Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

เท้าชา (Numbness foot)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 596,356 คน

ภาวะเท้าชา อาจเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หรือเกิดจากภาวะเรื้อรังอย่างโรคเบาหวานก็ได้ แต่มีอาการชาประเภทหนึ่งที่ทำให้สูญเสียความรู้สึกที่เท้าเล็กน้อยในช่วงแรก ก่อนจะมีอาการชารุนแรงมากขึ้นช้าๆ เมื่อเวลาผ่านไป หากมีอาการเช่นนี้ควรเข้าปรึกษากับแพทย์ทันทีเพื่อรับการรักษาหรือชะลอการลุกลามของอาการนี้ลง

ลักษณะของอาการเท้าชา

อาการหลักของภาวะเท้าชา คือการสูญเสียความรู้สึกที่เท้า ซึ่งส่งผลต่อประสาทสัมผัสและการทรงตัวเพราะไม่สามารถบอกได้ว่าเท้าสัมผัสกับพื้นหรือไม่ นอกจากอาการชาที่เท้าแล้ว บางคนอาจมีอาการเจ็บหยุกหยิก รู้สึกเหมือนถูกเข็มจิ้ม จั๊กจี้ ฝ่าเท้าอ่อนแรงร่วมอยู่ด้วย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614

สาเหตุของอาการเท้าชา

ร่างกายมีระบบเครือข่ายประสาทซับซ้อนที่แล่นจากปลายนิ้วไปยังสมองกลับไปกลับมา หากเกิดความเสียหาย การอุดกั้น การติดเชื้อ หรือการกดทับขึ้นที่เส้นประสาทเหล่านี้ จะทำให้เกิดอาการชาขึ้นมา โดยภาวะทางการแพทย์ที่ทำให้เกิดอาการชาที่เท้า ได้แก่

  • ภาวะติดสุราหรือภาวะติดแอลกอฮอล์ (Alcoholism หรือ Chronic Alcohol Abuse)
  • โรคในระบบประสาท Charcot-Marie-Tooth Disease
  • เบาหวาน (Diabetes) และเบาหวานขึ้นประสาทตา (Diabetic Neuropathy)
  • หิมะกัด (Frostbite)
  • กลุ่มอาการกิลเลน-บาร์เร่ (Guillain-Barré Syndrome)
  • โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Disk)
  • โรคลายม์ (Lyme disease)
  • ภาวะปมประสาทนิ้วอักเสบ (Morton’s Neuroma)
  • โรคปลอกประสาทเสื่อม (Multiple Sclerosis)
  • โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (Peripheral Arterial Disease)
  • โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral Vascular Disease)
  • โรคงูสวัด (Shingles)
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาเคมีบำบัด
  • การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง
  • ภาวะอักเสบของหลอดเลือด (Vasculitis)

บางครั้งอาการชาที่เท้าก็เกิดขึ้นหลังจากนั่งเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากเส้นประสาทที่เชื่อมลงไปที่เท้าถูกกดทับขณะนั่ง เมื่อลุกขึ้นยืน การไหลเวียนโลหิตจะกลับมาทำให้เท้าเกิดความรู้สึกชาขึ้นในรูปแบบเหมือนถูกเข็มพันๆ เล่มจิ้มก่อนที่จะมีความรู้สึกกลับมาเป็นปกติ

เมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์?

หากมีอาการเท้าชาที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและเกิดร่วมกับอาการอื่น เช่น หายใจลำบาก สับสน พูดจาลำบาก ไม่สามารถควบคุมลำไส้ใหญ่กับกระเพาะปัสสาวะได้ มีอาการชานานหลายนาทีหรือหลายชั่วโมง มีอาการชาที่เกิดกับหลายส่วนของร่างกายพร้อมกัน ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะชัก (Seizure) โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack)

ถ้าเป็นโรคเบาหวานแล้วมีอาการชาทีเท้า ควรเข้าพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโรคเท้าโดยเร็ว เพราะโรคเบาหวานเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเท้าชามากที่สุดเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของระบบดูดซับที่ทำให้เส้นประสาทได้รับความเสียหาย

การวินิจฉัยอาการเท้าชา

การวินิจฉัยอาการเท้าชาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยแพทย์จะสอบถามประวัติสุขภาพและรายละเอียดอาการ เช่น อาการชาเกิดขึ้นนานแค่ไหน มีอาการอื่นๆ นอกจากเท้าชาหรือไม่ อาการชารุนแรงขึ้นเมื่อใด และอะไรที่ทำให้อาการชาดีขึ้นบ้าง

หลังจากซักถามข้อมูลแล้ว แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย โดยส่วนมากจะเป็นการตรวจสอบเท้า และอาจมีการตรวจสอบเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

  • การวัดคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography) เพื่อวัดการตอบสนองของกล้ามเนื้อต่อการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า
  • การถ่ายภาพสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging (MRI)) เพื่อตรวจหาความผิดปกติในสันหลัง ไขสันหลัง หรือทั้งสองตำแหน่ง
  • การตรวจประสาทด้วยวิธีนำไฟฟ้า (Nerve conduction studies)

การรักษาอาการเท้าชา

การรักษาอาการเท้าชามีความสำคัญมาก เพราะเมื่อเท้าขาดความรู้สึกจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดบาดแผล การสะดุด และล้มมากขึ้น ผู้ป่วยหลายคนมีแผลบาดหรือได้รับบาดเจ็บที่เท้าโดยที่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด ซึ่งอาการชายังทำให้แผลสมานตัวช้าลงเนื่องจากการไหลเวียนโลหิตน้อยด้วย

การรักษาสาเหตุของอาการเท้าชาอาจช่วยทำให้อาการดีขึ้นได้ และควรดูแลด้วยวิธีดังต่อไปนี้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่เท้าซึ่งอาจเกิดจากอาการเท้าชา

  • ตรวจสอบเท้าเพื่อหาบาดแผลหรือร่องรอยบาดอย่างสม่ำเสมอ
  • ตรวจสอบฝ่าเท้าตนเองด้วยการใช้กระจกวางไว้ที่พื้น
  • สวมใส่รองเท้าที่ใส่สบายและพอดี เพื่อป้องกันเท้าจากการบาดเจ็บ

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป