Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

วัณโรค คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 995,764 คน

วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อทางอากาศ สาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) โดยทั่วไปแล้วผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคมักไม่แสดงอาการใดๆ แต่ตัวโรคจะดำเนินต่อไป โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • การติดเชื้อระยะแรก (Primary TB Infection)
  • การติดเชื้อระยะแฝง (Latent TB Infection)
  • ระยะแสดงอาการหรือระยะอาการกำเริบ (Active Disease)

ระยะการติดเชื้อวัณโรค

ผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะแฝง (Latent TB Infection) ซึ่งเป็นระยะที่ยังมีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกาย แต่ตัวเชื้อจะอยู่นิ่ง ผู้ที่ติดเชื้อในระยะนี้จึงไม่มีอาการใดๆ และจะไม่แพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อในระยะแฝงนั้นอาจเปลี่ยนเป็นระยะกำเริบ (Active Disease) ได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะคนที่เพิ่งได้รับเชื้อวัณโรคมาไม่เกิน 2 ปี ซึ่งมักมีความเสี่ยงติดเชื้อระยะกำเริบได้สูง นอกจากนี้คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการ ผู้สูงอายุ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ที่กำลังใช้ยากดภูมิคุ้มกัน หรือกำลังล้างไต ก็มีโอกาสที่เชื้อวัณโรคจะกำเริบได้ง่ายเช่นกัน

ถึงแม้ว่าการรักษาวัณโรคในปัจจุบันจะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มีหลายครั้งที่การติดเชื้อวัณโรคอาจทำให้เกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ โดยกรมควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อวัณโรคมากกว่า 1 ล้านคนต่อปีทั่วโลก

นอกจากเชื้อไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) แล้ว วัณโรคอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียอีกสายพันธุ์ที่มีชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม โบวิส (Mycobacterium bovis) เชื้อนี้พบได้ในสัตว์บางชนิด และสามารถแพร่มาสู่คนได้ เช่น เด็กที่ดื่มนมวัวที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้ออาจติดเชื้อวัณโรคสายพันธุ์นี้ได้ อย่างไรก็ตาม ในประเทศพัฒนาที่แล้ว วัวทุกตัวจะได้รับการตรวจสอบว่าติดเชื้อวัณโรคหรือไม่ และนมส่วนใหญ่ก็ล้วนผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว

สถิติผู้ติดเชื้อวัณโรค

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1800 เป็นต้นมา การติดเชื้อวัณโรคเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประเทศอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม หลังจากปี ค.ศ. 1940 ที่มีการคิดค้นยาสเตรปโตมัยซิน (Streptomycin) และนำมาใช้ต้านเชื้อวัณโรคอย่างแพร่หลาย ประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงมาก ซึ่งในปัจจุบันการติดเชื้อวัณโรคสามารถพบได้มากที่สุดในทวีปแอฟริกา เอเชีย และภูมิภาคตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก

จากการเก็บสถิติของกรมควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2013 พบสถิติของการติดเชื้อวัณโรคที่น่าสนใจดังนี้

  • 1 ใน 3 ของประชากรโลกติดเชื้อวัณโรค
  • มีประชากร 9 ล้านคนทั่วโลกป่วยจากการติดเชื้อวัณโรค
  • มีประชากร 1.5 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากการติดเชื้อวัณโรค
  • การติดเชื้อวัณโรคเป็นสาเหตุที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเสียชีวิตมากที่สุดจาก

การแพร่กระจายของเชื้อวัณโรค

เชื้อวัณโรคสามารถติดต่อทางการสูดหายใจเอาเชื้อในอากาศเข้าไป โดยเชื้อเหล่านี้มาจากการที่ผู้ติดเชื้อวัณโรคในระยะกำเริบ ไอ จาม หรือพูด ทำให้มีละอองฝอยเล็กๆ ที่มีเชื้อทูเบอร์คูโลซิสแฝงอยู่ลอยมาในอากาศ เชื้อนี้สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง และผู้ที่สูดอากาศส่วนนี้เข้าไปก็จะได้รับเชื้อวัณโรค 

อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่หายใจรับเชื้อวัณโรคเข้าไปจะต้องป่วยเป็นวัณโรคทุกคน เพราะโดยทั่วไปเมื่อร่างกายรับเชื้อวัณโรคแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถกำจัดเชื้อวัณโรคไปได้จนหมด แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เชื้อวัณโรคก็จะแฝงอยู่ในร่างกาย โดยยังไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ เรียกว่าเป็นการติดเชื้อระยะแฝง

อาการของวัณโรคที่ปอด

อาการของโรคนี้ที่พบมากที่สุดคือวัณโรคที่ปอด ในระยะแรกจะมีการไอแห้งๆ เพียงอย่างเดียว และมีอาการมากขึ้นเมื่อเนื้อปอดเป็นโรคมากขึ้น ระยะต่อมาเวลาไอจะมีเสมหะติดออกมาด้วย และมักมีอาการไข้ต่ำๆ โดยเฉพาะในตอนเย็นและตอนกลางคืน ส่วนในระยะที่เป็นโรคมากแล้วอาจมีอาการหายใจหอบ และไอแบบมีเสมหะติดเลือดปนด้วย หรือถึงขั้นไอเป็นลิ่มเลือดได้ หากเชื้อลามไปติดที่เยื่อหุ้มปอดอาจมีน้ำเกิดขึ้นในช่องปอดและมีอาการเจ็บหน้าอก นอกจากนี้น้ำที่เกิดในช่องปอดนี้จะทำให้เกิดอาการหอบมากขึ้น

อาการสำคัญของผู้ป่วยวัณโรคปอด ได้แก่ ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะอาการไอที่ติดต่อกันนานกว่า 3 สัปดาห์ โดยเริ่มต้นจะมีอาการไอแห้งๆ ก่อนจะเริ่มมีเสมหะตามมา จนอาจไอเป็นเลือดได้ อาการอื่นๆ ที่พบได้บ่อย คือ อ่อนเพลีย รู้สึกเบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง และมีเหงื่อออกมากในตอนกลางคืน

อาการของวัณโรคที่อวัยวะอื่น

เชื้อวัณโรคสามารถแพร่กระจายผ่านกระแสเลือดไปสู่อวัยวะอื่นๆ ในร่างกายได้เช่นกัน เช่น กระดูก ไต ระบบทางเดินปัสสาวะ อวัยวะเพศ ลำไส้ หรือแม้แต่บนผิวหนัง และต่อมน้ำเหลือง และในบางครั้งอาจพบเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรคในเด็กที่เพิ่งรับเชื้อใหม่ ซึ่งเป็นอาการที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต

หากมีอาการของวัณโรคที่ส่งผลกระทบต่อต่อมน้ำเหลือง ผู้ป่วยมักมีไข้และคลำพบก้อนตามบริเวณต่อมน้ำเหลือง โดยที่พบบ่อยมักจะเป็นที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ต่อมจะโตมากขึ้นจนกลายเป็นฝีและแตกออก ทำให้มีน้ำหนองซึมออกมาได้ และหากเชื้อส่งผลต่อเยื่อหุ้มสมองก็จะมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ คอแข็ง และมีอาการทางสมองเกิดขึ้นด้วย

เมื่อไรควรไปพบแพทย์?

หลังจากผู้ป่วยสูดดมเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ เชื้อวัณโรคมักไปฟักตัวอยู่ที่ปอดกลีบบน ซึ่งเป็นส่วนที่มีออกซิเจนมากที่สุด ซึ่งก็มีเพียง 1 ใน 10 ของผู้รับเชื้อที่จะมีโอกาสติดเชื้อ

ปกติเชื้อวัณโรคมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 4–8 สัปดาห์ อีกทั้งในระยะเริ่มแรกจะทำให้เกิดการติดเชื้อเพียงเล็กน้อย ซึ่งแทบจะไม่มีอาการปรากฏให้เห็น แต่หากพบว่ามีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือไอมีเสมหะปนเลือด คุณควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามไปมากกว่าเดิม  

ทั้งนี้ เชื้อแบคทีเรียจะแพร่กระจายผ่านทางกระแสเลือด หากคุณเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันโรคดี การติดเชื้อก็จะกลายเป็นแค่การมีเชื้ออยู่เท่านั้น เชื้อวัณโรคจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แต่หลังจากนั้นหลายเดือนหรือหลายปี ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้เกิดโรคขึ้นได้ในหลายอวัยวะหากภูมิต้านทานโรคอ่อนแอลง และจะเริ่มทำลายเซลล์ที่อยู่รอบๆ ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อค่อยๆ แสดงอาการออกมา

