กระเทียม (Garlic)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 23, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 14 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,431,353 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 06/03/2562

กระเทียมมากคุณค่า บรรเทาอาการได้หลายโรค

กระเทียม (Garlic) คือพืชสมุนไพรที่เติบโตอยู่ทั่วโลก และจัดว่ามีความเกี่ยวข้องกับหัวหอม ต้นหอม และกุยช่าย  คาดกันว่ากระเทียมเป็นพืชท้องถิ่นของประเทศไซบีเรีย แต่ได้แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลกมากว่า 5,000 ปีแล้ว

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

กระเทียมใช้รักษาภาวะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและระบบเลือด อย่างเช่นภาวะความดันโลหิตสูง ความดันต่ำ คอเลสเตอรอลสูง คอเลสเตอรอลสูงจากพันธุกรรม โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease) หัวใจวาย ลดการไหลเวียนของเลือดจากการตีบแคบของหลอดเลือดแดง และทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว (ภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis))

บางคนใช้กระเทียมเพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งไขกระดูกไมอิโลมา (Multiple myeloma) และมะเร็งปอด อีกทั้งยังสามารถใช้รักษามะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้ด้วย

กระเทียมเคยใช้ในการทดลองรักษาภาวะต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hyperplasia (BPH)) โรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic fibrosis) เบาหวาน (Diabetes) โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) ไข้ละอองฟาง (Hayfever) โรคท้องร่วงของนักเดินทาง (Traveler's diarrhea) ความดันโลหิตสูงในช่วงครรภ์แก่ (Pre-eclampsia) การติดเชื้อยีสต์ ไข้หวัด และไข้หวัดหมู (Swine flu) อีกทั้งยังมีการใช้กระเทียมป้องกันเห็บหมัดกัด ใช้เป็นยาไล่แมลง และใช้ป้องกันหวัด และป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา

กระเทียมยังใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดหู กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome) ประจำเดือนไม่ปกติ (menstrual disorders) ภาวะระดับคอเลสเตอรอลผิดปกติที่เกี่ยวกับการใช้ยา HIV โรคตับอักเสบ (Hepatitis) อาการหายใจลำบากที่เกี่ยวข้องกับโรคตับ แผลในกระเพาะอาหารจากเชื้อ (Helicobacter pylori (H.pylori)) เพิ่มศักยภาพการออกกำลังกาย ลดอาการปวดกล้ามเนื้อจากการออกกำลัง ภาวะที่ทำให้เกิดก้อนในเนื้อเยื่อเต้านม (Fibrocystic breast disease) ภาวะผิวหนังที่เรียกว่า Scleroderma หรือภาวะที่มีการหนาและแข็งตัวขึ้นของผิวหนัง และตะกั่วเป็นพิษ

ประโยชน์อื่นๆ ของกระเทียมมีทั้งลดไข้ บรรเทาอาการไอ ปวดศีรษะ ปวดท้อง คัดจมูก เก๊าท์ ปวดข้อ ริดสีดวง (Hemorrhoids) หอบหืด (Asthma) สมองอักเสบ (Bronchitis) หายใจลำบาก น้ำตาลในเลือดต่ำ งูกัด ท้องร่วงและท้องร่วงเป็นเลือด วัณโรค (tuberculosis) ปัสสาวะเป็นเลือด ภาวะติดเชื้อร้ายแรงที่จมูกและลำคอ ลดอาการเสียวฟัน กระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) กลากที่หนังศีรษะ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เรียกว่าพยาธิช่องคลอด (Vaginal trichomoniasis)

บางคนใช้วิธีทาน้ำมันกระเทียมที่ผิวหนังหรือเล็บมือเพื่อรักษาการติดเชื้อที่เล็บ หูด (Warts) และโรคตาปลา (Corns) อีกทั้งยังทาบนหนังศีรษะเพื่อป้องกันผมร่วงและเชื้อราได้อีกด้วย

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

การใช้กระเทียมกับช่องคลอดมีไว้เพื่อรักษาภาวะติดเชื้อยีสต์ที่ช่องคลอด และการฉีดเข้าร่างกายก็มีไว้รักษาอาการเจ็บหน้าอก

ยังมีการใช้กระเทียมสด ผงกระเทียม และน้ำมันกระเทียมในการแต่งกลิ่นสำหรับอาหารและเครื่องดื่มอีกด้วย

