Adderall (Adderall XR) คือยาอะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ค. 21, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 20 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 662,545 คน

Adderall, Adderall XR เป็นชื่อการค้าของยากลุ่มกระตุ้นร่างกาย(stimulant) (ส่วนผสมคือ amphetamine และ dextroamphetamine)เป็นยาที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้น (attention deficit hyperactivity disorder (ADHD)) ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

(ยานี้ปัจจุบันไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย - ณ เดือน ก.ค. 2561)

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

Adderall XR จะเป็นยาชนิดค่อย ๆ ออกฤทธิ์เป็นเวลานาน แพทย์มักใช้ Adderall (แต่ไม่ใช้ Adderall XR) เพื่อรักษาโรคลมหลับ (มีภาวะง่วงนอนอย่างมาก (narcolepsy))

Adderall IR (Instant Release) ใช้รักษาภาวะสมาธิสั้นและ ง่วงนอนรุนแรง (attention deficit hyperactivity disorder (ADHD) and narcolepsy)

Adderall XR ใช้รักษาภาวะสมาธิสั้นเท่านั้น (ADHD) Adderall จะช่วยให้ผู้ที่มีสมาธิสั้นสามารถควบคุมกิจกรรมของพวกเขาและเพิ่มความสนใจกับสิ่งรอบตัวมากขึ้น ยานี้ยังช่วยป้องกันภาวะง่วงนอนอย่างมากและอาการง่วงนอนตอนกลางวันอย่างฉับพลัน

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. FDA) ได้อนุมัติยาAdderall เมื่อปี ค.ศ. 1960 ทั้งยาต้นแบบ (ผลิตโดยDSM Pharmaceuticals) และยาสามัญ (เลียนแบบ) Adderall จัดอยู่ในกลุ่มยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system stimulants) ยาตัวนี้ทำงานโดยเพิ่มระดับสารเคมีโดพามีนซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง การกระตุ้นนี้ช่วยให้ผู้ป่วยสงบลงและมุ่งเน้นไปยังคนที่มีสมาธิสั้น

'ภาวะเมายา' Adderall และการใช้ยาแบบผิด ๆ

การใช้ Adderall ในเด็กเพิ่มขึ้น 45% ในช่วงปี ค.ศ. 2002-2010  และยอดขายยาเพิ่มขึ้นมากกว่า 3,000% จากปี ค.ศ. 2002 ถึงปี ค.ศ. 2006 และยอดขาย Adderall ในปี ค.ศ. 2010 เพียงปีเดียวสูงถึง 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหตุผลที่ทำให้การใช้ยา Adderall เพิ่มอย่างรวดเร็วคือจำนวนเด็กและวัยรุ่นที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้นเพิ่มขึ้น นอกจากนี้แพทย์ยังใช้ยาตัวนี้กับเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่ได้มีสมาธิสั้นด้วย

การเข้าถึงยาที่สะดวกขึ้นทำให้เกิดการใช้ยา Adderall อย่างแพร่หลาย Adderall เพิ่มระดับโดพามีนในร่างกาย ทำให้เกิดความรู้สึกสบายใจในคนที่ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น และกลายเป็นยาเสพติดในหมู่คนที่ต้องการความรู้สึก 'เมายา' โดยวิธีสูดดมยาที่บดละเอียดหรือผสมในน้ำและฉีดเข้าร่างกาย  

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

บางคนก็ใช้เพื่อเป็นสารกระตุ้นและเพิ่มความสามารถในการคิดและมีสมาธิมากขึ้นในคนที่ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น ถือเป็นการใช้นอกข้อบ่งใช้ปกติและเป็นแนวโน้มที่สูงขึ้นในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาและนักศึกษาที่กินยานี้ช่วงสอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือ และมักเรียกว่า 'smart pills' ในหมู่นักศึกษา แม้จะมีความเชื่อว่า Adderall สามารถปรับปรุงความสามารถในการเรียน แต่ยานี้ไม่ได้เพิ่มความสามารถในการคิดของคนที่ไม่ได้มีภาวะสมาธิสั้น ทั้งยังมีโอกาสเจออาการข้างเคียงที่ร้ายแรงด้วย

Adderall และการลดน้ำหนัก

Adderall สามารถระงับความอยากอาหาร ทำให้มีผู้นำไปใช้ลดน้ำหนัก ซึ่งถือเป็นการใช้ยาแบบผิด ๆ อย่างไรก็ตามการใช้ Adderall หรือ Adderall XR สำหรับการลดน้ำหนักสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง รวมทั้งภาวะโรคจิต, ติดยาเสพติด, โรคหลอดเลือดสมองตีบ, หัวใจหยุดเต้นและอาจถึงตายได้

ข้อควรระวังของ Adderall

Adderall สามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมอง ในกรณีมีประวัติของโรคหัวใจบกพร่อง จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตฉับพลัน แพทย์ต้องตรวจสอบภาวะโรคหัวใจในเด็กหากต้องใช้ยา Adderall Adderall อาจเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า โรคอารมณ์สองขั้ว และพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น ก้าวร้าวหรือมีลักษณะไม่เป็นมิตร

เด็กที่ใช้ Adderall อาจมีอาการจิตหลอนและเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง (งมงาย) Adderall อาจจะสร้างนิสัยแปลก ๆ ในคนที่กินยาปริมาณมากเพื่อควบคุมอาการที่มากขึ้น แต่จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและปัญหาสุขภาพจิต เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีไม่ควรใช้ Adderall และเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปีไม่ควรใช้ Adderall XR ควรแจ้งแพทย์หากมีอาการแพ้ยาหรือมีโรคประจำตัวใด ๆ ต่อไปนี้

  • ปฏิกิริยาที่คุณเจอเมื่อใช้สารกระตุ้นอื่น ๆ
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ, ความดันโลหิตสูงหรือโรคหลอดเลือดสมองตีบ
  • มีประวัติคนในครอบครัวมีปัญหาทางจิต
  • เคยใช้ยาเสพติดหรือติดแอลกอฮอล์
  • hyperthyroidism
  • ต้อหินหรือปัญหาเกี่ยวกับตา
  • เป็นโรคกังวล
  • การเคลื่อนไหวที่ไม่มีการควบคุมใด ๆ (Tourette’s syndrome or any sudden, uncontrolled movements)
  • ภาวะชัก
  • โรคตับ
  • โรคไต