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค

เมื่อต้องสัมผัสใกล้ชิดกับบุคคลที่ติดเชื้อวัณโรคระยะกำเริบ หรือมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจากสาเหตุต่างๆ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อวัณโรคทั้งสิ้น

ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ที่พบได้มีดังนี้

  • ความยากจน
  • การติดเชื้อเอชไอวี
  • การเป็นบุคคลเร่ร่อน
  • การต้องโทษจำคุก
  • การใช้สารเสพติด
  • การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน 
  • ผู้ป่วยที่กำลังล้างไต
  • ผู้ป่วยที่เคยเปลี่ยนถ่ายอวัยวะและกำลังรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน

การตรวจวินิจฉัยวัณโรค

การตรวจวินิจฉัยวัณโรคนั้นทำโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่

  1. การเอกซเรย์ปอด วิธีนี้จะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติของปอดที่เข้าข่ายลักษณะของวัณโรคปอด เช่น พบการอักเสบของปอดบริเวณปอดกลีบบน เนื่องจากเป็นส่วนที่ได้รับออกซิเจนมากที่สุด เป็นต้น
  2. การย้อมสีวัณโรคจากเสมหะ วิธีนี้จะทำในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นวัณโรคปอดเพื่อยืนยันการวินิจฉัย โดยจะใช้การเก็บเสมหะตอนตื่นนอน 3 วันติดต่อกัน สามารถรู้ผลการตรวจภายใน 30 นาที แต่มีข้อเสียคือ มีโอกาสตรวจพบเชื้อวัณโรคได้เพียงครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเท่านั้นเอง ดังนั้นแม้ผู้ป่วยเคยตรวจวัณโรคโดยวิธีนี้แล้วไม่พบการติดเชื้อวัณโรคในเสมหะ ก็ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นวัณโรคปอดหรือไม่
  3. การเพาะเชื้อวัณโรคจากเสมหะ ข้อดีของการใช้วิธีนี้คือสามารถตรวจพบเชื้อได้สูงถึง 80–90% แต่ข้อเสียคือใช้ระยะเวลานานเกินไป คือประมาณ 2 เดือนจึงจะทราบผล

เมื่อผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการตรงตามอาการของผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรังติดต่อกันเกิน 3 สัปดาห์และมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ และน้ำหนักตัวลด แพทย์จะเอกซเรย์ปอด ซึ่งหากพบอาการผิดปกติที่ปอดที่ตรงกับลักษณะของวัณโรค แพทย์ก็จะให้ผู้ป่วยเก็บเสมหะเพื่อตรวจย้อมเชื้อวัณโรค ซึ่งหากพบเชื้อวัณโรคก็สามารถวินิจฉัยได้อย่างแน่นอน 

อย่างไรก็ตามในบางครั้งผู้ป่วยที่ได้รับการเอกซเรย์ปอดและมีอาการตรงตามลักษณะของวัณโรค แต่เมื่อย้อมสีเสมหะแล้ว กลับไม่พบเชื้อวัณโรค แพทย์อาจวินิจฉัยและรักษาแบบวัณโรคปอดได้ แต่ต้องติดตามดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด

การรักษาวัณโรค

การรักษาวัณโรคจะต้องรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น โดยการปรึกษาแพทย์ที่ศูนย์วัณโรคปอด โรงพยาบาล หรือคลินิกแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องใช้เวลานานเป็นปีหรือ 2 ปี ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทนโดยปฏิบัติตัวตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดการรักษาโดยแพทย์ไม่ได้สั่ง

