หูชั้นในอักเสบ Labyrinthitis คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ต.ค. 15, 2017 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที

การแพร่ระบาดของโรคหูชั้นในอักเสบทำให้ผู้คนจำนวนมากในชุมชนเดียวกันมีอาการวิงเวียนศีรษะอย่างแรง

อาการหูชั้นในอักเสบ (Labyrinthitis) เป็นโรคที่เชื่อว่าเกิดจากการติดเชื้อจนหูชั้นในและเส้นประสาทที่เชื่อมระหว่างหูชั้นในกับสมองอักเสบ ซึ่งจะต่างกับการติดเชื้อแบคทีเรียที่หูชั้นกลาง ซึ่งมักจะเกิดกับเด็ก อาการหูชั้นในอักเสบ หรือ Labyrinthitis มีชื่อเรียกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น vestibular neuritis, vestibular neuronitis และ neurolabyrinthitis   ซึ่งชื่อ Labyrinthitis จะถูกนำมาใช้เรียกชื่อโรคนี้เมื่อผู้ป่วยมีอาการสูญเสียการได้ยิน การระบาดของอาการหูชั้นในอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้ในชุมชน ทำให้คนที่อยู่ในบริเวณเดียวกันมีอาการคล้ายๆกัน

สาเหตุของโรคหูชั้นในอักเสบ

อาการหูชั้นในอักเสบส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส บางครั้งก็เกิดจากเชื้อแบคทีเรียด้วย

และนี่คือสาเหตุของการเกิดอาการหูชั้นในอักเสบ:

  • การติดเชื้อไวรัสที่หูชั้นใน กระเพาะอาหาร หรือทางเดินหายใจ
  • การติดเชื้อ เชื้อ herpes virus [HSV]  ซึ่งจะทำให้เป็นโรคเริม โรคงูสวัด และอีสุกอีใส
  • เชื้อแบคทีเรีย เช่นแบคทีเรียที่ทำให้เป็นโรคไลม์ (Lyme disease)   

อาการของโรคหูชั้นในอักเสบ (Labyrinthitis)

อาการของโรคมีตั้งแต่ระดับน้อยไปจนถึงรุนแรง และมักจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน อาการจะค่อยๆทรุดลงเมื่อผ่านไปหลายสัปดาห์ ผู้ป่วยอาจมีอาการวิงเวียนเรื้อรัง และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ผู้ป่วยอาจสูญเสียการได้ยินอย่างถาวรได้ หลายคนยากที่จะอธิบายอาการที่เกิดขึ้นนี้ได้เพราะคนเราโดยปกติแล้วก็จะรู้สึกไม่สบายได้ไม่ยาก  ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจมีปัญหาทางด้านสายตาด้วย เนื่องจากหูชั้นในมีหน้าที่รักษาสมดุลของร่างกาย การติดเชื้ออาจทำให้คุณรู้สึกวิงเวียนศีรษะหรือรู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุนเคว้ง (vertigo) ในทันทีทันใดก็เป็นได้ อาการวิงเวียนศีรษะอาจส่งผลให้ผู้ป่วยคลื่นไส้อาเจียนด้วย อาการที่เกิดกับหู ได้แก่ ได้ยินเสียงอยู่ในหู (หูอื้อ) หรือสูญเสียการได้ยินในหูส่วนที่เสียหาย

ปัจจัยเสี่ยงของอาการหูชั้นในอักเสบ (Labyrinthitis)

พฤติกรรมหรืออาการต่อไปนี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหูชั้นในอักเสบมากยิ่งขึ้น ได้แก่:

  • ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • สูบบุหรี่
  • ความเครียด
  • ความเหนื่อยล้า
  • โรคภูมิแพ้ต่างๆ (Allergies)
  • เพิ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัส ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หรือหูติดเชื้อ
  • ทานยาบางชนิด เช่น แอสไพริน

การวินิจฉัยอาการหูชั้นในอักเสบ (Labyrinthitis)

ไม่มีการทดสอบที่ใช้ตรวจอาการหูชั้นในอักเสบโดยเฉพาะ  ดังนั้น แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคโดยการตัดภาวะอื่นๆที่มีอาการคล้ายๆกันออก เช่น โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere's disease) และโรคตะกอนในหูชั้นในเคลื่อน (BPPV)

ผู้ป่วยอาจได้รับการทดสอบหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งอย่างเพื่อตัดความเป็นไปได้ที่จะเป็นโรคอื่นๆออก เช่น:

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram หรือ EEG)
  • การตรวจการทรงตัว (Electronystagmography หรือ ENG)
  • การทำ Caloric stimulation ซึ่งหูชั้นในจะถูกทำให้อุ่นและเย็นด้วยอากาศหรือน้ำเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของดวงตา
  • Cranial computed tomography (หรือการทำ CT scan ที่ศีรษะ)
  • ทดสอบการได้ยิน
  • การตรวจเอ็กซ์เรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ที่ศีรษะ

การรักษาอาการหูชั้นในอักเสบ (Labyrinthitis)

อาการหูชั้นในอักเสบมักจะหายไปเองภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่บางทีก็ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะหาย การรักษาจะช่วยบรรเทาอาการและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้

เมื่อรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียได้แล้ว แพทย์จะสั่งยาโดยดูจากลักษณะอาการของผู้ป่วย ยาดังกล่าวได้แก่:

  • ยาแก้แพ้ (Antihistamines)
  • ยาที่ใช้ควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียน
  • ยาบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ
  • ยาสเตียรอยด์ (Steroids)
  • ยาต้านไวรัส (Antiviral drugs)
  • ให้น้ำเกลือเข้าเส้นเลือดดำหากผู้ป่วยมีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง

การดูแลตนเอง (Self Care) สำหรับคนที่เป็นโรคหูชั้นในอักเสบ

ผู้ป่วยอาจใช้วิธีดังต่อไปนี้เพื่อจัดการกับอาการวิงเวียนศีรษะ ได้แก่:

  • พักอยู่นิ่งๆ
  • หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนท่าทางอย่างกะทันหัน
  • ค่อยๆหันกลับมาทำกิจกรรมอย่างช้าๆ
  • หลีกเลี่ยงที่ๆมีแสงไฟจ้า หน้าจอทีวี และการอ่านหนังสือขณะเคลื่อนไหว
  • ทำกายภาพบำบัดเพื่อปรับสมดุล

ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่หรือการใช้เครื่องจักรกลหนัก จนกว่าอาการจะหายไปอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์

ภาวะแทรกซ้อนจากอาการหูชั้นในอักเสบ (Labyrinthitis)

การรักษาอาการอักเสบของหูชั้นในด้วยวิธีที่เหมาะสมจะช่วยให้อวัยวะไม่เสียหายอย่างถาวร อย่างไรก็ตาม การสูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับเบาไปจนถึงรุนแรงอย่างถาวรก็อาจเกิดขึ้นได้

ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้แก่:

  • ความเสียหายถาวรที่เกิดกับระบบการทรงตัวของหู
  • วิงเวียนศีรษะเรื้อรังเมื่อขยับเปลี่ยนท่าทาง หรือเป็นโรคตะกอนในหูชั้นในเคลื่อน (Benign paroxysmal positional vertigo หรือ BPPV)
  • ระดับน้ำในหูชั้นในเปลี่ยนไปอย่างผิดปกติ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่