Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
ภูมิแพ้

โรคงูสวัดคืออะไร อันตรายถึงชีวิตไหม เรื่องใหญ่ที่ต้องรู้

รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคงูสวัดที่ทุกควรรู้!
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 12 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,206,492 คน

โรคงูสวัดคืออะไร อันตรายถึงชีวิตไหม เรื่องใหญ่ที่ต้องรู้

โรคงูสวัด เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย เมื่อได้รับเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายแล้ว จะกลายเป็นโรคสุกใสก่อน เมื่ออาการดีขึ้น เชื้อไวรัสนี้จะไปซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาทไขสันหลังโดยไม่มีอาการใดๆ เลย เป็นเวลายาวนานถึง 10 ปี จนกว่าร่างกายจะเริ่มอ่อนแอ หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ 

โรคงูสวัดสามารถหายได้เอง แต่การได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วจะช่วยลดผลแทรกซ้อนต่างๆ ที่ตามมาได้ โดยเฉพาะในคนบางกลุ่ม ที่ถูกกระตุ้นให้เกิดงูสวัดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป และเกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าด้วย

โฆษณาจาก HonestDocs
🦷รีเทนเนอร์หาย หรือ จัดฟันใกล้เสร็จ? ก็ทำรีเทนเนอร์ลด 30-50% ได้

ไม่ว่าคุณจะอยากได้ "แบบใส" หรือ "แบบลวด" เราก็มีให้คุณครบจบที่เดียว เริ่มต้นเพียง 1,750 บาท เท่านั้น

%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8cadsinternal ad

สาเหตุของโรคงูสวัด

โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus: VZV) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเชื้อไวรัสเฮอร์ปิส (Herpes virus) โดยกลุ่มเชื้อไวรัสเฮอร์ปิสนี้ยังทำให้เกิดโรคเริมบริเวณริมฝีปาก และโรคเริมบริเวณอวัยวะเพศอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคงูสวัดและโรคอีสุกอีใสไม่ได้เป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคเริมบริเวณริมฝีปาก (Herpes simplex virus ชนิดที่ 1) และโรคเริมบริเวณอวัยวะเพศ (Herpes simplex virus ชนิดที่ 2)

ไม่ว่าใครก็ตามที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสแล้วจะสามารถเป็นโรคงูสวัดได้ทุกคน เนื่องจากเมื่อเป็นโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะเข้าไปหลบอยู่ในเนื้อเยื่อปมประสาทบริเวณไขสันหลังและสมอง เมื่อเชื้อไวรัสถูกกระตุ้นอีกครั้งก็จะเคลื่อนที่ไปตามเส้นประสาทสู่ผิวหนังทำให้เกิดโรคงูสวัด โดยส่วนมากคนที่เคยเป็นโรคงูสวัดแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก แต่ในบางคนก็อาจจะเป็นโรคงูสวัดซ้ำใหม่ในรอบที่ 2 และ 3 ได้ ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของภูมิคุ้มกันในขณะนั้น

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคงูสวัด

โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคงูสวัดนั้นเพิ่มตามจำนวนอายุที่มากขึ้น เนื่องจากเมื่ออายุมาก ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะต่ำลง

คนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคงูสวัดมากกว่าคนอื่น ได้แก่

  • คนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) หรือจากโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV/AIDS)
  • คนที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์ (Steroid) หรือยาอื่นๆ ที่ได้หลังจากการปลูกถ่ายอวัยวะ (Organ transplant)
  • ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน เป็นต้น
  • ผู้สูงอายุ

อาการของโรคงูสวัด

อาการของโรคจะแสดงผลก็ต่อเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดลง หรือเกิดจากการใช้ร่างกายมากเกินไป เช่น การอดหลับอดนอน เครียด เป็นต้น ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส และโดยส่วนใหญ่แล้วอาจจะใช้เวลานานถึง 10 ปี 

อาการของโรคงูสวัดจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังต่อไปนี้

1.ระยะเริ่มต้น

ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดตามแนวเส้นประสาท เพราะว่าในช่วงนี้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงแล้ว ทำให้เชื้อไวรัสสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างง่ายดาย เกิดการติดเชื้อที่ระบบปมประสาท ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อนอยู่ลึกๆ ภายในผิวหนัง

โฆษณาจาก HonestDocs
🦷รีเทนเนอร์หาย หรือ จัดฟันใกล้เสร็จ? ก็ทำรีเทนเนอร์ลด 30-50% ได้

