Acyclovir (Zovirax) คือยาอะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 28, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 16 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 518,692 คน

Acyclovir เป็นชื่อสามัญของ Zovirax เป็นยาตามใบสั่งแพทย์ที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อไวรัส

โดย U.S. FDA อนุมัติข้อบ่งใช้ ดังนี้ รักษาโรคติดเชื้อไวรัสจาก varicella virus ที่เป็นสาเหตุของโรคอีสุกอีใสและงูสวัดเช่นเดียวกับการติดเชื้อจากไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริมที่อวัยวะเพศ รวมถึงคนที่มีภาวะ HIV ยาตัวนี้ทำงานโดยป้องกันไม่ให้ไวรัสแบ่งตัวและขยายพันธุ์ รบกวนการสร้างและสังเคราะห์สารทางพันธุกรรมดีเอ็นเอ (DNA) ยานี้ได้รับการอนุมัติจาก U.S. FDA ในปี ค.ศ. 1980

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

Acyclovir ใช้รักษาโรค

  • ยานี้ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดระยะเวลาเกิดเป็นแผลหรือตุ่มน้ำพอง ในผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสหรือติดเชื้องูสวัด (herpes zoster) หรือเริมที่อวัยวะเพศ (genital herpes) ทั้งขณะเป็นครั้งแรกหรือการกลับเป็นซ้ำ
  • ยานี้อาจใช้เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของเริมที่อวัยวะเพศ (genital herpes) ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อแฝงอยู่
  • ยานี้อาจใช้เพื่อรักษาโรค eczema herpeticum หรือการติดเชื้อ herpes ที่ผิวหนัง ตา จมูก และปาก ใช้ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี และใช้เพื่อรักษาโรค hairy leukoplakia

Acyclovir มีขายทั้งชนิดยาเลียนแบบและยาต้นแบบ (ภายใต้ชื่อการค้า Zoviraxz ผลิตและจำหน่ายโดย GlaxoSmithKline) มีจำหน่ายทั้งชนิดเม็ด แคปซูล และชนิดน้ำ)

Acyclovir เป็นยาที่เก่าแก่ที่สุดที่ใช้ในการรักษาไวรัสเริมและยังคงใช้เป็นยาชนิดแรกๆ ของการรักษาภาวะติดเชื้อเหล่านี้ ปัจจุบันมีงานวิจัยชี้ว่าประสิทธิภาพการรักษาของ Acyclovir ลดลง เนื่องจากมีการพัฒนาสายพันธุ์ที่ดื้อยา (Acyclovir-resistant herpes strains) อ้างอิงข้อมูลตีพิมพ์ในวารสารเมื่อปี 2013 ภาวะดื้อยาเกิดขึ้นทั้งในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันดีและในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ข้อควรระวังของ Acyclovir

  • Acyclovir ไม่ได้รักษาโรคติดเชื้อไวรัส แต่ทำให้ภาวะติดเชื้อหายเร็วขึ้นและรุนแรงน้อยลงในบางคน
  • หากคุณใช้ Acyclovir เพื่อรักษาเริมที่อวัยวะเพศ ยานี้สามารถลดความรุนแรงหรือป้องกันการเกิดซ้ำของโรคได้
  • หากคุณใช้ Acyclovir เพื่อรักษาโรคอีสุกอีใสหรืองูสวัด ยานี้สามารถลดความรุนแรงของภาวะติดเชื้อได้

การรักษาด้วย Acyclovir จะได้ผลดีที่สุดเมื่อคุณเริ่มใช้เร็วที่สุดหลังมีผื่นปรากฏ เช่น ควรใช้ยาภายในสามวันหากเป็นผื่นงูสวัดและภายใน 24 ชั่วโมงหากเป็นผื่นอีสุกอีใส อาจไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ยารักษาโรคอีสุกอีใสในเด็กที่มีสุขภาพดี แต่ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่ได้รับอีสุกอีใสควรต้องใช้ยารักษา ดื่มน้ำตามมากๆ เมื่อใช้ยานี้