สารอาหารในกระเทียม

ในกระเทียมสด 136 กรัม มีสารอาหารมากมาย ได้แก่ 
วิตามินเอ    12.2 IU
วิตามินซี     42.2 mg
วิตามินอี หรือแอลฟา โทโคเฟอรอล (Alpha Tocopherol) 0.1 mg
วิตามินเค    2.3 mcg
วิตามินบี1 หรือไทแอมีน (Thiamine)  0.3 mg
วิตามินบี2 หรือไรโบเฟลวิน (Riboflavin) 0.1 mg
วิตามินบี3 หรือไนอะซิน (Niacin)        1.0 mg
วิตามินบี6   1.7 mg
โฟเลต        4.1 mcg
วิตามินบี5 หรือกรดแพนโทเทนิก (Pantothenic Acid) 0.8mg
โคลีน         31.6 mg

กระเทียมทำงานอย่างไร?

กระเทียมผลิตสารเคมีที่เรียกว่า Allicin ออกมา ซึ่งเป็นสารที่ทำให้กระเทียมมีประโยชน์นานัปการ รวมถึงการให้กลิ่นแรง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กระเทียมมากมายไม่มีกลิ่นเพราะใช้กระเทียมแก่ แต่ก็ทำให้ประสิทธิภาพน้อยลงไปด้วย ทางที่ดีควรมองหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีการเคลือบเอนทิริก (Enteric coating) เพื่อทำให้ยาละลายเมื่อไปถึงในลำไส้แทนที่จะเป็นกระเพาะอาหาร

ประโยชน์และสรรพคุณของกระเทียม

  • หลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) เมื่อมนุษย์แก่ตัวขึ้นหลอดเลือดแดงจะสูญเสียความสามารถในการยืดและรัดตัวไป ซึ่งกระเทียมจะทำให้ผลจากความชรานี้ลดน้อยลง การรับประทานอาหารเสริมที่มีผงกระเทียม (Allicor, INAT-Farma) 2 ครั้งต่อวัน นาน 24 เดือน อาจช่วยลดความเร็วของความเสื่อมถอยนี้ได้ อีกทั้งการใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ในปริมาณที่สูงจะยิ่งให้ผลดีสำหรับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เมื่อรับประทานมานานกว่า 4 ปี งานวิจัยผลิตภัณฑ์อื่นที่ประกอบด้วยกระเทียมและส่วนผสมอื่น ๆ (Kyolic, Total Heart Health, Formula 108) เองก็ให้ผลนี้เช่นเดียวกัน
  • เบาหวาน (Diabetes) กระเทียมอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดก่อนรับประทานอาหารของผู้ที่เป็นและไม่ได้เป็นเบาหวาน โดยเฉพาะหากรับประทานมานานอย่างน้อย 3 เดือน ณ ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่ากระเทียมสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารหรือระดับ HbA1c ได้หรือไม่   
  • คอเลสเตอรอลสูง ขณะที่ประเด็นนี้ยังคงมีข้อมูลที่ไม่เห็นพ้องกัน แต่จากหลักฐานงานวิจัยที่น่าเชื่อถือที่สุดกล่าวว่ากระเทียมสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลรวมและไลโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (Low-density lipoprotein (LDL) หรือคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี) ได้ในปริมาณเล็กน้อยในผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง กระเทียมอาจจะออกฤทธิ์ได้ดีที่สุดหากรับประทานทุกวันนานกว่า 8 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การรับประทานกระเทียมอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มระดับไลโพโปรตีนความหนาแน่นสูง (High-density lipoprotein (HDL) หรือคอเลสเตอรอลดี) หรือช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ลงแต่อย่างใด
  • ความดันโลหิตสูง การรับประทานกระเทียมอาจช่วยลดความดันซิสโทลิก (Systolic blood pressure) (เลขตัวบน) ได้ประมาณ 7-9 mmHg และลดความดันไดแอสโทลิก (Diastolic blood pressure) (เลขตัวล่าง) ประมาณ 4-6 mmHg ในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง
  • มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) ผู้ชายที่อาศัยในประเทศจีนที่รับประทานกระเทียมทุกวันประมาณ 1 กลีบจะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง 50% อีกทั้งงานวิจัยด้านประชากรก็พบว่าการรับประทานกระเทียมอาจเกี่ยวข้องกับการลดลงของความเสี่ยงต่อมะเร็งนี้จริง กระนั้นงานวิจัยอื่นๆ กลับแย้งว่าการรับประทานกระเทียมไม่ส่งผลใดๆ ต่อความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย (จากประเทศอิหร่าน) โดยงานวิจัยทางการแพทย์กล่าวว่าการรับประทานอาหารเสริมกระเทียมอาจลดความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมากหรืออาการที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งต่อมลูกหมากได้
  • เห็บหมัดกัด ผู้ที่บริโภคกระเทียมปริมาณสูงมากนานกว่า 8 สัปดาห์อาจจะถูกเห็บกัดน้อยลง แต่ยังคงไม่ชัดเจนว่ากระเทียมใช้ได้เทียบเท่ากับการใช้ยากันเห็บหมัดหรือไม่
  • โรคกลาก (Ringworm) การทาเจลที่ประกอบด้วยอะโจอีน (ajoene) ซึ่งเป็นเคมีจากกระเทียม 2 ครั้งต่อวัน นาน 1 สัปดาห์ อาจมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการใช้ต้านเชื้อราที่ใช้รักษาโรคกลาก
  • โรคสังคัง (Jock itch) การทาเจลที่ประกอบด้วยอะโจอีน 0.6% 2 ครั้งต่อวัน นาน 1 สัปดาห์ อาจมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการใช้ต้านเชื้อราที่ใช้รักษาสังคัง
  • น้ำกัดเท้า (Athlete's foot) การทาเจลที่ประกอบด้วยอะโจอีน 1% 2 ครั้งต่อวัน นาน 1 สัปดาห์อาจมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการใช้ต้านเชื้อราที่ใช้โรคน้ำกัดเท้า อีกทั้งการทาเจลกระเทียมที่มีอะโจอีน 1% อาจมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการใช้ยา Lamisil 

