ภูมิแพ้

โรคงูสวัดคืออะไร อันตรายถึงชีวิตไหม เรื่องใหญ่ที่ต้องรู้

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
Istock 178635431 m

โรคงูสวัด เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อ Varicella zoster virus หรือเรียกง่าย ๆ ว่า VZV เป็นโรคที่สามารถพบได้ในประเทศไทย โดยเชื้อโรคชนิดนี้จะก่อให้เกิดโรค 2 โรคคือ โรคอีสุกอีใส และโรคงูสงัด ซึ่งวันนี้เราก็มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคงูสวัดมาฝากดังนี้

โดยทั่วไป หลังจากที่เราเป็นโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัส VZV จะซ่อนตัวอยู่ตามประสาทใต้ผิวหนัง และการแฝงตัวอยู่นี้ อาจจะไม่มีอาการใดๆ เลย เป็นเวลายาวนานจนถึง 10 ปี จนกว่าร่างกายจะเริ่มอ่อนแอ มีภูมิคุ้มกันต่ำ สิ่งที่ทำให้เกิดโรค เช่น การนอนไม่พอ อายุที่มากขึ้น ภาวะความเครียด และการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยบั่นทอนภูมิคุ้มกันของร่างกาย และทำให้ร่างกายอ่อนแอ เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย อีกทั้งเชื้อที่แฝงตัวอยู่ตามประสาท ก็จะเกิดการแบ่งตัว และเพิ่มจำนวนกระจายอยู่ตามปมประสาท ทำให้เส้นประสาทเกิดการอักเสบ เกิดการบวมและเป็นตุ่มใส เรียงเป็นแนวตามเส้นประสาท ก่อให้เกิดความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

โรคงูสวัดจะเป็นในช่วงที่ร่างกายอ่อนเพลีย

ดังที่กล่าวไว้ในข้างต้นแล้วว่า เริ่มแรกนั้นเมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัส VZV เข้าสู่ร่างกายนั้นจะทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสก่อน หลังจากนั้นเมื่อรักษาหายแล้วเชื้อไวรัสจะคงอยู่ในร่างกายอีกเป็นเวลาหลายปี โดยการหลบซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาทของร่างกาย แล้วจะเกิดการแบ่งตัวโดยการกำเริบในครั้งที่สองนี้ เราเรียกว่างูสวัด เมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะอ่อนแอ หรือ อดหลับอดนอน เป็นผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง ดังนั้นวิธีการป้องกันการกำเริบของงูสวัดที่ดีที่สุดก็คือ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และการผ่อนคลายความเครียด เพื่อส่งเสริมให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง การแบ่งตัวของเชื้อไวรัสก็ไม่สามารถแบ่งตัวได้ โรคงูสวัดจึงแสดงอาการไม่ได้

อาการของโรคงูสวัด

ในตอนแรกของการรับเชื้อไวรัสชนิดนี้เข้ามาในร่างกาย มักจะมีอาการไข้ ตัวร้อนก่อนประมาณ 2 – 3 วัน แล้วจึงเริ่มมีตุ่มน้ำใส ๆ รูปร่างของตุ่มนั้นจะใสเหมือนกับหยดน้ำ ขึ้นกระจายอยู่ทั่วตัว และขึ้นเป็นรุ่น ๆ เป็นระลอก ซึ่งตุ่มเหล่านี้จะมีทั้ง ตุ่มสุก ตุ่มใส กระจายอยู่ทั่วร่างกาย โดยชาวบ้านจะเรียกติดปากว่าเป็นโรคอีสุก อีใส ตามลักษณะอาการของโรคที่มีตุ่มน้ำกระจายเต็มอยู่ทั่วตัว แต่ในปัจจุบันบางคนมีความเห็นว่า คำว่า “อี” เป็นคำไม่สุภาพ จึงได้เปลี่ยนชื่อโรคเหลือแค่ “โรคสุกใส”