เด็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบไม่ควรใช้ Acyclovir ควรใช้ Acyclovir ด้วยความระมัดระวังหากคุณมีโรคไตหรือระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เพราะอาจเกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยกรณีมีการติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศ ซึ่งเชื้อจะกระจายผ่านกิจกรรมทางเพศและการใช้ยา Acyclovir เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้

การใช้ Acyclovir ในหญิงตั้งครรภ์

ยังไม่มีการศึกษาการใช้ Acyclovir ในหญิงตั้งครรภ์ จึงไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่ามีความปลอดภัยที่จะใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์หากคุณต้องการกินยานี้ขณะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมลูก เนื่องจาก Acyclovir สามารถส่งผ่านทางน้ำนมได้

ผลข้างเคียงของพบบ่อย Acyclovir

อาการข้างเคียงที่พบบ่อยจากยารักษาเริมที่อวัยวะเพศ คือ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย กรณีงูสวัดต้องให้การรักษาด้วยยา Acyclovir ในปริมาณที่สูงขึ้น ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า และวิงเวียน แจ้งให้แพทย์ทราบหากพบผลข้างเคียงใด ๆ ที่อาจพบได้ในทุกคนที่ใช้ Acyclovir รวมถึง

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02
  • คลื่นไส้
  • ท้องร่วง
  • อาเจียน
  • อาการปวดหัว
  • เวียนหัว
  • เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า
  • ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดข้อ
  • การมองเห็นมีปัญหา
  • น้ำคั่งในร่างกาย
  • ผมร่วง
  • สับสน
  • พฤติกรรมบางอย่างเปลี่ยนแปลง

ผลข้างเคียงร้ายแรงที่ควรพบแพทย์ทันที

  • ผื่นรุนแรง ลมพิษ หรือมีผื่นที่ทำให้เกิดตุ่มน้ำและแผลถลอก
  • ผิวหนังหรือดวงตามีสีเหลือง
  • มีเลือดออกผิดปกติหรือมีอาการฟกช้ำ
  • ภาวะชัก
  • หมดสติ
  • อาการบวมของใบหน้า ริมฝีปาก หรือลิ้น
  • หายใจลำบาก
  • ปัสสาวะน้อยลงหรือมีเลือดในปัสสาวะ
  • ง่วงนอนอย่างรุนแรงหรือมีภาวะสับสน
  • เห็นภาพหลอน
  • เหน็บชาและเดินเซ

คนที่มีอายุมากกว่า 65 ปีอาจได้รับผลข้างเคียงจาก Acyclovir มากกว่าคนอื่น เพราะมักมีปัญหาเรื่องไตไม่สามารถกำจัดยาได้เท่ากับคนอายุน้อย

ปฏิกิริยาต่อยาอื่นของ Acyclovir

ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมที่คุณใช้ประจำ ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับ Acyclovir ได้แก่

  • ยาที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา เช่น amphotericin B (Fungizone) และยาปฏิชีวนะหลายชนิดเช่น amikacin (Amikin) gentamicin
  • (Garamycin) กานามัยซิน (Kantrex) และ tobramycin (Tobi, Nebcin)
  • ยา OTC เช่นยาแก้ปวด (Advil, Motrin, Aleve)
  • ยาที่ใช้รักษา HIV เช่น zidovudine (Retrovir, AZT)
  • เมื่อกินร่วมกับยาที่ใช้ขยายหลอดลมสามารถเสริมความเข้มข้นของยาที่ใช้ขยายหลอดลมให้เข้มข้นและอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น และอาจเกิดผลข้างเคียงของยาที่ใช้ขยายหลอดลมเพิ่มมากขึ้น กลุ่มยาที่ใช้ขยายหลอดลม เช่น อะมิโนฟิลลีน (Aminophylline) และทีโอฟิลลีน (Theophylline) เป็นต้น

