhoidectomy) จะมีความเจ็บปวดมากกว่าผู้ที่เลือกวิธีการฉีดยาให้ฝ่อ (sclerotherapy) ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่เจ็บเท่า ความเจ็บปวดอาจมีมากหรืออาจเป็นแค่ความรู้สึกไม่สบายตัวเท่านั้น ระดับของความเจ็บปวดที่ผู้ป่วยรู้สึกได้หลังการรักษามีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับรูปแบบของการรักษาและความรุนแรงของริดสีดวงทวารก่อนการผ่าตัด การรักษาโดยการผ่าตัดสำหรับริดสีดวงทวารขนาดเล็กเพียงติ่งเดียวโดยการฉีดยาให้ฝ่ออาจทำให้เกิดความเจ็บปวดเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่การผ่าตัดเอาริดสีดวงทวารขนาดใหญ่ออกหลาย ๆ ติ่งอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดเป็นอย่างมากในช่วงสัปดาห์แรกของการพักฟื้น

หลังจากการผ่าตัดริดสีดวงทวาร

แพทย์ของคุณอาจมีวิธีการที่หลากหลายในการจัดการกับความเจ็บปวดของคุณ โดยอาจแนะนำให้ใช้ยาที่มีขายโดยทั่วไป เช่น ibuprofen หรืออาจสั่งยาแก้ปวดให้

หรืออาจแนะนำให้ใช้ยาระบายเพื่อให้อุจจาระนิ่ม คำแนะนำในการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเจ็บปวดเวลาถ่าย มีทั้งการกินอาหารที่มีกากใยสูงเพื่อให้อุจจาระนิ่ม และการดื่มน้ำอย่างเพียงพอในช่วงเวลาพักฟื้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคือไม่ต่ำกว่าแปดแก้ว (64 ออนซ์) ต่อวัน

จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงอาการท้องผูก นั่นหมายถึงว่าให้ดื่มน้ำ กินอาหารที่มีกากใยมาก ๆ และใช้ยาทำให้อุจจาระนิ่มเมื่อถึงคราวจำเป็น

เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกเจ็บเมื่อถ่ายอุจจาระในช่วงสัปดาห์แรกหลังการรักษาโดยการผ่าตัด การเบ่งถ่ายจะยิ่งทำให้เกิดอาการเจ็บมากขึ้น การดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการใช้ยาแก้ปวดที่แพทย์สั่ง กากใยอาหารไม่เพียงพอ หรือดื่มน้ำน้อยเกินไป อาการปวดขณะปัสสาวะก็อาจพบได้เช่นกัน โดยมักแนะนำให้ใช้ยาที่ทำให้อุจจาระนิ่มภายในช่วงสัปดาห์แรกหลังการผ่าตัดเพื่อลดอาการเจ็บขณะถ่าย

เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความเจ็บปวดเป็นตัวบ่งชี้ว่าเมื่อไรที่คุณจะกลับไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ คุณอาจรู้สึกเจ็บขณะโน้มตัว นั่งยอง ๆ ยกของ หรือเมื่อเปลี่ยนท่าทางจากยืนเป็นนั่ง ลดกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกเจ็บให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะในช่วงวันแรก ๆ หลังการรักษา

การนั่งแช่น้ำอุ่น (sitz bath) อาจใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ ซึ่งจะใช้โถพิเศษที่คล้ายกับกระโถนและใช้ครอบโถส้วมได้พอดี หลังจากนั้นคุณจะสามารถแช่ก้น (บริเวณไส้ตรง) ในน้ำอุ่นสูงสองสามนิ้วได้ ซึ่งจะช่วยลดอาการเจ็บปวดได้อย่างมาก และสามารถทำได้หลาย ๆ ครั้งต่อวัน

 

อาการคันหลังการรักษาริดสีดวงทวาร

อาการคันเป็นอาการที่พบได้บ่อยของริดสีดวงทวารภายนอก (external hemorrhoids) และอาจเป็นต่อไปได้ในช่วงที่กำลังหายหลังจากการรักษา การแช่น้ำอุ่นอาจช่วยเรื่องอาการคันได้ แพทย์อาจสั่งยาทาเฉพาะที่ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและตำแหน่งที่ผ่าตัดริดสีดวง

อาการคันเป็นอาการปกติของแผลผ่าตัดที่กำลังหายหรือบริเวณที่กำลังจะเป็นแผลเป็น

 