เนื่องจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัส VZV เข้าสู่ร่างกายในครั้งแรกทำให้เกิดโรคอีสุก อีใส ซึ่งจะพบบ่อยในเด็ก และเป็นโรคที่สามารถหายเองได้ ภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ เมื่อหายจากโรคนี้แล้ว เชื้อไวรัส VZV ก็ยังหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทของร่างกายได้เป็นระยะเวลานาน โดยไม่แสดงอาการใด ๆ ทั้งสิ้น โดยอาการของโรคจะแสดงผลก็ต่อเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดลง หรือเกิดจากการใช้ร่างกายมากเกินไป เช่น การอดหลับอดนอน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส และโดยส่วนใหญ่แล้วอาจจะใช้เวลานานถึง 10 ปี หลังจากที่เริ่มเป็นโรคอีสุก อีใสแล้ว และที่พบบ่อยและมาก ได้แก่ผู้สูงอายุ เพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่อง เอื้อต่อการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส

ในช่วงเวลาที่ร่างกายอ่อนเพลีย จะเกิดการแบ่งตัวของไวรัส VZV  ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทในร่างกาย และยังเป็นเชื้อไวรัสตัวเดียวกันที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เพียงแต่ครั้งแรกทำให้เกิดโรคอีสุก อีใส แต่หากกำเริบในครั้งที่สองนั้น เรียกว่า โรคงูสวัด การใช้ยารักษาก็เป็นรูปแบบเดียวกันกับการรักษาโรคอีสุก อีใส

โดยปกติอาการของโรคงูสวัดจะถูกแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ระยะ ดังต่อไปนี้

ระยะเริ่มต้น

ระยะเริ่มต้นผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะว่าในช่วงนี้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงแล้ว ทำให้เชื้อไวรัสสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างง่ายดาย เกิดการติดเชื้อที่ระบบปมประสาท ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน อยู่ลึก ๆ ภายในระบบเส้นประสาท

งูสวัด 

สู่ระยะที่สอง

หลังจากที่เริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนเป็นเวลา 2-3 วันแล้ว ก็จะเริ่มอาการของโรคเข้าสู่ระยะที่สอง โดยจะเริ่มมีผื่นแดง แล้วต่อมาก็จะเริ่มเป็นตุ่มน้ำใส เหมือนกับหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามใบหญ้าในตอนเช้า เรียงตัวกันเป็นกลุ่มเป็นแนวยาว ตามเส้นประสาทของร่างกาย กระจายตัวกันเป็นหย่อม ๆ เช่น ตามความยาวของแขน หรือตามความยาวของขา และพบบ่อยในบริเวณรอบเอว รอบหลัง หรือแม้แต่รอบศีรษะ เป็นต้น ตุ่มน้ำใสเต้ง นี้จะแตกออกมาเป็นแผลแล้วตกสะเก็ด และสามารถหายไปได้เองภายในเวลา 2 สัปดาห์

ในระยะที่สาม

เมื่อตุ่มแตกแล้วผลหายดีแล้ว ผู้ป่วยบางคนยังรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอยู่ลึก ๆ โดยเฉพาะตามรอยแนวของโรคที่เกิดขึ้น ซึ่งอาการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนอาจรู้สึกปวดแสบปวดร้อนได้เป็นเดือน หรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจจะมีอาการหลังจากแผลหายแล้วเป็นปี

เป็นงูสวัดพันรอบเอว จะตายไหม?

เป็นความเชื่ออย่างหนึ่งที่ถูกบอกเล่ากันมาหลายยุค แต่ความจริงแล้ว เนื่องจากโรคของงูสวัดจะเป็นตุ่มน้ำใสเต่ง ๆ เรียงตัวกันเป็นแนวยาวเต็มเส้นประสาท เพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เนื่องจากยังไม่เคยพบว่ามีผู้ป่วยเคยเป็นงูสวัดทั้งสองด้านของร่างกายมาก่อน แต่โดยปกติจะเกิดจากการที่ผู้ป่วยอ่อนแอมาก ๆ หรือมีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ เมื่ออาการของงูสวัดกำเริบ จะเกิดการลุกลามได้มากกว่าปกติ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิต

แต่โดยปกติแล้วผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดจะสามารถหายเองได้ เพราะว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเริ่มทำงาน เมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ระบบของร่างกาย ก็จะเริ่มทำการกำจัดเชื้อไวรัสทิ้ง จึงไม่มีข้อมูลใด ๆ ที่เคยพบว่ามีผู้เป็นงูสวัดทั้งสองด้านของร่างกาย หรืองูสวัดพันรอบเอว ดังนั้นความเชื่อที่บอกว่าถ้าเป็นงูสวัดพันรอบเอวแล้วตาย จึงไม่เป็นความจริง เป็นเพียงแต่ความเชื่อ

ยารักษาโรคงูสวัด

ในปัจจุบันมียาที่ใช้ต้านเชื้อไวรัสอยู่ มีชื่อว่า อะซัยโคลเวีย ซึ่งยาชนิดนี้ถูกใช้กันมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว และเป็นยาที่ใช้ในการรักษาแล้วได้ผลดี เพราะโรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัส Varicella zoster virus ที่เรียกง่าย ๆ ว่า VZV โดยยาชนิดนี้ได้รับการยืนยันจากวงการแพทย์แล้วว่ามีคุณสมบัติในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส VZV จึงทำให้การรักษาให้ผลดีได้ทั้งการรักษาโรคอีสุกอีใส และงูสวัด แถมยังใช้รักษาโรคเริมได้ มีทั้งยาเม็ด ยาแคปซูล และยาทา ยาฉีด สามารถเลือกใช้ได้ตามความสะดวก และอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

Acyclovir 

ยาชนิดนี้มีความพิเศษกว่ายาชนิดอื่นในแง่ของวิธีการใช้ คือ ยาชนิดนี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อย และมีระยะเวลาในการออกฤทธิ์ในช่วงเวลาสั้น ๆ จึงมีวิธีใช้ที่มีความถี่มากกว่ายาทั่วไป ขนาดของการใช้ยานั้น สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นโรคงูสวัดและอีสุกอีใส ควรได้รับยาเม็ดในขนาด 800 มิลลิกรัม กินวันละ 5 ครั้ง ทุก 4 ชั่วโมง ยกเว้นเฉพาะตอนกลางคืน และสิ่งที่สำคัญคือการทานยาอย่างสม่ำเสมอ เพราะต้องทานยาถี่มากอาจทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัดลืมทานยาได้ง่าย ซึ่งระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทานยาคือ ทานติดต่อกัน ประมาณ 7 – 10 วัน

เนื่องจากยารักษาโรคงูสวัดนั้นมีให้เลือกใช้หลากหลายแบบ ในกรณีของผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจจะใช้วิธีการฉีดตัวยาเข้าสู่หลอดเลือดดำโดยตรง โดยขนาดยาที่เหมาะสม คือ ครั้งละ 500 มิลลิกรัม ฉีดเข้าสู่หลอดเลือดดำวันละ 5 ครั้ง และใช้ติดต่อกันนาน 7 – 10 วันเช่นเดียวกันกับยากินทุกประการ

ส่วนยาอะซัยโคลเวียร์แบบชนิดทาภายนอกนั้น มักจะใช้ไม่ค่อยได้ผลในการรักษาโรคอีสุกอีใส กับโรคงูสวัด ส่วนมากจะใช้ได้ผลดีกับโรคเริมมากกว่า สำหรับยารักษาโรคงูสวัด และโรคอีสุก อีใสนั้น ยังมียาอีก 2 ชนิด คือ วาลาซิโคลเวียร์ และแฟมซิโคลเวียร์ ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนกับยาอะซัยโคลเวียร์ทุกอย่าง แต่มีข้อดีกว่าคือ กินแค่วันละ 3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งก่อให้เกิดความสะดวกกับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เพราะยาอะซัยโคลเวียต้องกินถึงวันละ 5 ครั้ง