คุณสามารถกินยานี้พร้อมอาหารหรือเครื่องดื่มต่างๆ ควรดื่มน้ำตามมากๆ เมื่อใช้ยานี้

ขนาดยารักษาของ Acyclovir

รูปแบบยา

  • ชนิดเม็ดขนาด 200, 400 และ 800 มิลลิกรัม
  • ชนิดแคปซูล
  • ชนิดครีมทาผิวหนัง (5%)
  • ยาน้ำ
  • ยาป้ายตา (3%)
  • ยาฉีด (25 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร)

ยาแบบใช้กินนั้น มีการดูดซึมเข้าร่างกายได้ 15 - 30% ดังนั้นหากต้องการระดับความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดที่สูงกว่านี้จำเป็นต้องใช้ยาฉีด สามารถใช้ Acyclovir รักษาโรคต่าง ๆ ตามระบุด้านล่างในผู้ใหญ่และเด็กตั้งแต่อายุ 2 ขวบขึ้นไป (เด็กที่มีน้ำหนักมากกว่า 40 กก. ใช้อัตรา 20 กก./มก.) สามารถกินได้ทั้งก่อนและหลังอาหาร ผู้สูงอายุควรกินยาในปริมาณต่ำสุด

  • รักษาโรคงูสวัด (shingles): 800 มิลลิกรัม 5 ครั้ง/วัน  เป็นเวลา 7-10 วัน
  • รักษาโรคเริมอวัยวะเพศ 200 มิลลิกรัม  5 ครั้ง/วัน  เป็นเวลา 7-10 วัน
  • ป้องกันการกำเริบของโรคเริมที่อวัยวะเพศ 400 มิลลิกรัมทุก 12 ชั่วโมงเป็นเวลา 12 เดือน
  • รักษาโรคอีสุกอีใสในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักมากกว่า 40 ปอนด์ 800 มิลลิกรัม  4ครั้ง/วัน  เป็นเวลา 5 วัน

ทำอย่างไรหากลืมกินยา

โดยทั่วไปถ้าลืมกินยา ให้กินยาทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าเป็นเวลาที่ใกล้กับมื้อต่อไป ให้ข้ามไปกินยามื้อต่อไปเลยโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า การลืมกินยาอาจทำให้การรักษาภาวะติดเชื้อไม่สมบูรณ์หรือทำให้ภาวะติดเชื้อรักษายากขึ้น ขนาดยาเกินขนาดของ Acyclovir อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อไต

อาการที่เกิดจากยาเกินขนาดอาจรวมถึง

  • อาการตัวสั่น
  • ง่วงนอนมาก
  • หมดสติ
  • มีอาการชัก
  • ไตวาย (ไม่สามารถกรองน้ำในร่างกายให้เป็นปัสสาวะ)

หากมีการได้รับยาเกินขนาด ควรปรึกษาแพทย์ทันที

การเก็บรักษายา

เก็บยานี้ในภาชนะบรรจุเดิม ปิดภาชนะให้สนิทและเก็บให้พ้นมือเด็ก เก็บยานี้ที่อุณหภูมิห้อง (15 - 25 องศาเซลเซียส) โดยไม่ให้อยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิมากกว่า 30 องศาเซลเซียส เช่น ถูกแสงแดดโดยตรง และไม่เก็บยาในบริเวณที่เปียกหรือชื้น ทิ้งยานี้เมื่อยาหมดอายุ

ลักษณะเม็ดยา Acyclovir ในประเทศไทยมีจำหน่ายในชื่อการค้าต่างๆ ดังนี้

  • A.C.V./Greater Pharma
  • Acyvir /Pharmasant Lab
  • Azovax /T P Drug
  • Zevin /Biolab
  • Zovirax /GlaxoSmithKline

