โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 6, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือโรคเมเนียร์ (Meniere’s  Disease) มาจากชื่อของ นายแพทย์พรอสเพอร์ เมเนียร์ (Prosper  Meniere) แพทย์ชาวฝรั่งเศสผู้เชี่ยวชาญโรคเกี่ยวกับหูซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1799 – 1862 นายแพทย์พรอสเพอร์ได้ศึกษาวิจัยโรคเกี่ยวกับหูเป็นระยะเวลานาน และเป็นคนแรกที่กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้คนเราเกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุน  หูอื้อว่า คือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน และได้รายงานผลการศึกษาเรื่องนี้ไว้เมื่อปี ค.ศ. 1861 หรือกว่า 155 ปีมาแล้ว

ความสำคัญของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

ในอดีตมีความเชื่อกันว่า โรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้นเกิดขึ้นเองและหายเองได้ (มีตัวเลขยืนยันว่าร้อยละ 50 ของผู้มีอาการหายได้เอง) แต่ทว่าคำว่าหายได้เองนี้คือ การหายจากอาการเวียนหัวบ้านหมุนแต่สมรรถภาพทางการได้ยินที่ลดลงไปอาจไม่กลับคืนมาเป็นปรกติ

ปัจจุบันผู้ป่วยและคนทั่วไปยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือเข้าใจผิดว่าโรคอื่นๆ เช่นโรคไมเกรน โรคทางสมอง โรคทางระบบประสาทต่างๆ ที่มีอาการเวียนหัว ก็เรียกว่าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันไปเสียหมด ทำให้ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก               

อาการของผู้ป่วยจึงทรุดลง หูอื้อมากขึ้น หรือเป็นทั้งสองหูจนสายเกินกว่าจะแก้ไขเยียวยา ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียสมรรถภาพทางการได้ยินหรือบางรายอาจมีเนื้องอกประสาทการทรงตัวกดทับประสาทการได้ยินและลุกลามไปสมองจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตกับความเข้าใจผิดนั้น

อุบัติการณ์ของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันในประเทศไทย

ปัจจุบันประเทศไทยยังมีข้อมูลทางระบาดวิทยาของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันไม่มากนัก เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง แต่จากประสบการณ์ทำงานหลายสิบปีของหมอพบว่า “น้ำในหูไม่เท่ากันเป็นโรคที่พบได้บ่อยเป็นอันดับสองของสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ” โดยพบมากในคนวัยทำงานอายุ 30 ปีขึ้นไปจนถึงวัยสูงอายุ พบได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง (แต่ส่วนใหญ่พบในผู้หญิงมากกว่า โดยมีอัตราส่วนราว 2 ต่อ 1) โดยช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือระหว่าง 40 – 70  ปี  ผู้ป่วยมักจะเริ่มมีอาการจากหูข้างใดข้างหนึ่งก่อน แต่มีผู้ป่วยราวร้อยละ 15 – 20 ที่มีอาการกับหูทั้งสองข้าง

อาการของโรคมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน อาจมีอาการทุกวันหรือนานๆครั้ง ซึ่งไม่สามารถทำนายได้เลยว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่ละครั้งที่มีอาการ อาจเป็นระยะเวลาสั้น ๆ แค่ 20 นาที  หรือมีอาการเป็นระยะเวลานานนับชั่วโมง แต่มักไม่เกิน 24 ชั่วโมง แต่ละรายอาจมีอาการมากหรือน้อยไม่เท่ากัน ถ้ามีอาการมาก อาจเหงื่อแตก ปวดหู ปวดหัว และอาจถึงขั้นอาเจียน

สาเหตุของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

น้ำในหูไม่เท่ากันเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับหูชั้นใน หรือ แลบบิรินท์ ซึ่งเป็นศูนย์รับรู้การเคลื่อนไหวของศีรษะที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าไปสู่สมองเพื่อควบคุมการทรงตัวและติดต่อกับการได้ยิน  สันนิษฐานว่าเมื่อของเหลวในท่อคอเคลียอยู่ใน ภาวะไม่สมดุล หรือ มีความดันเพิ่มขึ้น ทางการแพทย์เรียกว่า โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือ โรคแรงดันน้ำในช่องหูชั้นในผิดปรกติ ตามพยาธิสภาพของโรคที่เกิดจากระบบการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงในหูชั้นในผิดปรกติ