แต่ถึงแม้ว่าตัวยาทั้งสองตัวคือ วาลาซิโคลเวียร์ และแฟมซิโคลเวียร์ ยังมีราคาสูงอยู่ในปัจจุบัน เพราะยังติดในเรื่องของสิทธิบัตรอยู่ ซึ่งผลิตได้เฉพาะรายที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากยาอะซัยโคลเวียร์  เนื่องจากไม่มีปัญหาในเรื่องของสิทธิบัตรอีกต่อไปแล้ว เพราะหมดสิทธิบัตรไปนานแล้ว ทำให้มีผู้ผลิตจำนวนมาก ผลิตยาอะซัยโคลเวียร์ออกสู่ตลาด จึงทำให้ยาชนิดนี้มีราคาถูกลงกว่าเดิมมาก และที่สำคัญก็ให้ผลในการรักษาที่ได้ผลดีเหมือนกันกับการรักษาโดยการใช้ยา 2 ตัวดังที่กล่าวไว้ในข้างต้น

ในการรักษานั้น ควรใช้ยาอะซัยโคลเวียร์ให้เร็วที่สุด เนื่องจากคุณสมบัติหลักของยาตัวนี้ก็คือ ลดการเพิ่มตัวของจำนวนเชื้อไวรัส มันจึงให้ผลดีมากในการกำจัดเชื้อไวรัสที่กำลังเพิ่มจำนวนอยู่ คือตั้งแต่เริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนในระยะแรก ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นที่ยังไม่มีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้น แต่เป็นช่วงที่เชื้อไวรัสกำลังเพิ่มจำนวนอยู่ในปมประสาท และช่วยเวลาของการใช้ยาที่ได้ผลดีคือ ใช้หลังจากพบตุ่มน้ำใสไม่เกิน 2-3 วัน

ข้อดีของการใช้ยาอะซัยโคลเวียร์ให้เร็วที่สุด โดยการใช้ยาเพียงแค่ 1 – 2 วัน ทานวันละ 5 ครั้ง ทุก 4 ชั่วโมง ก็จะช่วยให้ตุ่มใสที่เกิดขึ้นหยุดการลุกลาม และทำให้ตุ่มใสที่เกิดขึ้นแล้วเหี่ยวลง ไม่เต่งตึงเหมือนเดิม เมื่อใช่ต่อไปอีก 4 – 5 วัน ตุ่มก็จะเริ่มตกสะเก็ด และหายเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว

การดูแลแผลของงูสวัด

มีหลักการดูแลแผลเปิดที่เกิดจากตุ่มที่แตกแล้ว ก็ใช้วิธีของการรักษาแผลโดยทั่วไป คือการรักษาความสะอาด มีการล้างแผลทำความสะอาดแผล เพื่อทำให้แผลปราศจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งมีอยู่ในแผลเป็นจำนวนมาก ในบางรายอาจมีการพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะ คล็อกซาซิวลินร่วมด้วย ช่วยลดการติดเชื้อแบคทีเรีย และทำให้แผลหายได้เร็วยิ่งขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคงูสวัด

เนื่องจากโรคงูสวัดเกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า "ไวรัสวาริเซลลา (varicella virus)" การรักษาจึงจำเป็นต้องทำอย่างถูกวิธี และผู้ป่วยจะต้องดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพราะนอกจากอาการหลักๆ ที่เราพบได้แล้ว อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายดังต่อไปนี้

  1. รู้สึกปวดตามแนวเส้นประสาท ซึ่งพบได้บ่อยภายหลังการติดเชื้อ อาการปวดอาจจะคงอยู่นานหลายปี หรืออาจปวดตลอดชีวิต แม้ตัวโรคจะจางไปแล้วก็ตาม ภาวะแทรกซ้อนชนิดนี้มักจะพบในผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปเสียส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นอาการที่รุนแรง แต่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
  2. มีการติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มเติมขึ้นมา ทำให้เกิดการอักเสบในเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ตาอักเสบ มีแผลที่กระจกตา เป็นต้น            
  3. โรคงูสวัดจะรุนแรงมากขึ้น หรือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่จะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำอยู่แล้ว เช่น ผู้ป่วยที่มีเชื้อ HIV หรือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยู่ในช่วงที่กำลังรับเคมีบำบัด หากเกิดโรคงูสวัดขึ้นมาในระยะเวลาดังกล่าว จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ปอดและสมองอักเสบ เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้สูง
  4. ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของผู้ป่วยเอง การติดเชื้อแบคทีเรียแบบซ้ำซ้อนเนื่องจากใช้เล็บแกะและเกาบริเวณทีเป็นตุ่มผื่น ซึ่งทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายตัวได้มากขึ้น แผลหายช้า และอาจทำให้เกิดการลุกลามในพื้นผิวข้างเคียง
  5. ผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัด เสี่ยงที่จะทำให้เกิดอัมพาตบริเวณใบหน้า หากเชื้อเกิดขึ้นบริเวณหูด้านนอก ที่สามารถลุกลามเข้าไปยังแก้วหูชั้นในได้ จะมีอาการเม้มปากไม่สนิทครึ่งซีกและไม่สามารถหลับตาได้สนิท
  6. คลื่นไส้ อาเจียน รู้สึกเหมือนบ้านหมุน จนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
  7. ในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นงูสวัด เชื้อโรคจะแพร่กระจ่ายเข้าสู่ทารกได้ ทำให้การเจริญเติบโตผิดปกติ เด็กที่คลอดออกมาอาจพิการ หรือปัญญาอ่อนได้

