ธาตุเหล็ก (Iron)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 14, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 953,882 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 06/03/2562

ข้อมูลภาพรวมของธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็ก (Iron) คือแร่ธาตุที่พบได้มากที่สุดในฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) บนเซลล์เม็ดเลือดแดงของมนุษย์และในไมโอโกลบิน (Myoglobin) ของเซลล์กล้ามเนื้อ ธาตุเหล็กเป็นสิ่งจำเป็นในการขนส่งออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ อีกทั้งยังมีหน้าที่สำคัญอีกหลายประการต่อร่างกาย 

ธาตุเหล็กพบในอาหารต่าง อย่างเนื้อสัตว์ เลือด เครื่องในสัตว์ ปลา เต้าหู้ ถั่ว ผักโขม ซีเรียล และอื่น

ธาตุเหล็กมักถูกใช้เพื่อป้องกันและรักษาภาวะโลหิตจางที่เกิดจากระดับธาตุเหล็กต่ำ อีกทั้งยังใช้สำหรับภาวะโลหิตจางที่เกิดจากประจำเดือน การตั้งครรภ์ ปัญหาไต หรือภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นต้น

ธาตุเหล็กทำงานอย่างไร?

ธาตุเหล็กจะช่วยเซลล์เม็ดเลือดแดงขนส่งออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ทั่วร่างกาย และยังมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานต่างๆ ของร่างกายมนุษย์

การใช้และประสิทธิภาพของธาตุเหล็ก

  • ภาวะโลหิตจางจากภาวะเรื้อรัง (Anemia of chronic disease) โรคภัยหลาย โรคอย่างมะเร็ง ปัญหาเกี่ยวกับไต หรือเกี่ยวกับหัวใจ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางตามมาได้ การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาตัวอื่นอย่าง Epoetin alfa (EPO) ช่วยเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงและป้องกันหรือรักษาภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยโรคไตหรือผู้ที่กำลังรักษามะเร็งด้วยวิธีเคมีบำบัดได้ โดยการฉีดธาตุเหล็กเข้าร่างกายนั้นจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการรับประทาน
  • โลหิตจางจากระดับธาตุเหล็กต่ำ (Iron deficiency anemia) การรับประทานธาตุเหล็กช่วยรักษาและป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระดับธาตุเหล็กต่ำระหว่างตั้งครรภ์ การรับประทานธาตุเหล็กหรือการฉีดนั้นอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางที่เกิดจากร่างกายมีระดับธาตุเหล็กต่ำจากการตั้งครรภ์ได้

ภาวะที่อาจใช้ธาตุเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • อาการไอจากการใช้ ACE inhibitors ยาสำหรับความดันโลหิตสูงที่เรียกว่า ACE inhibitors อาจทำให้เกิดอาการไอเป็นผลข้างเคียง งานวิจัยบางชิ้นพบว่าการรับประทานธาตุเหล็กอาจช่วยลดหรือป้องกันผลข้างเคียงนี้ได้ โดยยากลุ่ม ACE inhibitors มีดังนี้ captopril (Capoten), enalapril (Vasotec), lisinopril (Prinivil, Zestril), และอื่นๆ มากมาย
  • พัฒนาการคิด การรับประทานธาตุเหล็กอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการคิด เรียนรู้ และความทรงจำของเด็กอายุ 6-18 ปีที่มีระดับธาตุเหล็กต่ำได้ โดยมีงานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานธาตุเหล็กอาจช่วยเพิ่มสมาธิของเด็กผู้หญิงอายุ 13-18 ปีที่ไม่ทราบภาวะธาตุเหล็กในร่างกายได้
  • หัวใจล้มเหลว ผู้ที่ประสบกับภาวะหัวใจล้มเหลว 20% จะมีระดับธาตุเหล็กต่ำ งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าการฉีดธาตุเหล็กเข้าร่างกายจะช่วยลดอาการจากภาวะหัวใจล้มเหลว อย่างความสามารถในการออกกำลังกายและอาการอื่นๆ ของภาวะนี้
  • กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless legs syndrome (RLS)) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานธาตุเหล็กจะลดอาการของ RLS อย่างขาหยุกหยิกและปัญหาการนอนหลับได้ ในความเป็นจริงแล้วการรับประทานธาตุเหล็กเพื่อบรรเทาอาการนั้นเป็นหลักการรักษาผู้ป่วย RLS ที่ทุกคนควรจะปฏิบัติอยู่แล้ว มีรายงานว่าหลังจากฉีดธาตุเหล็ก ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการดีขึ้น แต่ก็ยังด่วนสรุปไม่ได้ว่าการฉีดธาตุเหล็กทุกชนิดจะช่วยลดอาการจากโรคนี้ได้จริง

