Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

โรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกขณะขับถ่ายและหลังขับถ่าย

โรคริดสีดวงคืออะไร บอกสาเหตุและอาการ รวมถึงวิธีการรักษาและป้องกัน
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 15 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,674,383 คน

โรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกขณะขับถ่ายและหลังขับถ่าย

โรคริดสีดวงทวารหนัก(Hemorrhiods) หรือเรียกง่ายๆ ว่าโรคริดสีดวง เป็นโรคที่พบได้บ่อย เมื่อเป็นแล้วก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน และทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันไม่สะดวกสบาย แต่สามารถรักษาให้หายได้ตั้งแต่เริ่มแรกของโรค 

โรคริดสีดวงทวาร คืออะไร?

โรคริดสีดวงทวาร  คือ การที่หลอดเลือดดำที่ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มีอาการบวม โป่งพอง และมีหลอดเลือดบางส่วนยื่นออกมาจากทวารหนัก โดยเกิดขึ้นจากหลากหลายสาเหตุ 

โดยริดสีดวงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่1: ริดสีดวงภายใน

ริดสีดวงภายใน  คือ ริดสีดวงทวารที่เกิดเหนือทวารหนักขึ้นไป ปกติจะหลอดเลือดที่โป่งพองจะไม่โผล่ออกมาให้เห็นและคลำไม่ได้ และไม่ก่อให้เกิดอาการถ้ายังไม่มีภาวะแทรกซ้อน

ริดสีดวงภายนอก คือ ริดสีดวงบริเวณปากรอยย่นของทวารหนัก สามารถเห็นและคลำติ่งเนื้อที่ปกคลุมหลอดเลือดโป่งพองได้ อาจมีความรู้สึกเจ็บปวด เพราะที่ติ่งเนื้อมีปลายประสาทรับความรู้สึก

สาเหตุหลักของโรคริดสีดวงทวาร

โรคนี้ มีได้หลายสาเหตุ โดยเฉพาะพฤติกรรมการขับถ่ายของแต่ละคน ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

  • ภาวะท้องผูกเรื้อรัง
  • ท้องเสียบ่อย
  • พฤติกรรมชอบเบ่งอุจจาระอย่างแรง
  • ชอบนั่งถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนที่ชอบเล่นมือถือในขณะขับถ่าย
  • ใช้ยาสวนอุจจาระหรือยาระบายบ่อยเกินความจำเป็น
  • มีภาวะโรคตับแข็ง ซึ่งมีผลทำให้เลือดดำอุดตัน จนบริเวณเส้นเลือดดำบริเวณทวารโป่งพอง
  • อายุที่มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน จนทำให้เบาะรองเลื่อนลงมาจนยื่นออกมาจากทวารหนัก
  • บุคคลในครอบครัวมีประวัติ เคยเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก
  • พฤติกรรมที่ต้องยกของหรือออกแรงเบ่งมากๆ

อาการของโรคริดสีดวง

อาการของโรคริดสีดวง แบ่งออกเป็น 4 ระยะ โดยความรุนแรงจะเพิ่มตามระยะที่เป็นด้วย ดังนี้

  • ระยะที่ 1:  มีเส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนัก จะมีเลือดไหลออกมาเวลาเบ่งถ่ายอุจจาระ และถ้าท้องผูก เลือดก็จะออกมากขึ้น
  • ระยะที่ 2:  หัวริดสีดวงทวารโตมากขึ้น เริ่มโผล่ออกมาพ้นทวารหนัก เวลาเบ่งอุจจาระจะออกมาให้เห็นมากขึ้น และหดกลับได้เองหลังการขับถ่าย
  • ระยะที่ 3:  หัวริดสีดวงทวารจะโผล่ออกมามากกว่าเดิม เวลาไอจาม หรือยกของหนักๆ ที่ต้องเกร็งท้อง จะเกิดการเบ่ง ให้หัวริดสีดวงทวารออกมาข้างนอก และไม่สามารถหดกลับเข้าไปได้เอง ต้องใช้นิ้วช่วยดันกลับเข้าไป
  • ระยะที่ 4:  หัวริดสีดวงโตมากขึ้น สามารถมองเห็นจากภายนอกได้ชัดเจน มีอาการบวม อักเสบและอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงมาก โดยมีเลือดออกมาเสมอ อาจเป็นน้ำเหลืองเมือกลื่น และมีอุจจาระออกมาได้ ทำให้เกิดความสกปรกและเปียกชื้นตลอดเวลา อาจมีอาการคันที่ขอบปากทวารร่วมด้วย
    บางครั้งอาจเน่าและอักเสบมากขึ้น นำมาซึ่งการติดเชื้อได้ง่าย และถ้ามีเลือดออกอยู่เรื่อยๆ จะทำให้ซีด อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง และเกิดอาการหน้ามืดได้

