Captopril ยาที่ใช้ในระบบหัวใจและหลอดเลือด ยากลุ่มยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ทำลายแองจิโอเทนซิน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 5, 2017 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที

Captopril

ยาที่ใช้ในระบบหัวใจและหลอดเลือด

ยากลุ่มยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ทำลายแองจิโอเทนซิน

(Angiotensin-converting enzyme inhibitors)

คำอธิบายกว้างๆ โดยย่อ

ยากลุ่มยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ทำลายแองติโอเทนซิน (Angiotensin-converting enzyme inhibitors, ACEI) มีความสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงชนิดเรื้อรัง และยาบางตัวในกลุ่มนี้สามารถใช้รักษาภาวะหัวใจวายเลือดคั่ง โดยมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดขยายตัวทางอ้อม (Indirected vasodilator) โดยยับยั้งการเปลี่ยนแปลงแองจิโอเทนซิน 1 (angiotensin I) ให้เป็นแองจิโอเทนซิน 2 (angiotensin II) ซึ่งแองจิโอเทนซิน 2 ทำให้หลอดเลือดดำหดตัว (Vasopressor) ดังนั้นยากลุ่มนี้จึงมีความสำคัญในการควบคุมความดันโลหิตโดยยับยั้งระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน

Captopril

ชื่อสามัญCaptopril

ชื่อการค้า Capril, Capoten, Epsitron, Gemzil, Tensiomin

ประเภท : ยากลุ่มยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ทำลายแองจิโอเทนซิน (Angiotensin-converting enzyme inhibitors, ACEI) และเป็นยาลดความดันโลหิตสูง (Antihypertensive drug)

ข้อบ่งใช้ : ควบคุมความดันโลหิตสูงในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมด้วยยาอื่น รักษาโรคหัวใจวาย ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตาย และผู้ป่วยโรคไตหรือชะลอความเสื่อมของไต ใช้ลดความดันโลหิตสูงใน Acute Stroke

การออกฤทธิ์ : ยังไม่ทราบแน่นอน เชื่อว่ายามีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ Angiotensin-converting enzyme (ACE) ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยน Angiotensin I เป็น Angiotensin II โดย Angiotensin II เป็นสารทำให้หลอดเลือดหดตัว ยานี้จึงทำให้หลอดเลือดขยายตัวและลดแรงต้านในหลอดเลือดส่วนปลาย แต่มีผลน้อยต่อปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจ

ผลข้างเคียง : พบบ่อยที่สุดคือ การไอ อาจมีผื่นคัน เกิดการสูญเสียหรือเปลี่ยนแปลงการรับรส กดไขกระดูกทำให้เกิด Neureopenia และ Agranulocytosis ซึ่งมักเกิดในผู้ป่วยที่มีไตบกพร่อง หรือมีโรค Autoimmune และอาจพบไข่ขาวในปัสสาวะ (Pretuinuria)

การพยาบาล

  1. ให้รับประทานยาก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 2-3 ชั่วโมง เพราะอาหารจะทำให้ยาดูดซึมได้น้อยลง
  2. บันทึกนำเข้า-ออก ตรวจปัสสาวะเป็นระยะๆ เพื่อหาไข่ขาว และตรวจเลือดดูการทำงานของไต เช่น BUN, Creatinine ตรวจนับเม็ดเลือดขาว เป็นต้น ทั้งก่อนและขณะได้รับการรักษา และหมั่นตรวจสอบค่าโปรตีนในปัสสาวะ
  3. วัดความดันโลหิต เพื่อระวังความดันโลหิตต่ำในผู้ป่วยที่ได้รับยานี้ครั้งแรก และผู้ป่วยที่ได้รับยาขับปัสสาวะร่วมด้วย เนื่องจากยาจะทำให้ความดันโลหิตต่ำอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดในระยะ 1-3 ชั่วโมงหลังให้ยา จึงควรให้ผู้ป่วยนอนพักหลังจากได้รับยา
  4. ควรให้พบแพทย์ เมื่อมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย ซึ่งอาการเหล่านี้ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย มีผลทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำได้ง่าย แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ เพราะโรคเหล่านี้เป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หายขาด อย่าหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
  5. แนะนำผู้ป่วยลดอาหารรสเค็ม ไขมันสูง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ หากใกล้กับเวลารับประทานครั้งต่อไปให้รับประทานยาครั้งต่อไปตามปกติ ไม่ต้องเพิ่มเป็น 2 เท่า

หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุนผู้แต่ง รองศาสตราจารย์ปราณี ทู้ไพเราะ  ได้โดยการซื้อหนังสือ “คู่มือยา (Handbook of Drugs)”

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่