การติดเชื้อหลังการผ่าตัดริดสีดวงทวาร

การติดเชื้อเป็นความเสี่ยงหลังจากการผ่าตัดรักษาริดสีดวงทวาร เนื่องจากอุจจาระสามารถปนเปื้อนตำแหน่งที่ผ่าตัดริดสีดวงออกไปและทำให้เกิดการติดเชื้อได้

คุณต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบหากมีอาการแสดงของการติดเชื้อ ซึ่งอาจเป็นอาการทั่วไป เช่น ไข้ หรืออาการที่จำเพาะมากกว่านั้น เช่น มีหนอง เพื่อที่จะรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การมีเลือดออกหลังการผ่าตัดริดสีดวงทวาร

การมีเลือดออกเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องผิดปกติสำหรับช่วงเวลาหลังการรักษาไม่นาน คุณอาจสังเกตเห็นว่ามีเลือดออกขณะเข้าห้องน้ำ หรือติดชุดชั้นในของคุณ เลือดปริมาณเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีเลือดออกมากพอสมควร

เลือดอาจออกมาเพิ่มขึ้นได้เมื่อถ่ายอุจจาระ โดยเฉพาะในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัด

การใช้ชีวิตหลังการผ่าตัดรักษาริดสีดวงทวาร

หลังการผ่าตัด คุณควรดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่าย และรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงต่อไปแม้ว่าจะพ้นจากช่วงพักฟื้นแล้ว ขั้นตอนง่าย ๆ เหล่านี้สามารถช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำของริดสีดวงทวาร หรือช่วยให้คุณเลี่ยงการรักษาในขั้นตอนต่อไปได้ เราไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดริดสีดวงทวารได้ทุกชนิด แต่การทำตามคำแนะนำด้านอาหารสามารถลดโอกาสเกิดริดสีดวงอีกได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ป่วยบางคนอาจรู้สึกว่ามีอุจจาระเล็ดเล็กน้อยหลังจากการผ่าตัดริดสีดวงทวาร นี่เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและเป็นเพียงชั่วคราว ซึ่งจะหายไปในช่วงเวลาพักฟื้น หากคุณเกิดภาวะนี้และไม่ดีขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์หลังการผ่าตัดก็ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบ


ความเสี่ยงของการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการผ่าตัดประกอบด้วย

  • เกิดการติดเชื้อ
  • มีเลือดออก
  • กลั้นอุจจาระไม่ได้
  • มีอาการปวดเวลาปัสสาวะ

การดูแลตัวเอง

พฤติกรรมที่ไม่ควรทำสำหรับผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงคือ โดยปกติแล้วผู้ป่วยที่เป็นโรคริดสีดวงมักจะอายและไม่กล้าพบแพทย์ ในบางรายก็อาจหันไปใช้แพทย์ทางเลือก โดยการรักษาด้วยวิธีการนี้จะมีการฉีดยาสมุนไพร จนกระทั่งแผลเน่าและรูทวารตีบ ซึ่งในกรณีนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องขยายรูทวาร และนำผิวหนังที่ยื่นนูนออกมาให้กลับเข้าไปภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการผ่าตัดริดสีดวงว่าหลังจากผ่าตัดแล้วจะทำให้กลั่นอุจจาระไม่อยู่

แต่ในความจริงแล้วการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนักนั้นจะไม่โดนกล้ามเนื้อหูรูด ไม่มีผลเกี่ยวข้องกับการกลั้นอุจจาระ และไม่มีผลแทรกซ้อนใด ๆ ที่เป็นอันตรายทั้งสิ้น อีกทั้งการผ่าตัดนั้น แพทย์จะผ่าตัดให้กับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นเท่านั้น ดังนั้นผู้ป่วยจึงไม่ควรอายในการไปพบแพทย์เพื่อรักษาอย่างเหมาะสม 

สมุนไพรรักษาโรคริดสีดวง

การรักษาโรคริดสีดวงสามารถรักษาให้หายขาดโดยการใช้ยาหรือการผ่าตัด แต่ก็ยังมีวิธีการรักษาด้วยสมุนไพรไทย ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ดังนี้

เพชรสังฆาต

วิธีการใช้ ให้นำเพชรสังฆาตสด 1 ปล้อง หั่นเป็นข้อเล็ก ๆ แล้วหุ้มด้วยกล้วยสุกหรือมะขามเปียก แล้วรับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็น ให้รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 10-15 วัน อาการของริดสีดวงจะค่อย ๆ บรรเทาและสามารถหายเองได้

ขลู่

ใบของต้นขลู่นั้นมีกลิ่นหอม และมีคุณสมบัติในการรักษาโรคริดสีดวงทวารหนักได้ โดยนำใบขลู่มาต้มรับประทานเป็นชา และสามารถใช้เปลือกของต้นขลู่ต้มในน้ำ แล้วใช้ไอของต้นขลู่รมทวารหนักก็จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบได้ นอกจากนั้น ขลู่ยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาที่หลากหลาย เช่น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้นิ่วในไต ช่วยย่อยอาหาร และยังสามารถนำมารักษาโรคริดสีดวงจมูกได้ด้วยเช่นกัน

ว่านหางจระเข้

ก่อนอื่นควรทำความสะอาดทวารหนักให้แห้งและสะอาดก่อน โดยแนะนำให้ทำหลังจากอุจจาระเสร็จแล้วหรืออาบน้ำเสร็จ หรืออาจทำก่อนนอนก็ได้ วิธีใช้ให้นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกส่วนนอกออกให้หมด แล้วเหลาให้ปลายแหลมเล็กน้อย เพื่อความสะดวกในการเหน็บเข้าไปในช่องทวารหนัก ซึ่งหากต้องการให้เหน็บง่ายมีข้อแนะนำว่า ให้นำว่านหางจระเข้ไปแช่ในตู้เย็นเพื่อทำให้เกิดการแข็งตัวจะทำให้สอดได้ง่ายขึ้น และควรทำให้ได้วันละ 1 – 2 ครั้ง จนกว่าจะหาย

วิธีป้องกันโรคริดสีดวงทวารหนัก

  1. รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ผัก และผลไม้ต่าง ๆ หรือน้ำลูกพรุนเพื่อทำให้ระบบขับถ่ายคล่องตัว
  2. ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว น้ำมีส่วนช่วยทำให้กากใยอาหารอ่อนตัว ทำให้เคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายมีส่วนช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และยังช่วยทำให้ลำไส้แข็งแรงขึ้น

โรคริดสีดวงทวารหนักนั้นเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงและไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียแก่ร่างกาย แต่ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดความเจ็บปวดเวลาขับถ่าย ดังนั้นจึงควรดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง และงดเว้นจากพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวงทวารหนัก นอกจากนี้ หากเกิดอาการของโรคริดสีดวงแล้วควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้องต่อไปจะดีที่สุด ไม่ควรอับอายเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพตามมาอย่างร้ายแรงกว่าที่คิดได้

โรคริดสีดวงนั้นสามารถรักษาให้หายด้วยตนเองได้หากเริ่มเป็นในระยะแรก แต่หากปล่อยให้อาการลุกลามต่อไป อาจจะต้องรักษาโดยการผ่าตัดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น


รวมข้อสงสัยเรื่องโรคริดสีดวงทวาร

โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่แผนกผู้ป่วยนอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ มีผู้ป่วยจำนวนมากได้รับการแนะนำและรักษาไม่ถูกต้อง เนื่องจากอายหรือไม่กล้าถามปัญหาจากแพทย์ผู้รักษา จึงได้รวบรวมปัญหาที่ผู้ป่วยต้องการทราบ รวมทั้งคำแนะนำที่มีประโยชน์ดังต่อไปนี้

วิธีการรักษาริดสีดวงทวารมีอะไรบ้าง ?

  1. การใช้ยาระบายให้ถ่ายอุจจาระง่ายและยาสอดสำหรับลดอาการอักเสบของหัวริดสีดวง
  2. การฉีดสารบางชนิดเข้าหัวริดสีดวง ทำให้ฝ่อ หรือใช้ยางรัด
  3. ผ่าตัดเอาหัวริดสีดวงออก

ถ้าไม่รักษาจะมีผลอะไรตามมาภายหลัง ?

  1. เสียเลือดมากจนโลหิตจาง
  2. มีก้อนเลือดคั่งในหัวริดสีดวง ทำให้ปวดและทรมานมาก
  3. หัวริดสีดวงยื่นออกนอกรูทวาร ไม่สามารถดันกลับได้ ซึ่งต่อมาจะเน่า เป็นแผล และมีการติดเชื้อในภายหลัง

มีวิธีป้องกันการเป็นซ้ำอย่างไร ?