ไม่ว่าคุณจะอยากได้ "แบบใส" หรือ "แบบลวด" เราก็มีให้คุณครบจบที่เดียว เริ่มต้นเพียง 1,750 บาท เท่านั้น

%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8cadsinternal ad

งูสวัด 

2.ระยะที่สอง

หลังจากที่เริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนเป็นเวลา 2 - 3 วันแล้ว อาการของโรคก็จะเข้าสู่ระยะที่สอง โดยจะเริ่มมีผื่นแดง แล้วต่อมาก็จะเริ่มเป็นตุ่มน้ำใส เหมือนกับหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามใบหญ้าในตอนเช้า เรียงตัวกันเป็นกลุ่มแนวยาวตามแนวเส้นประสาทของร่างกาย กระจายตัวกันเป็นหย่อมๆ เช่น ตามความยาวของแขนหรือขา ซึ่งพบบ่อยในบริเวณรอบเอว รอบหลัง หรือแม้แต่รอบศีรษะ เป็นต้น ตุ่มน้ำใสนี้จะแตกออกมาเป็นแผลแล้วตกสะเก็ด และสามารถหายไปได้เองภายในเวลา 2 สัปดาห์

3.ระยะที่สาม

เมื่อตุ่มแตกและแผลหายดีแล้ว ผู้ป่วยบางคนยังรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอยู่ลึกๆ ได้ โดยเฉพาะตามรอยแนวของโรคที่เกิดขึ้น ซึ่งอาการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนอาจรู้สึกปวดแสบปวดร้อนได้เป็นเดือนหรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจจะมีอาการนี้หลังจากแผลหายแล้วเป็นปีได้

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคงูสวัด

การรักษาโรคงูสวัดจำเป็นต้องทำอย่างถูกวิธี และผู้ป่วยจะต้องดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพราะนอกจากอาการหลักๆ ที่เราพบได้แล้ว อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย ดังต่อไปนี้

  1. รู้สึกปวดตามแนวเส้นประสาท ซึ่งพบได้บ่อยภายหลังการติดเชื้อ อาการปวดอาจจะคงอยู่นานหลายปีหรืออาจปวดตลอดชีวิต แม้ตัวโรคจะจางไปแล้วก็ตาม ภาวะแทรกซ้อนชนิดนี้มักจะพบในผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นอาการที่รุนแรง แต่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
  2. มีการติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มเติม ทำให้เกิดการอักเสบในเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ตาอักเสบ มีแผลที่กระจกตา เป็นต้น            
  3. โรคงูสวัดจะรุนแรงมากขึ้น หรือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่จะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่มีเชื้อ HIV หรือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยู่ในช่วงที่กำลังรับเคมีบำบัด หากเกิดโรคงูสวัดขึ้นมาในระยะเวลาดังกล่าว จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ปอดและสมองอักเสบ เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้สูง
  4. ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของผู้ป่วยเอง การติดเชื้อแบคทีเรียแบบซ้ำซ้อนเนื่องจากใช้เล็บแกะเกาบริเวณที่เป็นตุ่มผื่น ซึ่งทำให้เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายตัวได้มากขึ้น แผลหายช้า และอาจทำให้เกิดการลุกลามในพื้นผิวข้างเคียง
  5. ผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัด เสี่ยงที่จะทำให้เกิดอัมพาตบริเวณใบหน้า หากเชื้อเกิดขึ้นบริเวณหูด้านนอกที่สามารถลุกลามเข้าไปยังแก้วหูชั้นในได้ จะมีอาการเม้มปากไม่สนิทครึ่งซีกและไม่สามารถหลับตาได้สนิทด้วย
  6. คลื่นไส้ อาเจียน รู้สึกเหมือนบ้านหมุน จนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
  7. ในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นงูสวัด เชื้อโรคจะแพร่กระจายเข้าสู่ทารกได้ ทำให้การเจริญเติบโตผิดปกติ ทารกที่คลอดออกมาอาจพิการหรือปัญญาอ่อนได้

การวินิจฉัยโรค

วิธีวินิจฉัยอาการงูสวัด ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ หากคุณรู้สึกว่ามีผื่นขึ้นจากซีกใดซีกหนึ่ง และมีอาการปวดแสบปวดร้อนที่บริเวณผื่นนั้นๆ ย่อมบ่งบอกถึงโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นงูสวัดได้ค่อนข้างสูง 