ภาวะที่ธาตุเหล็กอาจไม่สามารถรักษาได้

  • การเจ็บคลอดก่อนกำหนด (Preterm labor) การรับประทานธาตุเหล็กระหว่างตั้งครรภ์เริ่มจากไตรมาสที่ 2 ไม่ได้เพิ่มระยะเวลาของการตั้งครรภ์ขึ้น และไม่ได้เพิ่มน้ำหนักแรกเกิดของทารกแต่อย่างใด

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าใช้ธาตุเหล็กรักษาได้หรือไม่

  • ADHD งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานธาตุเหล็กตลอด 1-3 เดือนจะช่วยให้อาการของโรคสมาธิสั้น (Attention deficit-hyperactivity disorder (ADHD)) ในเด็กที่มีปัญหาเป็นโรคนี้และมีระดับธาตุเหล็กต่ำดีขึ้น
  • ภาวะกลั้นหายใจ (Breath-holding attacks) งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการรับประทานหรือฉีดธาตุเหล็กจะช่วยลดจำนวนการเกิดอาการนี้ในเด็กได้
  • พัฒนาการของเด็ก งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าธาตุเหล็กไม่ได้ช่วยเพิ่มความสามารถในการคิดหรือการเรียนรู้ของทารกและเด็กที่มีภาวะโลหิตจาง อย่างไรก็ตาม อาจมีการเพิ่มขึ้นของความสามารถในการเคลื่อนไหว อีกทั้งมีหลักฐานว่าการรับประทานธาตุเหล็กไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กแต่อย่างใด
  • มะเร็งหลอดอาหาร (esophageal cancer) งานวิจัยพบว่าผู้ที่รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารธาตุเหล็กจะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลอดอาหารน้อยลง 32%
  • เหนื่อยล้า มีหลักฐานว่าการรับประทานธาตุเหล็กเฟอรัส ซัลเฟต (Ferrous sulfate) อาจช่วยลดอาการเหนื่อยล้าชนิดหาสาเหตุไม่ได้ในผู้หญิง
  • มะเร็งกระเพาะอาหาร งานวิจัยพบว่าผู้ที่รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารธาตุเหล็กจะเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 1.6 เท่า
  • โลหิตจางในผู้ป่วย HIV งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าเด็กที่เป็น HIV และโลหิตจางที่รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารธาตุเหล็กพร้อมวิตามินรวมนาน 3 เดือนจะมีโอกาสเสี่ยงลดลงต่อการประสบกับภาวะโลหิตจางต่อเนื่องนานถึง 3 เดือนเมื่อเทียบกับกลุ่มเด็กที่ได้รับเพียงวิตามินรวมอย่างเดียว
  • ศักยภาพของร่างกาย งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานธาตุเหล็กช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการออกกำลังกายของเด็กและผู้หญิงอายุน้อยได้
  • แผลร้อนใน (Canker sores)
  • โรคระบบย่อยอาหารที่เรียกว่าโรคโครห์น (Crohn's disease)
  • ภาวะซึมเศร้า (Depression)
  • ภาวะมีบุตรยากของผู้หญิง
  • ประจำเดือนมามาก
  • ภาวะสุขภาพอื่น

จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านประสิทธิผลของธาตุเหล็กเพิ่มเติม

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้คนส่วนมากเมื่อรับประทานหรือฉีดเข้าเส้นเลือดในปริมาณที่เหมาะสม แม้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ อย่างปวดท้อง ท้องผูกหรือท้องร่วง คลื่นไส้ และอาเจียน การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารธาตุเหล็กร่วมกับอาหาร อาจทำให้ผลข้างเคียงข้างต้นลดน้อยลงได้ อย่างไรก็ตาม ในอาหารเองอาจลดความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็กลง ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดควรรับประทานธาตุเหล็กตอนท้องว่างจะดีที่สุด แต่หากคุณประสบกับผลข้างเคียงค่อนข้างรุนแรงควรปรับไปรับประทานพร้อมอาหาร พยายามเลี่ยงการรับประทานร่วมกับอาหารที่ยับยั้งและขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กซึ่งมักใส่นม เช่น กาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มธัญญาหาร

