ภูมิแพ้

งูสวัด สาเหตุ อาการ วิธีรักษาป้องกันและการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรค

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มี.ค. 15, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 454,922 คน

งูสวัด สาเหตุ อาการ วิธีรักษาป้องกันและการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรค

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 15/03/2562

เชื้อไวรัสมีหลากหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็ส่งผลกระทบต่อร่างกายแตกต่างกัน บางชนิดอาจทำให้ร่างกายเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ บางชนิดก็ส่งผลกระทบรุนแรงจนทำให้เสียชีวิตได้ ทั้งนี้หนึ่งในโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสคือ โรคงูสวัด แม้ว่าจะเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิต แต่ก็ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตค่อนข้างมาก ดังนั้นหากเรารู้จักสาเหตุของโรค อาการและวิธีป้องกันตัวเองก็จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคงูสวัดได้ 

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

โรคงูสวัด คืออะไร?

โรคงูสวัด (Shingles) เรียกอีกชื่อว่า ซอสเตอร์ (Zoster) หรือเฮอร์ปิส ซอสเตอร์ (Herpes Zoster) คือโรคผิวหนังชนิดที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus : VZV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส (Chicken pox) โดยเชื้อชนิดนี้ติดต่อกันจากการสัมผัสกับบุคคลที่ติดเชื้อ แม้โรคงูสวัดเป็นโรคที่ไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่จะทำให้เกิดผื่นที่เจ็บปวดมาก ส่วนมากจะเป็นตุ่มพุพองตามแนวยาวด้านหนึ่งของลำตัว

จากข้อมูลของสถาบันโรคผิวหนังเมื่อปี 2017 ระบุว่า อัตราผู้ป่วยโรคงูสวัดสูงขึ้นประมาณ 10% ซึ่งคาดว่ามาจากสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้คนมีภูมิคุ้มกันต่ำลง ทั้งนี้เฉพาะที่สถาบันโรคผิวหนังพบผู้ป่วยโรคงูสวัดปีละ 700 – 800 ราย

สาเหตุของโรคงูสวัด

ดังที่กล่าวไปว่า โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อ VZV ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเชื้อไวรัสเฮอร์ปิส (Herpes virus) เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายจะไปอยู่ตามปมประสาท เมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอ เกิดความเครียด พักผ่อนน้อย ไวรัสชนิดนี้จะทำให้เกิดการอักเสบแล้เกิดตุ่มใส เรียงตัวตามแนวของเส้นประสาท เมื่อไวรัสเพิ่มจำนวนมากขึ้น ก็จะส่งผลให้ร่างกายแสดงอาการออกมาเป็นโรคงูสวัดอย่างชัดเจน

โรคงูสวัดเป็นโรคที่ไม่ติดต่อจากคนสู่คน แต่เชื้อ VZV สามารถติดต่อไปสู่ผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคอีสุกอีใสได้ เช่น ผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน หรือไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส โดยติดต่อผ่านการสัมผัสผื่น แผล ขณะที่มีตุ่มพุพองของโรค และหลังจากได้รับเชื้อแล้วก็จะเกิดเป็นโรคอีสุกอีใส แต่ไม่เป็นโรคงูสวัด ฉะนั้นหากคุณยังไม่เคยเปนโรคอีสุกอีใสหรือไม่เคยฉีดวัคซีน ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย จนกว่าผื่นจะตกสะเก็ดจนหมด

อาการของโรคงูสวัด

อาการของโรคงูสวัด สามารถแบ่งอาการออกได้ 3 ระยะดังนี้

อาการระยะที่ 1 : ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อย ปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่ผื่นกำลังจะขึ้น เช่น แผ่นหลังหรือแขน เพราะเส้นประสาทเกิดการอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดน้อยลงจนทำให้ร่างกายอ่อนแอ และเมื่อผ่านไปสัก 2 – 3 วัน โรคจะเข้าสู่ระยะที่ 2

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

อาการระยะที่ 2 : ผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นแดงขึ้นบริเวณผิวหนัง จากนั้นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสๆ เรียงกันเป็นกลุ่ม

