ไวรัส HSV-2 คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ต.ค. 15, 2017 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที

ไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศ

เชื้อ Herpes simplex virus ชนิดที่ 2 (HSV-2) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศ เชื้อนี้ระบาดได้ง่ายมาก และสามารถแพร่กระจายผ่านทางสารคัดหลั่งจากปากและอวัยวะเพศ โดยเชื้อสามารถติดต่อระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก หรือจากการสัมผัสผิวหนังที่มีแผลเปิด เชื้อ herpes simplex virus อีกชนิดหนึ่งซึ่งก็คือเชื้อ HSV-1 นั้นทำให้เกิดโรคเริมที่ปาก เชื้อ HSV-1 นี้ยังสามารถทำให้เกิดโรคเริมที่อวัยวะเพศได้หากมีการแพร่จากปากไปสู่อวัยวะเพศระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก

ความชุกของการติดเชื้อไวรัส HSV-2

การติดเชื้อชนิดนี้เป็นการติดเชื้อที่พบได้ทั่วไป ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) ได้ประมาณว่ามีประชาชนสหรัฐอเมริกา 15% ระหว่างอายุ 14-49 ปีที่มีการติดเชื้อ HSV-2 คนส่วนมากที่มีการติดเชื้อนี้มักจะไม่มีอาการ และอาจไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อดังกล่าว จำนวนของผู้ที่เป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศในกลุ่มอายุดังกล่าวจะสูงว่า 15% เนื่องจากเชื้อ HSv-1 ก็สามารถทำให้เกิดโรคเริมที่อวัยวะเพศได้เช่นกัน เชื้อ HSV-2 พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยพบว่ามีการติดเชื้อในผู้หญิงสหรัฐประมาณ 1 ใน 5 เมื่อเทียบกับ 1 ใน 10 ในผู้ชาย

คุณติดเชื้อนี้ได้อย่างไร

ไวรัสนี้มีการแพร่กระจายระหว่างบุคคล 2 คนระหว่าง

  • การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก

เชื้อนี้สามารถส่งผ่านจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งได้จากการสัมผัสแผลเปิด สารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศและจากปากที่มีเชื้อ เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายได้มากที่สุดเมื่อมีแผลเปิดเกิดขึ้น แต่เชื้อไวรัสก็สามารถแพร่กระจายได้แม้ว่าจะไม่มีแผลเปิดดังกล่าวและผิวหนังดูปกติ เชื้อสามารถแพร่จากผู้ชายไปสู่ผู้หญิงได้ง่ายกว่าจากผู้หญิงสู่ผู้ชาย นอกจากนั้นยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสโดยตรง คุณไม่สามารถติดเชื้อนี้ได้จากการสัมผัสพื้นผิวต่างๆ เช่นที่รองนั่งชักโครก ผ้าเช็ดตัวหรือผ้าปูที่นอนที่คนที่ติดเชื้อใช้งาน

ปัจจัยต่อไปนี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อของคุณ

  • มีคู่นอนหลายคน
  • มีเพศสัมพันธ์บ่อย
  • ไม่ใช้ถุงยางหรือใช้ถุงยางไม่สม่ำเสมอ
  • วิธีเดียวที่จะสามารถหลีกลี่ยงการติดเชื้อนี้ก็คือการไม่มีเพศสัมพันธ์ หรือมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนคนเดียวที่ไม่มีการติดเชื้อ
  • หากคุณหรือคู่นอนของคุณมีการติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศ คุณสามารถลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อได้โดย
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างที่มีอาการ (แม้ว่าแผลดังกล่าวอาจจะไม่ได้อยู่ที่อวัยวะเพศโดยตรง)
  • ใช้แผ่นยางในปากระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก

การรับประทานยาต้านไวรัส herpes สามารถลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของไวรัสไปสู่คู่นอนที่ไม่มีการติดเชื้อได้ หากคุณมีการติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศภายใน 1 ปีที่ผ่านมา

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับเชื้อไวรัส HSV-2 หรือ เริมที่อวัยวะเพศ

หากเป็นเริม แล้วมีเพสสัมพันธ์ จนเกิดการตั้งครรภ์ จะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์มากน้อยแค่ไหน

คำตอบ: ถ้ากรณีที่มารดามีอาการขึ้นของโรคเริมที่อวัยวะเพศก่อนที่จะมีการตั้งครรภ์ โอกาสที่เชื้อโรคจะถ่ายทอดไปยังทารกนั้นค่อนข้างต่ำ เพราะว่าภูมิคุ้มกันของมารดานั้นจะถูกส่งผ่านไปยังทารกในครรภ์ ยิ่งมารดาติดเชื้อโรคเริมก่อนการตั้งครรภ์นานเท่าใดระบบภูมิคุ้มกันโรคเริมยิ่งมากขึ้นเท่านั้น สำหรับมารดาที่เพิ่งติดเชื้อโรคเริมที่อวัยวะเพศในระยะ 13 สัปดาห์แรก (ไตรมาสแรก) ของการตั้งครรภ์ อัตราความเสี่ยงที่เชื้อโรคจะถูกส่งผ่านไปยังทารกในครรภ์นั้นก็จะสูงขึ้น ถ้ามารดาติดเชื้อในระยะท้าย ๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ ความเสี่ยงที่ทารกในครรภ์จะได้รับเชื้อนั้นก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก การติดเชื้อ Herpes Simplex Virus หรือ เชื้อเริม ในเด็กแรกเกิด เป็นโรคที่มีอันตรายถึงชีวิต ที่เกิดกับเด็กทารกแรกเกิดที่คลอดทางช่องคลอด ที่มารดามีการติดเชื้อเริม (Herpes Simplex) ที่อวัยวะเพศขณะคลอด โดยจะมีอาการได้เป็น 3 รูปแบบ คือ 1. การติดเชื้อจำเพาะที่ ที่มีการติดเชื้อจำกัดวงอยู่แค่ที่ ผิวหนัง, ตา, ปาก 2. การติดเชื้อที่ระบบประสาทส่วนกลางซึ่งอันตรายที่สุด 3. การติดเชื้อแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย เพราะฉนั้นหากมารดารู้ตัวว่าเป็นเริมควรได้รับการรักษาทันทีค่ะ - ตอบโดย Witchuda Onmee (พญ.)