รูปลักษณะยาของ Acyclovir

Acyclovir 200 mg-TEV, blue, capsule,

Acyclovir 400 mg-TEV, blue, oval,

Acyclovir 800 mg-TEV, white, oval,

Acyclovir 200 mg-ZEN, white, capsule,

Acyclovir 400 mg-ZEN, white, round,

Acyclovir 800 mg-ZEN, white, oval,

Zovirax 400 mg, white, hexagonal,

Acyclovir 400 mg-PP, white, round,

Acyclovir 800 mg-PP, green, oval,

Zovirax 400 mg, white, shield,

Acyclovir 800 mg-SCH, white, oblong,

Acyclovir 200 mg-SCH, white, capsule,

Acyclovir 800 mg-SCH, white, oval,

Acyclovir 800 mg-SCH, white, oblong,

Acyclovir 400 mg-WAT, white, oblong,

Acyclovir 800 mg-WAT, white, oblong,

Acyclovir 200 mg-WAT, blue/turquoise, capsule,

Acyclovir 400 mg-RAN, white, oval,

Acyclovir 200 mg-RAN, white, capsule,

Acyclovir 200 mg-PAR, blue, capsule,

Acyclovir 400 mg-PAR, white, pentagonal,

Acyclovir 400 mg-TEV, blue, oblong,

Acyclovir 800 mg-TEV, white, oblong,

Acyclovir 400 mg-NOV, blue, oblong,

Acyclovir 200 mg-APO, blue/white, capsule,

Acyclovir 400 mg-APO, white, oval,

Acyclovir 800 mg-APO, white, oval,

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: ผลข้างเคียงของการกิน Acyclovir 800 mg ในระยะยาวคืออะไร ? สามารถทำให้เกิดความเสียหายของตับ, ไต, หัวใจหรือไม่?
คำตอบ: อาการไม่พึงประสงค์ที่พบมากที่สุดของ Acyclovir ได้แก่ วิงเวียน, ปวดหัว, คลื่นไส้, อาเจียน และท้องเสีย อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยของ  Acyclovir ชนิดทาภายนอกเช่น ปวดเล็กน้อย ผิวไหม้หรือแสบคัน มีผลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับระบบอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ไต หัวใจ (พบค่อนข้างน้อย ประมาณ1% หรือน้อยกว่า)

คำถาม: Acyclovir สามารถทำให้เกิดกล้ามเนื้อกระตุกชนิดที่ควบคุมไม่ได้ไหม ?
คำตอบ: ไม่มีหลักฐานระบุว่าภาวะกล้ามเนื้อกระตุกเป็นอาการข้างเคียงของ Acyclovir  

คำถาม: มีครีม Acyclovirสำหรับทาผิวหนังหรือไม่ ?
คำตอบ: Acyclovir (Zovirax) มีรูปแบบยาที่เป็นสูตรครีมขี้ผึ้ง (ointment) ขนาดความแรง 5% ใช้รักษาโรคเริมที่อวัยวะเพศและการติดเชื้อไวรัสเริมบริเวณเยื่อบุในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง Acyclovir ointment ไม่สามารถป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสไปยังบุคคลอื่นและไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้ Acyclovir ointment ใช้ทาโดยตรงกับแผลเริมที่อวัยวะเพศและอาจช่วยลดระยะเวลาของอาการที่เกิดขึ้น ทายาให้ทั่วแผลทุก 3 ชั่วโมง, 6 ครั้ง/วัน เป็นเวลา 7 วัน ผู้ป่วยควรสวมถุงมือยางขณะทาครีม ควรทายาทันทีที่มีสัญญาณของการเกิดอาการเริม อาจมีอาการข้างเคียง ปวดไม่รุนแรง รวมถึงผิวไหม้และแสบประมาณ 30% ของผู้ใช้  พบอาการคัน 4%