ข้อควรปฏิบัติตัวของผู้ป่วยวัณโรค

  1. รับประทานยาวัณโรคตามที่แพทย์แนะนำจนครบกำหนด เพื่อป้องกันเชื้อวัณโรคเกิดการดื้อยา ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการผิดปกติหลังจากเริ่มรับประทานยาวัณโรค เช่น อาเจียน ปวดข้อ มีผื่น และปวดข้อ หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อปรับยาให้เหมาะสม และที่สำคัญต้องไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอด้วย 
  2. ในช่วงแรกของการรักษานั้น โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์แรก ถือว่าเป็นระยะแพร่เชื้อ ผู้ป่วยควรอยู่เฉพาะในบ้านเท่านั้น โดยอยู่ในห้องที่แสงแดดส่องถึงและมีอากาศถ่ายเทสะดวก ควรแยกห้องนอนต่างหากด้วย ไม่ควรออกไปในที่ชุมชนและที่แออัด หากมีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอก ควรสวมหน้ากากอนามัยด้วย
  3. ปิดปากทุกครั้งเวลาไอหรือจาม
  4. งดสิ่งเสพติดทุกชนิด เช่น เหล้า บุหรี่ หันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เช่น ผัก ผลไม้ ไข่ และเนื้อสัตว์
  5. พักผ่อนให้เพียงพอ
  6. ผู้ใกล้ชิดควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและเอกซเรย์ปอดด้วย ซึ่งในผู้ใหญ่นั้นหากเอกซเรย์แล้วไม่พบความผิดปกติของปอด จะถือว่าไม่เป็นวัณโรค ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ในเด็กเล็ก ถึงแม้จะไม่มีอาการผิดปกติ และหลังจากเอกซเรย์แล้วไม่พบความผิดปกติของปอด ก็ยังต้องมีการตรวจเพิ่มเติม ซึ่งเรียกว่าการตรวจทูเบอร์คูลีน หากผลออกมาเป็นบวก แพทย์จึงจะรักษาวัณโรค

สาเหตุส่วนใหญ่ของการรักษาที่ล้มเหลวนั้นเกิดจากตัวของผู้ป่วยเอง ที่ไม่ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามคำสั่งของแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำในระยะยาว และต้องอาศัยความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ตรวจย้อมเสมหะแล้วพบเชื้อวัณโรค ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อวัณโรคให้กับคนใกล้ชิดได้ ดังนั้นตัวผู้ป่วยเองควรงดการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นหลังจากเริ่มรักษาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จากสถิติแล้วผู้ป่วยรายใหม่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้มากกว่าผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาไปแล้ว แต่รับการรักษาไม่ครบแล้วกลับมารักษาใหม่ ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพการรักษาที่ดีที่สุดจึงควรรักษาให้หายขาดตั้งแต่ครั้งแรกที่เป็น

ผู้ป่วยวัณโรคจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่?

ในขั้นตอนของการรักษานั้น ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ส่วนในกรณีของผู้ที่มีเชื้อแบคทีเรียน้อย คือ ตรวจย้อมเสมหะแล้วไม่พบเชื้อวัณโรค แต่ยังมีเชื้ออยู่เมื่อนำเสมหะไปเพาะเชื้อเพื่อตรวจหาเชื้อวัณโรค ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักไม่ค่อยแพร่เชื้อ แต่ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการรักษาตามมาตรฐาน

การป้องกันวัณโรค

เพื่อป้องกันไม่ให้วัณโรคแพร่กระจายในสถานพยาบาล กรมควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาจึงออกหลักเกณฑ์ให้ตรวจคัดกรองหาเชื้อวัณโรคในบุคลากรการแพทย์ทุกคน โดยตรวจตั้งแต่ก่อนรับเข้าทำงาน และตรวจติดตามต่อเนื่องทุกปี

นอกจากสถานพยาบาลแล้ว ที่พักอาศัยบางแห่งก็มีการตรวจหาเชื้อวัณโรค เช่น บ้านพักคนชรา สมาชิกที่จะย้ายเข้ามาใหม่ทุกรายต้องได้รับการตรวจหาเชื้อวัณโรค โดยการถ่ายภาพรังสีทรวงอกเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการตรวจหาวัณโรคระยะกำเริบ 

นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีการอื่นๆ ที่ป้องกันไม่ให้เชื้อวัณโรคแพร่กระจายได้ เช่น 

  • ทำให้อากาศในอาคารถ่ายเทสะดวก เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในอาคาร
  • ติดตั้งแสงอัลตราไวโอเล็ตในบริเวณที่บุคคลซึ่งอาจมีเชื้อวัณโรคอยู่รวมกัน เพื่อฆ่าเชื้อวัณโรคในอากาศ
  • รักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อวัณโรคในระยะแฝงให้หายขาด ก่อนที่จะกลายเป็นการติดเชื้อในระยะกำเริบ