การวินิจฉัยโรค

โฆษณาจาก HonestDocs
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614

หากอาการผิดปกติที่สงสัยว่าเป็นริดสีดวง แพทย์จะตรวจทวารหนักว่าเป็นริดสีดวงทวารหรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจพบริดสีดวงภายนอกได้ทันทีด้วยตาเปล่า เพราะบางคนอาจมีติ่งเนื้อยื่นออกมาด้วย ส่วนริดสีดวงภายใน แพทย์ต้องใช้การตรวจทวารหนักด้วยการสอดนิ้ว เพื่อคลำหาความผิดปกติภายใน หรือใช้เครื่องมือส่องกล้องพิเศษเพื่อช่วยวินิจฉัยแยกโรคได้ชัดเจนมากขึ้น 

แพทย์อาจทำการตรวจลำไส้ด้วยการ x-ray ลำไส้ใหญ่ barium enema หรือการส่องกล้องดูลำไส้ใหญ่ colonoscopy เมื่อผู้ป่วยมีอาการที่ไม่ชัดเจน หรือมีอาการของโรคอื่นร่วมอยู่ด้วย รวมทั้งการใช้ตรวจผู้ป่วยสูงอายุ เพื่อวินิจฉัยแยกโรคกับมะเร็งลำไส้ หรือโรคที่อาจเป็นสาเหตุของการถ่ายเป็นเลือดหรือความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารอื่นๆ

อันตรายของโรคริดสีดวงทวารหนัก

โรคริดสีดวงทวารหนักส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่สิ่งที่เป็นอันตราย คือ การวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องว่าเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก แต่ว่าเป็นเนื้อร้าย และสิ่งที่เป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่ง คือ ในกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคริดสีดวงทวารหนักภายในแล้วเกิดการเสียเลือดมาก ซึ่งถ้าหากเกิดกับผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจะมีผลทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น อาจทำให้หัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตในที่สุดได้

ริดสีดวงช่วงตั้งครรภ์

เป็นโรคริดสีดวงที่เกิดจากปัญหาท้องผูก  สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงก่อนหรือขณะตั้งครรภ์  เพราะในขณะตั้งครรภ์ มดลูกขยายเพิ่มขนาดมากขึ้น ทำให้เกิดการกดทับลำไส้  ทำให้มีอาการท้องผูกได้ และหากปล่อยไว้นานก็จะกลายเป็นสาเหตุของโรคริดสีดวงตามมา

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคริดสีดวงทวาร

นอกจากอาการหลักๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความทุกข์ทรมานแล้ว ผู้ป่วยบางกลุ่มยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากริดสีดวงทวารได้ด้วย ซึ่งลักษณะของภาวะแทรกซ้อน แบ่งออกได้ดังนี้

การตกเลือด

เป็นภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น หากเลือดไหลตลอดเวลาจะทำให้เกิดภาวะขาดเลือด ความดันโลหิตตก โลหิตจาง หากมีเลือดออกทีละเล็กน้อย แต่นานและเรื้อรัง จะนำไปสู่สาเหตุของโรคเลือดจางชนิดขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency anemia) 

ภาวะนี้ สังเกตได้จาก ในระหว่างวันจะมีเลือดไหลซึมออกมาจากทวารหลัก และอาจจะมีเลือดออกอย่างมากเมื่อลำไส้เคลื่อนไหว

ลิ่มเลือดอุดตัน

การอุดตันของลิ่มเลือด คือ การจับตัวกันเป็นก้อนเลือดอยู่ภายในริดสีดวง อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง ซึ่งมักพบในริดสีดวงภายนอก

การบีบรัดของริดสีดวง

พบได้ในกลุ่มที่มีริดสีดวงโผล่ออกมาด้านนอกทวารหนักจนเห็นได้ชัด ก้อนเนื้อชนิดนี้ไม่มีเลือดถูกส่งมา ทำให้เกิดภาวะขาดเลือด จึงทำให้หูรูดของทวารหนักหดตัว เกิดการอักเสบและบวมอย่างหนัก มีลิ่มเลือดเกิดขึ้นภายในริดสีดวงร่วมด้วย ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง

การรักษาโรคริดสีดวง

1. การรักษาโรคริดสีดวงด้วยตัวเอง

แต่ละคนมีอาการรุนแรงไม่เหมือนกัน หากเป็นโรคริดสีดวงในระยะที่ 1 หรือระยะที่ 2 นั้น สามารถรักษาให้หายด้วยตนเองได้ โดยการแช่น้ำอุ่นในกะละมังใบใหญ่ เทด่างทับทิมผสมกับน้ำจนกลายเป็นสีชมพูจางๆ (หรือแช่น้ำอุ่นอย่างเดียวได้) จากนั้นนั่งแช่ลงในกะละมัง 15 - 20 นาที  ควรทำทั้งก่อนและหลังถ่ายอุจจาระ เพื่อช่วยลดอาการอักเสบ และลดการขยายตัวของหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนัก

2. เหน็บยารักษาริดสีดวง

ยาเหน็บรักษาริดสีดวงนั้น มีหลายยี่ห้อและหลายชนิด แต่มีตัวยาคล้ายกัน โดยแนะนำให้เลือกยาเหน็บที่มีส่วนผสมของเบนโซเคน 1 กรัม ลาโนลิน 15 กรัม ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญในการรักษาโรคริดสีดวง

3. รักษาโดยการฉีดยา

วิธีนี้ ใช้รักษาภายในระยะที่ 1 และ 2 และริดสีดวงที่เลือดออกเยอะ โดยฉีดสารเคมีเข้าไปในตำแหน่งชั้นใต้ผิวหนังบริเวณที่มีขั้วของริดสีดวงอยู่ ทำให้เกิดพังพืดไปอุดกั้นหลอดเลือดที่ส่งเลือดมาที่ริดสีดวง เลือดจะหยุดไหล และริดสีดวงจะฝ่อในที่สุด แต่ขณะฉีดต้องระวังไม่ฉีดเข้าริดสีดวงโดยตรง เพราะจะทำให้สารเคมีเข้าเส้นเลือด นำมาซึ่งการแน่นหน้าอก ปวดท้องด้านบนได้ 

ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา

อาจทำให้เนื้อริดสีดวงเน่า หรือเนื้อรอบๆ บริเวณที่เน่า กลายเป็นเนื้อตาย

4. การรักษาโดยการใช้ยางรัด

โดยการยิงยางรัดหัวของริดสีดวงที่โผล่ออกมา เพื่อให้เกิดการขาดเลือด ซึ่งจะทำให้หัวของริดสีดวงฝ่อและหลุดไปเองตามธรรมชาติ ใช้สำหรับริดสีดวงทวาร ในระยะที่ 1 2 และ 3

ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา

เป็นวิธีที่ได้รับความนิยม แต่หากได้รับการรักษาที่ไม่ดีพอ หรือผู้ที่รักษาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ จะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้ เช่น เกิดฝีรอบๆ ลำไส้ หรือการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด เป็นต้น

5. การผ่าตัด

ในระยะที่ 3 และ 4 นั้น ริดสีดวงจะมีขนาดใหญ่มากจนไม่สามารถกลับเข้าไปได้เอง ต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับจำนวนและชนิดของริดสีดวงทวาร รวมทั้งความชำนาญของศัลยแพทย์ เช่น ริดสีดวง 1 – 2 ตำแหน่ง อาจมีการใช้อุปกรณ์พิเศษช่วยในการตัดริดสีดวงทวาร โดยไม่ต้องใช้ไหมเย็บแผล 

แต่ถ้ามีริดสีดวงทวารตั้งแต่ 3 ตำแหน่งขึ้นไป อาจใช้เครื่องมือตัดต่อเยื่อบุลำไส้ชนิดกลม โดยการตัดและเย็บนี้จะเกิดตามแนวเส้นรอบวงของช่องทวารหนัก ซึ่งวิธีการนี้ มีข้อดี คือ สามารถตัดหัวริดสีดวงออกได้ทุกหัว และไม่ทำให้รูทวารหนักแคบลง และแนวเย็บแผลยังอยู่สูงกว่าปากทวารหนัก ผู้ป่วยจะไม่มีแผลภายนอกเลย อีกทั้งอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัดก็มีไม่มาก

ความเสี่ยงของการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการผ่าตัดประกอบด้วย

  • เกิดการติดเชื้อ
  • มีเลือดออก
  • กลั้นอุจจาระไม่ได้
  • มีอาการปวดเวลาปัสสาวะ

ก่อนการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก

ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาทุกตัวที่กำลังรับประทานอยู่ก่อนการผ่าตัด เพราะอาจจำเป็นจะต้องหยุดยาบางตัว เช่น aspirin, Advil (ibuprofen), Aleve (naproxen) ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Coumadin (warfarin), Eliquis (apixaban), และ Xarelto (rivaroxaban), หรือ Plavix (clopidogrel bisulfate) หลายวันก่อนการผ่าตัด

นอกจากนั้น ควรแจ้งแพทย์ด้วยหากคุณสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่จะทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ช้ากว่าปกติ คุณอาจต้องงดน้ำและอาหารทุกชนิดเป็นเวลา 6 - 12 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด และควรปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด

หลังการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก

คุณอาจกลับบ้านได้เลยหลังจากผ่าตัด แต่ไม่ควรขับรถกลับบ้านด้วยตนเอง ควรมีคนอื่นช่วยขับให้ และหากมีอาการปวด สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ตามที่แพทย์สั่ง

นอกจากนั้น แพทย์อาจจะแนะนำให้แช่ก้นในน้ำอุ่นประมาณ 15 - 20 นาที ซึ่งจะช่วยทำให้บริเวณแผลสะอาดและเลือดมาเลี้ยงเพิ่มขึ้น คุณสามารถสอบถามแพทย์ได้ว่าจำเป็นต้องทำบ่อยแค่ไหน ทั้งนี้ คุณจะกลับมาเป็นปกติภายใน 2 สัปดาห์

การฟื้นตัวหลังการผ่าตัดริดสีดวงทวาร

การผ่าตัดมักใช้เวลา 1 - 2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับวิธีการรักษา ความรุนแรงของริดสีดวงทวาร และจำนวนที่ผ่าตัดออกไป แม้ว่าความเจ็บปวดและรู้สึกไม่สบายจะมีได้ตามคาด แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มดีขึ้นในวันที่ 3 และ 4 หลังการผ่าตัด และดีขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป

โดยปกติแล้วผู้ป่วยจะสามารถกลับมาทำกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้แรงมากได้ภายในเวลา 1 สัปดาห์หลังการผ่าตัด และกลับไปทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติภายในเวลา 2 สัปดาห์

อาการปวดหลังการผ่าตัดริดสีดวงทวาร

เป็นเรื่องปกติ ที่จะรู้สึกปวดภายในสัปดาห์แรกหลังการรักษา ผู้ป่วยที่ผ่าตัดเอาริดสีดวงทวารออก (hemorrhoidectomy) จะมีความเจ็บปวดมากกว่าผู้ที่เลือกวิธีการฉีดยาให้ฝ่อ (sclerotherapy) ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่เจ็บเท่า 

ระดับของความเจ็บปวดที่ผู้ป่วยรู้สึกได้หลังการรักษา มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับรูปแบบของการรักษาและความรุนแรงของริดสีดวงทวารก่อนการผ่าตัด 

ในช่วงสัปดาห์แรกหลังการรักษาโดยการผ่าตัด การเบ่งถ่ายจะยิ่งทำให้เกิดอาการเจ็บมากขึ้น การดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการใช้ยาแก้ปวดที่แพทย์สั่ง กากใยอาหารไม่เพียงพอ หรือดื่มน้ำน้อยเกินไป ซึ่งอาการปวดขณะปัสสาวะก็อาจพบได้เช่นกัน โดยแพทย์มักแนะนำให้ใช้ยาที่ทำให้อุจจาระนิ่มภายในช่วงสัปดาห์แรกหลังการผ่าตัดเพื่อลดอาการเจ็บขณะถ่าย

เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความเจ็บปวดเป็นตัวบ่งชี้ ว่าเมื่อไรที่คุณสามารถกลับไปทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ คุณอาจรู้สึกเจ็บขณะโน้มตัว นั่งยองๆ ยกของ หรือเมื่อเปลี่ยนท่าทางจากยืนเป็นนั่ง ซึ่งควรลดกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกเจ็บให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะในช่วงวันแรกๆ หลังการรักษา

การนั่งแช่น้ำอุ่น (sitz bath) อาจใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ โดยใช้โถพิเศษที่คล้ายกับกระโถนและใช้ที่ครอบโถส้วมได้พอดี หลังจากนั้นคุณจะสามารถแช่ก้น (บริเวณไส้ตรง) ในน้ำอุ่นสูงสองสามนิ้วได้ ซึ่งจะช่วยลดอาการเจ็บปวดได้อย่างมาก และสามารถทำได้หลายๆ ครั้งต่อวัน

อาการคันหลังการรักษาริดสีดวงทวาร

อาการคันเป็นอาการปกติของแผลผ่าตัดที่กำลังหายหรือบริเวณที่กำลังจะเป็นแผลเป็น ซึ่งการแช่น้ำอุ่นอาจช่วยเรื่องอาการคันได้  หรือแพทย์อาจสั่งยาทาเฉพาะที่ให้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและตำแหน่งที่ผ่าตัดริดสีดวง

การติดเชื้อหลังการผ่าตัดริดสีดวงทวาร

การติดเชื้อเป็นความเสี่ยงหลังจากการผ่าตัดรักษาริดสีดวงทวาร เนื่องจากอุจจาระสามารถปนเปื้อนตำแหน่งที่ผ่าตัดริดสีดวงออกไปและทำให้เกิดการติดเชื้อได้

คุณต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบหากมีอาการแสดงของการติดเชื้อ ซึ่งอาจเป็นอาการทั่วไป เช่น ไข้ หรืออาการที่จำเพาะมากกว่านั้น เช่น มีหนอง เพื่อที่จะรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การมีเลือดออกหลังการผ่าตัดริดสีดวงทวาร

การมีเลือดออกเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ในหลังการรักษาไม่นาน คุณอาจสังเกตเห็นว่ามีเลือดออกขณะเข้าห้องน้ำ หรือติดชุดชั้นในของคุณ เลือดปริมาณเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีเลือดออกในปริมาณมากพอสมควร

เลือดอาจออกมาเพิ่มขึ้นได้เมื่อถ่ายอุจจาระ โดยเฉพาะในช่วง 48 - 72 ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัด

การใช้ชีวิตหลังการผ่าตัดรักษาริดสีดวงทวาร

หลังการผ่าตัด คุณควรเปลี่ยนอาหารที่รับประทานและเปลี่ยนการใช้ชีวิต  เช่น

  • รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง
  • ดื่มน้ำมากๆ
  • หลีกเลี่ยงการกลั้นอุจจาระ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการนั่งนานๆ