  1. ถ่ายอุจจาระเป็นเวลา รับประทานอาหารที่มีกาก และใช้ยาระบาย
  2. หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายอุจจาระนาน ๆ
  3. หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและอาหารที่ทำให้ท้องผูก

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับโรคริดสีดวง

วิธีรักษาริดสีดวงทวารคืออะไร

คำตอบ: การรักษาเบื้องต้นก็คือการทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น ลดอาการท้องผูก ใช้ยาสมุนไพร เช่น เพชรสังฆาต ส่วนหากรักษาด้วยยาไม่เพียงพอ หรือมีก้อนยื่นออกมา อาจจะต้องพิจารณาใช้การรักษาโดยการผ่าตัด - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

เวลาขับถ่ายจะมีเลือดสด ๆ ปนมาด้วย บางครั้งเยอะ บางครั้งก็น้อย มีวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง เเละมีโอกาสเป็นริดสีดวงหรือไม่

คำตอบ: อาการถ่ายเป็นเลือดสด พบได้ในคนเป็นริดสีดวงครับ ทั้งนี้การยืนยันวินิจฉัยควรได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยมีอาการทางทวารหนักที่สําคัญคือ เลือดออกขณะและหลังถ่ายอุจจาระ และมีติ่งเนื้อขอบทวาร อาการในระยะแรกมักเป็น ๆ หาย ๆ ไม่รุนแรง ผู้ที่มีการดําเนินโรคมากขึ้นเรื่อย ๆ มีไม่มากนักและมักกินเวลานานหลายปีก่อนจะมีอาการรุนแรง ริดสีดวงแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ริดสีดวงภายในและริดสีดวงภายนอก อาการของโรค 1. มีเลือดแดงสดหยดออกมาหรือพุ่งออกมาขณะเบ่งถ่าย หรือหลังถ่ายอุจจาระ จำนวนแต่ละครั้งไม่มากนัก ไม่มีอาการปวดหรือแสบขอบทวาร และมักหยุดได้เอง อาการเหล่านี้จะเป็น ๆ หาย ๆ 2. มีก้อนเนื้อปลิ้นจากภายในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และยุบกลับเข้าไปเมื่อหยุดเบ่ง เมื่อเป็นมากต้องดันจึงจะกลับเข้าไป และขั้นสุดท้ายอาจย้อยอยู่ภายนอกตลอดเวลา 3. มีก้อนและปวดที่ขอบทวาร เกิดขึ้นเร็วใน 24 ชั่วโมง และเจ็บมากในระยะเวลา 5-7 วันแรก ต้องระวังภาวะแทรกซ้อน การรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค การรักษาระดับทั่วไปอาจใช้เป็นการรักษาหลักได้ถ้าเริ่มเป็นและอาการไม่รุนแรง หรือใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับวิธีการอื่นเพื่อให้การขับถ่ายอุจจาระสะดวก ไม่ต้องเบ่งรุนแรง และเพื่อระงับอาการที่ก่อให้เกิดความรำคาญ ได้แก่ เพิ่มอาหารที่มีเส้นใยมาก เช่น ผัก ผลไม้ ทำให้อุจจาระนิ่มโดยดื่มน้ำให้มากขึ้น และอาจให้ยาระบายร่วมด้วย การรักษาเฉพาะเจาะจงมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับระยะของโรค เครื่องมือ สถานที่ และอุปกรณ์ ได้แก่ การฉีดยา, การใช้ยางรัด, การจี้ริดสีดวง, การผ่าตัดริดสีดวงทวาร - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

ดิฉันถ่ายเป็นเลือดสีแดงสดมา 3 วันได้แล้ว ครั้งแรกที่ถ่ายเป็นเลือดอย่างเดียว แล้วเหมือนมีลิ่มเลือดออกมา แต่กลิ่นเหมือนอุจจาระ ไม่มีกลิ่นคาวเลือด แต่มีอาการแสบท้องเหมือนกินของเผ็ด พอมาวันที่ 2 ก็ยังถ่ายค่อนข้างเหลวแต่มีเลือดออกมาด้วยเหมือนเดิม วันที่ 3 ก็เหมือนกัน ถ่ายเหลวแต่มีเลือด พอสอบถามคนในครอบครัวก็บอกว่าเป็นริดสีดวงหรือเปล่า รบกวนคุณหมอช่วยตอบด้วย