หากบุตรหลานของคุณมีการใช้ Adderall ควรพูดคุยกับแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงของภาวะเจริญเติบโตล่าช้า สารกระตุ้นบางอย่างอาจชะลอการเติบโตและพัฒนาการในเด็กและควรมีการยืนยันการวินิจฉัยว่ามีโรคสมาธิสั้นในเด็กก่อนการใช้ยา Adderall ควรระวังปัญหาด้านผลการเรียนหรือปัญหาความยากจนที่จำเป็นต้องเยียวยาร่วมด้วย เช่น มีการบาดเจ็บทางร่างกายหรือภาวะเจ็บป่วยทางจิต ยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า Adderall มีความปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุหรือไม่ หากคุณเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี, ควรสอบถามแพทย์ว่ามียาตัวเลือกอื่น ๆ ที่อาจจะมีความปลอดภัยมากกว่าหรือไม่

การหยุดกินยา Adderall

ถ้าคุณหยุดกินยา Adderall ทันที อาจเจออาการถอนยา เช่น ภาวะซึมเศร้า นอนไม่หลับ หงุดหงิด และความเหนื่อยล้า และจะรุนแรงมากขึ้นหากคุณเคยติดยาเสพติดหรือติดเหล้า อาการถอนยา Adderall สามารถจัดการให้ลดลงด้วยความช่วยเหลือจากแพทย์โดยค่อย ๆ ลดปริมาณยาที่กิน

การใช้ Adderall ในหญิงตั้งครรภ์

Adderall ไม่ปลอดภัยที่จะใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้หากคุณกำลังตั้งครรภ์ หรืออาจจะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร

อาการข้างเคียงของAdderall

อาการข้างเคียงที่พบบ่อยของ Adderall ได้แก่

  • ภาวะกังวลใจ
  • เวียนหัว
  • อยู่ไม่นิ่ง
  • อาการปวดหัว
  • อาการปวดท้อง
  • ความอยากอาหารลดลง
  • หลับยาก
  • ปากแห้ง
  • คลื่นไส้
  • น้ำหนักลด
  • ท้องผูกหรือท้องเสีย
  • ความต้องการทางเพศลดลง

อาการข้างเคียงที่รุนแรงมากขึ้นและควรปรึกษาแพทย์ทันที ได้แก่

  • การมองเห็นเปลี่ยนแปลง
  • อาการชัก
  • อาการเจ็บหน้าอก
  • ภาวะหายใจขัด
  • เป็นลม
  • อ่อนเพลียอย่างรุนแรงหรือเหน็บชาตามร่างกาย
  • การเคลื่อนไหวหรือการออกเสียงที่ควบคุมไม่ได้
  • เห็นภาพหลอนหรือมีความเข้าใจผิด ๆ ในเรื่องราวต่าง ๆ
  • พฤติกรรมก้าวร้าว
  • พฤติกรรมที่ไม่สามารถควบคุมได้
  • ผื่นที่ผิวหนังอย่างรุนแรง
  • อาการบวมของใบหน้า ริมฝีปาก หรือลิ้น
  • กลืนหรือพูดคุยลำบาก
  • หัวใจเต้นผิดปกติ

ปฏิกิริยากับยาอื่นของ Adderall

แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยา อาหารเสริม สมุนไพร หรือสิ่งที่กินเป็นประจำก่อนกินยาadderall

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับ adderall

  • ยากล่อมประสาทที่เรียกว่าสารยับยั้งเอนไซม์ (monoamine oxidase inhibitor (MAOI)) รวมถึง
    • isocarboxazid (Marplan)
    • phenelzine (Nardil)
    • selegiline (Eldepryl, Emsam, Zelapar)
    • tranylcypromine (Parnate)
  • ยาลดความดันโลหิต เช่น adrenergic blocker หรือ alpha blockers àalfuzosin (Uroxatral) Doxazosin (Cardura) และ prazosin (Minipress)
  • ยากันชักเช่น ethosuximide (Zarontin), phenobarbital (luminal, Solfoton) และ phenytoin (Dilantin)
  • ยาป้องกันการจับตัวของเลือด เช่น warfarin (Coumadin)
  • ยาแก้หวัดและยาแก้แพ้ที่มี decongestants
  • ยาหัวใจ เช่น beta blockersà atenolol (Tenormin) labetalol (Normodyne) และ metoprolol (Lopressor, Toprol XL)
  • ยาขับปัสสาวะเช่น furosemide (Lasix)
  • ยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคจิตเภทหรือโรคอารมณ์สองขั้ว เช่น haloperidol (Haldol)
  • ยาแก้ปวดตามใบสั่งแพทย์รวมทั้ง meperidine (Demerol) และ propoxyphene (Darvon)
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่เรียกว่ากรดกลูตามิกหรือ L-glutamine

นอกจากนี้ Adderall จะมีผลต่อสมาธิ การประสานงานของร่างกาย และการตัดสินใจ

ขนาดการใช้ยาAdderall

แพทย์มักจะเริ่มต้นที่ยาขนาดต่ำและค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้น ปริมาณยาที่ดีที่สุดคือปริมาณยาที่ต่ำที่สุดซึ่งสามารถให้ผลการรักษาได้ เด็กอายุมากกว่า 5 ปี กรณีรักษาภาวะสมาธิสั้น: เริ่มต้นที่ 5 มิลลิกรัม และค่อย ๆ เพิ่มจนถึง 30 มิลลิกรัม สำหรับผู้ใหญ่ที่มีภาวะง่วงรุนแรงร่วมด้วย อาจเริ่มต้นที่ 5 มิลลิกรัมและเพิ่มขึ้นถึง 60 มิลลิกรัม สามารถใช้ Adderall และ Adderall XR ทั้งก่อนและหลังอาหาร ทุก 4-6 ชั่วโมงในระหว่างวัน แนะนำให้กิน Adderall XR วันละครั้งในตอนเช้า เพราะถ้ากินช่วงเย็นอาจรบกวนการนอนหลับ ควรกลืนทั้งแคปซูลหรือเปิดแคปซูลและโรยผสมกับน้ำแอปเปิล ควรใช้ยาทันทีหากตัวยามีการสัมผัสอากาศภายนอก

