มะเร็งและโรคร้าย

โรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกขณะขับถ่ายและหลังขับถ่าย


Istock 505721050 m

โรคริดสีดวงทวารหนัก หรือเรียกง่ายๆ ว่า โรคริดสีดวงนั้น เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความทุกทรมานกับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เป็นโรคหนึ่งที่สามารถรักษาให้หายได้หากพบอาการตั้งแต่เริ่มแรก โรคริดสีดวงเป็นโรคที่พบได้บ่อย และเมื่อผู้ป่วยมีอาการของโรคริดสีดวงแล้วย่อมรู้สึกทรมานจนสร้างความลำบากใจและทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันมาพร้อมความไม่สะดวกสบายได้มากยิ่งขึ้น

โรคริดสีดวงทวาร ภาษาอังกฤษเรียกว่า (hemorrhoids) คือ การที่หลอดเลือดลำไส้ใหญ่ และทวารหนักมีอาการบวมโป่งพอง และมีหลอดเลือดบางส่วนยื่นออกมาจากทวารหนัก และเกิดขึ้นจากหลากหลายปัจจัย ดังนั้นเมื่อเกิดอาการจะก่อให้เกิดความรำคาญใจ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ตัวผู้ป่วยเองต้องรีบรักษาตัว อย่าปล่อยให้โรคริดสีดวงอยู่กับเราเป็นเวลานานโดยละเลยการรักษา

สาเหตุหลักของโรคริดสีดวงทวาร

สาเหตุของการเกิดโรคริดสีดวงนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะพฤติกรรมการขับถ่ายของแต่ละคน ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

  • ภาวะท้องผูกเรื้อรัง
  • ท้องเสียบ่อย
  • พฤติกรรมชอบเบ่งอุจระอย่างแรง
  • ชอบนั่งถ่ายอุจระเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนที่ชอบเล่นมือถือในขณะขับถ่าย
  • ใช้ยาสวนอุจระ หรือยาระบายบ่อยเกินความจำเป็น
  • มีภาวะโรคตับแข็ง ซึ่งมีผลทำให้เลือดดำอุดตัน จนบริเวณเส้นเลือดดำบริเวณทวารโป่งพอง
  • อายุที่มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน จนทำให้เบาะรองเลื่อนลงมาจนยื่นออกมาจากทวารหนัก
  • บุคคลที่ในครอบครัว มีประวัติว่าเคยเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก

อาการของโรคริดสีดวง

  อาการของโรคริดสีดวงสีดวงทวารหนัก คือมีเลือดออกขณะขับถ่าย และหลังขับถ่ายอุจจาระ และมีติ่งเนื้อบริเวณขอบทวาร ในระยะเริ่มแรกจะมีอาการไม่ค่อยรุนแรง และหากปล่อยไว้นานหลายปีจะเริ่มมีอาการมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับที่รุนแรง

ริดสีดวงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ซึ่งแบ่งได้ดังนี้

ประเภทที่ 1 ริดสีดวงภายใน

ริดสีดวงภายใน เกิดจากการที่เนื้อเยื้อของทวารหนัก อยู่สูงกว่า dentate line เลื่อนตัวลงมาทางปากทวารหนัก ทำให้เกิดอาการเลือดออกขณะขับถ่ายอุจจาระ หรือยื่นออกมาจากปากทวารหนัก

ประเภทที่ 2 ริดสีดวงภายนอก

ริดสีดวงภายนอก คือเนื้อเยื้อที่อยู่ใต้ dentate line ยืดออกมาเป็นติ่งเนื้อ สามารถพบริดสีดวงภายในและภายนอกร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งวิธีการรักษานั้น ก็พิจารณาจากชนิด และความรุนแรงของโรค โดยการเน้นที่การบรรเทาอาการของโรค ไม่จำเป็นต้องขจัดหัวริดสีดวงทวาร

ผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวง

ผู้ที่มักมีปัญหาท้องผูก หรือผู้ที่มักนั่งถ่ายอุจจาระนาน และต้องนั่งเบ่งเป็นประจำนั้น แรงเบ่งจะเพิ่มความดัน และทำให้เกิดการบาดเจ็บในกลุ่มเนื้อเยื้อหลอดเลือด ส่งผลทำให้เกิดหลอดเลือดโป่งพอง และหลอดเลือดขอดได้ง่าย ท้องเสียเรื้อรัง การอุจจาระบ่อย ๆ นั้นจะเพิ่มความดัน จะทำให้เกิดการบาดต่อกลุ่มเนื้อเยื้อหลอดเลือดได้เช่นกัน รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักจึงทำให้เกิดการกดเบียดทับ ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื้อส่วนนี้เรื้อรัง จึงทำให้มีเลือดคั่งในหลอดเลือด เกิดการโป่งพองได้ง่าย