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารธาตุเหล็กมีอยู่หลายรูปแบบ เช่น ferrous sulfate, ferrous gluconate, ferrous fumarate และอื่นๆ บางผลิตภัณฑ์ เช่น polysaccharide-iron complex (Niferex-150, etc) อ้างว่ามีผลข้างเคียงน้อยกว่าตัวอื่น แต่ ณ ขณะนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือพออยู่ดี

ตัวเคลือบเอนทาริก (enteric coated) หรือสินค้าที่ควบคุมการปล่อยธาตุเหล็กเมื่อเข้าสู่ร่างกายอาจช่วยลดผลข้างเคียงอย่างอาการคลื่นไส้ได้ในบางคน อย่างไรก็ตาม สารเหล่านั้นอาจทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ดีเท่าที่ควร อีกทั้งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารธาตุเหล็กที่เป็นของเหลวอาจทำให้ฟันดำได้ด้วย

การบริโภคธาตุเหล็กในปริมาณสูง ค่อนข้างไม่ปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็ก 

ธาตุเหล็กเป็นหนึ่งตัวการที่ทำให้เด็กได้รับพิษจนเสียชีวิตมากที่สุด ซึ่งการได้รับแค่ 40 mg/kg นับว่าเป็นอันตราย ภาวะธาตุเหล็กเป็นพิษทำให้เกิดปัญหาร้ายแรง เช่น กระเพาะและลำไส้ทะลุ ตับล้มเหลว ความดันโลหิตต่ำจนเป็นอันตราย และเสียชีวิต หากพบว่ามีผู้ใหญ่หรือเด็กได้รับธาตุเหล็กมากเกินไป ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที

สิ่งที่น่าพิจารณาอีกประการหนึ่งคือ การบริโภคธาตุเหล็กมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

การศึกษาบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าผู้ที่บริโภคธาตุเหล็กมากโดยเฉพาะจากแหล่งอาหารอย่างเนื้อแดงจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แม้ว่าจะมีการศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่พบว่าธาตุเหล็กจะเพิ่มโอกาสการเป็นโรคหัวใจก็ตาม ดังนั้นจึงยังไม่สามารถสรุปคำกล่าวทั้งสองได้

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ

สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร ธาตุเหล็กค่อนข้างปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์และแม่ให้นมบุตรที่ร่างกายไม่มีธาตุเหล็กเพียงพอเมื่อใช้ในปริมาณที่ต่ำกว่าระดับสารอาหารสูงสุดที่ควรได้รับ (Tolerable upper intake level (UL)) ที่ 45 mg ต่อวัน โดย UL คือระดับสูงสุดที่จะไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายของสารอาหารนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม ธาตุเหล็กจัดว่าค่อนข้างไม่ปลอดภัยเมื่อบริโภคเข้าไปในปริมาณมาก หากคุณไม่ได้ขาดธาตุเหล็ก ไม่ควรได้รับธาตุเหล็กมากกว่า 45 mg ต่อวัน ซึ่งการได้รับธาตุเหล็กในปริมาณมากอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงกับกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ เช่น คลื่นไส้และอาเจียน

เบาหวาน มีข้อกังวลว่าอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจในผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ขึ้น แต่คำกล่าวนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ หากคุณเป็นเบาหวาน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่ดูแลเรื่องการบริโภคธาตุเหล็กก่อนจะดีที่สุด

แผลในกระเพาะอาหารหรือในลำไส้ ธาตุเหล็กอาจสร้างความระคายเคืองและทำให้ภาวะที่อวัยวะทั้งสองแย่ลงได้ ดังนั้นควรบริโภคธาตุเหล็กอย่างระมัดระวัง

โรคฮีโมโกลบิน (Hemoglobin diseasesการได้รับธาตุเหล็กมากเกินไปทำให้มีธาตุเหล็กในร่างกายเกิน หากคุณเป็นโรคฮีโมโกลบิน เช่น ธาลัสซีเมีย ห้ามบริโภคธาตุเหล็ก ยกเว้นจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ทารกที่คลอดก่อนกำหนด การให้ธาตุเหล็กแก่ทารกที่คลอดก่อนกำหนดที่มีระดับวิตามินอี (Vitamin E) ในเลือดต่ำอาจก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรง โดยควรได้รับการรักษาด้วยวิตามินอี จนได้ระดับที่เหมาะสมก่อนเริ่มให้ธาตุเหล็ก