การกินยา Adderall เกินขนาด

อาการที่เกิดจากใช้ยา Adderall เกินขนาดอาจรวมถึง

  • กระวนกระวายมาก
  • สับสน
  • ก้าวร้าว
  • ภาวะตกใจ เสียขวัญ
  • เห็นภาพหลอน
  • หายใจเร็ว
  • มีไข้
  • ตัวสั่น
  • อ่อนเพลียมาก
  • คึกคะนอง
  • ภาวะชัก
  • หมดสติ

หากคุณอยู่ในภาวะกินยาเกินขนาด ควรปรึกษาแพทย์ทันที

เมื่อลืมกินยา Adderall

อย่าหยุดยา Adderall ทันที เพราะอาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง เมื่อยล้ามาก และอาการถอนยาอื่น ๆ ควรกินยาทันทีที่นึกได้ หากใกล้มื้อต่อไปให้ข้ามเม็ดที่ลืม ไม่ควรกินยาเป็นสองเท่า

ลักษณะเม็ดยา

Amphetamine-Dextroamphetamine 7.5 mg-BAR, blue, round,

Amphetamine-Dextroamphetamine 12.5 mg-BAR, orange, oval,

Amphetamine-Dextroamphetamine 15 mg-BAR, peach, round,

Amphetamine-Dextroamphetamine 5 mg-BAR, blue, oval,

Amphetamine-Dextroamphetamine 10 mg-BAR, blue, oval,

Amphetamine-Dextroamphetamine 20 mg-BAR, peach, oval,

Amphetamine-Dextroamphetamine 30 mg-BAR, peach, oval,

Adderall 5 mg, blue, round,

Adderall 10 mg, blue, round,

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: แพทย์สั่งให้ฉันกิน Adderall XR 30 mg ของบริษัท Barr(Teva) ซึ่งเป็นยาเลียนแบบวันละ 3 ครั้ง ตามร้านขายยาหาซื้อตัวนี้ไม่ได้ จึงสั่งของ CorePharma ให้แทน ฉันกลัวผลกระทบเพราะ FDA บอกว่า เป็น AB equivalent คือมีส่วนประกอบสำคัญที่เหมือนกัน แต่ฉันอ่านพบว่า อาจมีความเข้มข้นของยาแตกต่างกันได้ตั้งแต่ 80-120% ซึ่งค่อนข้างมากสำหรับยาจิตเวช ฉันจึงคืนและเปลี่ยนเป็นยาต้นแบบ ขอความรู้เรื่องกระบวนการผลิต AB equivalents, binders, fillers
คำตอบ: คุณพูดถูกว่ายาต้องมีมาตรฐานตามกำหนดของ FDA แต่อันที่จริง จะอนุญาตให้ปริมาณยาสำคัญอยู่ในช่วง 98-101% จึงทำให้ผลการรักษาของยาเลียนแบบและยาต้นแบบไม่ต่างกันมาก แต่ละโรงงานอาจใช้ส่วนผสมอื่น (binder) ที่แตกต่างกัน คุณควรกินยาที่กินแล้วให้ผลการรักษาดีต่อคุณ ไม่จำเป็นต้องเป็นยาต้นแบบเสมอ และร้านยาบางร้านก็ไม่ได้สั่งยาทุกชนิดมาขาย

คำถาม: Adderall จะลดการเผาผลาญพลังงานของฉันหรือไม่ ?
คำตอบ: Adderall ไม่ได้มีผลด้านการเผาผลาญ แต่ไปลดความอยากอาหาร จึงทำให้น้ำหนักลดลง การกินยานี้ไม่ควรทำให้น้ำหนักเพิ่ม

คำถาม: Adderall จะไปกระทบสมองอย่างถาวรได้หรือไม่ ? อาการข้างเคียงที่รุนแรงที่สุดคืออะไร ? ถ้าต้องการหยุดกินยานี้ต้องทำย่างไร ?
คำตอบ: Adderall ทำงานโดยกระตุ้นระบบสมองส่วนกลาง อาการข้างเคียงที่พบคือการกระตุ้นที่มากเกินไป เช่น กระสับกระส่าย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว น้ำหนักลด ปากแห้ง รวมถึงการทำงานของระบบหัวใจ(ปวดหน้าอก หายใจขัด) และการทำงานของสมอง หากพบอาการข้างเคียงที่รุนแรงหรือต้องการหยุดยา ควรปรึกษาแพทย์

คำถาม: มีวิธีทำให้เด็กอายุ 10 ปีที่กินยา Adderall ยอมกินอาหารเพื่อสุขภาพได้อย่างไร?
คำตอบ: Adderall จะทำให้เกิดอาการข้างเคียงอย่างหนึ่งคือ เบื่ออาหาร อันจะเป็นผลให้น้ำหนักลด ฉันไม่แน่ใจว่าลูกของคุณมีอาการเบื่ออาหาร หรือว่ากินแต่อาหารขยะ (junk food) คุณจึงต้องการให้เขากินอาหารเพื่อสุขภาพ

ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ควรวางอาหารเพื่อสุขภาพที่เขาชอบไว้หลาย ๆ จุดที่ สะดวกต่อการหยิบกิน เช่น หั่นผลไม้ที่เขาชอบ ถั่ว ขนมแครกเกอร์ ไว้ในห้องที่เขาเล่น  หากเขาไม่เจริญอาหารจริง ๆ อาจให้เขากินอาหารเสริม Pediasure จะช่วยการเจริญอาหาร และพยายามใช้เนื้อที่ไม่มีไขมันปรุงอาหาร