ภาวะที่กระเทียมอาจไม่สามารถรักษาได้

  • มะเร็งเต้านม (Breast cancer) การรับประทานกระเทียมไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้
  • โรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic fibrosis) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานน้ำมันกระเทียมทุกวันนาน 8 สัปดาห์ไม่ช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้น และไม่ช่วยบรรเทาอาการหรือลดความจำเป็นในการใช้ยาปฏิชีวนะในเด็กที่เป็นโรคซิสติกไฟโบรซิสและปอดติดเชื้อ
  • คอเลสเตอรอลสูงจากพันธุกรรม (Familial hypercholesterolemia) ในเด็กที่มีระดับคอเลสเตอรอลไลโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (LDL) การรับประทานสารสกัดจากผงกระเทียมไม่อาจช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลหรือความดันโลหิตได้
  • แผลที่เกิดจากแบคทีเรีย H.pylori มีหลักฐานว่าการรับประทานกระเทียมสามารถจัดการกับภาวะติดเชื้อ H.pylori ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้กลีบกระเทียม ผงกระเทียม หรือน้ำมันกระเทียมกับมนุษย์ กลับพบว่ากระเทียมไม่อาจช่วยรักษาภาวะติดเชื้อ H.pylori แต่อย่างใด
  • มะเร็งปอด (Lung cancer) การรับประทานกระเทียมไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด
  • กันยุง การทานกระเทียมไม่อาจช่วยไล่ยุงได้
  • อาการปวดขาที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตไม่ดี (โรคของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (Peripheral arterial disease) การรับประทานกระเทียมนาน 12 สัปดาห์ไม่อาจลดอาการปวดขาขณะเดินเนื่องจากการไหลเวียนโลหิตที่ขาไม่ดีได้
  • ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (Pre-eclampsia) มีหลักฐานที่กล่าวว่าการรับประทานสารสกัดจากกระเทียม (Garlic extract) ทุกวันระหว่างช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงของผู้หญิงที่มีความความเสี่ยงสูงและกำลังตั้งครรภ์ครั้งแรกได้