คำถาม: Acyclovir ทำให้เกิดอาการผมร่วงหรือไม่ ?
คำตอบ: จากการศึกษาที่ผ่านมา มีรายงานทางคลินิกว่า Acyclovir อาจก่อให้เกิดผมร่วง แต่เนื่องจากเป็นรายงานที่ไม่มีการควบคุมปัจจัยแวดล้อม จึงไม่อาจยืนยันอาการข้างเคียงนี้ได้ อาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ เช่น ปวดศีรษะ, มีไข้, มือเท้าบวม, ตัวสั่น, สับสน, เวียนศีรษะ, ง่วงซึม, ท้องเสีย, ปวดท้อง, คลื่นไส้, โรคโลหิตจาง, เม็ดเลือดขาวต่ำ (Leucopenia, thrombocytopenia), เอนไซม์ตับสูง, โรคตับ, โรคดีซ่าน, ปวดกล้ามเนื้อ, อาการคัน, มีผื่น, การมองเห็นเปลี่ยนไป, ไตวาย, ปวดไต, ยูเรียไนโตรเจนในเลือดสูง (BUN) และปัสสาวะเป็นเลือด

คำถาม: Acyclovir มีปฏิกิริยากับยาอื่นไหม ?
คำตอบ: ปฏิกิริยากับยาอื่นมีดังนี้

  •  Probenecid (Benemid) หากคุณกำลังใช้ยา probenecid คุณอาจจะไม่สามารถที่จะใช้ Acyclovir หรืออาจต้องมีปรับปริมาณยา
  • ปฏิกิริยากับยาอื่น ๆ อาจรวมถึง Demerol (meperidine), Dilantin (phenytoin), Cellcept (mycophenolate mofetil) Viread (tenofovir), Zanaflex (tizanidine) Depakene (valproic acid) Retrovir (zidovudine) theophyllines และวัคซีนไวรัส varicella

คำถาม: Acyclovir ทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือไม่ ?
คำตอบ: อาการปวดท้อง เป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยของ Acyclovir

คำถาม: ฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งขั้นที่1 (myeloma) มาเกือบ 3 ปีแล้ว ช่วงฤดูร้อนทั้ง 3 ปีที่ผ่านมา ฉันเป็นโรคงูสวัด  ปีแรกฉันกิน Acyclovir 1000 mg ต่อวันเพื่อหลีกเลี่ยงอาการเจ็บปวด  แต่ปีที่แล้วฉันไม่ได้กินยา ทำให้เกิดผื่นงูสวัดบนหลังและเจ็บปวดอย่างมากนานถึง 2 - 3 เดือน แต่ฉันยังคงกิน Acyclovir 1000 mg ต่อวัน ทุกครั้งที่ฉันหยุดยาจะมีไข้ตามมา 2-3 วันและมีผื่นขึ้น ฉันกิน Acyclovir ค่อนข้างมาก เริ่มต้นด้วย 1000 mg ต่อวัน จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 2,400 ต่อวัน และ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาฉันกิน 4000 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 21 วัน ฉันพบผลข้างเคียงค่อนข้างมาก รวมทั้งอาการปวดไต ฉันจึงลดยาเหลือ  800 มก. อาการข้างเคียงที่เหมือนมองสิ่งของไม่ชัดดีขึ้นบ้าง แต่ก็กลัวเมื่อฉันหยุดยาโรคงูสวัดจะกลับมาอีก ฉันกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงมาก คุณสามารถให้คำแนะนำฉันบ้างไหม ? ผลข้างเคียงที่เจอเกือบ 90% ของข้อมูลจากแผ่นพับในกล่อง
คำตอบ: โรคงูสวัดจะมีภาวะผื่นหรือตุ่มน้ำใสที่ทำให้เกิดอาการเจ็บ ปวดแสบปวดร้อนที่เกิดจากเชื้อไวรัส (varicella virus) เช่นเดียวกับที่ทำให้เกิดอีสุกอีใส  คนที่มีการติดเชื้อไวรัสและเป็นอีสุกอีใสเท่านั้นที่จะมีการพัฒนาเป็นงูสวัด และคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากโรคอื่น ๆ เช่น โรคมะเร็งหรือรับการรักษาโดยวิธีเคมีบำบัดจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดงูสวัดมากขึ้น Acyclovir จะลดการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายในร่างกายของไวรัส Acyclovir จะลดระยะเวลาของการติดเชื้อและความรุนแรงของอาการ แต่ก็ขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล ยาตัวนี้ไม่ได้ฆ่าเชื้อไวรัสและเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ป่วยยังคงมีอาการแสดงและอาการเกิดซ้ำ ผลกระทบที่เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณผิวหนังเป็นผลมาจากภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัดที่เรียกว่าอาการปวดแสบปวดร้อนและเสียวปลายประสาท (postherpetic neuralgia) มียาที่ใช้รักษาอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาทจากโรคงูสวัด เช่น Neurontin (gabapentin),Lyrica (pregabalin), Tegretol (carbamazepine) และยาลดซึมเศร้า( tricyclic antidepressants) เช่น Elavil (amitriptyline)