คำถาม: สามีฉันเป็นโรคสมาธิสั้นและกินยา Adderall ซึ่งก็ช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ระยะหลังเขาเริ่มมีปัญหาเรื่องการมองเห็น บางครั้งก็เห็นดาว กาแฟทำให้อาการแย่ลง เขามีอาการขุ่นเคืองง่าย กังวล และซึมเศร้า เขาต้องหยุดกินยาและไปพบแพทย์ อาการเหล่านี้เป็นผลข้างเคียงของยานี้หรือไม่ ?
คำตอบ: Adderall ใช้รักษาโรคสมาธิสั้นในเด็กและ narcolepsy ในผู้ใหญ่ มีอาการข้างเคียงรุนแรงที่ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ ได้แก่ สับสน เจ็บและแน่นหน้าอก หายใจถี่ ซึมเศร้า ก้าวร้าว จิตหลอน (เห็นและได้ยินสิ่งที่ไม่มีตัวตน) ตัวสั่น อยู่ไม่นิ่ง เป็นลม มีการเคลื่อนที่ของแขน ขา คอ ที่ไม่สามารถควบคุมได้

คำถาม: ผลระยะยาวของ Adderall คืออะไร ? ใช้ร่วมกับ Wellbutrin, Zoloft, Klonopinได้หรือไม่ ?
คำตอบ: การใช้Adderall (amphetamine-based drug)ร่วมกับ Zoloft (selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs)) ควรระวังการเกิด serotonin syndrome ซึ่งจะมีอาการทางสุขภาพจิต เช่น อารมณ์ขุ่นเคือง สับสน เห็นภาพหลอน หัวใจเต้นแรง เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน การกิน Adderall ร่วมกับ Wellbutrin จะทำให้เกิดอาการชักง่ายขึ้น ไม่ควรกินเหล้าร่วมกับยา Adderall, Wellbutrin, Zoloft และ Klonopin เพราะจะเพิ่มอาการง่วงนอน

คำถาม: Adderall จะลดความต้องการทางเพศหรือไม่ ?
คำตอบ: Adderall จะมีโอกาสทั้งลดและเพิ่มความต้องการทางเพศ ทั้งในหญิงและชาย

คำถาม: ลูกชายฉันกินAdderall ตั้งแต่อายุ 17-27 ปี จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพเขาไหม ?
คำตอบ: Adderall จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ (Schedule II drug under the Controlled Substance) ผลของการกิน Adderall เป็นเวลานานของยากลุ่ม amphetamines ถ้าหยุดยาทันทีจะเกิดภาวะเมื่อยล้ารุนแรงและภาวะซึมเศร้า ส่วนการใช้เป็นเวลานานจะเกิดภาวะความดันสูง ความเสี่ยงของการเสียชีวิตแบบทันที เส้นเลือดสมองตีบ หัวใจวาย เช่นเดียวกับผู้ที่กินยา Ritalin (methylphenidate) และยากระตุ้นอื่น ๆ ที่ใช้รักษาภาวะสมาธิสั้นและเสี่ยงต่อการเกิดภาวะชัก จึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีประวัติชัก

คำถาม: ขนาดยาที่เหมาะสมสำหรับการรักษาภาวะสมาธิสั้นในผู้ใหญ่คือเท่าไร ?
คำตอบ: ขนาดยาเริ่มต้น: 5 mg วันละ 1-2 ครั้ง และค่อย ๆ เพิ่มยา สัปดาห์ละ 5 mg จนได้ระดับยาที่สามารถควบคุมอาการได้ดี  ระดับยาสูงสุดคือ 40 mg/วัน แบ่งกิน 1-3 ครั้ง

คำถาม: รายชื่อยาที่มีส่วนผสมของ amphetamine เป็นส่วนประกอบมีอะไรบ้าง ?
คำตอบ: Adderall (amphetamine dextroamphetamine); Didrex (benzamphetamine); Ritalin (methylphenidate); and Dexadrine Spansule (dextroamphetamine)

คำถาม: Adderall ทำให้เกิดการติดยาไหม ? สามารถกินแล้วหยุดเลยได้ไหม หรือต้องกินตลอดไป?
คำตอบ: มีโอกาสที่ Adderall ทำให้เกิดภาวะติดยา จึงควรอยู่ใต้การดูแลของแพทย์ บางคนเกิดภาวะดื้อยาและต้องเพิ่มปริมาณยาที่กิน คนที่กินยานี้ควรค่อย ๆ หยุดยาเมื่ออาการดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องกินยาตลอดไป

คำถาม: ฉันกิน Adderall เพื่อรักษาภาวะสมาธิสั้นและโรคย้ำคิดย้ำทำ(Obcessive compulsive disorder(OCD)) และยังกินยา Xanax ลดเครียดและยาแก้ปวด ยาเหล่านี้จะออกฤทธิ์ที่สมองแยกกันหรือต่อต้านกัน ? ยาแก้ปวดเสพติดจัดเป็นยาระงับประสาทด้วยใช่ไหม?
คำตอบ: กลไกการออกฤทธิ์ของ Adderall กระตุ้นระบบสมองส่วนกลาง ซึ่งตรงข้ามกับยาอีก 3 ตัวที่ออกฤทธิ์กดระบบสมองส่วนกลาง แต่ยาแก้ปวดเสพติดจะออกฤทธิ์ที่ opioid receptors ในสมอง ส่วน Xanax เป็นยาในกลุ่ม benzodiazepines ทำงานกับสารเคมีในสมองที่ชื่อ GABA จากข้อมูลยาไม่พบว่ายาทั้งสามตัวจะเกิดปฏิกิริยาต่อกัน แต่มีผลข้างเคียงร่วมที่อาจเกิดขึ้น เช่น เหนื่อยล้า รบกวนระบบการคิด จึงไม่ควรขับรถหรือทำงานด้านเครื่องจักร

คำถาม: Adderall สามารถใช้ในหญิงตั้งครรภ์ได้ไหม ควรใช้อะไรแทน ?
คำตอบ: Adderall ถูกจัดอยู่ในหมวด Pregnancy Category C หมายถึงไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ยกเว้นอยู่ในการควบคุมของแพทย์

คำถาม: การใช้ Adderall ระยะยาว มีผลต่อบุคลิกภาพส่วนบุคคลได้หรือไม่ ?
คำตอบ: ไม่มีการศึกษาที่แน่ชัดเกี่ยวกับบุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงในการใช้ยา 6-12 เดือน แต่มีอาการข้างเคียงบางอย่างที่มีผลต่อบุคลิกภาพ เช่น ตัวสั่น พฤติกรรมแปลก ๆ ก้าวร้าว อยู่ไม่นิ่ง