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าใช้กระเทียมรักษาได้หรือไม่

  • ผมร่วง (Alopecia areata) มีหลักฐานที่กล่าวว่าการทาเจลที่มีกระเทียม 5% ร่วมกับยาสเตียรอยด์ภายนอกนาน 3 เดือนจะเพิ่มการงอกของผมในผู้ที่มีปัญหาผมร่วงได้
  • เจ็บหน้าอก (Angina) งานวิจัยกล่าวว่าการฉีดกระเทียมเข้าเส้นเลือด (Intravenously (by IV)) เป็นเวลา 10 วันจะช่วยลดอาการเจ็บหน้าอกได้ โดยเทียบกับการฉีด Nitroglycerin
  • ต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hyperplasia (BPH)) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานสารสกัดเหลวจากกระเทียมทุกวัน นาน 1 เดือน จะลดขนาดของต่อมลูกหมากและความถี่ที่ต้องปัสสาวะลง แต่กระนั้นคุณภาพงานวิจัยชิ้นนั้นยังคงนับว่าไม่น่าเชื่อถือ
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งทวารหนัก งานวิจัยบางชิ้นพบว่าการรับประทานกระเทียมเยอะๆ นั้นมีผลต่อความเสี่ยงที่ลดลงเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งทวารหนัก แต่งานวิจัยชิ้นอื่นๆ ไม่สนับสนุนการค้นพบนี้ จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าอาหารเสริมกระเทียมช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือทวารหนักได้จริงหรือไม่
  • ไข้หวัด งานวิจัยกล่าวว่ากระเทียมอาจลดความถี่และจำนวนการป่วยได้
  • ตาปลา (Corns) งานวิจัยกล่าวว่าการทาสารสกัดกระเทียมที่ตาปลาที่เท้า 2 ครั้งต่อวันจะทำให้ตาปลาดีขึ้น โดยสารสกัดกระเทียมที่สามารถละลายไขมันได้จะได้ผลช่วงวันที่ 10-20 วันของการรักษา
  • โรคหัวใจ (Heart disease) งานวิจัยบางชิ้นได้กล่าวว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากกระเทียม (Allicor, INAT-Farma) นาน 12 เดือนจะลดความเสี่ยงต่อการหัวใจวายและเสียชีวิตกะทันหันของผู้ที่มีความเสี่ยงหลอดเลือดแดงอุดตันได้ งานวิจัยชิ้นอื่นได้กล่าวว่าการรับประทานอาหารเสริมที่ประกอบด้วยกระเทียมแก่ (Kyolic, Total Heart Health, Formula 108) อาจช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดแดงไม่ให้แย่ลงได้
  • มะเร็งหลอดอาหาร งานวิจัยในเรื่องการใช้กระเทียมป้องกันมะเร็งหลอดอาหารยังคงไม่สอดคล้องกัน บ้างพบว่าการรับประทานกระเทียมดิบไม่ช่วยป้องกันการก่อตัวของมะเร็งหลอดอาหารได้ บ้างก็กล่าวว่าการบริโภคกระเทียมทุกสัปดาห์จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดอาหารได้
  • ปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย มีหลักฐานกล่าวว่าการรับประทาน Allicin ซึ่งเป็นเคมีที่พบในกระเทียมทุกวัน นาน 14 สัปดาห์ สามารถลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังได้
  • ศักยภาพการออกกำลังกาย งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานกระเทียมเดี่ยวๆ 900 mg ก่อนออกกำลังกายสามารถเพิ่มความทนทานของนักกีฬาหนุ่มสาวได้
  • ก้อนใต้เนื้อเต้านม (fibrocystic breast disease) มีหลักฐานกล่าวว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของกระเทียม วิตามินอี และวิตามินซี กับเบต้าแรโรทีน ทุกวันนาน 6 เดือน สามารถลดความรุนแรงของอาการเจ็บเต้านม กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน และก้อนเนื้อใต้เนื้อเยื่อเต้านมได้
