โรคจิต (Psychosis) คืออะไร ?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 6, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที

โรคจิต (Psychosis) คือ โรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจแบ่งออกเป็นหลายชนิดแยกย่อยไปตามอาการเด่นของแต่ละชนิด โดยส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นโรคจิตจะไม่ทราบว่าตนเองผิดปกติไป เขาจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่เคยคิดสงสัยว่าไม่น่าจะเป็นไปได้หรือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่สมเหตุสมผล

อาการหลักๆ ของโรคจิตนั้น จะมีอาการเด่น 3 อย่างคือ

1. อาการหลงผิด (Delusion) เป็นความผิดปกติของความคิด ที่บุคคลที่มีความเชื่อและคิดในเรื่องต่างๆ ซึ่งไม่เป็นความจริงและมักเกิดจากความเชื่อที่ฝังแน่นในใจและความคิดของบุคคลนั้นๆ ยากที่จะให้เหตุผลได้อย่างชัดเจน อาการหลงผิดมักมีลักษณะต่างๆ เช่น

  • หลงผิดคิดว่าตัวเองใหญ่โต ร่ำรวย เป็นคนใหญ่คนโต (Grandeur delusion)
  • หลงผิดคิดว่าคนอื่นปองร้าย (Persecution delusion)
  • หลงผิดคิดว่าคนอื่นหลงรักตน (Self-accusatory delusion)
  • หลงผิดคิดว่าตนเจ็บป่วย (Hypochondriacal delusion or Somatic delusion)
  • หลงผิดคิดว่าอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งของร่างกายขาดหายไป (Nihilistic delusion)

2. อาการประสาทหลอน (Hallucination)  เป็นความผิดปกติทางการรับรู้ด้วยประสาท  สัมผัสทั้ง 5 โดยที่ไม่มีสิ่งเร้ามากระตุ้นจากภายนอก เช่น การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น และการรับรส โดยที่ไม่มีสิ่งเร้าจริงๆ เกิดขึ้น แต่ผู้ป่วยกลับรับรู้ได้  เช่น

  • ประสาทหลอนทางการเห็น (Visual hallucination) ผู้ป่วยมองเห็นภาพต่างๆ โดยที่ไม่เป็นจริง เช่น เห็นคนกำลังมาจะทำร้ายตน
  • ประสาทหลอนทางการได้ยิน (Auditory hallucination) เช่น ผู้ป่วยได้ยินเสียงคนพูด หัวเราะ หรือด่าตน โดยที่ไม่มีสถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น
  • ประสาทหลอนทางการรับกลิ่น (Olfactory hallucination) เช่น ผู้ป่วยได้กลิ่นแปลกๆ โดยที่ผู้อื่นไม่ได้กลิ่นนั้นๆ
  • ประสาทหลอนทางการรับรส (Gustatory hallucination) ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกมีรสแปลกๆ เกิดขึ้น เช่น มีรสหวาน รสขม ที่ลิ้น เป็นต้น
  • ประสาทหลอนทางการสัมผัส (Tactile hallucination) ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกเหมือนมีอะไรมาไต่ตอมตามผิวหนัง รู้สึกคันผิวหนัง โดยที่ไม่มีสิ่งเร้าจริง                                                                                               

3. พฤติกรรมผิดไปจากเดิมอย่างมาก  เช่น เก็บตัว ก้าวร้าว ไม่สนใจเรื่องกิจวัตรประจำวัน ไม่หลับไม่นอน  หมกมุ่นสนใจกับเรื่องทางไสยศาสตร์ หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม  เป็นต้น                                                                                                        

สาเหตุ

ทางการแพทย์ยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีความเชื่อเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบให้ผู้ป่วยเผชิญกับภาวะโรคจิต ได้แก่

1. ปัจจัยภายใน

  • ความผิดปกติทางสมอง และระดับสารเคมีในสมอง  โดยเฉพาะ สารสื่อประสาทโดปามีน (Dopamine) ที่ทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการคิดและการรับรู้ที่นำไปสู่การเกิดพฤติกรรมต่างๆ หากการทำงานของสมองและสารสื่อประสาทได้รับความกระทบกระเทือน อาจส่งผลให้เกิดอาการโรคจิตได้
  • ความผิดปกติทางจิต ทางบุคลิกภาพ และการปรับตัว
  • ความเจ็บป่วยทางร่างกาย  ด้วยโรคบางอย่าง อาจส่งผลให้เกิดอาการโรคจิตได้ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โรคไข้จับสั่นหรือมาลาเรีย โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคพุ่มพวง หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple Sclerosis) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ซิฟิลิส การติดเชื้อเอชไอวีและการมีเนื้องอกในสมอง เป็นต้น
  • กรรมพันธุ์ 

2. ปัจจัยภายนอก  ได้แก่ การใช้ยาหรือการได้รับสารเคมีใดๆ เข้าสู่ร่างกายในทางที่ผิด หรือในปริมาณที่เกินพอดี อาจส่งผลกระทบทำให้เกิดอาการโรคจิตได้ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การเสพยาเสพติด เช่น โคเคน ยาบ้า (Amphetamine) ยาไอซ์ (Methamphetamine) ยาอี (MDMA: Ecstasy)  ยาเค (Ketamine) หรือกัญชา เป็นต้น