หลังจากนั้นควรเข้าพบแพทย์ทำการวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยแพทย์จะซักถามประวัติว่าผู้ป่วยว่าเคยมีอาการของโรคอีสุกอีใสมาก่อนหรือไม่ และเคยเป็นในช่วงอายุเท่าไร จากนั้นจะเริ่มตรวจดูอาการของผื่นและตุ่มน้ำ โดยจะนำตุ่มน้ำเข้าตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อหาสาเหตุและจ่ายยารักษาให้ถูกต้องต่อไป

โฆษณาจาก HonestDocs
🦷รีเทนเนอร์หาย หรือ จัดฟันใกล้เสร็จ? ก็ทำรีเทนเนอร์ลด 30-50% ได้

ไม่ว่าคุณจะอยากได้ "แบบใส" หรือ "แบบลวด" เราก็มีให้คุณครบจบที่เดียว เริ่มต้นเพียง 1,750 บาท เท่านั้น

%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8cadsinternal ad

เป็นงูสวัดพันรอบเอวจะตายไหม?

เป็นความเชื่ออย่างหนึ่งที่ถูกเล่าต่อกันมาหลายยุคหลายสมัย ว่าถ้างูสวัดพันรอบเอวแล้วจะตาย  แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ตาย เนื่องจากโรคงูสวัดจะเป็นตุ่มน้ำใสเต่ง ๆ เรียงตัวกันเป็นแนวยาวเต็มเส้นประสาทเพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเท่านั้น 

เนื่องจากยังไม่เคยพบว่ามีผู้ป่วยเคยเป็นงูสวัดทั้งสองด้านของร่างกายมาก่อน แต่สามารถเกิดได้ในผู้ป่วยอ่อนแอมากๆ หรือภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ เมื่ออาการของงูสวัดกำเริบจะเกิดการลุกลามได้มากกว่าปกติ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

แต่โดยปกติแล้วผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดจะสามารถหายเองได้ เพราะว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเริ่มทำงานเมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ภายในร่างกาย ก็จะเริ่มกำจัดเชื้อไวรัสทิ้ง จึงไม่มีข้อมูลใดๆ ที่เคยพบว่ามีผู้เป็นงูสวัดทั้งสองด้านของร่างกายหรืองูสวัดพันรอบเอว ดังนั้น ความเชื่อที่บอกว่าถ้าเป็นงูสวัดพันรอบเอวแล้วตาย จึงไม่เป็นความจริง เป็นเพียงแต่ความเชื่อ

โรคงูสวัดติดต่อได้หรือไม่?

โรคงูสวัดเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสที่มีอยู่แล้วในร่างกาย  แต่สามารถส่งต่อเชื้อไวรัสVZV ไปสู่คนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคอีสุกอีใสได้ เช่น คนที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน หรือยังไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีกสุกอีใสมาก่อน โดยติดต่อผ่านการสัมผัสผื่น แผล ในขณะที่มีตุ่มพุพองของโรค และหลังจากได้รับเชื้อมาแล้วก็จะเกิดเป็นโรคอีสุกอีใสก่อน ยังไม่เกิดเป็นโรคงูสวัดทันทีหลังได้รับเชื้อ

เมื่อผื่นโรคงูสวัดถูกปิดไว้ ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไวรัสก็จะน้อยลง อย่างไรก็ตาม โรคอีสุกอีใสนั้นอันตรายต่อกลุ่มคนบางกลุ่ม เช่น ทารกแรกเกิด หญิงตั้งครรภ์ และใครก็ตามที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เพราะฉะนั้นหากป่วยเป็นโรคงูสวัดอยู่ ก็ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับกลุ่มคนดังกล่าวจนกว่าผื่นตุ่มพุพองนั้นจะตกสะเก็ดจนหมด

วิธีการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัส ได้แก่

  • ปกปิดรอยผื่น
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเกาผื่น
  • หมั่นล้างมือบ่อยๆ

โรคงูสวัดในหญิงตั้งครรภ์

โรคงูสวัดเป็นโรคที่พบได้ยากในหญิงตั้งครรภ์ แต่หากหญิงตั้งครรภ์เป็นโรคงูสวัดแล้ว ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากก็มีความเห็นว่า โรคงูสวัดนั้นไม่ได้เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ 