  • มะเร็งกระเพาะอาหาร งานวิจัยบางชิ้นพบว่าการรับประทานกระเทียมปริมาณมากเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร แต่การใช้สารสกัดจากกระเทียมแก่ (Kyolic, Wakunaga Pharmaceutical Co) ไม่อาจช่วยลดความเสี่ยงนี้แต่อย่างใด
  • กระเพาะอาหารอักเสบ (gastritis) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยกระเทียม (Karinat, INAT-Farma) 2 ครั้งต่อวัน นาน 6 เดือน สามารถช่วยการย่อยอาหาร, หยุดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิด (H.pylori) และลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหารในผู้ป่วยที่กระเพาะอักเสบ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการรับประทานกระเทียมเพียงอย่างเดียวยังไม่เป็นที่แน่ชัด
  • โรคตับอักเสบ (hepatitis) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานน้ำมันกระเทียมร่วมกับ Diphenyl-dimethyl-dicarboxylate จะทำให้การทำงานของตับในผู้ป่วยโรคตับอักเสบดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการรับประทานกระเทียมเพียงอย่างเดียวยังไม่ชัดเจน
  • หายใจลำบากและระดับออกซิเจนต่ำที่เกี่ยวข้องกับโรคตับ (Hepatopulmonary syndrome (HPS)) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานน้ำมันกระเทียมนาน 9-18 เดือนอาจเพิ่มระดับออกซิเจนของผู้ป่วย Hepatopulmonary syndrome ขึ้น
  • ภาวะตะกั่วเป็นพิษ งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานกระเทียม 3 ครั้งต่อวัน นาน 4 สัปดาห์ จะลดระดับความเข้มข้นของตะกั่วในเลือดลง แต่อาจมีประสิทธิภาพที่ไม่มากเท่ากับการใช้ยา D-penicillamine
  • แผลช่องปากอักเสบ (Oral mucositis) งานวิจัยกล่าวว่าการบ้วนปากด้วยกระเทียม 3 ครั้งต่อวัน นาน 4 สัปดาห์ จะช่วยให้แผลแดงในช่องปากดีขึ้น หลายคนพอใจการใช้กระเทียมมากกว่ายา Nystatin แม้จะมีประสิทธิภาพด้อยกว่า
  • มะเร็งเซลล์ไขกระดูกบางประเภท (Multiple myeloma) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานกระเทียมอาจเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งที่เซลล์พลาสม่าในไขกระดูก
  • ผิวหนังแข็ง (Scleroderma) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานกระเทียมทุกวันนาน 7 วันไม่ส่งผลใดๆ ต่อผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็ง
  • ช่องคลอดติดเชื้อรา งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการทาครีมที่ประกอบด้วยกระเทียมและไทม์ติดกัน 7 คืนจะมีประสิทธิภาพเท่ากับการทาครีมช่องคลอด Clotrimazole แต่งานวิจัยชิ้นอื่นกล่าวว่าการรับประทานกระเทียม (Garlicin, Nature's Way) 2 ครั้งต่อวัน นาน 14 วัน ไม่อาจช่วยให้อาการนี้ดีขึ้น
  • หูด (Warts) มีหลักฐานที่กล่าวว่าการทาสารสกัดที่ละลายไขมันจากกระเทียมที่หูดบนมือสองครั้งต่อวันจะกำจัดหูดได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ อีกทั้งสารสกัดกระเทียมชนิดละลายน้ำได้อาจมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกันแต่ใช้เวลารักษานานกว่าถึง 30-40 วัน
  • ลดน้ำหนัก งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยสารสกัดจากรากกระเทียม (Prograde Metabolism) 2 ครั้งต่อวัน นาน 8 สัปดาห์ จะลดน้ำหนักร่างกาย ลดมวลไขมัน และรอบเอวและสะโพกได้เมื่อรับประทานร่วมกับการออกกำลังกาย
  • ภาวะสุขภาพอื่น

จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านประสิทธิผลของกระเทียมเพิ่มเติม

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของกระเทียม

กระเทียมถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ส่วนมากเมื่อรับประทานอย่างเหมาะสม กระเทียมถูกใช้ในงานวิจัยอย่างปลอดภัยมากว่า 7 ปี เมื่อรับประทานกระเทียมอาจทำให้มีกลิ่นปาก แสบร้อนในปากหรือกระเพาะ แสบร้อนกลางอก เกิดแก๊ส คลื่นไส้ อาเจียน มีกลิ่นตัว และท้องร่วงได้ ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มักรุนแรงหากเป็นกระเทียมดิบ กระเทียมยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือด โดยมีรายงานของกรณีคนไข้ตกเลือดหลังการผ่าตัดหลังจากรับประทานกระเทียม นอกจากนี้ กระเทียมยังอาจทำให้ผู้ที่แพ้มีปฏิกิริยาตอบสนองเป็นหอบหืดขึ้นมาได้ด้วย

ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยกระเทียมจัดว่าอาจจะปลอดภัยเมื่อใช้ทาบนผิวหนัง สำหรับเจล ยา และน้ำยาล้างปากที่ประกอบด้วยกระเทียมสามารถใช้ต่อเนื่องได้นานกว่า 3 เดือน อย่างไรก็ตาม หากเป็นการทาบนผิวหนัง กระเทียมอาจทำให้ผิวหนังได้รับเสียหายจนมีลักษณะคล้ายแผลไหม้ได้

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ

สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร กระเทียมจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยหากจะใช้ระหว่างการตั้งครรภ์เมื่อรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมหรือปริมาณที่อยู่ในอาหาร การบริโภคกระเทียมในปริมาณที่เป็นยาระหว่างการให้นมบุตรและการตั้งครรภ์อาจจะไม่ปลอดภัย กระนั้น ณ ขณะนี้ยังคงไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยของการใช้กระเทียมทาบนผิวหนังขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ดังนั้นควรเลี่ยงการทากระเทียมจนกว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติม

เด็ก กระเทียมอาจปลอดภัยเมื่อทานในปริมาณที่เหมาะสมในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กนั้น การรับประทานกระเทียมในปริมาณมากอาจจะไม่ปลอดภัยได้ มีข้อมูลกล่าวว่าการบริโภคกระเทียมปริมาณสูงอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของเด็กได้ ส่วนสาเหตุของอันตรายนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด กระนั้นก็ยังไม่มีรายงานกรณีที่กล่าวถึงผลเสียหรือการเสียชีวิตของเด็กที่มาจากการบริโภคกระเทียม แต่การทาบนผิวหนังอาจทำให้ผิวเด็กไหม้ได้

ภาวะเลือดออกผิดปกติ กระเทียมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตกเลือดได้ โดยเฉพาะกระเทียมสด

เบาหวาน กระเทียมสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ทางทฤษฎีแล้วการรับประทานกระเทียมจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานตกลงจนอาจต่ำเกินไปได้

ปัญหากระเพาะอาหารหรือการย่อยอาหาร กระเทียมสามารถสร้างความระคายเคืองแก่ระบบทางเดินอาหารได้ ดังนั้นหากคุณมีปัญหากระเพาะอาหารหรือการย่อยอยู่ควรบริโภคกระเทียมอย่างระมัดระวัง

ความดันโลหิตต่ำ กระเทียมสามารถลดความดันโลหิตลงได้ ทางทฤษฎีแล้วการรับประทานกระเทียมจะทำให้ระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยที่มีปัญหานี้ตกลงจนอาจต่ำเกินไปได้

การผ่าตัด กระเทียมอาจทำให้เลือดออกยาวนานขึ้นและรบกวนความดันโลหิตได้ อีกทั้งยังลดระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้นจึงควรหยุดบริโภคกระเทียมก่อนเข้าผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์

การใช้กระเทียมร่วมกับยาชนิดอื่น

ห้ามใช้กระเทียมร่วมกับยาเหล่านี้

  • Isoniazid (Nydrazid, INH) กับกระเทียม

กระเทียมอาจลดปริมาณการดูดซึม Isoniazid (Nydrazid, INH) ของร่างกายลง ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของ Isoniazid ลดลง ห้ามรับประทานกระเทียมหากคุณต้องใช้ Isoniazid อยู่

  • ยาสำหรับ HIV/AIDS (Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NNRTIs)) กับกระเทียม

ร่างกายจะสลายยาที่ใช้สำหรับ HIV/AIDS เพื่อกำจัดยาออกไป ซึ่งกระเทียมอาจเร่งกระบวนการของร่างกายในการทำลายยาจนทำให้การรับประทานกระเทียมพร้อมยารักษา HIV/AIDS นั้นไปลดประสิทธิภาพของยาบางตัวลง โดยยาที่ใช้ในการรักษา HIV/AIDS มีทั้ง nevirapine (Viramune), delavirdine (Rescriptor) และ efavirenz (Sustiva)

  • Saquinavir (Fortovase, Invirase) กับกระเทียม

ร่างกายจะสลายยา Saquinavir (Fortovase, Invirase) ซึ่งกระเทียมอาจเร่งกระบวนการของร่างกายในการทำลายยาจนทำให้การรับประทานกระเทียมพร้อม Saquinavir ทำให้ประสิทธิภาพของ Saquinavir ลดลง