คำตอบ: แนะนำว่าควรไปตรวจจะดีกว่า เพราะอาการถ่ายอุจจาระปนเลือดต้องหาสาเหตุ ซึ่งสาเหตุที่ต้องระวังคือ มะเร็งลำไส้ค่ะ เพราะอาการจะเป็นถ่ายอุจจาระปนกับเลือด ปวดหน่วง ถ่ายไม่สุดได้ ส่วนอาการของริดสีดวงจะถ่ายเป็นเลือดสด แลือดมักออกมาเคลือบกับอุจจาระ ทางที่ดีไปตรวจจะดีกว่า - ตอบโดย Buakhao Arpaporn (พญ.)

ผมเจ็บริดสีดวงมาก ทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนมา 1 สัปดาห์แล้ว เมื่อ 2 วันก่อนผมไปหาหมอที่ศูนย์การแพทย์ หมอให้ยามารับประทานโดยที่ไม่ตรวจริดสีดวงผมเลย ซึ่งยาที่จ่ายมาเป็นยาตัวเดียวกับที่ซื้อมาจากร้านขายยา วันนี้ผมไม่ไหวจริง ๆ ผมเข้าไปผ่าเลยได้ไหมที่ศูนย์การแพทย์พัฒนา

คำตอบ: ถ้ามีอาการปวดมาก สามารถเข้าไปได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว ร่วมกับรับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาอีกทีว่าจะรักษาอย่างไรต่อ เนื่องจากการรักษามีหลายแบบ - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

มีปัญหาเรื่องริดสีดวงทวาร มีวิธีรักษาให้หายขาดอย่างไรบ้าง

คำตอบ: การรักษาริดสีดวงทวารมี 2 แบบ คือ ให้การดูแลทั่วไปกับแบบเฉพาะเจาะจง 

1. การดูแลทั่วไป เพื่อต้องการให้ขับถ่ายอุจจาระสะดวก ไม่ต้องเบ่งรุนแรง ได้แก่ รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมาก ๆ ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้นด้วยการดื่มน้ำมาก ๆ หรืออาจใช้ยาถ่ายช่วยในกรณีท้องผูกร่วมด้วย หรืออาจใช้ยาระงับอาการอื่น ๆ เช่น ยาเหน็บ ยาขี้ผึ้งทาทวารหนัก ยาสมุนไพร เช่น เพชรสังฆาต เป็นต้น 

2. การรักษาแบบเฉพาะเจาะจง มีหลายวิธีที่จะทำให้หายจากโรค แต่ก็ขึ้นอยู่กับระยะของโรค อุปกรณ์ ความพร้อมของแต่ละสถานที่ หรือความชำนาญของแพทย์เอง ได้แก่ 

2.1 การฉีดยา (injection) ให้หัวของริดสีดวงยุบลง 

2.2 การใช้ยางรัด (rubber band ligation) เพื่อรัดให้หัวริดสีดวงหลุดออก 

2.3 การจี้ริดสีดวงทวาร มีทั้งการจี้แบบใช้อินฟราเรด (infrared photocoagulation) และ bipolar coagulation เพื่อให้ริดสีดวงทวารยุบ หยุดอาการเลือดออก 

2.4 การผ่าตัดริดสีดวงทวาร ใช้ในริดสีดวงทวารที่เป็นมาก ๆ แล้ว (ระยะ 3-4) - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

ถามเรื่องการรักษาริดสีดวงว่าจะหายได้ไหม ถ้าสมมติว่าต้องผ่า การผ่าจะทำให้รูทวารเล็กลงหรือไม่ แล้วยังสามารถมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้ไหม แล้วการฉีดยากับรัดยางอันตรายหรือเปล่า ถ้าสมมติว่ากินยาไปคือตัวเส้นเลือดจะหายขอด แล้วเหลือเป็นติ่งธรรมดาใช่หรือไม่

