โคลีน (Choline)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 27, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 835,782 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 27/02/2562

ข้อมูลภาพรวมของโคลีน

โคลีน (Choline) มีความคล้ายกับวิตามิน B โดยตับสามารถผลิตโคลีนออกมาได้ อีกทั้งยังเป็นสารที่อยู่ในอาหารหลายอย่าง เช่นตับ, เนื้อส่วนกล้าม, ปลา, ถั่วต่าง ๆ , ผักโขม, ไข่, และจมูกข้าวสาลี

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

โคลีน (choline) มีความสำคัญต่อการทำงานของตับ(liver function) การพัฒนาสมอง(healthy brain devolopment) การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ(muscle movement) ระบบประสาทส่วนกลาง(nervous system) และระบบการเผาผลาญของร่างกาย(metabolism)

โคลีนถูกใช้รักษาโรคตับอย่างโรคตับอักเสบเรื้อรัง (chronic hepatitis) และตับแข็ง (cirrhosis) อีกทั้งยังถูกใช้รักษาภาวะซึมเศร้า (depression), สูญเสียความทรงจำ, โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease), และสมองเสื่อม (dementia), โรคฮันติงตัน ( Huntington's chorea), โรคทูเร็ตต์ (Tourette's disease), ภาวะความผิดปรกติของสมองที่เรียกว่าภาวะกล้ามเนื้อเสียสหการจากสมองน้อย (cerebellar ataxia), โรคชัก (seizures) บางประเภท, และภาวะทางจิตที่เรียกว่าโรคจิตเภท (schizophrenia)

นักกีฬามีการใช้โคลีนในการสร้างกล้ามเนื้อและชะลอความเหนื่อยล้าในเกมกีฬาที่ต้องใช้ความอดทน

ผู้หญิงมีครรภ์สามารถใช้โคลีนในการป้องกันภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (neural tube defects) ของทารกในครรภ์ และยังสามารถใช้โคลีนเป็นส่วนเสริมอาหารในนมสำหรับทารกได้อีกด้วย

ประโยชน์อื่น ๆ ของโคลีนมีทั้งป้องกันมะเร็ง, ลดระดับคอเลสเตอรอล, และควบคุมอาการหอบหืด (asthma)

โคลีนออกฤทธิ์อย่างไร?

โคลีนมีหน้าที่คล้ายกับวิตามิน B และถูกใช้ในปฏิกิริยาเคมีของร่างกายหลายอย่าง คาดว่าโคลีนเป็นส่วนสำคัญในระบบประสาท สำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืด โคลีนอาจสามารถช่วยลดการบวมและการอักเสบได้

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

วิธีใช้และประสิทธิภาพของโคลีน

ภาวะที่โคลีนมักจะมีประสิทธิภาพในการรักษา

  • โรคตับที่เกิดจากการให้อาหารทางหลอดเลือดดำมากเกินไป (parenteral nutrition) การให้โคลีนทางเส้นเลือด (intravenously (by IV)) สามารถรักษาโรคตับของผู้ที่ต้องเข้ารับการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำที่มีภาวะพร่องโคลีนได้

ภาวะที่อาจใช้โคลีนได้

  • โรคหอบหืด (Asthma) การทานโคลีนจะบรรเทาอาการและลดจำนวนวันที่หอบหืดแสดงอาการลง อีกทั้งยังอาจจะช่วยลดความจำเป็นที่ต้องใช้ยาขยายหลอดลม (bronchodilators) ยังมีหลักฐานบางชิ้นที่กล่าวว่าการใช้โคลีนปริมาณสูง (3 กรัมต่อวัน) อาจให้ผลที่มากกว่าการใช้ปริมาณน้อย (1.5 กรัมต่อวัน)
  • ภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (Neural tube defects) งานวิจัยบางชิ้นได้บ่งชี้ว่าผู้หญิงที่บริโภคโคลีนปริมาณมากในช่วงตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงที่ทารกจะเกิดมาพร้อมภาวะหลอดประสาทไม่ปิดน้อยลงเมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคโคลีนน้อย