คำถาม: Acyclovir ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยโรคไตหรือไม่? 
คำตอบ: จำเป็นต้องมีการปรับขนาดของยา Acyclovir ในผู้ป่วยโรคไต เพราะความสามารถในการขับยาออกลดลง

ข้อมูลเพิ่มเติม

การใช้ Acyclovir แบ่งการรักษาออกเป็นการรักษาในภาวะเฉียบพลัน และการรักษาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

ปัจจัยกระตุ้นในการกลับเป็นซ้ำ

  • สิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นได้แก่ การถูไถ การสัมผัสลม แสง ความเย็น เสื้อผ้าคับ ๆ เหงื่อ ความเครียด
  • อาหาร ได้แก่ ถั่ว กาแฟ แอลกอฮอล์ ช็อกโกแลต 
  • การมีประจำเดือน
  • การนอนหลับ ความเครียด ไข้

ใครมีปัจจัยเสี่ยงในการได้รับเชื้อ herpes simplex ?

ทุกคนมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ herpes simplex โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีฐานะไม่ดี โดยเชื้อ (HSV-1) จะติดต่อทางสารคัดหลั่งในปาก ส่วน (HSV-2) จะติดต่อทางอวัยวะเพศและทวารหนัก เมื่อเชื้อเข้าทางผิวหนัง เชื้อจะไปตามเส้นประสาท ทำให้ลามเป็นบริเวณกว้างและอาจจะเกิดผื่นที่บริเวณใหม่

  • ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อเริมที่ปากคือเด็กอายุ 4-5 ปี มักติดต่อทางการสัมผัส เช่น การใช้ของร่วมกัน การจูบ ไม่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เชื้อนี้สามารถติดต่อจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งโดยเฉพาะที่ตาจากการสัมผัสด้วยมือ ดังนั้นต้องล้างมือให้สะอาด
  • ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อเริมที่อวัยวะเพศมักเกิดในผู้ที่มีคู่นอนหลายคน จากการมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือ oral sex ซึ่งเชื้อที่เป็นสาเหตุมักจะเป็น type 1 การป้องกันการติดเชื้อควรงดมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้ถุงยางอนามัยขณะมีอาการติดเชื้อ
  • การเป็นเริมในทารกมักจะติดเชื้อจากแม่ที่ติดเชื้อ HSV-2 และมีการคลอดก่อนกำหนดหรือต้องใช้เครื่องมือในการคลอด
  • ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่น เช่น นักมวยปล้ำ นักรักบี้ นักมวย ผู้ป่วยโรคเอดส์

มีการศึกษาว่าแม้จะไม่มีผื่นหรืออาการ เชื้อก็สามารถแพร่ออกมาได้ ดังนั้นไม่มีหลักประกันว่าการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่มีอาการจะปลอดภัยจากโรคเริม

โรคแทรกซ้อนของการติดเชื้อ herpes simplex

การตั้งครรภ์และการติดเชื้อ herpes simplex พบว่าคนท้องที่ติดเชื้อประมาณร้อยละ 0.01.0.04 อาจจะเกิดการแท้ง คลอดก่อนกำหนด เด็กเจริญเติบโตช้าโดยเฉพาะการติดเชื้อเมื่อใกล้คลอดดังนั้นแนะนำว่าควรจะรักษาหากเกิดการติดเชื้อเมื่อใกล้คลอด การติดเชื้อครั้งแรกจะเกิดโรคแทรกซ้อนได้บ่อยกว่าการติดเชื้อที่กลับเป็นซ้ำ