อย่างไรก็ตาม หากหญิงตั้งครรภ์คนนั้นยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน ก็อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นภาวะปอดอักเสบ (Varicella pneumonia) ได้ ร้อยละ 10 - 20 ซึ่งภาวะปอดอักเสบนี้เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึงร้อยละ 40 ของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคงูสวัด จากการรายงานของสำนักงานสาธารณสุขแห่งมลรัฐมิสซูรี่ (Missouri Department of Health and Senior Services)

หากหญิงตั้งครรภ์เป็นโรคอีสุกอีใส ในช่วงอายุครรภ์อ่อนๆ ก็มีโอกาสทำให้ทารกมีความพิการแต่กำเนิดหรือแท้งบุตรได้ร้อยละ 0.4 - 2 และหากหญิงตั้งครรภ์เป็นโรคอีสุกอีใสในช่วงใกล้คลอด ทารกที่เกิดมาก็อาจติดเชื้อไวรัสนั้นได้ โดยที่ไม่มีอาการใดๆ เลย และเมื่อโตขึ้นก็อาจเกิดโรคงูสวัดได้

หญิงตั้งครรภ์ จัดว่าเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ หากได้รับเชื้อไวรัสควรได้รับการรักษาโดยใช้ยาฆ่าเชื้อไวรัสงูสวัด ชื่อ acyclovir ขนาดครั้งละ 800 มิลลิกรัม วันละ 5 ครั้ง 

โดยในช่วงตั้งครรภ์ 20 สัปดาห์แรก ควรพิจารณาใช้ในกรณีมีภาวะแทรกซ้อนของเชื้อไวรัส  แต่หากตั้งครรภ์เกิน 20 สัปดาห์ จะแนะนำให้เริ่มต้นใช้ยาฆ่าเชื้อไวรัส ในขนาดเดียวกัน และหากมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อ อาจเปลี่ยนจากยารับประทาน เป็นยาฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำแทน  

ระยะเวลาใช้ยา คือ 5 – 10 วัน หลังจากนั้น 5 สัปดาห์ จะต้องทำการอัลตราซาวน์ทารกในครรภ์ดูความผิดปกติทางกายภาพอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งทารกแรกเกิดที่มารดามีผื่นขึ้น 5 วันก่อนคลอดจนถึง 2 วันหลังคลอด ทารกเหล่านั้นควรจะได้รับการฉีดอิมมิวโนโกลบูลิน (VZIG) เพื่อป้องกันการติดเชื้อวาริเซลลาในทารกแรกเกิด (Neonatal varicella) ซึ่งมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 30 เพราะทารกยังมีภูมิคุ้มไม่พอต่อการฆ่าเชื้อโรค

วิธีรักษาโรคงูสวัด

วิธีรักษางูสวัด สามารถรักษาตามอาการและใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลาม หรือช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนต่างๆ 

สำหรับผู้ที่มีอาการปวด แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวด ยากลุ่มลดอาการอักเสบ และยาทาบางชนิดที่ช่วยลดอาการผื่นคันร่วมด้วย แต่หากพบว่าแผลหายแล้ว แต่อาการปวดยังคงอยู่ เป็นไปได้ว่าจะต้องรักษาอาการปวดของปมประสาท ซึ่งจะต้องรักษาโดยแพทย์เกี่ยวกับระบบประสาทเท่านั้น รวมไปถึงป้องกันการเกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ด้วย

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการโรคงูสวัดขึ้นตา ควรรักษากับจักษุแพทย์โดยตรง ซึ่งแพทย์จะใช้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานและหยอดตาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา 

สำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV โรคเอดส์ หรือโรคชนิดที่สามารถแพร่กระจายไปทั้งตัวได้ แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และต้องเข้ารับการรักษาตัวภายในโรงพยาบาลจนกว่าจะหายเป็นปกติ

การรักษาโรคงูสวัดนั้นอาจจะมีระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละกรณี ดังนั้น ผู้ป่วยจะต้องดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับรับประทานยาและใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หากทำได้เช่นนี้จะทำให้อาการของโรคงูสวัดดีขึ้นจนเป็นปกติอย่างแน่นอน