แม้ว่าจะพ้นจากช่วงพักฟื้นแล้ว ขั้นตอนง่ายๆ เหล่านี้สามารถช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำของริดสีดวงทวารได้ ถึงแม้เราไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดริดสีดวงทวารได้ทุกชนิด แต่การทำตามคำแนะนำด้านอาหาร สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดริดสีดวงอีกได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ป่วยบางคนอาจรู้สึกว่ามีอุจจาระเล็ดเล็กน้อยหลังจากการผ่าตัดริดสีดวงทวาร นี่เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและเป็นเพียงชั่วคราว แต่จะหายไปในช่วงเวลาพักฟื้น หากคุณเกิดภาวะนี้และไม่ดีขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์หลังการผ่าตัดก็ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบ

การดูแลตัวเองเมื่อเป็นริดสีดวงทวาร

โดยปกติแล้วผู้ป่วยที่เป็นโรคริดสีดวงมักจะอายและไม่กล้าพบแพทย์ ในบางรายก็อาจหันไปใช้แพทย์ทางเลือก โดยรักษาด้วยวิธีการฉีดยาสมุนไพร จนกระทั่งแผลเน่าและรูทวารตีบ ซึ่งในกรณีนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องขยายรูทวาร และนำผิวหนังที่ยื่นนูนออกมาให้กลับเข้าไปภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก 

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการผ่าตัดริดสีดวงว่าหลังจากผ่าตัดแล้วจะทำให้กลั้นอุจจาระไม่อยู่ แต่ในความจริงแล้วการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนักนั้นจะไม่โดนกล้ามเนื้อหูรูด ไม่มีผลเกี่ยวข้องกับการกลั้นอุจจาระ และไม่มีผลแทรกซ้อนใดๆ ที่เป็นอันตรายทั้งสิ้น 

อีกทั้งการผ่าตัดนั้น แพทย์จะผ่าตัดให้กับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นเท่านั้น ดังนั้น ผู้ป่วยจึงไม่ควรอายในการไปพบแพทย์เพื่อรักษาอย่างเหมาะสม 

สมุนไพรรักษาโรคริดสีดวง

การรักษาโรคริดสีดวง สามารถรักษาให้หายขาดโดยการใช้ยาหรือการผ่าตัด แต่ก็ยังมีวิธีการรักษาด้วยสมุนไพรไทย ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ดังนี้

เพชรสังฆาต

วิธีการใช้ ให้นำเพชรสังฆาตสด 1 ปล้อง หั่นเป็นข้อเล็ก ๆ แล้วหุ้มด้วยกล้วยสุกหรือมะขามเปียก แล้วรับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็น ให้รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 10 - 15 วัน อาการของริดสีดวงจะค่อยๆ บรรเทาและสามารถหายเองได้

ขลู่

ใบของต้นขลู่นั้นมีกลิ่นหอม และมีคุณสมบัติในการรักษาโรคริดสีดวงทวารหนักได้ โดยนำใบขลู่มาต้มรับประทานเป็นชา และสามารถใช้เปลือกของต้นขลู่ต้มในน้ำ แล้วใช้ไอรมทวารหนัก ก็จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบได้ 

นอกจากนั้น ขลู่ยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาที่หลากหลาย เช่น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้นิ่วในไต ช่วยย่อยอาหาร และยังสามารถนำมารักษาโรคริดสีดวงจมูกได้ด้วยเช่นกัน

ว่านหางจระเข้

ก่อนอื่นควรทำความสะอาดทวารหนักให้แห้งและสะอาดก่อน โดยแนะนำให้ทำหลังจากอุจจาระเสร็จหรืออาบน้ำเสร็จแล้ว หรืออาจทำก่อนนอนก็ได้ 

วิธีใช้ ให้นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกส่วนนอกออกให้หมด แล้วเหลาให้ปลายแหลมเล็กน้อย เพื่อความสะดวกในการเหน็บเข้าไปในช่องทวารหนัก ซึ่งหากต้องการให้เหน็บง่ายมีข้อแนะนำว่า ให้นำว่านหางจระเข้ไปแช่ในตู้เย็นเพื่อทำให้เกิดการแข็งตัวจะทำให้สอดได้ง่ายขึ้น และควรทำให้ได้วันละ 1 – 2 ครั้ง จนกว่าจะหาย

วิธีป้องกันโรคริดสีดวงทวารหนัก

  1. รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ผัก และผลไม้ต่าง ๆ หรือน้ำลูกพรุนเพื่อทำให้ระบบขับถ่ายคล่องตัว
  2. ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 - 10 แก้ว น้ำมีส่วนช่วยทำให้กากใยอาหารอ่อนตัว ช่วยให้อาหารเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายมีส่วนช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และยังช่วยทำให้ลำไส้แข็งแรงขึ้นด้วย

โรคริดสีดวงทวารหนักนั้นเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงและไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียแก่ร่างกาย แต่ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดความเจ็บปวดเวลาขับถ่าย ดังนั้น จึงควรดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง และงดเว้นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวงทวารหนัก 

นอกจากนี้ หากเกิดอาการของโรคริดสีดวงแล้วควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง ไม่ควรอายเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพตามมาอย่างร้ายแรงกว่าที่คิดได้


รวมข้อสงสัยเรื่องโรคริดสีดวงทวาร

โรคริดสีดวงทวาร เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่แผนกผู้ป่วยนอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ มีผู้ป่วยจำนวนมากได้รับการแนะนำและรักษาไม่ถูกต้อง เนื่องจากอายหรือไม่กล้าถามปัญหาจากแพทย์ผู้รักษา  บทความนี้ได้รวบรวมปัญหาที่ผู้ป่วยต้องการทราบ รวมทั้งคำแนะนำที่มีประโยชน์ ดังต่อไปนี้

วิธีการรักษาริดสีดวงทวารมีอะไรบ้าง?