ภาวะที่โคลีนอาจไม่สามารถรักษาได้

  • อัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease) การทานโคลีนเพียงอย่างเดียวหรือพร้อมกับเลซิทิน (lecithin) ไม่ได้ช่วยลดอาการของโรคอัลไซเมอร์แต่อย่างใด
  • เพิ่มประสิทธิภาพทางกีฬา การทานโคลีนไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพการเล่นกีฬาหรือลดความเหนื่อยล้าระหว่างออกกำลังกาย
  • ภาวะสมองที่เรียกว่าภาวะกล้ามเนื้อเสียสหการจากสมองน้อย (cerebellar ataxia) งานวิจัยในช่วงแรกได้กล่าวว่าการทานโคลีนทุกวันอาจช่วยให้การประสานงานของอวัยวะของผู้ป่วยโรคนี้ทำงานดีขึ้น อย่างไรก็ตามงานวิจัยอื่นๆ แสดงให้เห็นว่าโคลีนไม่ได้ช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแต่อย่างใด

ภาวะที่โคลีนอาจไม่มีประสิทธิภาพ

  • การสูญเสียความทรงจำเนื่องจากอายุ การทานโคลีนไม่ได้ช่วยในเรื่องความทรงจำของผู้สูงอายุที่มีปัญหาความจำเสื่อม
  • จิตเภท (Schizophrenia) การทานโคลีนไม่ได้ลดอาการจากภาวะจิตเภทลง

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าโคลีนรักษาได้หรือไม่

  • ภูมิแพ้ (ไข้ละอองฟาง (hayfever)) งานวิจัยกล่าวว่าการทานโคลีนบางชนิดทุกวันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ไม่ได้มีประสิทธิภาพเหมือนกับการใช้สเปรย์พ่นโพรงจมูกที่ลดอาการแพ้แต่อย่างใด
  • ภาวะอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว (Bipolar disorder) งานวิจัยกล่าวว่าการทานโคลีนอาจลดอาการทางอารมณ์ของผู้ที่มีปัญหาอารมณ์สองขั้วที่ต้องใช้ลิเทียม (lithium)ได้
  • หลอดลมอักเสบ (Bronchitis) งานวิจัยกล่าวว่าการสูดโคลีนเข้าปอดอาจช่วยให้อาการของโรคหลอดลมอักเสบจากฝุ่นดีขึ้นได้
  • การทำงานทางจิต งานวิจัยกล่าวว่าการใช้โคลีนหนึ่งโดสไม่อาจแก้ไขปฏิกิริยาตอบสนอง, การใช้เหตุผล, ความทรงจำ, หรือการทำงานของจิตใจอื่น ๆ ได้ แต่ก็มีข้อมูลที่กล่าวว่าโคลีนอาจช่วยในเรื่องความทรงจำด้านภาพแต่ไม่ได้ช่วยในเรื่องทางจิตอื่น ๆ เมื่อใช้โคลีนพร้อมกับการให้อาหารเข้าเส้นเลือดดำ (parenteral nutrition)
  • ชัก (Seizures) มีรายงานว่าการใช้โคลีนปริมาณสูงอาจมีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีปัญหาภาวะชักชนิดที่เรียกว่าภาวะชักเฉพาะที่แบบขาดสติ (complex partial seizures)
  • ตับอักเสบ และภาวะผิดปรกติอื่น ที่ตับ
  • ภาวะซึมเศร้า
  • คอเลสเตอรอลสูง
  • โรคฮันติงตัน (Huntington's chorea)
  • โรคทัวเร็ตต์ (Tourette's syndrome)
  • ภาวะสุขภาพอื่น

จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านประสิทธิผลของโคลีนเพิ่มเติม

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของโคลีน

สำหรับผู้ใหญ่ โคลีนนับว่าน่าจะปลอดภัยเมื่อรับประทานหรือให้ทางกระแสเลือดในปริมาณที่เหมาะสม