ยารักษาโรคงูสวัด

ในปัจจุบันมียาที่ใช้ต้านเชื้อไวรัสอยู่ชื่อว่า อะซัยโคลเวีย(acyclovir) ซึ่งใช้กันมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว และเป็นยาที่ใช้ในการรักษาแล้วได้ผลดี โดยยาชนิดนี้ได้รับการยืนยันจากวงการแพทย์แล้วว่ามีคุณสมบัติในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส VZV จึงทำให้การรักษาได้ผลดีทั้งการรักษาโรคอีสุกอีใสและงูสวัด และยังใช้รักษาโรคเริมได้ มีทั้งรูปแบบยาเม็ด ยาแคปซูล ยาทา ยาฉีด สามารถเลือกใช้ได้ตามความสะดวก โดยอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

Acyclovir 

ยาชนิดนี้มีความพิเศษกว่ายาอื่นในแง่ของวิธีการใช้ กล่าวคือ ยาชนิดนี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อย และมีระยะเวลาในการออกฤทธิ์ในช่วงเวลาสั้นๆ จึงต้องใช้ถี่กว่ายาทั่วไป ขนาดของการใช้ยานั้น คือ 

สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นโรคงูสวัดและอีสุกอีใส ควรได้รับยาเม็ดในขนาด 800 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 5 ครั้ง ทุก 4 ชั่วโมง ยกเว้นตอนกลางคืน และสิ่งที่สำคัญคือการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งระยะเวลาที่เหมาะสม คือ รับประทานติดต่อกัน ประมาณ 7 – 10 วัน

เนื่องจากยารักษาโรคงูสวัดนั้น มีให้เลือกใช้หลากหลายแบบ ในกรณีของผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจจะใช้วิธีการฉีดตัวยาเข้าสู่หลอดเลือดดำโดยตรง โดยขนาดยาที่เหมาะสม คือ ครั้งละ 500 มิลลิกรัม ฉีดเข้าสู่หลอดเลือดดำวันละ 5 ครั้ง และใช้ติดต่อกันนาน 7 – 10 วัน

ส่วนยาอะซัยโคลเวียชนิดทาภายนอกนั้น มักจะใช้ไม่ค่อยได้ผลในการรักษาโรคอีสุกอีใสกับโรคงูสวัด ส่วนมากจะใช้ได้ผลดีกับโรคเริมมากกว่า นอกจากนี้ยังมียาอีก 2 ชนิด คือ วาลาซิโคลเวียและแฟมซิโคลเวีย ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนกับยาอะซัยโคลเวียทุกอย่าง แต่มีข้อดีกว่า คือ รับประทานแค่วันละ 3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งสะดวกกับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เพราะยาอะซัยโคลเวียต้องรับประทานถึงวันละ 5 ครั้ง

ในการรักษานั้น ควรใช้ยาอะซัยโคลเวียให้เร็วที่สุด เนื่องจากคุณสมบัติหลักของยาตัวนี้ก็คือ ลดการเพิ่มตัวของจำนวนเชื้อไวรัส มันจึงให้ผลดีมากในการกำจัดเชื้อไวรัสที่กำลังเพิ่มจำนวนอยู่  คือ ตั้งแต่เริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนในระยะแรก ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นที่ยังไม่มีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้น แต่เป็นช่วงที่เชื้อไวรัสกำลังเพิ่มจำนวนอยู่ในปมประสาท และช่วงเวลาของการใช้ยาที่ได้ผลดีอีก คือ ใช้หลังจากพบตุ่มน้ำใสไม่เกิน 2 - 3 วัน

ข้อดีของการใช้ยาอะซัยโคลเวียร์ให้เร็วที่สุด โดยการใช้ยาเพียงแค่ 1 – 2 วัน รับประทานวันละ 5 ครั้ง ทุก 4 ชั่วโมง ก็จะช่วยให้ตุ่มใสที่เกิดขึ้นหยุดการลุกลาม และทำให้ตุ่มใสที่เกิดขึ้นแล้วเหี่ยวลง ไม่เต่งตึงเหมือนเดิม เมื่อใช่ต่อไปอีก 4 – 5 วัน ตุ่มก็จะเริ่มตกสะเก็ด และหายเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว

การรักษาโรคงูสวัดด้วยตนเอง

การอาบน้ำเย็นร่วมกับใช้ครีมอาบน้ำที่มีส่วนผสมของข้าวโอ๊ต หรือทาโลชั่นคาลาไมน์ ใช้ปิโตรเลียมเจลลี่ หรือประคบเย็นที่ตุ่มน้ำงูสวัดจะช่วยลดอาการคันและอาการปวดได้ นอกจากนี้ยังมียาแผนปัจจุบันที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา เช่น