การวินิจฉัยโรค

  • ก่อนอื่นจะต้องแยกโรคริดสีดวงออกจากโรคอื่น ๆ ที่มีกลุ่มอาการคล้ายกัน เช่น โรคมะเร็งลำไส้ และโรคมะเร็งทวารหนัก
  • การตรวจดูขอบทวารหนัก ส่วนใหญ่จะปกติ หรืออาจจะเห็นริดสีดวงทวารหนักยื่นออกมา
  • การตรวจทวารหนักด้วยมือ ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยแยกแยะทวารหนักออกจากโรคอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายกับโรคริดสีดวงทวารหนัก โดยเฉพาะก้อนเนื้อหรือแผลบริเวณทวารหนัก
  • การตรวจด้วยการส่องดูทวารหนัก anoscope จะตรวจพบหัวริดสีดวงภายในได้ชัดเจน ควรทำเสมอเพื่อการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องชัดเจน
  • การตรวจด้วยการส่องด้วยกล้อง sigmoidoscope ควรทำในผู้ป่วยที่มีอายุมาก และเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ หากพบว่ามีประวัติขับถ่ายผิดปกติเรื้อรัง ถ่ายเป็นมูกปนเลือด หรือแม้แต่การคลำเจอก้อนในทวารหนัก
  • การส่งตรวจด้วยสวนสี x-ray ลำไส้ใหญ่ barium enema หรือการส่องกล้องดูลำไส้ใหญ่ colonoscopy จะใช้วิธีนี้ก็ต่อเมื่อ ผู้ป่วยมีอาการที่ไม่ชัดเจน หรืออาการของโรคอื่นร่วมอยู่ด้วย รวมทั้งการใช้ตรวจที่ป่วยที่สูงอายุ

อันตรายของโรคริดสีดวงทวารหนัก

โรคริดสีดวงทวารหนักส่วนใหญ่แล้ว ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่สิ่งที่เป็นอันตรายถือการวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องว่าเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก แต่ว่าเป็นเนื้อร้ายและสิ่งที่เป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่งคือ ในกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคริดสีดวงทวารหนักภายในแล้วเกิดการเสียเลือดมาก ซึ่งถ้าหากเกิดกับผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจะมีผลทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ซึ่งอาจทำให้หัวใจล้มเหลวได้และเสียชีวิตในที่สุด

ริดสีดวงช่วงตั้งครรภ์ เป็นโรคริดสีดวงที่เกิดจากปัญหาท้องผูก ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงก่อนตั้งครรภ์หรือในขณะตั้งครรภ์ ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ฮอร์โมนมีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการยืดขยายตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหาร และการกดทับของลำไส้ สาเหตุก็มาจากมดลูกที่เพิ่มขนาดมากขึ้น หากอาการท้องผูกถูกปล่อยไว้นาน ก็จะกลายเป็นต้นเหตุของโรคริดสีดวงได้

อาการของโรคริดสีดวง

  • มีเลือดสดปนออกมากับอุจจาระ
  • สังเกตว่ามีติ่งเนื้อยื่นออกมาจากทวารหนักขณะถ่ายอุจจาระ
  • ทวารหนักเปียกแฉะ และมีอาการคันปากทวารหนักร่วมด้วย
  • มีอาการเจ็บทวารหนักโดยเฉพาะตอนขับถ่าย
  • คลำเจอก้อนเนื้อบริเวณทวารหนัก

หากเริ่มเป็นในระยะแรก โดยที่หัวยังอยู่ภายใน ผู้ป่วยจะไม่เจ็บแต่จะมีเลือดออกหรือริดสีดวง ระยะที่ 2 ที่มีหัวริดสีดวงยื่นออกมาจากปากทวารเมื่อถ่ายอุจจาระ แต่สามารถหดเข้าไปเองได้ ซึ่งริดสีดวงทั้ง 2 ระยะนี้สามามารถรักษาด้วยตัวเองได้ในเบื้องต้น

การรักษาโรคริดสีดวง

1. การรักษาโรคริดสีดวง ด้วยตัวเอง

  ความรุนแรงของโรคริดสีดวงนั้น แต่ละคนมีอาการรุนแรงไม่เหมือนกัน หากเป็นโรคริดสีดวงในระยะที่ 1 หรือระยะที่ 2 นั้น สามารถรักษาให้หายด้วยตนเองได้ โดยการนั่งแช่ในน้ำอุ่นในกะละมังใบใหญ่ เทด่างทับทิมผสมกับน้ำจนกลายเป็นสีชมพูจาง ๆ จากนั้นเอาก้นนั่งแช่ลงในกาละมัง 15-20 นาที ควรทำทั้งก่อนและหลังถ่ายอุจจาระ เพื่อช่วยลดอาการอักเสบ