ภาพหูชั้นในคอเคลียเพื่อการได้ยินและ b ดินสามัญเพื่อการทรงตัวมีน้ำหล่อเลี้ยงปลายประสาทต่อถึงกัน

อธิบายให้เห็นภาพก็คือ โดยปกติน้ำหรือของเหลวในท่อคอเคลียและแลบบิรินท์จะมีปริมาณสมดุลกับการทำงานของเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัวและการได้ยิน ส่วนน้ำหรือของเหลวนั้นยังมีการไหลเวียนถ่ายเทไปสู่น้ำในสมองเป็นปรกติ เมื่อศีรษะมีการเคลื่อนไหว น้ำหรือของเหลวนั้นจะเคลื่อนไหวตามไปด้วย การเคลื่อนไหวนี่เองที่จะกระตุ้นเซลล์ประสาทให้ส่งสัญญาณไปยังประสาทได้ยินคู่ที่ 8 สู่สมองในส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายต่อไป

เมื่อการไหลเวียนของน้ำหรือของเหลวในท่อคอเคลียเกิดความผิดปรกติ เช่น การดูดซึมของน้ำในหูไม่ดี เกิดการคั่งของน้ำในหูชั้นในซึ่งอาจเป็นเพราะมีการขับน้ำออกมามากหรือมีการดูดซึมน้ำกลับไปน้อยจะทำให้น้ำในหูชั้นในมีปริมาณมากขึ้นกว่าปกติ (Endolymphatic  Hydrops) ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ประสาทควบคุมการทรงตัวและการได้ยิน  ทำให้เซลล์ดังกล่าวทำงานผิดปรกติ และเป็นสาเหตุให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หูอื้อตามมา จึงเรียกว่าโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน เรายังไม่รู้สาเหตุแน่ชัดว่าอะไรทำให้น้ำในหูไหลเวียนผิดปรกติ แต่ก็มีข้อสันนิษฐานต่าง ๆ เช่น

  • การสร้างน้ำในหูชั้นในมากขึ้น
  • ท่อทางเดินน้ำในหูชั้นในแคบ  ทำให้การไหลเวียนไม่สะดวก
  • การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงหรืออาหารรสเค็มจัด
  • การสูบบุหรี่  ดื่มสุรา
  • กรรมพันธุ์
  • โรคภูมิแพ้  โรคแพ้ภูมิตนเอง
  • การติดเชื้อไวรัส
  • หูชั้นกลางเคยอักเสบมาก่อน
  • ซิฟิลิส (อาการเหมือนกัน)
  • โรคบางชนิด  เช่น  เบาหวาน  ความดัน  ไทรอยด์  ไขมันในเลือดสูง 
  • ความเครียดและสภาวะแวดล้อมที่มีเสียงดังอึกทึกครึกโครม

อาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

1. เวียนหัวบ้านหมุนเฉียบพลัน  โคลงเคลงคล้ายอยู่บนเรือภาพที่มองเคลื่อนไปมาจนอาจทรงตัวไม่ได้  ต้องนอนพัก  แต่อาการเหล่านี้ไม่ถึงกับทำให้หมดสติหรือเป็นอัมพาต  อาการเวียนหัวบ้านหมุนจะเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด  อยู่เฉย ๆ ก็อาจเป็นขึ้นมา  และอาจเป็นนานเกิน 20 นาที  แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง

 2. การได้ยินลดลง  ขณะมีอาการเวียนศีรษะ  ผู้ป่วยจะสูญเสียการได้ยินแบบที่เรียกว่าประสาทหูเสื่อมหรือประสาทเสียงเสีย (Sensorineural  Hearing  Loss)  คือ  หูอื้อ  ได้ยินไม่ชัด  รู้สึกแน่นในหูเป็นๆหายๆ ในระยะแรกมักจะสูญเสียการได้ยินเสียงในคลื่นความถี่ต่ำก่อน  การได้ยินมักจะดีขึ้นเมื่ออาการเวียนศีรษะหายไป  แต่ถ้าอาการเกิดขึ้นซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง  การได้ยินมักจะเสื่อมลงเรื่อยๆ  และอาจไม่กลับคืนมาจนเกิดอาการหูตึงในที่สุด การได้ยินที่ลดลงนี้ในระยะแรกจะเกิดขึ้นกับหูข้างที่มีอาการน้ำในหูไม่เท่ากันก่อน  และอาจเกิดขึ้นกับหูทั้งสองข้างได้ในเวลาต่อมา