คำถาม: ผู้ป่วยมีปัญหาสมาธิสั้นร่วมกับภาวะอารมณ์สองขั้ว ผู้ป่วยใช้ Adderall ควรใช้ยาอะไรรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว ?
คำตอบ: การรักษาภาวะอารมณ์สองขั้ว คือ พยายามให้ผู้ป่วยมีอาการสงบโดยการใช้ยาปรับอารมณ์ (mood-stabilizing medication) ร่วมกับการบำบัดทางจิต และปรับวิถีชีวิตให้เหมาะสม เช่น ออกกำลังกาย

คำถาม: ระดับยาปกติของ amphetamine สำหรับหญิงอายุ 57 ปีหนัก 180 ปอนด์ที่มีภาวะสมาธิสั้นคือเท่าไร ? หลังกินยามา 2 ปี ฉันมีสมาธิทำงานให้สำเร็จดีขึ้น ภาวะกังวลลดลง ขณะนี้ฉันกิน 30 mg วันละ 3 ครั้ง แต่ปัญหาคือน้ำหนักตัวฉันเพิ่มขึ้น
คำตอบ: ขนาดยาเริ่มต้นคือ 5 mg  วันละ 1-2 ครั้ง และค่อย ๆ เพิ่มยา สัปดาห์ละ 5 mg จนได้ระดับยาที่สามารถควบคุมอาการได้ดี  ระดับยาสูงสุดคือ 40 mg/วัน แบ่งกิน 1-3 ครั้ง

คำถาม: ฉันมีปัญหาการนอนผิดปกติและต้องกินยา Adderall ถ้าฉันไม่ได้กินยา 2 วัน ฉันสามารถหลับได้ แต่ถ้าต้องเริ่มกินอีก ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเห็นผล เป็นเพราะอะไร ?
คำตอบ: Adderall จะทำหน้าที่เพิ่มสาร dopamine และ norepinephrine ทำให้สามารถรักษาอาการสมาธิสั้นและ narcolepsy ยาตัวนี้จะใช้เวลาประมาณ 5 รอบครึ่งชีวิต (half-lives คือ ระยะเวลาที่ร่างกายขับยาออกจากร่างกายไป 50%) เพื่อให้มีระดับยารักษา (Therapeutic level) ที่คงที่ 24ชั่วโมงต่อวัน ซึ่ง Adderall มีครึ่งชีวิตที่ 10-13 ชั่วโมง  ดังนั้น เวลาที่จะทำให้มีระดับยารักษา (Therapeutic level) ที่คงที่ คือ 50-65 ชั่วโมง อาจแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยในแต่ละคน อีกปัจจัยคือภาวะกรดในร่างกาย (เช่นกรด citric acid จะลดการดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย และภาวะกรดในปัสสาวะจะลดการดูดกลับยาของไต) และในภาวะด่างของร่างกาย เช่น การกินยาลดกรด จะเพิ่มการดูดกลับยาในไต ซึ่งทำให้มีระดับยาในร่างกายสูงและอาจก่อให้เกิดอันตราย

คำถาม: ฉันกินยา Lonamin เพื่อลดน้ำหนัก และมีอาการซึมเศร้าอย่างมาก ยา Adderall XR มีอาการข้างเคียงนี้หรือไม่ ?
คำตอบ: อาการซึมเศร้าที่เกิดน่าจะเป็นอาการตรงข้าม (paradoxical reaction) ของอาการข้างเคียงปกติ ซึ่งควรจะเป็นอาการว่องไวกระฉับกระเฉง จัดเป็นอาการข้างเคียงรุนแรงที่ควรรีบปรึกษาแพทย์

คำถาม: ลูกสาวฉันกิน Adderall เพื่อรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder) ตั้งแต่อายุ 5 -12 ปี และมีน้ำหนัก 57 ปอนด์สูง 4 ฟุต ขณะนี้เธอหยุดกินยาแล้ว เธอจะตัวเล็กขนาดนี้ตลอดไปหรือไม่ ?
คำตอบ: Adderall มีผลข้างเคียงคือ ลดความอยากอาหาร ทำให้การเจริญเติบโตในเด็กไม่สมบูรณ์ แพทย์ควรจะสังเกตอาการและปรับเปลี่ยน เช่น อาจหยุดยาบางช่วงเพื่อเพิ่มกิจกรรมที่ช่วยเรื่องการเจริญเติบโต โดยทั่วไป หลังหยุดยาเด็กมักมีพัฒนาการกลับมาเป็นปกติ และไม่ได้มีพัฒนาการที่ด้อยกว่าเด็กคนอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ

คำถาม: Adderall ปลอดภัยสำหรับเด็กหรือไม่ ลูกฉันอายุ 13 ปีและเป็นเด็กพิเศษ autism ตอนนี้เขาเริ่มมีพฤติกรรมแปลก ๆ หลังจากกินยานี้มาหลายปี ?
คำตอบ: ยาที่ใช้รักษาโรค Autism มีดังนี้

  • เด็ก 3 ปีขึ้นไป ใช้ Adderall หรือ Dexedrine หรือ Dextrostat (dextroamphetamines)
  • 6 ปีขึ้นไป ใช้ Adderall XR (amphetamine salts XR), Concerta, Focalin, Metadate ER, and Ritalin (methylphenidate). Strattera (กลุ่ม non-stimulant) ยารักษาซึมเศร้า (antidepressants) และยาบำบัดจิต(Antipsychotic) มักมีการให้เพิ่มด้วย กรณีพบพฤติกรรมแปลก ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนแปลงยา

คำถาม: ฉันสามารถกิน Adderall ขณะให้นมลูกได้หรือไม่ ?
คำตอบ: ตัวยานี้ส่งผ่านไปยังน้ำนม จึงไม่ควรกินยานี้ขณะให้นมลูก

คำถาม: มันปลอดภัยไหมถ้าต้องกินยา Adderall ช่วงให้นมลูก?
คำตอบ: ตัวยานี้ส่งผ่านไปยังน้ำนม จึงไม่ควรกินยานี้ขณะให้นมลูก