2. เหน็บยารักษาริดสีดวง

ยาเหน็บรักษาริดสีดวงนั้นมีหลายยี่ห้อ และมีหลายชนิด แต่มีตัวยาคล้ายกัน โดยแนะนำให้เลือกยาเหน็บที่มีส่วนผสมของเบนโซเคน 1 กรัม ครีมลาโนลิน 15 กรัม ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญในการรักษาโรคริดสีดวง

3. การรักษาโดยการฉีดยา

โดยวิธีนี้ จะใช้การฉีดยาเข้าไปในตำแหน่งของริดสีดวงที่เลือดออก เพื่อทำให้เลือดจับลิ่มในหัวริดสีดวง หลังจากนั้นจะเกิดเนื้อผังผืดมาแทนที่หัวริดสีดวง ต่อมาเนื้อพังผืดก็จะเกิดการหดตัวตามธรรมชาติ แล้วจะทำให้หัวริดสีดวงฝ่อไป

4. การรักษาโดยการใช้ยางรัด

โดยการยิงยางรัดหัวของริดสีดวงที่โผล่ออกมา เพื่อให้ริดสีดวงขาดเลือด ซึ่งจะทำให้หัวของริดสีดวงฝ่อและหลุดไปเองตามธรรมชาติ

5. การผ่าตัด

ริดสีดวงที่อยู่ในระยะที่ 3 และ 4 นั้น ริดสีดวงจะมีขนาดใหญ่มากจนไม่สามารถกลับเข้าไปได้เอง ต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเท่านั้น การผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับจำนวนและชนิดของริดสีดวงทวาร รวมทั้งความชำนาญของศัลยแพทย์ เช่น ริดสีดวง 1–2 ตำแหน่ง อาจมีการใช้อุปกรณ์พิเศษช่วยในการตัดริดสีดวงทวาร โดยไม่ต้องมีการใช้ไหมเย็บแผล แต่ถ้ามีริดสีดวงทวารตั้งแต่ 3 ตำแหน่งขึ้นไป อาจมีการใช้เครื่องมือตัดต่อเยื้อบุลำไส้ชนิดกลม โดยการตัดและเย็บนี้ จะเกิดตามแนวเส้นรอบวงของช่องทวารหนัก ซึ่งวิธีการนี้มีข้อดีคือ สามารถตัดหัวริดสีดวงออกได้ทุกหัว และไม่ทำให้รูทวารหนักแคบลง และแนวเย็บแผลยังอยู่สูงกว่าปากทวารหนัก ผู้ป่วยจะไม่มีแผลภายนอกเลย อีกทั้งอาการเจ็บปวดก้นหลังผ่าตัดก็มีไม่มาก

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคริดสีดวงทวาร

นอกจากอาการหลักๆ ที่เป็นต้นตอทำให้ผู้ป่วยเกิดความทุกข์ทรมานแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากริดสีดวงทวารได้ในบางกลุ่ม ซึ่งลักษณะของภาวะแทรกซ้อน แบ่งออกได้ดังนี้

การตกเลือด

เป็นภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง พบได้ในระยะแรกของอาการป่วย จนนำไปสู่สาเหตุของโรคเลือดจางชนิดขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency anemia) สังเกตได้ว่าในระหว่างวันจะมีเลือดไหลซึมออกมาจากทวารหลัก และอาจจะมีเลือดออกอย่างมากเมื่อลำไส้มีการเคลื่อนไหวตัว

ลิ่มเลือดอุดตัน

การอุดตันของลิ่มเลือด คือการจับตัวกันเป็นก้อนเลือดอยู่ของในของริดสีดวง อาจจะเกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง

การบีบรัดของริดสีดวง

จะพบได้ในกลุ่มที่มีริดสีดวงโผล่ออกมาด้านนอกทวารหนักจนเห็นได้ชัด ก้อนเนื้อชนิดนี้ไม่มีเลือดถูกส่งมา ทำให้เกิดภาวะขาดเลือดมาเลี้ยง จึงทำให้หูรูดของทวารหนักหดตัว เรียกกันว่า "Anal sphincter" เกิดการอักเสบและบวมอย่างหนัก มีลิ่มเลือดเกิดขึ้นภายในริดสีดวงร่วมด้วย จึงทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน

ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา

  1. ภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดยา ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยาที่อาจทำให้เนื้อริดสีดวงเน่าหรือเนื้อรอบๆ บริเวณเน่า กลายเป็นเนื้อตาย การรักษาด้วยยางรัด
  2. ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาด้วยวิธียางรัด แม้จะเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม แต่หากได้รับการรักษาที่ไม่ดีพอ หรือผู้ที่ทำการรักษาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ จะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้ เช่น ฝีรอบๆ ลำไส้ หรือการติดเชื้อจนพิษเข้าสู่กระแสเลือด เป็นต้น

การดูแลตัวเอง

พฤติกรรมที่ไม่ควรทำสำหรับผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงคือ โดยปกติแล้วผู้ป่วยที่เป็นโรคริดสีดวงมักจะอายและไม่กล้าพบแพทย์ ในบางรายก็อาจหันไปใช้แพทย์ทางเลือก โดยการรักษาด้วยวิธีการนี้จะมีการฉีดยาสมุนไพร จนกระทั่งแผลเน่าและรูทวารตีบ ซึ่งในกรณีนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องทำการขยายรูทวาร และนำผิวหนังที่ยื่นนูนออกมาให้กลับเข้าไปภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการผ่าตัดริดสีดวงว่าหลังจากผ่าตัดแล้ว จะทำให้กลั่นอุจจาระไม่อยู่

แต่ในความจริงแล้วการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนักนั้นจะไม่โดนกล้ามเนื้อหูรูด ไม่มีผลเกี่ยวข้องการกลั้นอุจจาระ และไม่มีผลแทรกซ้อนใด ๆ ที่เป็นอันตรายทั้งสิ้น อีกทั้งการผ่าตัดนั้น แพทย์จะทำการผ่าตัดให้กับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเท่านั้น ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาอย่างเหมาะสม และไม่ควรอายในการไปพบแพทย์

สมุนไพรรักษาโรคริดสีดวง

การรักษาโรคริดสีดวงสามารถรักษาให้หายขาดโดยการใช้ยาหรือการผ่าตัด แต่ก็ยังมีวิธีการรักษาด้วยสมุนไพรไทย ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ดังนี้

เพชรสังฆาต

วิธีการใช้ ให้นำเพชรสังฆาตสด 1 ปล้อง หั่นเป็นข้อเล็ก ๆ แล้วหุ้มด้วยกล้วยสุก หรือมะขามเปียก แล้วรับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็น ให้รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 10-15 วัน อาการของริดสีดวงจะค่อย ๆ บรรเทา และสามารถหายเองได้

ขลู่

ใบของต้นขลู่นั้นมีกลิ่นหอม และมีคุณสมบัติในการรักษาโรคริดสีดวงทวารหนักได้ โดยนำใบขลู่มาต้มรับประทานเป็นชา และสามารถใช้เปลือกของต้นขลู่ต้มในน้ำ แล้วใช้ไอของต้นขลู่รมทวารหนักก็จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบได้ นอกจากนั้น ขลู่ยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาที่หลากหลาย เช่น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้นิ้วในไต ช่วยย่อยอาหาร และยังสามารถนำมารักษาโรคริดสีดวงจมูกได้ด้วยเช่นกัน

ว่านหางจระเข้

ก่อนอื่นควรทำความสะอาดทวารหนักให้แห้งและสะอาดก่อน โดยแนะนำให้ทำหลังจากอุจจาระเสร็จแล้วหรืออาบน้ำเสร็จ หรืออาจทำก่อนนอนก็ได้ วิธีใช้ให้นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกส่วนนอกออกให้หมด แล้วเหลาให้ปลายแหลมเล็กน้อย เพื่อความสะดวกในการเหน็บเข้าไปในช่องทวารหนัก ซึ่งหากต้องการให้เหน็บง่ายมีข้อแนะนำว่า ให้นำว่านหางจระเข้ไปแช่ในตู้เย็นเพื่อทำให้เกิดการแข็งตัวจะทำให้สอดได้ง่ายขึ้น และควรทำให้ได้วันละ 1 – 2 ครั้ง จนกว่าจะหาย

วิธีป้องกันโรคริดสีดวงทวารหนัก

  1. รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ผัก และผลไม้ต่าง ๆ หรือน้ำลูกพรุนเพื่อทำให้ระบบขับถ่ายคล่องตัว
  2. ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว น้ำมีส่วนช่วยทำให้กากใยอาหารอ่อนตัว ทำให้เคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายมีส่วนช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แถมยังช่วยทำให้ลำไส้แข็งแรงขึ้น