เชื้อที่เกิดเริมเป็นเชื้อประเภทไหนนะคะ เชื้อรา แบคทีเรีย หรือไวรัส และไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นเป็นซ้ำๆล่ะคะ

คำตอบ: เกิดจากเชื้อไวรัส Herpes Simplex ค่ะ ที่เป็นซ้ำๆเพราะเชื้อจะไปซ่อนที่ปมประสาทค่ะ และเมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอก็จะกลับมาเป็นได้อีกค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

เคยเป็นเริมที่อวัยวะเพศ แล้วพอช่วงที่ร่างกายพักผ่อนน้อยจะกลับมาเป็นอีก มีวิธีที่หายขาดไหมคะ

คำตอบ: เริมเป็นเชื้อไวรัส ไม่สามารถฆ่าเชื้อหรือรักษาให้หายขาดได้ เมื่อเป็นแล้วเชื้อจะหลบซ่อนอยู่ตามปมประสาทของร่างกาย รอเวลาที่ร่างกายอ่อนแอ มันก็ออกปฏิบัติการทำให้เกิดการเป็นซ้ำได้ วิธีการดูแลตัวเอง คือ พักผ่อนเพียงพอ ทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผ่อนคลายความเครียด เมื่อมีอาการต้องรักษาความสะอาดให้ดี สมารถใช้ยาบรรเทาอาการได้มีทั้งยาทานและยาทา ส่วนใหญ่เมื่อเป็นแล้วอาการครั้งต่อๆไปจะมีความรุนแรงน้อยกว่าและมีความถี่ในการเป็นน้อยลงเพราะร่างกายสร้างภูมิต่อสู้เชื้อ - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

คำตอบ 2: โรคเริมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่สามารถป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้ค่ะ เพราะเมื่อติดเชื้อแล้ว เชื้อจะไปซ่อนอยู่ที่ปมประสาท วันดีคืนดีเมื่อภูมิคุ้มกันต่ำหรือร่างกายอ่อนแอจะกลับมาเป็นได้ค่ะ ดังนั้นต้องพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียดเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นอีกค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

พอดีแฟนเป็นเริมที่ริมฝีปากแต่ช่วงที่ไม่มีอาการ สามารถจูบกับแฟนได้ไหมครับ แล้วสามารถมีเพศสัมพันธุ์ได้ตามปกติไหมครับ

คำตอบ: ยังไม่แนะนำครับ เพราะอาจเกิดการติดต่อกันได้ ควรจะรักษาให้เชื้อหายก่อนครับ - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

ความเสี่ยงของเริมกับการตั้งครรถ์

คำตอบ: เสี่ยงต่อการติดเชื้อสู่ทารกค่ะ โดยเฉพาะถ้าคุณแม่กำลังมีอาการกำเริบอยู่ และกำลังท้องในช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์หรือช่วงไตรมาสที่สาม วิธีการป้องกันไม่ให้ติดสู่ทารกคือ หมอจะให้ทานยาต้านไวรัสค่ะ แล้วเวลาคลอดจะต้องใช้วิธีผ่าแทนการคลอดเอง อีกทั้งควรดูแลสุขภาพไม่ให้ภูมิต้านทานต่ำ โดยการกินอาหารให้ครบห้าหมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียดค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

เคยเป็นเริมแล้วจะเป็นไม่หายและกลับมาเป็นใหม่ใช่มั้ยคะ แล้วรักษายังไงคะ เป็นครั้งที่สองแล้วค่ะ ครั้งแรกปล่อยให้หายเอง นานมาก

คำตอบ: เป็นแล้วจะไม่หายค่ะ เพราะเชื้อจะไปซ่อนที่ปมประสาท วันดีคืนดีถ้าร่างกายอ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันต่ำก็จะเกิดเริมได้ค่ะ สำหรับการรักษามีดังนี้ค่ะ *สำหรับการติดเชื้อเริมครั้งแรกในช่องปากหรืออวัยวะเพศ แพทย์จะให้รับประทานยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ครั้งละ 200 มิลลิกรัม วันละ 5 ครั้ง ทุก ๆ 4 ชั่วโมง (เว้นช่วงนอนหลับตอนดึก) หรือให้รับประทานในขนาด 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ทุก ๆ 8 ชั่วโมง นาน 10-14 วัน *สำหรับการติดเชื้อซ้ำในบริเวณช่องปาก (ริมฝีปากด้านนอก เหงือก หรือเพดานปาก) หรืออวัยวะเพศ แพทย์จะให้รับประทานยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ทุก ๆ 8 ชั่วโมง นาน 5 วัน นอกจากนี้อาจพิจารณาให้ยาทา Acyclovir cream หรือชื่อการค้าตามตลอดทั่วไปคือ Vilerm หรือ Zovirax ค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

อ่านเพิ่มเติม: รวมคำถามที่ถูกถามบ่อยเกี่ยวกับโรคทางเพศสัมพันธ์ (STD) ทั้งหญิง และชาย

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

สงสัยคะทำไมคนไข้ส่วนใหญ่จะติดเชื้อในกระแสเลือดคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
ปัญหาสิวในวัย30+
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
การใส่เหล้ก จำเป้นไหมไม่ที่ไม่ผ่าออก
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่