ใช้กระเทียมร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • ยาคุมกำเนิดกับกระเทียม

ยาคุมกำเนิดบางกลุ่มประกอบด้วยเอสโทรเจน ร่างกายจะทำลายเอสโทเจนในยาเหล่านั้นเพื่อกำจัดออก ซึ่งกระเทียมอาจเร่งกระบวนการของร่างกายในการทำลายยา ทำให้ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดลดลง หากคุณกำลังรับประทานยาคุมกำเนิดร่วมกับกระเทียม ควรใช้ช่องทางคุมกำเนิดวิธีอื่นอย่างเช่นถุงยางอนามัย โดยกลุ่มยาคุมกำเนิดที่กล่าวไปมีดังนี้ ethinyl estradiol กับ levonorgestrel (Triphasil), ethinyl estradiol กับ norethindrone (Ortho-Novum 1/35, Ortho-Novum 7/7/7) และอื่น ๆ

  • Cyclosporine (Neoral, Sandimmune) กับกระเทียม

ร่างกายจะสลายยา Cyclosporine (Neoral, Sandimmune) ซึ่งกระเทียมอาจเร่งกระบวนการของร่างกายในการทำลายยาทำให้การรับประทานกระเทียมพร้อม Cyclosporine อาจทำให้ประสิทธิภาพของ Cyclosporine ลดลง

  • ยาที่ถูกตับจัดการ (Cytochrome P450 2E1 (CYP2E1) substrates) กับกระเทียม

ยาบางประเภทที่เปลี่ยนแปลงและถูกทำลายโดยตับ ซึ่งการบริโภคน้ำมันกระเทียมอาจลดความเร็วในการทำลายยาเหล่านี้ของตับลง และจะทำให้ยามีประสิทธิภาพและผลข้างเคียงมากขึ้น ดังนั้นก่อนรับประทานน้ำมันกระเทียมให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหากคุณกำลังใช้ยากลุ่มนี้ เช่น acetaminophen, chlorzoxazone (Parafon Forte), ethanol, theophylline, และยาที่ใช้ระงับประสาทระหว่างการผ่าตัดอย่าง enflurane (Ethrane), halothane (Fluothane), isoflurane (Forane), และ methoxyflurane (Penthrane)

  • ยาที่ถูกตับจัดการ (Cytochrome P450 3A4 (CYP3A4) substrates) กับกระเทียม

ยาบางประเภทที่เปลี่ยนแปลงและถูกทำลายโดยตับ ซึ่งการบริโภคน้ำมันกระเทียมอาจเร่งความเร็วในการทำลายยาเหล่านี้ของตับขึ้น และจะทำให้ยามีประสิทธิภาพน้อยลง ดังนั้นก่อนรับประทานน้ำมันกระเทียมให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหากคุณกำลังใช้ยากลุ่มนี้ เช่น lovastatin (Mevacor), ketoconazole (Nizoral), itraconazole (Sporanox), fexofenadine (Allegra), triazolam (Halcion) และอื่นๆ

  • ยาชะลอการเกิดลิ่มเลือด (Anticoagulant / Antiplatelet drugs) กับกระเทียม

กระเทียมอาจชะลอการเกิดลิ่มเลือดลง การรับประทานกระเทียมร่วมกับยาเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือดหรือรอยฟกช้ำ โดยยาที่มีฤทธิ์ชะลอการเกิดลิ่มเลือดคือ aspirin, clopidogrel (Plavix), diclofenac (Voltaren, Cataflam, และอื่น ๆ), ibuprofen (Advil, Motrin, และอื่น ๆ), naproxen (Anaprox, Naprosyn, และอื่นๆ), dalteparin (Fragmin), enoxaparin (Lovenox), heparin, warfarin (Coumadin), และอื่น ๆ

  • Warfarin (Coumadin) กับกระเทียม

Warfarin (Coumadin) ทำงานด้วยการชะลอการเกิดลิ่มเลือด และกระเทียมอาจชะลอการเกิดลิ่มเลือดลง ดังนั้นการรับประทานกระเทียมจะเพิ่มประสิทธิภาพของ warfarin (Coumadin) ขึ้น ดังนั้นการรับประทาน Warfarin ร่วมกับกระเทียมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือดหรือเกิดรอยฟกช้ำ จึงควรเข้าตรวจเลือดของคุณเป็นประจำ โดยคุณอาจต้องทำการปรับเปลี่ยนปริมาณยา Warfarin ที่ใช้ตามความจำเป็น