  1. การใช้ยาระบายให้ถ่ายอุจจาระง่าย และยาสอดสำหรับลดอาการอักเสบของหัวริดสีดวง
  2. การฉีดสารบางชนิดเข้าหัวริดสีดวง ทำให้ฝ่อ หรือใช้ยางรัด
  3. ผ่าตัดเอาหัวริดสีดวงออก

ถ้าไม่รักษาจะมีผลอะไรตามมาภายหลัง?

  1. เสียเลือดมากจนโลหิตจาง และขาดธาตุเหล็ก
  2. มีก้อนเลือดคั่งในหัวริดสีดวง ทำให้ปวดและทรมานมาก
  3. หัวริดสีดวงยื่นออกนอกรูทวาร ไม่สามารถดันกลับได้ ซึ่งต่อมาจะเน่า เป็นแผล และมีการติดเชื้อในภายหลัง

มีวิธีป้องกันการเป็นซ้ำอย่างไร?

  1. ถ่ายอุจจาระเป็นเวลา รับประทานอาหารที่มีกากใย และใช้ยาระบายเมื่อจำเป็น
  2. หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายอุจจาระ
  3. หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและอาหารที่ทำให้ท้องผูก

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับโรคริดสีดวง

วิธีรักษาริดสีดวงทวารคืออะไร

คำตอบ: การรักษาเบื้องต้น คือ การทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น ลดอาการท้องผูก ใช้ยาสมุนไพร เช่น เพชรสังฆาต หากรักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีก้อนเนื้อยื่นออกมา อาจจะต้องพิจารณาใช้การรักษาโดยการผ่าตัด - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

เวลาขับถ่ายจะมีเลือดสดๆ ปนมาด้วย บางครั้งเยอะ บางครั้งก็น้อย มีวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง เเละมีโอกาสเป็นริดสีดวงหรือไม่

คำตอบ: อาการถ่ายเป็นเลือดสด พบได้ในคนเป็นริดสีดวงครับ ทั้งนี้การยืนยันวินิจฉัยควรได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ 

โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยมีอาการทางทวารหนักที่สําคัญ คือ เลือดออกขณะและหลังถ่ายอุจจาระ มีติ่งเนื้อขอบทวาร อาการในระยะแรกมักเป็นๆ หายๆ ไม่รุนแรง ผู้ที่มีการดําเนินโรคมากขึ้นเรื่อยๆ มีไม่มากนักและมักกินเวลานานหลายปีก่อนจะมีอาการรุนแรง 

ริดสีดวงแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ริดสีดวงภายในและริดสีดวงภายนอก อาการของโรค 

  1. มีเลือดแดงสดหยดออกมาหรือพุ่งออกมาขณะเบ่งถ่าย หรือหลังถ่ายอุจจาระ จำนวนแต่ละครั้งไม่มากนัก ไม่มีอาการปวดหรือแสบขอบทวาร และมักหยุดได้เอง อาการเหล่านี้จะเป็นๆ หายๆ
  2. มีก้อนเนื้อปลิ้นจากภายในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และยุบกลับเข้าไปเมื่อหยุดเบ่ง เมื่อเป็นมากต้องดันจึงจะกลับเข้าไป และขั้นสุดท้ายอาจย้อยอยู่ภายนอกตลอดเวลา 
  3. มีก้อนและปวดที่ขอบทวาร เกิดขึ้นเร็วใน 24 ชั่วโมง และเจ็บมากในระยะเวลา 5 - 7 วันแรก ต้องระวังภาวะแทรกซ้อน การรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค

    การรักษาระดับทั่วไปอาจใช้เป็นการรักษาหลักได้ถ้าเริ่มเป็นและอาการไม่รุนแรง หรือใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับวิธีการอื่นเพื่อให้การขับถ่ายอุจจาระสะดวก ไม่ต้องเบ่งรุนแรง และเพื่อระงับอาการที่ก่อให้เกิดความรำคาญ ได้แก่ เพิ่มอาหารที่มีเส้นใยมาก เช่น ผัก ผลไม้ ทำให้อุจจาระนิ่มโดยดื่มน้ำให้มากขึ้น และอาจให้ยาระบายร่วมด้วย

    การรักษาเฉพาะเจาะจงมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับระยะของโรค เครื่องมือ สถานที่ และอุปกรณ์ ได้แก่ การฉีดยา, การใช้ยางรัด, การจี้ริดสีดวง, การผ่าตัดริดสีดวงทวาร - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