 3. หูอื้อ  เสียงดังในหู  จะเกิดขึ้นกับหูข้างที่ผิดปรกติ  อาจเป็นตลอดเวลา  หรือเฉพาะเวลาเวียนศีรษะก็ได้  ประกอบกับมีอาการหนักๆ หน่วงๆ  คล้ายมีแรงดันในหู  บางคนอาจเรียกว่าปวดหน่วงๆ ความถี่ในการเกิดอาการของแต่ละคนไม่เท่ากัน  บางคนเป็นปีละครั้งบางคนหลายเดือนครั้ง  ไม่แน่นอน  ซึ่งเสียงดังในหูจะดังมากขึ้นหรือหูอื้อมากขึ้นเมื่อผู้ป่วยเวียนหัว  ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอาการหูอื้อนี้อาจอยู่ตลอดไป

นอกจากสามกลุ่มอาการหลักนี้แล้วผู้ป่วยยังอาจมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย

  • กระเพาะอาหารปั่นป่วน
  • คลื่นไส้  อาเจียน
  • เหงื่อออกมากผิดปรกติ
  • นอนไม่หลับ
  • เดินหรือยืนไม่ได้เพราะจะเกิดอาการเซล้มทุกครั้ง
  • สายตาพร่ามัว
  • หูแว่วหรือได้ยินเสียงในหู

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันหรือไม่

สำหรับผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยที่สงสัยว่าตนเองมีอาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันหรือเป็นโรคอื่น  เบื้องต้นอาจสังเกตอาการเวียนหัวบ้านหมุนที่เกิดขึ้นก่อนว่ามีระยะเวลานานเท่าไร  ดังนี้

  • มีอาการน้อยกว่า 1 นาที  อาจเกิดอาการเพียง 2 - 3 วินาที = หินปูนในหูชั้นในหลุด (Benign  Paroxysmal  Positional  Vertigo – BPPV)  (และไม่มีการหูอื้อ)
  • มีอาการประมาณ 1 นาที = เวียนหัวบ้านหมุนจากสมองขาดเลือดชั่วขณะ (VBI) (อาจมีหูอื้อร่วมด้วย)
  • มีอาการเป็นชั่วโมงๆ แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง = น้ำในหูไม่เท่ากัน (จะมีอาการหูอื้อและเสียงในหูร่วมด้วย) 
  • มีอาการเป็นวันๆ หรือนานนับสัปดาห์ = เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ (ไม่มีอาการหูอื้อ)

คนดังกับอาการเวียนหัวบ้านหมุน

เวียนหัวบ้านหมุนเป็นอาการที่เกิดได้กับทุกคน  ไม่เลือกเชื้อชาติหรือชนชั้นวรรณะ  จึงมีบันทึกถึงศิลปิน  นักแสดง  นักการเมืองที่มีอาการเวียนหัวบ้านหมุนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนับสิบคน  เช่น

  • จูเลียส  ซีซาร์ (Julius  Ceasar)  นักรบและนักปกครองชาวโรมัน  ที่แม้จะเป็นนักรบผู้เก่งกาจ  ทว่ามีบันทึกว่าเขามีอาการป่วยที่เรียกว่า “Falling  Sickness”  ซึ่งแพทย์สมัยใหม่ได้วิเคราะห์ว่าเขาน่าจะมีอาการน้ำในหูไม่เท่ากันในหูด้านขวา
  • ฟินเซนต์  ฟาน  ก๊อก (Vincent  van  Gogh)  เป็นที่รู้กันว่าเขาป่วยเป็นโรคจิตเภท  และมีบันทึกไว้ด้วยว่าเขามีอาการเวียนหัวบ้านหมุน  หูมีเสียงจนอยากตัดหูทิ้ง  สันนิษฐานว่าเขาอาจะเป็นโรคน้ำในหูด้วยเช่นกัน
  • ชาร์ลส์  ดาร์วิน (Charles  Darwin)  นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นทฤษฎีวิวัฒนาการ
  • ด็อก  แฮมเมอร์ (Doc  Hammer)  ศิลปินชาวอเมริกันผู้เป็นทั้งนักร้อง  นักดนตรี  นักแสดง  นักเขียนบทโทรทัศน์
  • มาริลีน  มอนโร (Marilyn  Monroe)  นักแสดงสาวชาวอเมริกัน

คุณสามารถอ่านข้อมูลดีๆมีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน" โดยศาสตราจารย์เกีนรติคุณ แพทย์หญิงสุจิตรา ประสานสุข จากสำนักพิมพ์ Amarin Health เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง  

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่