วัคซีนป้องกันการติดเชื้อวัณโรค

ในประเทศที่พบผู้ติดเชื้อวัณโรคมากมักจะใช้วัคซีน BacilleCalmette-Guerin หรือ บีซีจี (BCG) เพื่อป้องกันการติดเชื้อวัณโรคชนิดรุนแรง เช่น การติดเชื้อวัณโรคที่เยื่อหุ้มสมอง แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกามักจะไม่ใช้วัคซีนชนิดนี้ แต่จะป้องกันโดยรักษาวัณโรคระยะแฝงด้วยยาไอโซไนอะซิด (Isoniazid) แทน เพราะพบว่าการรักษาด้วยยาสามารถป้องกันการแพร่กระจายโรคได้ดีกว่า และการฉีดวัคซีนบีซีจีไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อวัณโรคได้ดีเท่าที่ควร

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับวัณโรค

ยาวัณโรคต้องรับประทานให้ครบ 6 เดือน ถึงแม้ว่าเราจะตรวจไม่เจอใช่ไหม

คำตอบ: ถูกต้องแล้ว การรักษาวัณโรคจำเป็นต้องใช้ยาอย่างเคร่งครัด รับประทานทุกวันอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นหรือไม่มีอาการแล้วก็ตาม ห้ามเพิ่ม ลด หรือหยุดยาเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์ ผู้ป่วยวัณโรคควรดูแลตัวเองและป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นด้วย - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

ถ้าเราทำงานร่วมกับคนที่เป็นวัณโรคในระยะแพร่เชื้อ รวมถึงต้องกินยาอีก 6 เดือนเราสามารถปัองกันได้อย่างไร

คำตอบ: ปิดปากเวลาไอ จาม ใส่หน้ากากทั้งตัวผู้ป่วยและบุคคลใกล้ชิด ล้างมือบ่อยๆ แยกสิ่งของเครื่องใช้ สำคัญที่สุดคือความร่วมมือในการกินยาของผู้ป่วยเอง - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

คุณแม่ป่วยเป็นโรคปอด คุณหมอที่ ร.พ.พุทธชินราช บอกว่าคุณแม่เป็นวัณโรค พอรับประทานยารักษาเกี่ยวกับวัณโรคแล้วมีอาการข้างเคียง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ควรหยุดยาหรือทำอย่างไรดี

คำตอบ: เป็นผลข้างเคียงของยา ถ้าอาเจียนจนรับประทานไม่ได้เลยควรไปโรงพยาบาล แพทย์จะพิจารณาให้นอนโรงพยาบาลและให้น้ำเกลือช่วย - ตอบโดย วลีรักษ์ จันทร (พว.)

คำตอบ 2: อาจจะต้องไปตรวจที่โรงพยาบาล เนื่องจากถ้ารับประทานยาวัณโรคแล้วมีอาการคลื่นไส้อาเจียนเยอะ อาจจะมีค่าตับผิดปกติได้ ในบางรายอาจจะต้องหยุดยาที่ทำให้ค่าตับขึ้นหรือเปลี่ยนสูตรยาไปเลย แต่ยังไงก็แนะนำให้ไปตรวจยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี - ตอบโดย Nawaporn Le. (Dr.)

คำตอบ 3: ควรรับประทานยาให้ครบตามกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดการดื้อยา สำหรับผลข้างเคียง ถ้ามีอาการมากแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ที่ดูแล จะได้มีการปรับยาหรือให้ยาแก้อาการเหล่านั้น - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

กินยาวัณโรคแล้วมีผื่นขึ้น ผิดปกติหรือไม่

คำตอบ: อาจเป็นอาการแพ้ยาวัณโรค ควรงดยา แล้วรีบกลับไปพบแพทย์ที่ให้การรักษาอยู่ เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอนอีกครั้ง ตอบโดย Dr.Chaiwat J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)

วัณโรค ถ้าเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นอีกได้หรือไม่ อะไรเป็นพาหะที่สำคัญที่สุด