คำตอบ: การรักษาริดสีดวงทวารมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับขนาดและความรุนแรงของริดสีดวงที่เป็น การรักษาจะหายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนไข้ ริดสีดวงทวารเกิดจากแรงดันของเส้นเลือดบริเวณทวาร ซึ่งเกิดจากการนั่งเบ่งอุจจาระนาน ท้องผูกท้องร่วงเรื้อรัง การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ฉะนั้นหากคนไข้รับการรักษาริดสีดวงทวารโดยวิธีใดก็ตามที่เหมาะสมตามดุลยพินิจของแพทย์แล้ว คุณควรหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้โรคเกิดซ้ำอีก - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

เป็นริดสีดวงตอนท้องอยู่กินยาแก้ริดสีดวงได้ไหม

คำตอบ: สามารถใช้ยาได้ โดยยาที่ช่วยในการลดการอักเสบ บวม อาจะใช้ยาเหน็บก้น โดยทั่วไปยายารับประทานที่ช่วยรักษาริดสีดวงเป็นยาที่ยังไม่มีการศึกษาในคนตั้งครรภ์ ฉะนั้นเราจะไม่ใช้ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ คือถ้าแม่ตั้งครรภ์บอกว่าเป็นริดสีดวง เราก็ต้องดูว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีปัญหา ไม่เจ็บ ไม่เลือดออก ก็อาจแนะนำให้คุณแม่ดันกลับเข้าไป เน้นรับประทานอาหารที่มีกากใย ไม่นั่งห้องน้ำนาน ถ้านั่งแล้วไม่ออกก็ไม่ต้องไปเบ่ง ถ้าคุณแม่ปฏิบัติตามได้ดีก็ไม่มีปัญหา ไม่แนะนำให้ซื้อทั้งยาเหน็บและยาทาตามร้าน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา  - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

โรคริดสีดวงมีโอกาสหายไมคะ

คำตอบ: หายได้ ควรไปพบแพทย์ก่อนว่าเป็นริดสีดวงระยะไหน ถ้าเป็นไม่มาก รักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง คือ ไม่เบ่งในขณะถ่าย ดังนั้นต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดท้องผูกเรื้อรัง โดยการรับประทานอาหารที่มีกากใยอาหารสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน ไม่เครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ไม่กลั้นอุจจาระ ควรอุจจาระให้เป็นเวลา ใช้วิธีแช่ก้นในน้ำอุ่น และใช้ยาต่าง ๆ ตามอาการ เช่น ใช้ยาแก้ปวดถ้ามีอาการปวดร่วมด้วย ยาเหน็บทวารลดบวม และถ้ารักษาด้วยวิธีดังกล่าวไม่ได้ผลหรือแพทย์พิจารณาแล้วว่าเป็นริดสีดวงขั้นรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีจี้ไฟฟ้า หรือฉีดยาให้ก้อนยุบ หรือผูกก้อน หรือผ่าตัดค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

สอบถามอาการเบื้องต้นของโรคริดสีดวง

คำตอบ: อาการของโรคริดสีดวงทวาร -มีก้อนเนื้อปลิ้นจากภายในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และยุบกลับเข้าไปเมื่อหยุดเบ่ง เมื่อเป็นมากต้องดันจึงจะกลับเข้าไป และขั้นสุดท้ายอาจย้อยอยู่ภายนอกตลอดเวลา -มีเลือดแดงสดหยดออกมาหรือพุ่งออกมาขณะเบ่งถ่าย หรือหลังถ่ายอุจจาระ จำนวนแต่ละครั้งไม่มากนัก ไม่มีอาการปวดหรือแสบขอบทวาร หรือพบเลือดบนกระดาษชำระ เลือดที่ออกจะไม่ปนกับอุจจาระ ไม่มีมูก และมักหยุดได้เอง อาการเหล่านี้จะเป็น ๆ หาย ๆ -เมื่อเป็นมาก หลอดเลือดจะบวมมาก รวมทั้งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบหลอดเลือดจะบวมออกมาถึงปากทวารหนัก เห็นเป็นก้อนเนื้อนิ่ม ตามมาด้วยอาการมีมูกหลังจากถ่ายอุจาระ -เมื่อมีลิ่มเลือดเกิดในริดสีดวงที่โป่งพองจะก่อให้เกิดอาการปวด เจ็บ บวม และระคายเคืองบริเวณรอบปากทวารหนัก และอาการคัน แต่มักไม่ค่อยพบเลือดออกจากติ่งเนื้อนี้ - ตอบโดย สมปอง ศรีอุไร (พญว.)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่