อาการระยะที่ 3 : ผื่นจะเรียงตัวตามแนวเส้นประสาทในร่างกาย เช่น แขน ขา แผ่นหลัง หรือรอบเอว เป็นต้น โดยตำแหน่งที่น่ากลัวของการป่วยโรคงูสวัด คือ บริเวณแนวเส้นประสาทที่เลี้ยงใบหน้า เพราะอาจทำให้ตาบอดได้ จากนั้นแผลจะค่อยๆ แห้งและตกสะเก็ด ซึ่งอาการของงูสวัดจะค่อยๆ หายไป

ทั้งนี้ระยะเวลาการป่วยนั้นขึ้นอยู่กับความแข็งแรงและภูมิต้านทานโรคของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 40 ปี อาจจะมีอาการปวดค่อนข้างนาน ดังนั้นผู้ป่วยควรจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์โดยละเอียด

อาการปวดปลายประสาทหลังจากเป็นโรคงูสวัด (Postherpetic Neuralgia)

หลังจากผู้ป่วยหายจากโรคงูสวัดแล้ว อาจยังรู้สึกปวดและแสบร้อนตามแผลอยู่บ้าง และอาจมีอาการปวดตามแนวเส้นประสาทได้ โดยอาการเหล่านี้ เกิดจากการที่เส้นใยประสาทถูกทำลาย ทำให้ส่งความรู้สึกปวดที่มากเกินจริงจากผิวหนังไปยังสมอง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดบริเวณที่เคยเป็นผื่นงูสวัด บางรายอาจปวดนานเป็นเดือน หรือปวดนานเป็นปีได้

ทั้งนี้อาการปวดปลายประสาทหลังจากเป็นโรคงูสวัดเกิดได้ประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปที่ไม่ได้รับการรักษา แต่จะเกิดค่อนข้างน้อยในผู้ที่อายุน้อยกว่า 40 ปี

ภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัด

ขณะที่ป่วยเป็นโรคงูสวัด คือช่วงที่ร่างกายอ่อนแอและมีภูมิคุ้มกันต่ำ ทำให้ไวรัสหรือแบคทีเรียชนิดอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้นจนอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา หรือผู้ป่วยกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมาก เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่กำลังรับยาเคมีบำบัด โรคงูสวัดอาจรุนแรงมาก และมีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเช่นกัน จึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ภาวะแทรกซ็อนที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  • ผิวหนังติดเชื้อ หากรักษาตุ่มน้ำใสของงูสวัดได้ไม่ดีพอ ผู้ป่วยอาจติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลเป็นถาวร และบางครั้งการติดเชื้อแบคทีเรียนี้ จะทำให้เกิดกลุ่มอาการท็อกซิก ช็อก (Toxic shock syndrome) หรือโรคติดเชื้อผิวหนังชั้นลึกถึงพังผืด (Necrotizing fasciitis) ซึ่งเป็นการติดเชื้อรุนแรงของเนื้อเยื่อใต้ชั้นผิวหนัง
  • กลุ่มอาการแรมเซย์ ฮันท์ (Ramsay Hunt Syndrome) หรือเรียกอีกชื่อว่า เฮอร์ปิส ซอสเตอร์ โอติคัส (Herpes Zoster Oticus) เป็นภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้องูสวัดที่กล้ามเนื้อใบหน้าและที่หูชั้นใน กลุ่มอาการแรมเซย์ ฮันท์ ประกอบไปด้วย
    • สูญเสียการได้ยินของหูข้างใดข้างหนึ่ง
    • เสียงดังในหูหรือได้ยินเสียงผิดปกติในหูข้างใดข้างหนึ่ง
    • ปวดหูข้างใดข้างหนึ่ง
    • เวียนศีรษะ หรือ บ้านหมุน
    • ผื่นคัน แสบร้อน หรือปวด ซึ่งอยู่บริเวณหู ใบหน้า ลำคอ หนังศีรษะ หรือเพดานปาก
    • ลิ้นรับรสได้ลดลง

หากคุณเป็นโรคงูสวัดหรือเพิ่งหายจากโรคงูสวัดแล้วเริ่มมีอาการปวดหูหรือได้ยินเสียงในหูผิดปกติหรือมีผื่นคล้ายงูสวัดขึ้นบริเวณหู ใบหน้า ลำคอ หรือศีรษะควรรีบไปพบแพทย์