คำถาม: ตัวยา Adderall จะใช้เวลาขับออกจากร่างกายนานเท่าไร ?
คำตอบ: Adderall, IR and XR, ทั้งสามรูปแบบจะมีส่วนประกอบเหมือนกัน ต่างกันตรงเวลาที่จะปลดปล่อยตัวยาเข้าสู่ร่างกาย เด็กจะสามารถขับยาออกจากร่างกายได้เร็วกว่าผู้ใหญ่ ค่าเฉลี่ยครึ่งชีวิตในผู้ใหญ่คือ 10 ชั่วโมง ค่าเฉลี่ยครึ่งชีวิตในวัยรุ่นอายุ 13-17 ปีหรือในผู้ใหญ่น้ำหนักน้อยกว่า 75 kg/165 lbs คือ 11 ชั่วโมง ค่าเฉลี่ยครึ่งชีวิตของเด็กอายุ 6-12 ปีคือ 9 ชั่วโมง สามารถสรุปโดยประมาณว่าหลัง 3-5 ครึ่งชีวิตหรือ 2-3 วัน (half-lives) ประมาณ 90% ของตัวยาจะถูกขับออกจากร่างกายและไม่มีผลออกฤทธิ์ต่อร่างกายอีก

คำถาม: ยาแก้ปวดแบบOTC (ยาสามัญประจำบ้าน) ชนิดไหนที่สามารถใช้กับลูกชายอายุ 14 ปีที่มีภาวะสมาธิสั้นและใช้ยา Ad ?
คำตอบ: ตามข้อมูลยา Adderall ไม่มีปฏิกิริยากับยาOTC ทั่วไป แต่ควรระวังยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของ pseudoephedrine ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะความดันสูง จึงควรกินในปริมาณน้อยเท่าที่จำเป็น

คำถาม: หากใช้ Adderall ไประยะหนึ่งจะเกิดภาวะดื้อยาไหม มียาอื่นที่ใช้รักษาภาวะสมาธิสั้นหรือไม่ ?
คำตอบ: ยารักษาภาวะสมาธิสั้นแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

  • ไม่มีฤทธิ์กระตุ้น (no stimulant) ได้แก่ Strattera (atomoxetine) ออกฤทธิ์กับสารหลั่งในสมองทำให้ว่องไว กระฉับกระเฉง
  • มีฤทธิ์กระตุ้น (Stimulant medications) เช่น Ritalin (methylin) ออกฤทธิ์สั้นภายใน 4 ชั่วโมง, Concerta, Daytrana (methylphenidate), Detroamphetamine-amphetamine (Adderall) ออกฤทธิ์ยาวถึง 6-12 ชั่วโมง และ Dexedrine (dextroamphetamine)

คำถาม: ฉันอายุ 67 ปี ต้องกินยา Adderall วันละ 2 ครั้ง  จะมีปัญหาโรคหัวใจหรือไม่ หากใช้ในระยะยาว ?
คำตอบ: เนื่องจากผลข้างเคียงอย่างหนึ่งของ Adderall คือ อาจเกิดภาวะความดันสูง จึงต้องระวังการใช้ยาในผู้ที่มีปัญหาความดันหรือโรคหัวใจ Amphetamines เป็นยาควบคุมเนื่องจากมีโอกาสที่จะเกิดการใช้ยาผิด ๆ และอาจเกิดภาวะดื้อยา (ต้องใช้ยามากขึ้น) และติดยา (หากหยุดยาจะเกิดอาการถอน เช่น อ่อนเพลียและซึมเศร้า)  

คำถาม: Adderall มีผลต่อร่างกายอย่างไรหากมีภาวะเส้นเลือดตีบ (multiple sclerosis (MS)) ?
คำตอบ: อาการข้างเคียงบางอย่างของ Adderall เช่น เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและตัวสั่น จึงมีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันสูง ภาวะระดับไทรอยด์ฮอร์โมนสูง โรคต้อหิน ไม่มีข้อห้ามใช้ Adderall ในภาวะเส้นเลือดตีบ (multiple sclerosis (MS)) เนื่องจากเป็นภาวะที่เกิดกับเยื่อหุ้มเส้นประสาท (myelin sheath) ที่ทำหน้าที่ส่งผ่านสารสื่อประสาท อาการที่เกิด อาจจะเป็นไม่มากหรือมากก็ได้แตกต่างกันไป เช่น กล้ามเนื้อเกร็ง ปวดแสบ อ่อนเพลีย และเสียการทรงตัว เดินหรือทำงานไม่ได้ และเป็นภาวะที่จะมีอาการของโรคแย่ลงเรื่อย ๆ

คำถาม: Adderall ทำให้จำนวน sperm ลดลงหรือไม่?
คำตอบ: จากข้อมูลยา ไม่พบข้อมูลว่า Adderall จะทำให้จำนวน sperm ลดลง

การวินิจฉัยโรคสมาธิสั้น

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นได้โดยอาศัยประวัติที่ละเอียด การตรวจร่างกาย การตรวจระบบประสาท และการสังเกตพฤติกรรมของเด็กเป็นหลัก ในปัจจุบันยังไม่มีการตรวจเลือดหรือเอ็กซเรย์สมองที่สามารถนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้น ในบางกรณีแพทย์จำเป็นต้องอาศัยการตรวจอื่น ๆ เช่น การตรวจสายตา (vision test) การตรวจการได้ยิน (hearing test) การตรวจคลื่นสมอง (EEG) การตรวจเชาวน์ปัญญา (IQ test) และความสามารถทางการเรียน เพื่อช่วยวินิจฉัยแยกโรคลมชัก ความบกพร่องทางสายตา การได้ยิน หรือภาวะการเรียนบกพร่อง (learning disorder) ออกจากโรคสมาธิสั้น นอกจากนี้ โรคออทิสติก โรคจิตเภท ภาวะพัฒนาการล่าช้า และโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ในเด็ก เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า สามารถทำให้เด็กแสดงอาการหรือมีพฤติกรรมคล้ายกับเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น

อะไรเป็นสาเหตุของโรคสมาธิสั้น ?