  • ครีมที่มีส่วนผสมของสาร Capsaicin (แคปไซซิน) หรือ Menthol (เมนทอล)
  • ยากลุ่ม Antihistamine (ยาแก้แพ้) เช่น Diphenhydramine (ไดเฟนไฮดรามีน) Benadryl (บีนาดริล) หรือ Chlorpheniramine (คลอเฟนนิรามีน) Chlor-Trimeton (คลอไตรมีตอน)
  • Hydrocortisone cream (ครีมไฮโดรคอร์ติโซน)
  • ยากลุ่ม NSAIDs (ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์) เช่น ยา Aspirin (แอสไพริน) หรือยา Ibuprofen (ไอบูโพรเฟน) Advil, Motrin (แอดวิลหรือมอททริน) หรือยา Naproxen (นาพร็อกเซน) Aleve (เอลีฟ)

นอกจากนี้ยังสามารถบรรเทาอาการได้โดยการอาบน้ำเย็น หลีกเลี่ยงแสงแดด และลดการเกา

วัคซีนโรคงูสวัด

การฉีดวัคซีนโรคงูสวัดเป็นทางเดียวที่จะลดโอกาสเป็นโรคงูสวัด และหากติดเชื้อแล้ว ก็จะช่วยลดความรุนแรงของอาการทั้งในขณะที่เป็น และอาการปวดหลังติดเชื้อด้วย

โดยสถิติแล้ว ช่วงอายุ 50 - 60 ปีขึ้นไป มีโอกาสเกิดโรคงูสวัดได้มากกว่าช่วงอายุอื่นๆ ดังนั้น จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนชนิดนี้ในคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป และวัคซีนมีอายุได้นานถึง 10 ปี

การดูแลแผลงูสวัด

มีหลักการดูแลแผลเปิดที่เกิดจากตุ่มที่แตกแล้ว ก็ใช้วิธีของการรักษาแผลโดยทั่วไป คือ การรักษาความสะอาด ล้างแผล ทำความสะอาดแผล เพื่อทำให้แผลปราศจากเชื้อแบคทีเรีย ในบางรายอาจมีการพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะคล็อกซาซิวลินร่วมด้วย ช่วยลดการติดเชื้อแบคทีเรีย และทำให้แผลหายได้เร็วยิ่งขึ้น

วิธีป้องกันโรคงูสวัด

ปัจจุบันเราอาจจะเห็นผู้ป่วยเป็นโรคงูสวัดน้อยลง เนื่องจากมีวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคงูสวัดได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราควรดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ 

หากพบว่าตนเองมีอาการอีสุกอีใสหรือพบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเป็นโรคอีสุกอีใส ก็ควรอยู่ให้ห่างเพื่อป้องกันการติดเชื้อให้มากที่สุด ซึ่งถือเป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเกิดการแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายจนไปกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคงูสวัด 

และหากพบว่าคนในครอบครัวมีอาการคล้ายกับงูสวัด เช่น เป็นผื่น ปวดแสบปวดร้อน และมีอาการไข้ร่วมด้วย ควรพาไปพบแพทย์จะดีที่สุด เพื่อให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยและรักษาอาการไม่ให้ลุกลามจนเกินไป ดีกว่าที่จะต้องมากังวลเมื่ออาการของโรคงูสวัดได้แพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายเป็นจำนวนมากไปแล้ว

วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นงูสวัด

  • ใช้น้ำเกลือประคบแผลนานครั้งละประมาณ 10 นาที โดยประคบวันละ 3 - 4 ครั้ง ซึ่งการประคบด้วยน้ำเกลือจะทำให้แผลแห้งได้เร็วยิ่งขึ้น
  • ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแบบแทรกซ้อน อาจจะต้องได้รับยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือรับประทานมาใช้ร่วมด้วย
  • หากเกิดอาการคัน ให้ทายาคาลามายด์เพื่อบรรเทาอาการ แต่หากคันมากอาจจะต้องรับประทานยาแก้คันร่วมด้วย ซึ่งการใช้ยาดังกล่าวจะต้องผ่านการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรแล้วเท่านั้น
  • ไม่ควรใช้ยาพ่นหรือใช้ยาสมุนไพรทาลงไปบนจุดที่มีแผลโดยตรง เพราะอาจจะก่อให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียจนส่งผลทำให้แผลหายช้า และยังอาจก่อให้เกิดแผลเป็นได้อีกด้วย
  • หากผู้ป่วยมีอาการปากเปื่อยลิ้นเปื่อย แนะนำให้บ้วนปากด้วยน้ำเกลือจะช่วยให้อาการดีขึ้น
  • ควรอาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแบบซ้ำซ้อน และควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าแบบหลวมๆ ไม่รัดแน่นจนก่อให้เกิดการเสียดสีกับผิว
  • ไม่ควรแกะหรือเกาแผลที่เป็นงูสวัดอย่างเด็ดขาด