โรคริดสีดวงทวารหนักนั้นเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงและไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียแก่ร่างกาย แต่ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดความเจ็บปวดเวลาขับถ่าย ดังนั้นจึงควรดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง และงดเว้นจากพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวงทวารหนัก นอกจากนี้ หากเกิดอาการของโรคริดสีดวงแล้วควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้องต่อไปจะดีที่สุด ไม่ควรอับอายเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้น อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพตามมาอย่างร้ายแรงกว่าที่คิดได้

โรคริดสีดวงนั้นสามารถรักษาให้หายด้วยตนเองได้หากเริ่มเป็นในระยะแรก มิฉะนั้นแล้วหากปล่อยให้อาการลุกลามต่อไป อาจจะต้องรักษาโดยการผ่าตัดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น


รวมข้อสงสัย เรื่องโรคริดสีดวงทวาร

โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่แผนกผู้ป่วยนอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ มีผู้ป่วยจำนวนมากได้รับการแนะนำและรักษาไม่ถูกต้อง เนื่องจากอายหรือไม่กล้าถามปัญหาจากแพทย์ผู้รักษา จึงได้รวบรวมปัญหาที่ป่วย ต้องการทราบรวมทั้งคำแนะนำที่มีประโยชน์ดังต่อไปนี้

วิธีการรักษาริดสีดวงทวารมีอะไรบ้าง ?

  1. โดยการใช้ยาระบายให้ถ่ายอุจจาระง่ายและยาสอดสำหรับลดอาการอักเสบของหัวริดสีดวง
  2. โดยการฉีดสารบางชนิดเข้าหัวริดสีดวงทำให้ฝ่อ หรือใช้ยางรัด
  3. ผ่าตัดเอาหัวริดสีดวงออก

ถ้าไม่รักษาจะมีผลอะไรตามมาภายหลัง ?

  1. เสียเลือดมากจนโลหิตจาง
  2. มีก้อนเลือดคั่งในหัวริดสีดวงปวดทรมานมาก
  3. หัวริดสีดวงยื่นออกนอกรูทวารไม่สามารถดันกลับได้ ซึ่งต่อมาจะเน่า เป็นแผลและมีการติดเชื้อในภายหลัง

มีวิธีป้องกันการเป็นซ้ำอย่างไร ?

  1. ถ่ายอุจจาระเป็นเวลารับประทานอาหารที่มีกากและใช้ยาระบาย
  2. หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายอุจจาระนาน ๆ
  3. หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและอาหารที่ทำให้ท้องผูก

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับโรคริดสีดวง

ริดสีดวงทวาร[คืออะไร]

คำตอบ: ริดสีดวงทวารรักษาให้หายได้นะครับ การรักษาเบื้องต้นก็คือการทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น ลดอาการท้องผูก มีการใช้ยาสมุนไพรเช่น เพชรสังฆาต ส่วนหากรักษาด้วยยาไม่เพียงพอ หรือมีก้อนยื่นออกมา อาจจะต้องพิจารณาใช้การรักษาโดยการผ่าตัดครับ - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

เวลาขับถ่ายจะมีเลือดสดๆปนมาด้วยบางครั้งเยอะบางครั้งก็น้อยมีวิธีการรักษาอย่างไรบ้างคะ เเละมีโอกาสเป็นริดสีดวงหรือไม่