การวิจัยในปัจจุบันพบว่า เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีความบกพร่อง หรือมีปริมาณสารเคมีที่สำคัญบางตัว (dopamine, noradrenaline) ในสมองน้อยกว่าเด็กปกติ โดยมีกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยที่สำคัญ ประมาณ 30 - 40 % ของเด็กสมาธิสั้นจะมีสมาชิกในครอบครัวคนใดคนหนึ่งเป็นโรคสมาธิสั้นด้วยหรือมีปัญหาอย่างเดียวกัน ปัจจัยจากการเลี้ยงดูหรือสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงปัจจัยเสริมที่ทำให้อาการหรือความผิดปกติดีขึ้นหรือแย่ลงแต่ไม่ใช่สาเหตุหลัก มารดาที่ขาดสารอาหาร ดื่มสุรา สูบบุหรี่ หรือถูกสารพิษบางชนิด (เช่น ตะกั่ว) ในระหว่างตั้งครรภ์ จะมีโอกาสมีลูกเป็นโรคสมาธิสั้นสูงขึ้น การวิจัยในปัจจุบันไม่พบว่าการบริโภคน้ำตาลหรือช็อกโกแลตมากเกินไปทำให้เด็กซนมากขึ้น การดูทีวีหรือเล่นวิดีโอเกมมากเกินไปก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้น

เด็กสามารถนั่งดูทีวีหรือเล่นวิดีโอเกมได้นานเป็นชั่วโมง ทำไมแพทย์ถึงยังบอกว่าเด็กเป็นโรคสมาธิสั้น?

เพราะในขณะที่เด็กดูทีวีหรือเล่นวิดีโอเกม เด็กจะถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาพบนจอทีวีหรือวิดีโอเกมที่เปลี่ยนทุก 2 - 3 วินาที สามารถดึงดูดความสนใจของเด็กได้ สมาธิของเด็กมีขึ้นได้จากสิ่งเร้าภายนอก ซึ่งตรงกันข้ามกับสมาธิที่เด็กต้องสร้างขึ้นมาเอง ระหว่างการอ่านหนังสือหรือทำงานต่าง ๆ  เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะขาดสมาธิรูปแบบนี้ ดังนั้นถึงแม้ว่าเด็กจะสามารถดูทีวีหรือเล่นวิดีโอเกมได้นาน ๆ เด็กก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคสมาธิสั้นได้

วิธีการรักษาโรคสมาธิสั้นมีอะไรบ้าง ?

การรักษาเด็กสมาธิสั้นที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดคือการผสมผสานการรักษาหลาย ๆ ด้านดังต่อไปนี้เข้าด้วยกัน

  • ก. การรักษาด้วยยา
  • ข. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการช่วยเหลือทางด้านจิตใจสำหรับเด็กและครอบครัว
  • ค. การช่วยเหลือทางด้านการเรียน

ยาอะไรที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้น และยาจะช่วยเด็กอย่างไร ?

ยาที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับโรคสมาธิสั้นคือยาในกลุ่ม Psychostimulants ซึ่งได้แก่ methylphenidate (Ritalin®), long-acting methylphenidate (Concerta®), dextroamphetamine (Dexedrine®), Adderall และ pemoline (Cylert®) ยาเหล่านี้เป็นยาที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อยและมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง ยาจะช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น ซนน้อยลง ดูสงบลง มีความสามารถในการควบคุมตัวเองดีขึ้น และอาจช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้น ผลที่ตามมาเมื่อเด็กได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีคือ เด็กจะรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง (self-esteem) เพิ่มขึ้น และมีความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรอบข้างดีขึ้น

ยาเข้าไปทำอะไรกับสมองของเด็ก ?

พ่อแม่และครูหลายท่านมีความเข้าใจผิดคิดว่ายาที่แพทย์ใช้ในการรักษาเด็กสมาธิสั้นออกฤทธิ์โดยการไป “บีบ” หรือ “กด” สมองเพื่อให้เด็กนิ่งขึ้นหรือซนน้อยลง ดังนั้นความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่เมื่อแพทย์บอกว่าเด็กควรจะได้รับการรักษาด้วยยาคือ วิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจ ไม่อยากให้เด็กกินยา แต่แท้จริงแล้วยาจะออกฤทธิ์โดยการไป “กระตุ้น” เซลล์สมองให้หลั่งสารเคมีธรรมชาติ (ตัวที่เด็กมีน้อยกว่าเด็กปกติ) ออกมามากขึ้นในระดับที่เด็กปกติควรจะมี สารเคมีตัวนี้ช่วยให้เด็กสามารถควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น มีสมาธิยาวนานขึ้น เรียนหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผลข้างเคียงของยามีอะไรบ้าง ?  

ผลข้างเคียงของยาในกลุ่มนี้ที่พบบ่อย ได้แก่ อาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ปวดท้อง และอารมณ์ขึ้นลง หงุดหงิดง่าย ขี้ใจน้อย เจ้าน้ำตา อาการข้างเคียงเหล่านี้มักจะไม่รุนแรงและหายไปเองได้เมื่อเด็กกินยาติดต่อกันไปสักระยะหนึ่ง

หากเด็กมีอาการเบื่ออาหารมากหลังจากกินยาจะทำอย่างไร ?

เด็กบางรายอาจจะมีอาการเบื่ออาหารระหว่างที่ยากำลังออกฤทธิ์ ดังนั้นจึงควรให้เด็กกินอาหารให้เรียบร้อยก่อนให้กินยา โดยปกติแล้วความอยากอาหารจะกลับมาเป็นปกติ (หรือมากกว่าปกติในบางราย) เมื่อยาหมดฤทธิ์ จึงไม่แปลกที่เด็กบางคนบ่นว่าหิว หรืออาจจะร้องขอกินอาหารเมื่อใกล้เวลาจะเข้านอน พ่อแม่ควรอนุญาตให้เด็กกินอาหารได้ทุกเวลาที่เขาต้องการแม้จะเป็นตอนค่ำ เพื่อชดเชยมื้อเช้าหรือมื้อเที่ยงที่เด็กอาจจะกินอาหารไม่ได้มาก มีเด็กเพียงไม่กี่รายที่อาการเบื่ออาหารมีมากจนแพทย์ต้องลดขนาดยาให้น้อยลงหรือให้อาหารเสริม ในบางรายแพทย์อาจให้ยากระตุ้นความอยากอาหารร่วมด้วย

มีคนบอกว่าเด็กกินยาแล้วจะ 'ซึม' จริงหรือไม่ ?