แม้ว่าโรคงูสวัดอาจจะดูไม่ร้ายแรงเท่าใดนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัดถึง 20% ที่เสียชีวิต เนื่องจากไม่เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง จนก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือลุกลามบานปลายจนเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในที่สุด ดังนั้น คงไม่มีอะไรจะดีไปกว่า หากเป็นโรคนี้แล้วเข้ารับการรักษาจากทางการแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์อย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้ก็มั่นใจได้ว่าอาการป่วยต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับโรคงูสวัด

เป็นอีสุกอีใสพร้อมงูสวัด (ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครเป็นพร้อมกัน) แปลกหรือไม่

คำตอบ: สามารถเกิดได้ เนื่องจากการเป็นโรคงูสวัดแล้วหายไป แต่เชื้อที่มียังไม่หาย เชื้อเหล่านี้จะเข้าไปแอบแฝงบริเวณปมประสาท รอว่าเมื่อไรที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ อย่างเช่น อีสุกอีใส ก็จะกลับมาเป็นได้อีกครั้ง - ตอบโดย Nawaporn Le. (Dr.)

คำตอบ 2: ไม่แปลกเท่าไร เพราะโรคทั้งสองนี้จะเกิดต่อเมื่อภูมิคุ้มกันร่างกายเราอ่อนแรงลง จึงมีโอกาสเกิดโรคได้ - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

ทำไมคนที่เคยเป็นอีสุกอีใสจะเป็นโรคงูสวัด

คำตอบ: คนที่เป็นอีสุกอีใสแล้ว เชื้อ Varicella zoster virus นั้นจะเข้าไปหลบอยู่ในเนื้อเยื่อประสาทบริเวณไขสันหลังและสมอง เมื่อเชื้อไวรัสถูกกระตุ้นอีกครั้ง เชื้อไวรัสนั้นก็จะเคลื่อนที่ไปตามเส้นประสาทสู่ผิวหนังทำให้เกิดโรคงูสวัดได้ ตอบโดย - นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

ผมคิดว่าผมนอนทับตัวแมลงด้วงก้นกระดกที่กลางหลังด้านซ้าย มีผื่นที่กลางหลังด้านซ้ายและที่หน้าท้องด้านซ้าย ก่อนที่จะมีผื่นผมไม่มีอาการไข้ ไม่มีอาการกระตุกที่ผิวหนังมาก่อน ผมเป็นมาได้ 7 วันแล้ว ขณะนี้มีตุ่มน้ำใสๆ บริเวณผื่นทั้งหมด มีอาการปวดแสบอักเสบบ้าง แต่ไม่มีอาการปวดกระตุก ผมเป็นงูสวัดหรือเป็นเพราะพิษของตัวแมลงก้นกระดก

คำตอบ: สองอย่างนี้อาจจะมีลักษณะคล้ายกัน แต่งูสวัดมักจะขึ้นตามปมประสาท ส่วนแมลงก้นกระดกอยู่ที่ไหนก็ได้ จำเป็นต้องเห็นลักษณะแผลถึงจะแยกออก แต่อย่างไรก็ตาม ให้ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือที่สะอาด หากมีหนองหรือมีการติดเชื้อต้องได้รับยาต้านจุลชีพร่วมด้วย - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)


ที่มาของข้อมูล

Sangita Ghosh and Soumik Chaudhuri, Pregnancy and varicella infection: A resident's quest (http://www.ijdvl.com/article.asp?issn=0378-6323;year=2013;volume=79;issue=2;spage=264;epage=267;aulast=Ghosh), 2013

The Immunization Action Coalition, วัคซีนซอสเตอร์ชนิดเชื้อเป็น (งูสวัด), ZVL: สิ่งที่คุณต้องทราบ (http://www.immunize.org/vis/thai_zoster_live.pdf), 2 ธันวาคม 2561

Management of maternal and neonatal varicella (http://www.ijdvl.com/viewimage.asp?img=ijdvl_2013_79_2_264_107661_t3.jpg)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่