การทานโคลีนปริมาณสูงนับว่าไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ โดยปริมาณที่มากกว่าระดับการบริโภคในแต่และวัน (Daily Upper Intake Levels) มักจะทำให้เกิดผลข้างเคียงอย่างเหงื่อออกมาก, เกิดกลิ่นร่างกาย, รบกวนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร (gastrointestinal distress), ท้องร่วง, และอาเจียน

อีกทั้งยังมีข้อกังวลว่าการเพิ่มปริมาณการบริโภคโคลีนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักขึ้นได้ด้วย และมีงานวิจัยที่พบว่าผู้หญิงที่ทานอาหารที่มีโคลีนปริมาณสูงจะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตามก็ยังคงต้องมีการศึกษาผลกระทบจากอาหารกับเรื่องมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มเติม

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ:

เด็กโคลีนจัดว่าน่าจะปลอดภัยสำหรับเด็กส่วนมากเมื่อรับประทานอย่างเหมาะสม การทานโคลีนปริมาณสูงจะนับว่าไม่ปลอดภัยเนื่องจากจะทำให้มีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร: การทานโคลีนกับคนกลุ่มเหล่านี้นับว่าค่อนข้างปลอดภัย โดยสำหรับผู้หญิงมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้น้ำนมบุตรที่มีอายุ 18 ปีสามารถทานโคลีนปริมาณที่มาก 3 กรัมต่อวัน ส่วนผู้หญิงที่มีอายุ 19 ปีและมากกว่าสามารถใช้ได้ที่ 3.5 กรัมโดยที่มักจะไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ใด ๆ ซึ่ง ณ ขณะนี้ยังคงขาดแคลนข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความปลอดภัยจากการใช้โคลีนปริมาณสูงในกลุ่มผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตรกับผู้มีครรภ์ ดังนั้นคนกลุ่มดังกล่าวจึงควรเลี่ยงใช้โคลีนเพื่อความปลอดภัยหรือใช้ในปริมาณที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำไว้แทน

การใช้โคลีนร่วมกับยาชนิดอื่น

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ของโคลีน

ปริมาณยาที่ใช้

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้ถูกศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

รับประทาน:

  • สำหรับหอบหืด: 500-1000 mg สามครั้งต่อทุกวัน

โคลีนที่อยู่ในอาหารจะอยู่ที่ 200-600 mg ต่อวัน ส่วนค่าปริมาณสารอาหารที่เพียงพอ (Adequate Intake (AI)) สำหรับผู้ใหญ่คือ 550 mg ต่อวันสำหรับผู้ชายและสตรีที่ต้องให้นมบุตร, สำหรับผู้หญิงคือ 425 mg ต่อวัน, สำหรับสตรีมีครรภ์คือ 450 mg ต่อวัน สำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี ค่า AI คือ 200 mg ต่อวัน, อายุ 4-8 ปีคือ 250 mg ต่อวัน, 9-13 ปีคือ 375 mg ต่อวัน, สำหรับเด็กทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือนคือ 125 mg ต่อวัน, อายุ 7-12 เดือนคือ 150 mg ต่อวัน

ปริมาณสารอาหารสูงสุดในแต่ละวัน (Daily Upper Intake Levels (UL)) ของโคลีนสำหรับเด็กอายุ 1-8 ปีคือ 1 กรัม, 2 กรัมสำหรับเด็กอายุ 9-13 ปี, 3 กรัมสำหรับเด็ก 14-18 ปี, และ 3.5 กรัมสำหรับผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 18 ปี

อ้างอิง:

‘Choline’ (https://www.webmd.com/vitamins/ai/ingredientmono-436/choline), 21 February 2019

‘Choline’ (https://lpi.oregonstate.edu/mic/other-nutrients/choline), 21 February 2019

Steven H. Zeisel, M.D., Ph.D. and Kerry-Ann da Costa, Ph.D., Choline: An Essential Nutrient for Public Health, Nutr Rev. 2009 Nov; 67(11): 615–623

Mary Jane Brown, PhD, RD , What Is Choline? An Essential Nutrient With Many Benefits, December 7, 2018

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์