เด็กสมาธิสั้นที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาได้ดีอาจจะดูนิ่ง สงบ เงียบ เรียบร้อยผิดจากเดิมไปมาก จึงมักทำให้พ่อแม่หรือคุณครูที่คุ้นเคยกับอาการซน เสียงดัง และความวุ่นวายของเด็ก เกิดความประหลาดใจปนกับกังวลว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเด็ก หลายคนคาดเดาไปว่าเด็ก “ซึม” เพราะยา แต่ในความเป็นจริงเด็กเพียงแต่มีอาการ “สงบ” เหมือนพฤติกรรมของเด็กปกติทั่วไป เด็กจะเกิดอาการ “ซึม” ก็ต่อเมื่อได้รับยาในขนาดที่สูงเกินไปเท่านั้น

วิธีแยกระหว่างอาการ 'ซึม' กับ 'สงบ' อาศัยสมาธิและความสามารถในการคิดของเด็ก ระหว่างที่เด็กมีอาการ “ซึม” เด็กจะไม่สามารถใช้สมองหรือคิดอะไรไม่ออก เวลาถามอะไรก็ไม่ตอบหรือตอบไม่ได้ แต่ระหว่างที่เด็ก “สงบ” เด็กจะกระตือรือร้นหากมีการนำงานมาให้เด็กทำหรือคิด เด็กจะตอบได้ไวและถูกต้อง ดังนั้นพ่อแม่จึงควรสังเกตและแยกให้ได้ว่าจริง ๆ แล้วเด็กกินยาแล้ว “ซึม” หรือ “สงบ” กันแน่

การรักษาโรคสมาธิสั้นมีอะไรบ้าง

การช่วยเหลือผู้ที่มีภาวะสมาธิบกพร่องในปัจจุบันนั้น วิธีที่ยอมรับกันทั่วไปว่าได้ผลดี คือ การให้ยาเพิ่มสมาธิร่วมกับการฝึกเทคนิคในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วยและผู้ดูแล รวมทั้งปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวัน โดยผู้ป่วย และผู้ปกครองต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโรคนี้ให้เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง เพื่อที่จะช่วยเหลือเด็ก ๆ เหล่านั้นให้ดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข

การรักษาเด็กสมาธิสั้นที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดคือการผสมผสานการรักษาหลาย ๆ ด้านเข้าด้วยกัน

  • การรักษาด้วยยา
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการช่วยเหลือทางด้านจิตใจสำหรับเด็กและครอบครัว
  • การช่วยเหลือทางด้านการเรียน

ยาเพิ่มสมาธิ

ปัจจุบันมีการนำยาหลายชนิดมาใช้เพื่อเพิ่มสมาธิ ได้แก่

  • กลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้น (psychostimulant medications)
  • ยาใหม่ในกลุ่มที่ไม่กระตุ้น (non-stimulant)
  • ยาออกฤทธิ์ต้านเศร้า (antidepressant)

กลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้น

ยาในกลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้นถือเป็นยาที่ใช้ได้ผลดีสำหรับโรคสมาธิสั้น ยาเหล่านี้เป็นยาที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อย และมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง โดยจะช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น ซนน้อยลง ดูสงบลง อีกทั้งสามารถควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น และอาจช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้น ผลที่ตามมาเมื่อเด็กได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี คือเด็กรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองเพิ่มขึ้น และยังช่วยทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรอบข้างดีขึ้นอีกด้วย  รายงานทางการแพทย์ล่าสุดพบว่าการรักษาเด็กสมาธิสั้นด้วยยาในกลุ่มนี้ได้ผลดีถึงร้อยละ 70-90

  • Methylphenidate (Ritalin, Metadate, Concerta)                                                                                                                                                                                
  • Amphetamine (Dexedrine, Dextrostat, Adderall)                                                                                                                                                                          

ยาใหม่ในกลุ่มที่ไม่กระตุ้น

ยาในกลุ่มนี้เรียกว่า "non-stimulant" หมายถึงไม่กระตุ้นสมองและระบบประสาท แต่เมื่อศึกษาลึกลงไปถึงกลไกการออกฤทธิ์แล้วกลับไม่พบความแตกต่างกับยาในกลุ่มแรก

Atomoxetine (Strattera) เป็นยาที่ได้รับการวิจัยอย่างมากที่สุดในปัจจุบัน และใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา ในแง่ผลข้างเคียงของยานี้ถือว่าน้อยมาก และพบว่าเมื่อใช้ยานี้ร่วมกับการบำบัดทางด้านพฤติกรรมแล้ว จะช่วยให้เด็กเคารพกฎเกณฑ์และมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับพ่อแม่และบุคคลรอบข้าง

ยาออกฤทธิ์ต้านเศร้า

เป็นยาที่ออกฤทธิ์ปรับสมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง รู้จักกันในชื่อของ antidepressant medications ยาในกลุ่ม tricyclic antidepressants (TCA) ที่นำมาใช้รักษา ได้แก่ imipramine, desipramine, nortripyline

งานวิจัยพบว่า bupropion (Wellbutrin) ช่วยลดอาการซนและขาดความสามารถในการควบคุมตัวเองได้มาก และยังช่วยเพิ่มสมาธิในกรณีที่เด็กขาดสมาธิ เช่น ไม่มีสมาธิในขณะทำงานหรือเล่น ไม่ค่อยฟังเวลาพูดด้วย วอกแวกง่าย ทำของใช้ส่วนตัวหายบ่อย ๆ ขี้ลืมบ่อย ๆ และมักไม่สามารถทำงานที่ครูหรือพ่อแม่สั่งได้สำเร็จ

เด็กที่มีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น ซึมเศร้า กระวนกระวาย อารมณ์แปรปรวน การใช้ยาออกฤทธิ์ต้านเศร้าร่วมกับกลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้นจะได้ผลดีกว่าการใช้ยาออกฤทธิ์กระตุ้นเพียงอย่างเดียว

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์