คำตอบ: วัณโรคเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยทั่วไปสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็มีโอกาสที่ผู้ป่วยวัณโรคกลับเป็นซ้ำได้ด้วย ขึ้นอยู่กับสาเหตุต่างๆ เช่น สภาพความแข็งแรงของผู้ป่วย สภาพแวดล้อม ฯลฯ ดังนั้น แม้รักษาหายขาดแล้ว แพทย์ก็จะนัดมาติดตามเป็นระยะๆ ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษา ได้รับยาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปแล้ว โอกาสแพร่เชื้อจะน้อยมาก แน่นอนว่าการติดเชื้อวัณโรคขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบุคคลด้วย เพราะถ้าร่างกายแข็งแรงและเคยได้รับวัคซีนบีซีจี (ตั้งแต่เกิด) แล้ว ร่างกายก็สามารถกำจัดและจัดการกับเชื้อวัณโรคได้ - ตอบโดย Dr.Chaiwat J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)

คำตอบ 2: สามารถกลับมาเป็นได้ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือคนป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่ต่อเนื่องแล้วไปแพร่เชื้อให้ผู้อื่น - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

คนป่วยเป็นวัณโรคบางรายที่มีอาการปวดตามข้อและมีอาการบวมร่วมด้วย สาเหตุมาจากอะไร

คำตอบ: การปวดข้อที่พบอาจเกิดจากยารักษาวัณโรคบางตัว - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

ถ้าเราต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรควัณโรคปอด และผู้ป่วยไม่ได้ปิดปากตลอดเวลา อยากทราบว่าอัตราเสี่ยงที่จะติดโรคนี้มากไหม และการจะติดเชื้อขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายเราหรือไม่

คำตอบ: ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษา ได้รับยาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปแล้ว โอกาสแพร่เชื้อจะน้อยมากจนไม่ต้องเป็นกังวล แน่นอนว่าการติดเชื้อวัณโรคขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบุคคลด้วย เพราะถ้าร่างกายแข็งแรง และเคยได้รับวัคซีนบีซีจี (ตั้งแต่เกิด) แล้ว ร่างกายก็สามารถกำจัดและจัดการกับเชื้อวัณโรคได้ - ตอบโดย Dr.Chaiwat J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)

คำตอบ 2: ถือว่าเสี่ยงมาก ทั้งนี้การได้รับเชื้อมาอาจจะยังไม่ป่วยในทันที หากร่างกายอ่อนแอ จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคมากขึ้น - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

ถ้าหมอบอกว่ากำลังใกล้จะเป็นวัณโรคระยะ 3 แล้ว แสดงว่าอันตรายมากไหม รักษาหายได้อยู่หรือไม่

คำตอบ: คือระยะ Active TB หมายความว่าเป็นระยะที่แสดงอาการออกมาและสามารถแพร่เชื้อได้ วัณโรคสามารถรักษาหายได้ถ้ารับประทานยาปฏิชีวนะครบตามระยะเวลาที่แพทย์สั่ง แต่ถ้าไม่รักษาก็อันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

ยาวัณโรคมีผลต่อเด็กในครรภ์กี่เปอร์เซ็นต์

คำตอบ: การใช้ยาวัณโรคในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรสามารถให้การรักษาเหมือนคนทั่วไป คือ 2HRZE/4HR เนื่องจาก first-line anti-TB drugs ทุกตัวปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ ยกเว้น streptomycin ซึ่งทำให้เกิดพิษต่อหูกับเด็กในครรภ์ได้ จึงห้ามให้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตรสามารถให้นมบุตรและอยู่ร่วมกันกับบุตรได้ มารดานอกจากจะได้ยาต้านวัณโรคแล้ว ควรใช้ผ้าปิดปากเวลาไอหรือจาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อวัณโรค - ตอบโดย Nawaporn Le. (Dr.)

คำตอบ 2: ยาวัณโรคมีผลต่อเด็กในครรภ์ และมีข้อจำกัดในการใช้ยาวัณโรคสำหรับหญิงตั้งครรภ์ โดยมียาบางชนิดและยาปฏิชีวนะที่ไม่ควรจะได้รับในระหว่างตั้งครรภ์คือ กานามัยซิน Ethionamide cycloserine streptomycin amikacin Ciprofloxacin Sparfloxacin Levofloxacin Ofloxacin Capreomycin การรักษาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความต่อไป
ชนิดของวัณโรค
ชนิดของวัณโรค

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

สงสัยคะทำไมคนไข้ส่วนใหญ่จะติดเชื้อในกระแสเลือดคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
ปัญหาสิวในวัย30+
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
การใส่เหล้ก จำเป้นไหมไม่ที่ไม่ผ่าออก
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่