คำตอบ: อาการถ่ายเป็นเลือดสด พบได้ในคนเป็นริดสีดวงครับ ทั้งนี้การยืนยันวินิจฉัยควรได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยมีอาการทางทวารหนักที่สําคัญคือเลือดออกขณะและหลังถ่ายอุจจาระ และติ่งเนื้อขอบทวารอาการในระยะแรกมักเป็นๆหายๆ ไม่รุนแรง ผู้ที่มีการดําเนินโรคมากขึ้นเรื่อยๆๆ มีไม่มากนักและมักกินเวลานานหลายปีก่อนจะมีอาการรุนแรง ริดสีดวงแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ริดสีดวงภายใน และริดสีดวงภายนอก อาการของโรค 1.มีเลือดแดงสดหยดออกมา หรือพุ่งออกมาขณะเบ่งถ่าย หรือหลังถ่ายอุจจาระจำนวนแต่ละครั้งไม่มากนัก ไม่มีอาการปวด หรือแสบขอบทวาร และมักหยุดได้เอง อาการเหล่านี้จะเป็นๆหายๆ 2.มีก้อนเนื้อปลิ้นจากภายในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และยุบกลับเข้าไปเมื่อหยุดเบ่ง เมื่อเป็นมากต้องดันจึงจะกลับเข้าไป และขั้นสุดท้ายอาจย้อยอยู่ภายนอกตลอดเวลา 3. มีก่อนและปวดที่ขอบทวารเกิดขึ้นเร็วใน 24 ชั่วโมง และเจ็บมากในระยะเวลา 5-7 วันแรก ต้องระวังภาวะแทรกซ้อน การรักษาขึ้นกับระยะของโรค การรักษาระดับทั่วไป อาจใช้เป็นการรักษาหลักได้ถ้าเริ่มเป็น และอาการไม่รุนแรง หรือใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับวิธีการ อื่น เพื่อให้การขับถ่ายอุจจาระสะดวก ไม่ต้องเบ่งรุนแรง และเพื่อระงับอาการที่ก่อให้เกิดความรำคาญ ได้แก่ เพิ่มอาหารที่มีเส้นใยมากเช่น ผัก ผลไม้ ทำให้อุจจาระนิ่มโดยขึ้น ดื่มน้ำให้มากขึ้น และอาจให้ยาระบายร่วมด้วย . การรักษาเฉพาะเจาะจง มีหลายวิธีขึ้นกับระยะของโรค เครื่องมือ สถานที่และอุปกรณ์ ได้แก่ -การฉีดยา -การใช้ยางรัด -การจี้ริดสีดวง -การผ่าตัดริดสีดวงทวาร - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

อยากถามคุณหมอค่ะ ดิฉันถ่ายเป็นเลือดสีแดงสดมา 3 วันได้แล้ว ครั้งแรกที่ถ่ายเป็นเลือดอยากเดียวค่ะ แล้วเหมือนมีลิ้มเลือดออกมา แต่กลิ่นเหมือนอุจจาระนะคะไม่มีกลิ่นคาวเลือด แต่มีอาการแสบท้องเหมือนกินของเผ็ด พอมาวันที่ 2 ก็ยังถ่ายค่อนข้างเหลวค่ะแต่มีเลือดออกมาด้วยเหมือนเดิม วันที่ 3 ก็เหมือนกันค่ะถ่ายเหลวแต่มีเลือด พอสอบถามคนในครอบครัวก็บอกว่าเป็นริดสีดวงหรือป่าว แต่ริดสีดวงต้องถ่ายยากและแบ่งอุจจาระลำบากแต่ดิฉันถ่ายเหลวด้วยซ้ำเลยไม่มั่นใจค่ะ รบกวนคุณหมอช่วยตอบด้วยค่ะ

คำตอบ: แนะนำว่าควรไปตรวจจะดีกว่าค่ะ เพราะอาการถ่ายอุจจาระปนเลือด ต้องหาสาเหตุ ซึ่งสาเหตุที่ต้องระวังคือ มะเร็งลำใส้ค่ะ เพราะอาการจะเป็นถ่ายอุจจาระปนกับเลือด ปวดหน่วง ถ่ายไม่สุดได้ ส่วนอาการของริดสีดวงจะถ่ายเป็นเลือดสด แลือดมักออกมาเคลือบกับอุจจาระค่ะ ทางที่ดีไปตรวจจะดีกว่าค่ะ - ตอบโดย Buakhao Arpaporn (พญ.)

คำตอบ 2: มีโอกาสเป็นไปได้ครับ โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยมีอาการทางทวารหนักที่สําคัญคือเลือดออกขณะและหลังถ่ายอุจจาระ และติ่งเนื้อขอบทวารอาการในระยะแรกมักเป็นๆหายๆ ไม่รุนแรง ผู้ที่มีการดําเนินโรคมากขึ้นเรื่อยๆๆ มีไม่มากนักและมักกินเวลานานหลายปีก่อนจะมีอาการรุนแรง ริดสีดวงแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ริดสีดวงภายใน และริดสีดวงภายนอก อาการของโรค 1.มีเลือดแดงสดหยดออกมา หรือพุ่งออกมาขณะเบ่งถ่าย หรือหลังถ่ายอุจจาระจำนวนแต่ละครั้งไม่มากนัก ไม่มีอาการปวด หรือแสบขอบทวาร และมักหยุดได้เอง อาการเหล่านี้จะเป็นๆหายๆ 2.มีก้อนเนื้อปลิ้นจากภายในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และยุบกลับเข้าไปเมื่อหยุดเบ่ง เมื่อเป็นมากต้องดันจึงจะกลับเข้าไป และขั้นสุดท้ายอาจย้อยอยู่ภายนอกตลอดเวลา 3. มีก่อนและปวดที่ขอบทวารเกิดขึ้นเร็วใน 24 ชั่วโมง และเจ็บมากในระยะเวลา 5-7 วันแรก ต้องระวังภาวะแทรกซ้อน การรักษาขึ้นกับระยะของโรค การรักษาระดับทั่วไป อาจใช้เป็นการรักษาหลักได้ถ้าเริ่มเป็น และอาการไม่รุนแรง หรือใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับวิธีการ อื่น เพื่อให้การขับถ่ายอุจจาระสะดวก ไม่ต้องเบ่งรุนแรง และเพื่อระงับอาการที่ก่อให้เกิดความรำคาญ ได้แก่ เพิ่มอาหารที่มีเส้นใยมากเช่น ผัก ผลไม้ ทำให้อุจจาระนิ่มโดยขึ้น ดื่มน้ำให้มากขึ้น และอาจให้ยาระบายร่วมด้วย . การรักษาเฉพาะเจาะจง มีหลายวิธีขึ้นกับระยะของโรค เครื่องมือ สถานที่และอุปกรณ์ ได้แก่ -การฉีดยา -การใช้ยางรัด -การจี้ริดสีดวง -การผ่าตัดริดสีดวงทวาร - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

ผมเจ็บริดสีดวงมากครับทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนมา1อาทิตย์แล้วครับ เมื่อ2วันก่อนผมไปหาหมอที่ศูนย์การแพทย์ หมอให้ยามาทานโดยที่ไม่ตรวจริดสีดวงผมเลยครับซึ่งยาที่จ่ายมาเป็นยาตัวเดี่ยวกับที่ผมซื้อมาทานจากร้านขายยา 1 อาทิตย์แล้ววันนี้ผมไม่ไหวจริงๆผมเข้าไปผ่าเลยได้มั้ยครับที่ศูนย์การแพทย์พัฒนา

คำตอบ: ถ้ามีอาการปวดมาก สามารถเข้าไปได้ตลอดเวลาอยู่แล้วครับ ร่วมกับทานยาแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาอีกทีครับ ว่าจะรักษาอย่างไรต่อ เนื่องจากการรักษา มีหลายแบบครับ - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

มีปัญหาทางเรื่องริดสีดวงทวารค้ะ มีวิธีรักษาให้หายขาดอย่างไรบ้างค้ะ

คำตอบ: การรักษาริดสีดวงทวารมี 2 แบบ คือ ให้การดูแลทั่วไป กับ แบบเฉพาะเจาะจงครับ 1.การดูแลทั่วไป เพื่อต้องการให้การขับถ่ายอุจจาระสะดวก ไม่ต้องเบ่งรุนแรง ได้แก่ รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้นด้วยการดื่มน้ำมากๆ หรืออาจใช้ยาถ่ายช่วยในกรณีมีท้องผูกร่วมด้วย หรืออาจใช้ยาระงับอาการอื่นๆเช่นยาเหน็บ ยาขี้ผึ้งทาทวารหนัก ยาสมุนไพร เช่น เพชรสังฆาต เป็นต้น 2.การรักษาแบบเฉพาะเจาะจง มีหลายวิธีที่จะทำให้หายจากโรค แต่ก็ขึ้นอยู่กับระยะของโรค อุปกรณ์-ความพร้อมของแต่ละสถานที่ หรือความชำนาญของแพทย์เอง ได้แก่ 2.1 การฉีดยา(injection) ให้หัวของริดสีดวงยุบลง 2.2 การใช้ยางรัด (rubber band ligation) เพื่อรัดให้หัวริดสีดวงหลุดออก 2.3 การจี้ริดสีดวงทวาร มีทั้งการจี้แบบใช้อินฟราเรด(infrared photocoagulation) และ bipolar coagulation เพื่อให้ริดสีดวงทวารยุบ หยุดการเลือดออก 2.4 การผ่าตัดริดสีดวงทวาร ใช้ในริดสีดวงทวารที่เป็นมากๆแล้ว (ระยะ3-4) - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

ถามเรื่องการรักษาริดสีดวงครับ ว่าจะหายได้มั้ย ถ้าสมมติว่าต้องผ่า การผ่าจะทำให้รูทวารเล็กลงหรอครับ แล้วยังสามารถมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้มั้ยครับ แล้วการฉีดยากับรัดยางอันตรายมั้ยครับ ถ้าสมมติว่ากินยาไปคือตัวเส้นเลือดจะหายขอด ละเหลือเป็นติ่งธรรมดาหรอครับ