การใช้ธาตุเหล็กร่วมกับยาชนิดอื่น

ใช้ธาตุเหล็กร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

ธาตุเหล็กอาจลดกระบวนการดูดซับยาปฏิชีวนะของร่างกายลง การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาปฏิชีวนะจึงลดประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะบางชนิด เพื่อเลี่ยงการตีกันของยาเช่นนี้ควรรับประทานธาตุเหล็กก่อนหรือหลังกินยาปฏิชีวนะ 2 ชั่วโมง โดยตัวอย่างยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้คือ quercetin ที่รวมทั้ง ciprofloxacin (Cipro), enoxacin (Penetrex), norfloxacin (Chibroxin, Noroxin), sparfloxacin (Zagam), trovafloxacin (Trovan) และ grepafloxacin (Raxar)

  • ยาปฏิชีวนะ (Tetracycline antibiotics) กับธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กสามารถเข้ายึดเกาะกับยาปฏิชีวนะ tetracycline ในกระเพาะอาหารและลดกระบวนการดูดซับยาปฏิชีวนะของร่างกาย การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาปฏิชีวนะ tetracycline จึงเป็นการลดประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะ tetracycline เพื่อเลี่ยงการตีกันของยาเช่นนี้ควรรับประทานธาตุเหล็กก่อนหรือหลังกินยาปฏิชีวนะ 2 ชั่วโมง โดยตัวอย่างยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้ คือ demeclocycline (Declomycin), minocycline (Minocin) และ tetracycline (Achromycin)

  • Bisphosphonates กับธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กอาจลดกระบวนการดูดซับยา bisphosphate ของร่างกายลง แปลว่าการรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับ bisphosphate จะเป็นการลดประสิทธิภาพของยา เพื่อเลี่ยงการตีกันของยาเช่นนี้ควรรับประทานธาตุเหล็กก่อน bisphosphate 2 ชั่วโมงหรือกินหลังจากนั้น 1 วัน โดยตัวอย่างยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้คือ alendronate (Fosamax), etidronate (Didronel), risedronate (Actonel), tiludronate (Skelid) และอื่นๆ

  • Levodopa กับธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กอาจลดกระบวนการดูดซับยา levodopa ของร่างกายลง แปลว่าการรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับ bisphosphate จะลดประสิทธิภาพของยา เพื่อเลี่ยงการตีกันของยาเช่นนี้จึงควรรับประทานธาตุเหล็กหลังหรือก่อนกิน methyldopa (Aldomet) อย่างน้อย 2 ชั่วโมง

Levothyroxine ถูกใช้กับภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย โดยธาตุเหล็กอาจลดกระบวนการดูดซับยา levothyroxine ของร่างกาย แปลว่าการรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับ levothyroxine จะเป็นการลดประสิทธิภาพของยา ตัวอย่างยี่ห้อยาที่ประกอบด้วย levothyroxine มีทั้ง Armour Thyroid, Eltroxin, Estre, Euthyrox, Levo-T, Levothroid, Levoxyl, Synthroid, Unithroid และอื่นๆ

  • Methyldopa (Aldomet) กับธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กอาจลดกระบวนการดูดซับยา methyldopa (Aldomet) ของร่างกายลง แปลว่าการรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับ methyldopa (Aldomet) จะเป็นการลดประสิทธิภาพของยา เพื่อเลี่ยงการตีกันของยาเช่นนี้ควรรับประทานธาตุเหล็กก่อน methyldopa (Aldomet) 2 ชั่วโมง

  • Mycophenolate Mofetil (CellCept) กับธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กอาจลดกระบวนการดูดซับยา mycophenolate mofetil (CellCept) ของร่างกายลง แปลว่าการรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับ mycophenolate mofetil (CellCept) จะเป็นการลดประสิทธิภาพของยาลง เพื่อเลี่ยงการตีกันของยาเช่นนี้ควรรับประทานธาตุเหล็กหลังจากใช้ยา mycophenolate mofetil (CellCept) 2 ชั่วโมง

  • Penicillamine (Cuprimine, Depen) กับธาตุเหล็ก

Penicillamine เป็นยาที่ใช้รักษาโรควิลสัน (Wilson's disease) และโรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) ซึ่งธาตุเหล็กอาจลดกระบวนการดูดซับยา penicillamine ของร่างกาย แปลว่าการรับประทานธาตุเหล็ก penicillamine จะเป็นการลดประสิทธิภาพของยา เพื่อเลี่ยงการตีกันของยาเช่นนี้ควรรับประทานธาตุเหล็กก่อนหรือหลังจากใช้ยา penicillamine 2 ชั่วโมง