ดิฉันถ่ายเป็นเลือดสีแดงสดมา 3 วันได้แล้ว ครั้งแรกที่ถ่ายเป็นเลือดอย่างเดียว แล้วเหมือนมีลิ่มเลือดออกมา แต่กลิ่นเหมือนอุจจาระ ไม่มีกลิ่นคาวเลือด แต่มีอาการแสบท้องเหมือนกินของเผ็ด พอมาวันที่ 2 ก็ยังถ่ายค่อนข้างเหลวแต่มีเลือดออกมาด้วยเหมือนเดิม วันที่ 3 ก็เหมือนกัน ถ่ายเหลวแต่มีเลือด พอสอบถามคนในครอบครัวก็บอกว่าเป็นริดสีดวงหรือเปล่า รบกวนคุณหมอช่วยตอบด้วย

คำตอบ: แนะนำว่าควรไปตรวจจะดีกว่า เพราะอาการถ่ายอุจจาระปนเลือดต้องหาสาเหตุ ซึ่งสาเหตุที่ต้องระวัง คือ มะเร็งลำไส้ค่ะ เพราะอาการจะเป็นถ่ายอุจจาระปนกับเลือด ปวดหน่วง ถ่ายไม่สุดได้ ส่วนอาการของริดสีดวงจะถ่ายเป็นเลือดสด เลือดมักออกมาเคลือบกับอุจจาระ ทางที่ดีไปตรวจจะดีกว่า - ตอบโดย Buakhao Arpaporn (พญ.)

ผมเจ็บริดสีดวงมาก ทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนมา 1 สัปดาห์แล้ว เมื่อ 2 วันก่อนผมไปหาหมอที่ศูนย์การแพทย์ หมอให้ยามารับประทานโดยที่ไม่ตรวจริดสีดวงผมเลย ซึ่งยาที่จ่ายมาเป็นยาตัวเดียวกับที่ซื้อมาจากร้านขายยา วันนี้ผมไม่ไหวจริงๆ ผมเข้าไปผ่าเลยได้ไหมที่ศูนย์การแพทย์พัฒนา

คำตอบ: ถ้ามีอาการปวดมาก สามารถเข้าไปได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว ร่วมกับรับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาอีกทีว่าจะรักษาอย่างไรต่อ เนื่องจากการรักษามีหลายแบบ - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

มีปัญหาเรื่องริดสีดวงทวาร มีวิธีรักษาให้หายขาดอย่างไรบ้าง

คำตอบ: การรักษาริดสีดวงทวารมี 2 แบบ คือ ให้การดูแลทั่วไปกับแบบเฉพาะเจาะจง 

1. การดูแลทั่วไป เพื่อต้องการให้ขับถ่ายอุจจาระสะดวก ไม่ต้องเบ่งรุนแรง ได้แก่ รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้นด้วยการดื่มน้ำมากๆ หรืออาจใช้ยาถ่ายช่วยในกรณีท้องผูกร่วมด้วย หรืออาจใช้ยาระงับอาการอื่นๆ เช่น ยาเหน็บ ยาขี้ผึ้งทาทวารหนัก ยาสมุนไพร เช่น เพชรสังฆาต เป็นต้น 

2. การรักษาแบบเฉพาะเจาะจง มีหลายวิธีที่จะทำให้หายจากโรค แต่ก็ขึ้นอยู่กับระยะของโรค อุปกรณ์ ความพร้อมของแต่ละสถานที่ หรือความชำนาญของแพทย์เอง ได้แก่ 

    2.1 การฉีดยา (injection) ให้หัวของริดสีดวงยุบลง 

    2.2 การใช้ยางรัด (rubber band ligation) เพื่อรัดให้หัวริดสีดวงหลุดออก 

    2.3 การจี้ริดสีดวงทวาร มีทั้งการจี้แบบใช้อินฟราเรด (infrared photocoagulation) และ bipolar coagulation เพื่อให้ริดสีดวงทวารยุบ หยุดอาการเลือดออก 

    2.4 การผ่าตัดริดสีดวงทวาร ใช้ในริดสีดวงทวารที่เป็นมากๆ แล้ว (ระยะ 3 - 4) - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

ถามเรื่องการรักษาริดสีดวงว่าจะหายได้ไหม ถ้าสมมติว่าต้องผ่า การผ่าจะทำให้รูทวารเล็กลงหรือไม่ แล้วยังสามารถมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้ไหม แล้วการฉีดยากับรัดยางอันตรายหรือเปล่า ถ้าสมมติว่ากินยาไป คือ ตัวเส้นเลือดจะหายขอด แล้วเหลือเป็นติ่งธรรมดาใช่หรือไม่

คำตอบ: การรักษาริดสีดวงทวารมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับขนาดและความรุนแรงของริดสีดวงที่เป็น การรักษาจะหายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนไข้ ริดสีดวงทวารเกิดจากแรงดันของเส้นเลือดบริเวณทวาร ซึ่งเกิดจากการนั่งเบ่งอุจจาระนาน ท้องผูกท้องร่วงเรื้อรัง การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก 

ฉะนั้นหากคนไข้รับการรักษาริดสีดวงทวารโดยวิธีใดก็ตามที่เหมาะสมตามดุลยพินิจของแพทย์แล้ว คุณควรหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้โรคเกิดซ้ำอีก - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