คำตอบ: การรักษาริสีดวงทวารมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับขนาดและความรุนแรงของริดสีดวงที่เป็นค่ะ การรักษาจะหายหรือไม่หายนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนไข้ ริดสีดวงทวารเกิดจากแรงดันของเส้นเลือดบริเวณทวาร ซึ่งเกิดจากการนั่งเบ่งอุจจาระนาน ท้องผูกท้องร่วงเรื้อรัง การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ฉะนั้นหากคนไข้รับการรักษาริดสีดวงทวารโดยวิธีใดก็ตามที่เหมาะสมตามดุลยพินิจของแพทย์แล้ว คุณควรหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้โรคเกิดซ้ำอีก - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

เป็นริดสีดวงตอนท้องอยู่กินยาแก้ริดสีดวงได้ไหมคะ

คำตอบ: สามารถใช้ยาได้ โดยยาที่ช่วยในการลดการอักเสบ บวม อาจะใช้ยาเหน็บก้น โดยทั่วไปยาที่ช่วยลดริดสีดวงซึ่งเป็นยาทานเป็นยาที่ยังไม่มีการศึกษาในคนตั้งครรภ์ ฉะนั้นเราจะไม่ใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คือถ้าแม่ตั้งครรภ์บอกว่าเป็นริดสีดวง เราก็ต้องดูว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีปัญหาไม่เจ็บ ไม่เลือดออก ก็อาจแนะนำให้คุณแม่ดันกลับเข้าไป เน้นทานอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์ ไม่นั่งห้องน้ำนาน ถ้านั่งแล้วไม่ออกก็ไม่ต้องไปเบ่ง ถ้าคุณแม่ปฏิบัติตามได้ดี ก็ไม่มีปัญหา ไม่แนะนำให้ซื้อทั้งยาเหน็บและยาทาตามร้าน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา นะครับ - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

โรคริดสีดวงมีโอกาสหายไมคะ

คำตอบ: หายได้ค่ะ ควรไปพบแพทย์ก่อนว่าเป็นริดสีดวงระยะไหน ถ้าเป็นไ่ม่มาก รักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงคือ ไม่เบ่งในขณะถ่าย ดังนั้นต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดท้องผูกเรื้อรัง โดยการกินอาหารที่มีกากใยอาหารสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน ไม่เครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ไม่กลั้นอุจจาระ ควรอุจจาระให้เป็นเวลา และใช้วิธีแช่ก้นในน้ำอุ่น และใช้ยาต่างๆตามอาการ เช่นแก้ปวดถ้ามีปวดร่วมด้วย ยาเหน็บทวารลดบวม และถ้ารักษาด้วยวิธีดังกล่าวไม่ได้ผลหรือแพทย์พิจารณาแล้วว่าเป็นริดสีดวงขั้นรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้จี้ไฟฟ้า หรือฉีดยาให้ก้อนยุบ หรือผูกก้อน หรือผ่าตัดค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

สอบถามอาการเบื้องต้นของโรคริดสีดวง

คำตอบ: อาการของโรคริดสีดวงทวาร -มีก้อนเนื้อปลิ้นจากภายในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และยุบกลับเข้าไปเมื่อหยุดเบ่ง เมื่อเป็นมากต้องดันจึงจะกลับเข้าไป และขั้นสุดท้ายอาจย้อยอยู่ภายนอกตลอดเวลา -มีเลือดแดงสดหยดออกมา หรือพุ่งออกมาขณะเบ่งถ่าย หรือหลังถ่ายอุจจาระจำนวนแต่ละครั้งไม่มากนัก ไม่มีอาการปวด หรือแสบขอบทวาร หรือพบเลือดบนกระดาษชำระ เลือดที่ออกจะไม่ปนกับอุจจาระไม่มีมูก และมักหยุดได้เอง อาการเหล่านี้จะเป็นๆหายๆ -เมื่อเป็นมาก หลอดเลือดจะบวมมาก รวมทั้งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบหลอดเลือดจะบวมออกมาถึงปากทวารหนัก เห็นเป็นก้อนเนื้อนิ่ม ปลิ้นโผล่ออกมานอกทวารหนัก ซึ่งในภาวะเช่นนี้ จะก่ออาการเจ็บปวดได้ -นอกจากอาการดังกล่าวแล้วผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการคันรอบทวารหนัก -อาจจะมาด้วยอาการมีมูกหลังจากถ่ายอุจาระ -เมื่อมีลิ่มเลือดเกิดในริดสีดวงที่โป่งพองจะก่ออาการปวด เจ็บ บวม และก่ออาการระคายเคืองบริเวณรอบปากทวารหนัก และอาการคัน แต่มักไม่ค่อยพบมีเลือดออกจากติ่งเนื้อนี้ - ตอบโดย สมปอง ศรีอุไร (พญว.)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ

ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