  • หูชั้นในอักเสบ เป็นการติดเชื้อและอักเสบของโครงสร้างในหูชั้นในซึ่งส่งผลต่อการควบคุมการทรงตัวของร่างกายเช่นเดียวกับการได้ยิน โรคงูสวัดทำให้หูชั้นในอักเสบได้ ทั้งจากการติดเชื้อไวรัสงูสวัดโดยตรงหรือจากการติดเชื้อแบคทีเรียภายหลังจากที่ตุ่มน้ำเริ่มตกสะเก็ด
  • ตามัว โรคงูสวัดที่เกิดขึ้นในดวงตาหรือรอบๆ ดวงตาที่เรียกว่า งูสวัดตา (Opthalmic shingles) เป็นภาวะร้ายแรง เพราะเชื้องูสวัดจะทำลายกระจกตา หากทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษาจะทำให้เกิดความผิดปกติในการมองเห็น หรืออาจทำให้ตาบอดได้ (แต่เป็นส่วนน้อย) ดังนั้นควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันที
  • ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท หากเส้นประสาทบางเส้นติดเชื้อ จะทำให้มีอาการใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก มีปัญหาทางการได้ยินหรือการทรงตัวได้ บางครั้งงูสวัดอาจกระจายไปที่สมองหรือไขสันหลัง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือภาวะสมองอักเสบ เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) หรือโรคสมองอักเสบ (Encephalitis) ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้ แต่นับว่าโอกาสเกิดน้อยมากๆ

กลุ่มเสี่ยงต่อโรคงูสวัด

ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคงูสวัดมากกว่าผู้อื่น ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะต่ำลง
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) หรือผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV/AIDS)
  • ผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกันอยู่ เช่น สเตียรอยด์ (Steroid) หรือยาอื่นๆ ที่ได้หลังจากการปลูกถ่ายอวัยวะ (Organ transplant)

โรคงูสวัดในหญิงตั้งครรภ์

โรคงูสวัดพบได้ค่อนข้างน้อยในหญิงตั้งครรภ์ แต่หากหญิงตั้งครรภ์เคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรืองูสวัดแล้ว ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากเห็นว่า ไม่ได้เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์

แต่หากหญิงตั้งครรภ์ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน แล้วได้รับเชื้อไวรัส VZV และมีอาการโรคอีสุกอีใส ก็อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นภาวะปอดอักเสบ (Varicella pneumonia) ได้ 10 - 20 % ซึ่งภาวะแรกซ้อนนี้ เป็นเหตุให้มีผู้หญิงตั้งครรภ์เสียชีวิตถึง 40%

หากหญิงตั้งครรภ์เป็นโรคอีสุกอีใสระหว่างการตั้งครรภ์ช่วงแรก มีโอกาสทำให้ทารกพิการแต่กำเนิดหรือแท้งบุตรได้ 0.4-2 % หากหญิงตั้งครรภ์เป็นโรคอีสุกอีใสระหว่างการตั้งครรภ์ช่วงหลัง ทารกที่เกิดมาอาจติดเชื้อไวรัสนั้นได้ โดยที่ไม่มีอาการของโรคอีสุกอีใส แต่เมื่อโตขึ้นก็อาจเป็นโรคงูสวัดได้

หญิงตั้งครรภ์ที่สัมผัสเชื้อไวรัส แพทย์อาจฉีดอิมมิวโนโกลบูลิน ชื่อ Varicella zoster immune globulin (VZIG) ซึ่งเป็นการฉีดภูมิคุ้มกันเข้าไปโดยตรง เพื่อป้องกันและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ โดยควรให้เร็วที่สุดหลังสัมผัสเชื้อ และไม่เกิน 96 ชั่วโมง ทารกแรกเกิดที่มารดามีผื่นขึ้น 5 วันก่อนคลอด จนถึง 2 วันหลังคลอด ควรได้รับการฉีด VZIG เพื่อป้องกันการติดเชื้อวาริเซลลาในทารกแรกเกิด

การวินิจฉัย

โรคงูสวัดสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดยสังเกตว่าหากมีผื่นขึ้นซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย พร้อมมีอาการปวดแสบปวดร้อนที่บริเวณผื่นนั้น ถือว่ามีโอกาสเป็นงูสวัดได้ค่อนข้างสูง

หากอาการตรงตามที่กล่าวมา ควรเข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการโดยละเอียด โดยแพทย์จะซักประวัติว่าผู้ป่วยเคยมีอาการของโรคอีสุกอีใสมาก่อนหรือไม่ เคยเป็นช่วงอายุเท่าไร