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หวังว่าข้อมูลชุดนี้จะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่าน และเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของโรคงูสวัด การปฏิบัติตัว สาเหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรค เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาที่มีประสิทธิภาพในลำดับต่อไป

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับโรคงูสวัด

เป็นอีสุกอีใสพร้อมงูสวัด (ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครเป็นพร้อมกัน) แปลกมั้ยค่ะ

คำตอบ: สามารถเกิดได้ค่ะ เนื่องจากการเป็นโรคงูสวัด แล้วหายไปแต่เชื้อที่มียังไม่หาย เชื้อเหล่านี้จะเข้ไปแอบแฝงบริเวณปมประสาท รอว่าเมื่อไรที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ อย่าง เช่น อิสุกอิใส ก็จะมีอาการกลับมาเป็นได้อีกครั้งค่ะ - ตอบโดย Nawaporn Le. (Dr.)

คำตอบ 2: ไม่แปลกเท่าไรครับ เพราะโรคทั้งสองนี้จะเกิดต่อเมื่อภูมิคุ้มกันร่างกายเราอ่อนแรงลง จึงมีโอกาสเกิดโรคได้ - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

ทำไมคนที่เคยเป็นอิสุกอิใสจะเป็นโรคงูสวัดหรอคะ

คำตอบ: คนที่เป็นอิสุกอิใสแล้ว เชื้อVaricella zoster virus นั้นจะเข้าไปหลบอยู่ในเนื้อเยื่อประสาทบริเวณไขสันหลังและสมอง เมื่อเชื้อไวรัสถูกกระตุ้นอีกครั้ง เชื้อไวรัสนั้นก็จะเคลื่อนที่ไปตามเส้นประสาทสู่ผิวหนังทำให้เกิดโรคงูสวัดได้ค่ะ ตอบโดย - นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

ผมคิดว่าผมนอนทับตัวแมลงด้วงก้นกระดกที่กลางหลังด้านซ้ายมีผื่นที่กลางหลังด้านซ้ายและที่หน้าท้องด้านซ้าย ก่อนที่จะมีผื่นผมไม่มีอาการไข้ ไม่มีอาการกระตุกที่ผิวหนังมาก่อน ผมเป็นมาได้ 7 วันแล้ว ขณะนี้มีตุ่มน้ำใสๆบริเวณผื่นทั้งหมด มีอาการปวดแสบอักเสพบ้าง แต่ไม่มีอาการปวดกตุก ผมเป็นงูสวัดหรือพิษของตัวแมลงก้นกระดก

คำตอบ: สองอย่างนี้อาจจะมีลักษณะคล้ายกันครับ แต่งูสวัด มักจะขึ้นตามปมประสาท ส่วนแมลงก้นกระดกอยู่ที่ไหนก็ได้ จำเป็นต้องได้เห็นลักษณะแผลครับถึงจะแยกออก แต่ยังไงก็ตาม ให้ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือที่สะอาด หากมีหนองหรือมีการติดเชื้อต้องได้รับยาต้านจุลชีพร่วมด้วยครับ - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่