ภูมิแพ้

งูสวัด สาเหตุ อาการ วิธีรักษาป้องกันและการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรค

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
Istock 178635431 %281%29

เชื้อไวรัสมีด้วยกันหลากหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีบทบาทความรุนแรงต่อร่างกายแตกต่างกัน เหล่านี้ล้วนถือเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคร้ายขึ้นได้ทั้งสิ้น ยิ่งในปัจจุบันด้วยสภาพสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมของมนุษย์ที่เป็นไปแบบผิดๆ มักจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมากขึ้น จนเป็นสาเหตุให้สุขภาพร่างกายอ่อนแอ ทรุดโทรมและเจ็บป่วย จนนำพาโรคต่างๆ เข้ามารุกรานชีวิตอย่างเงียบๆ โดยที่ไม่ทันตั้งตัว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ โรคงูสวัด

โรคงูสวัด คืออะไร?

โรคงูสวัด (Herpes  Zoster) คือโรคผิวหนังชนิดที่เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella Zoster Virus หรือ VZV ซึ่งรู้หรือไม่ว่าไวรัสชนิดนี้เป็นไวรัสเดียวกันที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส โดยเชื้อชนิดนี้ยังสามารถติดต่อกันได้จากการสัมผัสกับบุคคลที่มีเชื้อนี้อีกด้วย และเมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายก็จะเข้าไปหลบซ่อนอยู่ตามปมประสาทภายในร่างกายไปตลอด จนเมื่อร่างกายไม่แข็งแรง อ่อนแอ เจ็บป่วยเป็นโรคมะเร็งหรือ HIV เกิดความเครียดหรือพักผ่อนน้อย ไวรัสชนิดนี้ก็จะส่งต่อปมประสาททำให้เกิดอาการอักเสบและเกิดตุ่มใสเรียงตัวตามแนวของเส้นประสาท จนเมื่อไวรัสเพิ่มจำนวนมากขึ้น ก็จะส่งผลให้ร่างกายแสดงอาการออกมาเป็นโรคงูสวัดอย่างชัดเจนนั่นเอง

อาการของโรคงูสวัด

อาการของโรคงูสวัด สามารถแบ่งอาการออกได้หลายระยะดังนี้

อาการระยะที่ 1 : ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนังโดยเฉพาะบริเวณแผ่นหลังหรือแขน โดยในระยะนี้อาจจะยังพบสาเหตุของโรคได้ไม่ชัดเจนนัก หากก็ยังสามารถส่งผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่จะลดน้อยลงจนทำให้ร่างกายอ่อนแอ และเมื่อผ่านไปสัก 2 – 3 วัน โรคก็จะเข้าสู่ระยะที่ 2

อาการระยะที่ 2 : โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นแดงขึ้นบริเวณผิวหนังและปรากฏเป็นตุ่มน้ำใสๆ เรียงกันเป็นกลุ่ม ซึ่งจะเกิดขึ้นตามแนวเส้นประสาทในร่างกาย เช่น แขน ขา แผ่นหลัง หรือรอบเอว เป็นต้น

อาการระยะที่ 3 : แผลที่เกิดขึ้นนั้นจะแห้งและตกสะเก็ด แต่ผู้ป่วยจะยังรู้สึกปวดและแสบร้อนตามแผลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอาการของงูสวัดจะค่อยๆ หายไปตามระยะเวลาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของผู้ป่วยและภูมิต้านทานโรคในร่างกายว่าจะสามารถต่อกรกับโรคได้มากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 40 ปี อาจจะมีอาการปวดอยู่เป็นเวลานาน ดังนั้น ผู้ป่วยควรจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแผลอย่างละเอียด

ภาวะแทรกซ้อน

ความน่ากลัวของโรคงูสวัดที่ไม่ควรมองข้ามอย่างหนึ่งคือ อาการแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยทุกคน เนื่องจากในช่วงนั้นร่างกายจะอยู่ในสภาวะอ่อนแอและมีภูมิคุ้มกันต่ำเป็นอย่างมาก ทำให้ไวรัสสามารถจู่โจมร่างกายได้ตามเส้นประสาททั่วร่างกาย เช่น ผิวหนังอักเสบ ปวดปลายประสาท สูญเสียการมองเห็น หรือมากกว่านั้นอาจจะทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบได้เลยทีเดียว

การวินิจฉัย

วิธีวินิจฉัยอาการงูสวัด แท้จริงแล้ว ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ หากคุณรู้สึกว่ามีผื่นขึ้นจากซีกใดซีกหนึ่ง และมีอาการปวดแสบปวดร้อนที่บริเวณผื่นนั้นๆ ย่อมบ่งบอกถึงโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นงูสวัดได้ค่อนข้างสูง หลังจากนั้นควรเข้าพบแพทย์ทำการวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยแพทย์จะทำการซักถามประวัติว่าผู้ป่วยมีเคยมีอาการของโรคอีสุกอีใสมาก่อนหรือไม่ และเคยเป็นในช่วงอายุเท่าไร จากนั้นจะเริ่มตรวจดูอาการของผื่นและตุ่มน้ำ โดยจะนำตุ่มน้ำเข้าตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อหาสาเหตุและจ่ายยารักษาให้ถูกต้องต่อไป