จากนั้นจะเริ่มตรวจดูอาการของผื่นและตุ่มน้ำ โดยจะเก็บตัวอย่างเซลล์ตุ่มน้ำเข้าตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อหาสาเหตุและยืนยันผลการวินิจฉัย

วิธีรักษาโรคงูสวัด

การรักษางูสวัดจะแบ่งเป็น 2 กรณีหลักๆ คือ

  • ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันปกติ: แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ เช่น ให้รับประทานยาแก้ปวด ลดอักเสบ ให้ยาทาเพื่อลดอาการผื่นคัน ยาต้านไวรัส และยาสเตียรอยด์ เป็นต้น
  • ผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมากๆ จะต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลจนกว่าจะหายเป็นปกติ โดยแพทย์จะจ่ายยาต้านไวรัส เช่น Acyclovir ภายใน 48-72 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ เพื่อลดความรุนแรงของโรค เพราะโรคอาจแพร่กระจายไปทั่วทั้งตัวได้ และยาต้านไวรัสยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ รวมทั้งช่วยให้รอยโรคทางผิวหนังหายเร็วขึ้น

ทั้งนี้หากพบว่าแผลหายแล้ว แต่อาการปวดยังคงอยู่ จะต้องรักษาอาการปวดของปมประสาท ซึ่งจะต้องรักษาโดยแพทย์เกี่ยวกับระบบประสาทเท่านั้น

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการโรคงูสวัดขึ้นตา ควรรักษากับจักษุแพทย์โดยตรง ซึ่งแพทย์จะใช้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานและหยอดตา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา

วิธีปฏิบัติตัว เมื่อเป็นงูสวัด

  • ใช้น้ำเกลือมาประคบแผลครั้งละประมาณ 10 นาที โดยประคบวันละ 3-4 ครั้ง จะทำให้แผลแห้งเร็วยิ่งขึ้น
  • หากผู้ป่วยมีอาการปากเปื่อย ลิ้นเปื่อย แนะนำให้บ้วนปากด้วยน้ำเกลือจะช่วยให้อาการดีขึ้น
  • ควรรักษาความสะอาดของร่างกาย เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน และควรเลือกสวมเสื้อผ้าหลวมๆ เพื่อป้องกันการเสียดสีกับผิว
  • ไม่ควรแกะหรือเกาแผลที่เป็นงูสวัดโดยเด็ดขาด
  • ผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน อาจต้องรับยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือรับประทานร่วมด้วย
  • ไม่ควรใช้ยาพ่นหรือยาสมุนไพรทาที่แผลโดยตรง เพราะอาจทำให้แผลติดเชื้อ ส่งผลให้แผลหายช้าและยังอาจกลายเป็นแผลเป็นได้อีกด้วย

วิธีป้องกันโรคงูสวัด

วิธีป้องกันงูสวัดที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน โดยกว่า 99% ของการเป็นโรคงูสวัดเกิดจากการติดเชื้อไว้รัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส ฉะนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสก็จะช่วยป้องกันโรคงูสวัดได้ นอกจากนี้ควรดูแลรักษาสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยทำให้เราห่างไกลจากงูสวัดได้

แต่หากสงสัยว่าตัวเองมีอาการอีสุกอีใส ก็ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่สาธารณะ จนกว่าอาการของโรคจะหายสนิท เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ หรือหากคนใกล้ชิดเป็นโรคอีสุกอีใส และตัวเองไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกัน ก็ควร หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

แม้ว่าโรคงูสวัดอาจจะดูไม่ร้ายแรงเท่าไรนัก แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด ควบคู่ไปกับการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพียงเท่านี้ก็มั่นใจได้ว่าคุณจะห่างไกลจากโรคงูสวัดแล้ว

ที่มาของข้อมูล

อ.พญ.จรัสศรี ฬยาพรรณ และคณะ, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล, โรคงูสวัด (Herpes Zoster, Shingles) (http://www.si.mahidol.ac.th/si...)

คมชัดลึก, “โรคงูสวัด”เพิ่มขึ้น 10 % (https://www.rajavithi.go.th/rj...), 20 กุมภาพันธ์ 2560

Seth John Stankus et al., Management of Herpes Zoster (Shingles) and Postherpetic Neuralgia (https://www.aafp.org/afp/2000/...), 15 April 2000

Camila K Janniger, Herpes Zoster (Shingles) Treatment & Management (https://emedicine.medscape.com...), 25 January 2019

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่