Herpes Encephalitis เกิดจากเชื้อที่อยู่ในระยะ Latency และเกิดการแบ่งตัว ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตหากไม่ได้รักษา แต่โชคดีที่พบน้อย

Herpes Meningitis พบได้ร้อยละ 4-8 ในคนที่เป็น primary genital HSV-2 พบมากในผู้หญิงแต่ไม่ต้องตกใจเนื่องจากจะหายเองใน 2-7 วัน ผู้ป่วยจะปวดศีรษะ อาเจียน และมีไข้

ผู้ป่วยโรคเอดส์และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจากยา เช่น steroid มะเร็ง ยารักษามะเร็งหากผู้ป่วยกลุ่มนี้ติดเชื้อ herpes simplex จะเป็นรุนแรงและมีโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ตับอักเสบ สมองอักเสบ

การติดเชื้อที่ตาอาจจะทำให้ตาพร่ามัว ในรายที่เป็นรุนแรงอาจจะทำให้ตาบอด

การวินิจฉัย

สามารถทำได้โดยการซักประวัติและการตรวจร่างกายหรือพบผื่นดังกล่าวข้างต้น การเพาะเชื้อไวรัสโดยการนำน้ำใต้ตุ่มใสไปเพาะเชื้อ ควรจะนำหลังจากเกิดผื่นแล้วไม่เกิน 3 วัน การตรวจนี้ไม่ได้ผลในรายที่ผื่นตกสะเก็ดหรือผื่นของการกลับเป็นซ้ำ การตรวจโดยกล้องจุลทัศน์โดยการนำเนื้อเยื่อไปส่องกล้อง การรักษา มียาสำหรับกินให้เลือก 3 ตัวในการรักษา ยาทั้ง 3 ตัวไม่ได้ช่วยให้หายขาด เพียงแต่ลดความรุนแรง ลดความถี่ และลดระยะเวลาที่เป็น ยาทั้ง 3 ได้แก่ Acyclovir, Valacyclovir, Famciclovir การให้ยามี 2 ลักษณะคือ

  • Acute therapy หมายถึง การเริ่มให้ยาตั้งแต่เริ่มมีอาการคือปวดแสบปวดร้อนโดยที่ยังไม่มีผื่นขึ้น ถ้ามีผื่นขึ้นจะไม่ได้ผล และต้องให้ยาครบ 5 วัน
  • Suppress therapy คือการให้ยาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำจะเลือกให้ในรายที่เกิดการกลับเป็นซ้ำบ่อย หรือมีโรคประจำตัว

สำหรับยาทายังไม่มียาทาที่ได้ผลดี ยาทาอาจจะได้ผลในแง่ลดอาการปวด ทำให้ผื่นแห้งเร็ว ยาที่นิยมใช้คือ Acyclovir ครีมซึ่งได้ผลเฉพาะ primary lesion ยาทาไม่ช่วยลดจำนวนเชื้อหรือลดระยะเวลาที่เป็นโรค สำหรับยาอื่นต้องเลือกให้ดีเพราะอาจจะมีแอลกอฮอล์หรือสารระคายอย่างอื่นซึ่งทำให้แผลหายช้า ยาที่มีส่วนผสมของ steroid ก็ไม่ควรใช้เพราะแผลจะหายช้า

ยาอื่น ๆ ที่ใช้รักษา

  • Famciclovir (Famvir)       
    • 250 mg 3 ครั้ง/วัน
    • 125 mg 2 ครั้ง/วัน
    • 250 mg 2 ครั้ง/วัน
  • Valacclovir (Valtrex) 
    • 1000 mg 2 ครั้ง/วัน
    • 500 mg 2 ครั้ง/วัน
    • 500 mg วันละครั้ง
    • 1000 mg วันละครั้ง

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์