เป็นริดสีดวงตอนท้องอยู่กินยาแก้ริดสีดวงได้ไหม

คำตอบ: สามารถใช้ยาได้ โดยยาที่ช่วยในการลดการอักเสบ บวม อาจะใช้ยาเหน็บก้น โดยทั่วไปยายารับประทานที่ช่วยรักษาริดสีดวงเป็นยาที่ยังไม่มีการศึกษาในคนตั้งครรภ์ ฉะนั้นเราจะไม่ใช้ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ คือถ้าแม่ตั้งครรภ์บอกว่าเป็นริดสีดวง เราก็ต้องดูว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีปัญหา ไม่เจ็บ ไม่เลือดออก ก็อาจแนะนำให้คุณแม่ดันกลับเข้าไป เน้นรับประทานอาหารที่มีกากใย ไม่นั่งห้องน้ำนาน ถ้านั่งแล้วไม่ออกก็ไม่ต้องไปเบ่ง ถ้าคุณแม่ปฏิบัติตามได้ดีก็ไม่มีปัญหา ไม่แนะนำให้ซื้อทั้งยาเหน็บและยาทาตามร้าน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา  - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

โรคริดสีดวงมีโอกาสหายไมคะ

คำตอบ: หายได้ ควรไปพบแพทย์ก่อนว่าเป็นริดสีดวงระยะไหน ถ้าเป็นไม่มาก รักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง คือ ไม่เบ่งในขณะถ่าย และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดท้องผูกเรื้อรัง โดยการรับประทานอาหารที่มีกากใยอาหารสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน ไม่เครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ไม่กลั้นอุจจาระ ควรอุจจาระให้เป็นเวลา ใช้วิธีแช่ก้นในน้ำอุ่น และใช้ยาต่างๆ ตามอาการ เช่น ใช้ยาแก้ปวดถ้ามีอาการปวดร่วมด้วย ยาเหน็บทวารลดบวม 

ถ้ารักษาด้วยวิธีดังกล่าวไม่ได้ผลหรือแพทย์พิจารณาแล้วว่าเป็นริดสีดวงขั้นรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีจี้ไฟฟ้า หรือฉีดยาให้ก้อนยุบ หรือผูกก้อน หรือผ่าตัดค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

สอบถามอาการเบื้องต้นของโรคริดสีดวง

คำตอบ: อาการของโรคริดสีดวงทวาร 

  • มีก้อนเนื้อปลิ้นจากภายในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และยุบกลับเข้าไปเมื่อหยุดเบ่ง เมื่อเป็นมากต้องดันจึงจะกลับเข้าไป และขั้นสุดท้ายอาจย้อยอยู่ภายนอกตลอดเวลา 
  • มีเลือดแดงสดหยดออกมาหรือพุ่งออกมาขณะเบ่งถ่าย หรือหลังถ่ายอุจจาระ จำนวนแต่ละครั้งไม่มากนัก ไม่มีอาการปวดหรือแสบขอบทวาร หรือพบเลือดบนกระดาษชำระ เลือดที่ออกจะไม่ปนกับอุจจาระ ไม่มีมูก และมักหยุดได้เอง อาการเหล่านี้จะเป็นๆ หายๆ 
  • เมื่อเป็นมาก หลอดเลือดจะบวมมาก รวมทั้งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบหลอดเลือดจะบวมออกมาถึงปากทวารหนัก เห็นเป็นก้อนเนื้อนิ่ม ตามมาด้วยอาการมีมูกหลังจากถ่ายอุจาระ 
  • เมื่อมีลิ่มเลือดเกิดในริดสีดวงที่โป่งพองจะก่อให้เกิดอาการปวด เจ็บ บวม และระคายเคืองบริเวณรอบปากทวารหนัก และอาการคัน แต่มักไม่ค่อยพบเลือดออกจากติ่งเนื้อนี้ 

- ตอบโดย สมปอง ศรีอุไร (พญว.)

ที่มาของข้อมูล

นายแพทย์นเรนทร์ สันติกุลานนท์, รู้จักโรคริดสีดวงทวาร (http://www.sikarin.com/content/detail/101/รู้จักโรคริดสีดวง)

นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ, ริดสีดวงทวาร(Hemorrhoids)(https://www.bangkokhospital.co...)

ที่มาของข้อมูล

นพ.นพพล เฟื่องวรรธนะ, Hemorrhoid (http://medinfo2.psu.ac.th/surgery/Collective%20review/2561/6.Hemorrhoid%20(Nopphon%2018.4.61).pdf)

รุ่งฤดี จิณณวาโส และ ภัทราพร พูลสวัสดิ์, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, ริดสีดวงทวาร (https://med.mahidol.ac.th/sdmc/sites/default/files/public/pdf/hemorrhoid.pdf)

ภญ.อ.วิไล ตระกูลโอสถ, ริดสีดวงทวาร (http://oldweb.pharm.su.ac.th/thai/Organizations/DIS/Articles/PDF_Files/health001.pdf), 12 มิถุนายน 2545

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่