คอยสังเกตอาการเมื่อต้องใช้ธาตุเหล็กร่วมกับยาเหล่านี้

  • Chloramphenicol กับธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กเป็นธาตุสำคัญที่ร่างกายใช้ในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดใหม่ โดย Chloramphenicol อาจลดกระบวนการผลิตเซลล์เลือดใหม่นี้ลง ดังนั้นการรับประทานยา Chloramphenicol เป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบที่ธาตุเหล็กมีต่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดได้ แต่คนส่วนมากก็มักใช้ยา Chloramphenicol ในระยะสั้น การตีกันของยาชนิดนี้จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่

ปริมาณยาที่ใช้

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้ถูกศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ผู้ใหญ่

รับประทาน

  • สำหรับภาวะโลหิตจางจากระดับธาตุเหล็กต่ำ ธาตุเหล็ก 50-100 mg สามครั้งต่อวันนาน 3-6 เดือน ปริมาณยาสำหรับผู้ใหญ่เพศหญิงอยู่ที่ 30-120 mg ต่อสัปดาห์
  • สำหรับป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กขณะตั้งครรภ์ ธาตุเหล็ก 20-225 mg ต่อวัน โดยปริมาณที่แนะนำในหนึ่งวันคือ 45 mg
  • สำหรับกลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข ธาตุเหล็ก ferrous sulfate 325 mg สองครั้งต่อวัน
  • สำหรับอาการไอจากการใช้ยา ACE inhibitor ธาตุเหล็ก ferrous sulfate 256 mg ต่อวัน

ฉีดเข้าเส้นเลือด

  • สำหรับภาวะโลหิตจางจากภาวะเรื้อรัง ปริมาณธาตุเหล็กทั้งหมดในช่วง 6 เดือน 2232 mg ถึง 1020 mg ในช่วงหนึ่งสัปดาห์
  • สำหรับภาวะหัวใจล้มเหลว ธาตุเหล็ก ferric carboxymaltose ฉีดเข้าเส้นเลือดที่ 200 mg ต่อสัปดาห์จนกว่าระดับธาตุเหล็กของร่างกายจะเป็นปกติ ตามด้วยการฉีดอีก 200 mg ทุกๆ เดือนนาน 6 เดือน

เด็ก

รับประทาน

  • สำหรับภาวะโลหิตจางจากระดับธาตุเหล็กต่ำ ธาตุเหล็ก 4-6 mg/kg/วัน โดยแบ่งปริมาณยาเป็นสามเวลาให้นาน 3-6 เดือน
  • สำหรับป้องกันภาวะธาตุเหล็กต่ำ มีข้อมูลแนะนำการใช้อาหารเสริมธาตุเหล็กกับเด็กที่มีความเสี่ยงต่อภาวะธาตุเหล็กต่ำดังนี้
    • สำหรับทารกที่ดื่มนมมารดา: 1 mg/kg/วัน เริ่มจากอายุ 4 เดือน
    • สำหรับทารกอายุ 6เดือน ถึง 2 ปี: 2 mg/kg/วัน
    • สำหรับทารกคลอดก่อนกำหนดที่ได้รับนมแม่อย่างเดียว: 2 mg/kg/วัน ตั้งแต่อายุ 1 เดือน จนกว่าทารกจะได้รับธาตุเหล็กจากแหล่งอาหารได้เพียงพอแล้ว
    • สำหรับเด็กอายุมากกว่า 2 ปี: 2 mg/kg/วัน (ไม่เกิน 30 mg/วัน) ร่วมกับเสริมโฟเลต 250-400 mcg/วัน เป็นเวลา 3 เดือน หากอยู่ในพื้นที่ที่มีอุบัติการณ์ของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กมากกว่าร้อยละ 40
  • สำหรับเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้และทักษะการคิดในเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะโลหิตจางจากระดับธาตุเหล็กต่ำ
ความต้องการธาตุเหล็กและปริมาณธาตุเหล็กอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย

ที่มาของข้อมูล

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย Guideline in Child Health Supervision

คู่มือแนวทางการควบคุม และป้องกันโลหิตจากการขาดธาตุเหล็ก

(https://www.webmd.com/vitamins/ai/ingredientmono-912/iron)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์