วิธีการรักษา

กระบวนการรักษาหลัก คือ การรักษาด้วยยา และการทำจิตบำบัดร่วมด้วย 

  • การใช้ยาต้านอาการทางจิต (Antipsychotics) จำเป็นต้องใช้ยาตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น แพทย์อาจให้ยาแบบรับประทานหรือให้ผู้ป่วยมาพบเพื่อรับการฉีดยาเป็นระยะ โดยยาต้านอาการทางจิตจะออกฤทธิ์ยับยั้งโดปามีนในสมอง ซึ่งจะช่วยลดการเกิดอาการประสาทหลอนและอาการหลงผิด ช่วยให้ผู้ป่วยคิดและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงได้ดียิ่งขึ้น โดยยาต้านอาการทางจิตมีหลายชนิด แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าควรจะใช้ยาชนิดใด และจะใช้ยาในการรักษาเป็นเวลานานเท่าใด
  • การทำจิตบำบัด  มีหลายเทคนิค ซึ่งผู้บำบัดจะพิจารณาเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

วิธีการป้องกัน

เนื่องจากโรคจิตเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางสาเหตุก็ไม่อาจป้องกันได้ แต่การป้องกันหลักๆ คือ การลดความเสี่ยงด้านต่าง ๆ เช่น

  • หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติดให้โทษทุกชนิด ทั้งการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือการใช้ยาเสพติด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาอย่างผิดวัตถุประสงค์ หรือใช้ยาเกินปริมาณที่แพทย์กำหนด
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายหลั่งสารเคมีในสมองเซโรโทนิน ซึ่งจะช่วยในการกระตุ้นอารมณ์ให้ผ่อนคลายลง
  • เรียนรู้ทักษะในการจัดการกับความเครียด ปรับมุมมองใหม่ มองโลกแง่ดี คิดแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม โดยไม่ทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา
  • หมั่นสังเกตอาการและความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตนเองหรือบุคคลใกล้ชิด ทั้งทางร่างกายและจิตใจ หากพบความผิดปกติหรือมีข้อสงสัยใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรที่มีความรู้ด้านจิตเวช

การอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคจิต

สิ่งสำคัญที่ญาติหรือบุคคลใกล้ชิดควรตระหนัก คือ

  • ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค อาการของโรค วิธีการรักษาที่ถูกต้อง
  • ดูแลให้ผู้ป่วยได้ตามยาตามคำสั่งแพทย์ เนื่องจากผู้ป่วยโรคจิตมักจะไม่หยั่งรู้ว่าตัวเองป่วยและจะไม่เข้าใจเรื่องการทานยา และปัญหาที่สำคัญอีกประการคือยาต้านโรคจิตมักมีอาการข้างเคียงที่ทำให้รู้สึกไม่สุขสบายตัวจึงทำให้ผู้ป่วยไม่อยากทานยา
  • พาผู้ป่วยไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ต่อให้มีอาการกลับเป็นปกติก็ต้องพาไปพบแพทย์ตามนัดเนื่องจากโรคจิตบางรายอาจต้องทานยาควบคุมอาการไปตลอดชีวิต เมื่อหยุดยามักมีอาการกำเริบซ้ำ และเมื่อมีอาการกำเริบซ้ำบ่อยๆ จนโรคเรื้อรัง การรักษาครั้งต่อไปจะทำได้ยากขึ้น
  • คอยดูแลและเตือนให้ผู้ป่วยได้ทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง กระตุ้นให้มีการช่วยเหลืองานบ้านตามศักยภาพ กระตุ้นให้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอรวมทั้งดูแลเฝ้าระวังไม่ให้ใช้สารเสพติดต่างๆซึ่งอาจกระตุ้นให้โรคกำเริบได้

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้

จากความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคมักทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคจิตไปอย่างมากมาย  เช่น

  • คิดว่าโรคจิต คือ อาการผีเข้าหรืออาการทางไสยศาสตร์ การรักษาจึงมักรักษาไม่ถูกทางทำให้โรคกำเริบเรื้อรังรุนแรงมากขึ้น จนผู้ป่วยมีอาการก้าวร้าวทำร้ายบุคคลรอบข้าง เมื่อผู้ป่วยมีอาการก้าวร้าว อาละวาด ญาติมักจะผูกมัดล่ามโซ่ไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยไปทำร้ายหรือทำลายข้าวของของคนอื่น ซึ่งเป็นวิธีการจัดการปัญหาที่ผิดวิธี โอกาสของผู้ป่วยที่จะได้รับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมก็ไม่มี
  • คำว่าโรคจิต  คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่า เป็นอาการของคนที่มีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสม บางครั้งนำคำว่า “โรคจิต” ไปต่อว่าคนอื่นที่มีพฤติกรรมบางอย่างไม่เหมาะสม อันนี้จริงๆ แล้วไม่ควรทำอย่างยิ่ง
  • โรคจิต เป็นสิ่งเลวร้าย แต่ในความเป็นจริงโรคจิตคืออาการป่วยชนิดหนึ่งที่ต้องรับการรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้อง  เมื่อรักษาแล้วผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป 
  • ด้วยความที่เข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคจิต  จึงนำมาสู่ความคิดที่ว่าการไปพบจิตแพทย์คือเป็นโรคจิต ซึ่งจริงๆแล้ว คนทุกคนสามารถไปพบจิตแพทย์ได้  สามารถพูดคุยกับนักจิตวิทยาได้ เหมือนกับการพูดคุยกับคุณหมอโรคอื่นๆ หรือเหมือนกับการปรับทุกข์กับเพื่อนนั่นเองแต่จะต่างกันตรงที่นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์จะมีความรู้ด้านจิตเวชและมีองค์ความรู้เกี่ยวกับทักษะในการจัดการหาที่สามารถแนะนำแก่ผู้รับบริการได้อย่างเป็นขั้นตอน

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ทำไม่เวลาอยู่คนเดียวแล้วชอบคุยคนเดียว
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่