วิธีรักษาโรคงูสวัด

วิธีรักษางูสวัด สามารถให้ยาเพื่อรักษาตามอาการ และใช้ยาสำหรับต้านไวรัสเพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามหรือลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนต่างๆ สำหรับผู้ที่มีอาการปวดแพทย์จะทำการจ่ายยาแก้ปวด ยากลุ่มลดอาการอักเสบ และยาทาบางชนิดที่สามารถช่วยลดอาการผื่นคันร่วมด้วย แต่หากพบว่าแผลหายแล้ว แต่อาการปวดยังคงอยู่ เป็นไปได้ว่าจะต้องรักษาอาการปวดของปมประสาท ซึ่งจะต้องทำการรักษาโดยแพทย์เกี่ยวกับระบบประสาทเท่านั้น รวมไปถึงป้องกันการเกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการโรคงูสวัดขึ้นตา ควรทำการรักษากับจักษุแพทย์โดยตรง ซึ่งแพทย์จะใช้ยาต้านไวรัสชนิดทานและหยอดตาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา สำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV โรคเอดส์ หรือโรคชนิดที่สามารถแพร่กระจายไปทั้งตัวได้ แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำและต้องเข้ารับการรักษาตัวภายในโรงพยาบาลจนกว่าจะหายเป็นปกติ ซึ่งการรักษาโรคงูสวัดนั้นอาจจะมีระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละเคส ดังนั้นผู้ป่วยจะต้องดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับรับประทานยาและใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หากทำได้เช่นนี้แน่นอนว่าจะทำให้อาการของโรคงูสวัดดีขึ้นจนเป็นปกติอย่างแน่นอน

วิธีป้องกันโรคงูสวัด

ปัจจุบันเราอาจจะเห็นผู้ป่วยเป็นโรคงูสวัดน้อยลง เนื่องจากมีวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคงูสวัดได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราควรดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ และหากพบว่าตนเองมีอาการอีสุกอีใสหรือพบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเป็นโรคอีสุกอีใส ก็ควรอยู่ให้ห่างเพื่อป้องกันการติดเชื้อให้มากที่สุด ซึ่งถือเป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเกิดการแพร่ขยายเข้าสู่ร่างกายจนไปกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคงูสวัด และหากพบว่าคนในครอบครัวมีอาการคล้ายกับงูสวัด เช่น เป็นผื่น ปวดแสบปวดร้อน และมีอาการไข้ร่วมด้วย ควรพาไปพบแพทย์จะดีที่สุด เพื่อให้แพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาอาการไม่ให้ลุกลามจนเกินไป ดีกว่าที่จะต้องมากังวลเมื่ออาการของโรคงูสวัดได้แพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายจำนวนมากไปแล้ว

วิธีดูแลตัวเอง เมื่อเป็นงูสวัด

  • ใช้น้ำเกลือมาประคบแผลนานครั้งละประมาณ 10 นาที โดยประคบวันละ 3-4 ครั้ง ซึ่งการประคบด้วยน้ำเกลือนั้นจะทำให้แผลแห้งได้เร็วยิ่งขึ้น
  • ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแบบแทรกซ้อน อาจจะต้องได้รับยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือทานมาใช้ร่วมด้วย
  • หากเกิดอาการคัน ให้ทายาคาลามายด์เพื่อบรรเทาอาการ แต่หากคันมาก อาจจะต้องทานยาแก้คันร่วมด้วย ซึ่งการใช้ยาดังกล่าวจะต้องผ่านการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรแล้วเท่านั้น
  • ไม่ควรใช้ยาพ่นหรือใช้ยาสมุนไพรทาลงไปบนจุดที่มีแผลโดยตรง เพราะอาจจะก่อให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย จนส่งผลทำให้แผลหายช้าและยังอาจก่อให้เกิดแผลเป็นได้อีกด้วย
  • หากผู้ป่วยมีอาการปากเปื่อยลิ้นเปื่อย แนะนำให้บ้วนปากด้วยน้ำเกลือจะช่วยให้อาการดีขึ้น
  • ควรอาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแบบซ้ำซ้อน และควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าแบบหลวมๆ ไม่รัดแน่นจนก่อให้เกิดการเสียดสีกับผิว
  • ไม่ควรแกะหรือเกาแผลที่เป็นงูสวัดอย่างเด็ดขาด

แม้ว่าโรคงูสวัดอาจจะดูไม่ร้ายแรงเท่าใดนัก แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่ามีจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัดถึง 20% ที่เสียชีวิต เนื่องจากไม่เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องเท่าที่ควร จนก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือลุกลามบานปลายจนเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในที่สุด ดังนั้น คงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการรักษาจากทางการแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์อย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้ก็มั่นใจได้ว่าโรคงูสวัดจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่