ปริมาณยาที่ใช้

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้รับการศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

รับประทาน

  • สำหรับหลอดเลือดแข็งตัว ยาเม็ดจากผงกระเทียม 300 mg (Kwai, Lichtwer Pharma) ทั้งการรับประทานครั้งเดียวหรือ 3 ครั้งต่อวันนาน 4 ปี อีกทั้งการรับประทานอาหารเสริมกระเทียม (Allicor, INAT-Farma) 150 mg 2 ครั้งต่อวันนาน 24 เดือน, ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ประกอบด้วยกระเทียมแก่สกัด (Kyolic, Total Heart Health, Formula 108) 250 mg ทุกวันนาน 12 เดือนร่วมกับสารสกัดกระเทียมแก่ 300 mg ในปริมาณ 4 เม็ดต่อวัน นาน 1 ปี
  • สำหรับเบาหวาน ผงกระเทียม 600-1,500 mg ทุกวันนานอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ยาเม็ดกระเทียม 300 mg (Allicor, INAT-Farma) 2-3 ครั้งต่อวัน ร่วมกับยา metformin หรือ sulfonylurea เป็นเวลา 4-24 สัปดาห์
  • สำหรับคอเลสเตอรอลสูง สารสกัดกระเทียมแก่ 1,000-7,200 mg (Kyolic) ทุกวันโดยแบ่งปริมาณที่ใช้นาน 4-6 เดือน, ยาที่ประกอบด้วยผงกระเทียม (Kwai, Lichtwer Pharma) 600-900 mg โดยแบ่งปริมาณยาเป็น 2 ขนาดหรือมากกว่านั้น ทุกวัน นาน 6-16 สัปดาห์ ร่วมกับผลิตภัณฑ์ผงกระเทียม (Garlex, Bosch Pharmaceuticals) อีก 300 mg นาน 12 สัปดาห์ และร่วมกับผงกระเทียมกับน้ำมันปลา (fish oil) 3 กรัมทุกวันนาน 4 สัปดาห์ หรือน้ำมันกระเทียม 500 mg ร่วมกับน้ำมันปลา 600 mg ทุกวันนาน 60 วัน
  • สำหรับความดันโลหิตสูง กระเทียมเม็ด 300-1,500 mg โดยแบ่งขนาดยาทุกวันนาน 24 สัปดาห์ กระเทียมผงอัดเม็ด (Kwai, Lichtwer Pharma) 2,400 mg โดยแบ่งรับประทานครั้งเดียวหรือครั้งละ 600 mg ทุกวันนาน 12 สัปดาห์ แคปซูลที่ประกอบด้วยสารสกัดกระเทียมแก่ 960 mg ถึง 7.2 กรัมต่อวันนาน 6 เดือน, ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยสารสกัดจากกระเทียมแก่อย่าง Kyolic (Garlic High Potency Everyday Formula 112), น้ำมันกระเทียม 500 mg  ร่วมกับน้ำมันปลา 600 mg ทุกวันนาน 60 วัน
  • สำหรับมะเร็งต่อมลูกหมาก สารสกัดกระเทียมชนิดละลายน้ำได้ 1 mg/kg โดยรับประทานทุกวันนาน 1 เดือน
  • สำหรับเห็บหมัดกัด แคปซูลที่ประกอบด้วยกระเทียม 1,200 mg ทุกวันนาน 8 สัปดาห์

ทาบนผิวหนัง:

  • สำหรับภาวะติดเชื้อราที่ผิวหนัง (โรคกลาก, น้ำกัดเท้า, สังคัง) ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วย ajoene ในครีม 0.4% เจล 0.6% และเจล 1% ทาบนผิวหนัง 2 ครั้งต่อวัน นาน 1 สัปดาห์


ที่มาของข้อมูล

‘Garlic’ (https://www.webmd.com/vitamins...)

Christian Nordqvist, ‘Garlic: Proven benefits’ (https://www.medicalnewstoday.c...), 18 August 2017

Garlic, raw (https://nutritiondata.self.com/facts/vegetables-and-vegetable-products/2446/2)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์