Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

วิตามิน E (Vitamin E)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 17 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,000,822 คน

ข้อมูลภาพรวมของวิตามิน E

วิตามิน E (Vitamin E) คือวิตามินที่ละลายในไขมันที่พบได้ในอาหารหลายประเภทอย่างน้ำมันจากผัก, ธัญญาหาร, เนื้อ, เนื้อไก่, ไข่, ผลไม้, ผัก, และน้ำมันจมูกข้าว อีกทั้งยังมีอาหารเสริมมากมายที่ให้วิตามินชนิดนี้

วิตามิน E ถูกใช้รักษาภาวะขาดวิตามิน E ที่นับว่าหายากแต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีภาวะผิดปรกติทางพันธุกรรมบางชนิดและพบได้ในเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำมาก

บางคนใช้วิตามิน E ในการรักษาและป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างภาวะหลอดเลือดแข็ง, หัวใจวาย, อาการเจ็บหน้าอก, เจ็บขาเนื่องจากหลอดเลือดแดงอุดกั้น, และภาวะความดันโลหิตสูง

วิตามิน E ยังถูกใช้เพื่อรักษาโรคและภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน, ใช้เพื่อป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอดและมะเร็งช่องปากในผู้ที่สูบบุหรี่, โรคมะเร็งทวารหนักและลำไส้ใหญ่กับโรคติ่งเนื้อเมือกลำไส้, มะเร็งกระเพาะส่วนปลาย, มะเร็งต่อมลูกหมาก, และมะเร็งตับอ่อน

บางคนใช้วิตามิน E รักษาโรคของระบบสมองและประสาทอย่างโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease) และภาวะสมองเสื่อมอื่น ๆ (dementias), โรคพากินสัน (Parkinson's disease), ตะคริวกลางคืน, กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (restless leg syndrome), และโรคลมชัก (epilepsy) ซึ่งมักเป็นการใช้ร่วมกับยารักษาภาวะเหล่านี้ วิตามิน E ยังสามารถใช้กับโรคฮันติงตัน (Huntington's chorea) และภาวะผิดปรกติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ

ผู้หญิงมีการใช้วิตามิน E ในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดในช่วงครรภ์แก่เนื่องจากภาวะความดันโลหิตสูง (pre-eclampsia), กับกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (premenstrual syndrome (PMS)), บรรเทาอาการปวดประจำเดือน, ใช้กับอาการจากภาวะหมดประจำเดือน, อาการร้อนวูบวาบที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งและก้อนซีสต์ที่เต้านม 

บางครั้งจะมีการใช้วิตามิน E ในการบรรเทาผลเสียจากการรักษาทางการแพทย์ต่าง ๆ อย่างเช่นการฟอกไตและการฉายรังสี อีกทั้งยังมีการใช้วิตามิน E ในการลดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากยาหลายประเภท เช่นอาการผมร่วงหลังการใช้ยา doxorubicin กับลดความเสียหายที่เกิดกับปอดในผู้ที่กำลังใช้ยา amiodarone เป็นต้น

วิตามิน E ยังถูกใช้รักษาโรคต้อกระจก (cataracts), หอบหืด (asthma), การติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ, ภาวะผิดปรกติที่ผิวหนัง, ชะลอการแก่ตัวของผิวหนัง, รักษาแผลไหม้แดด, โรคซิสติก ไฟโบรซิส, ภาวะมีบุตรยาก, เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ, กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (chronic fatigue syndrome (CFS)), โรคแผลในกระเพาะอาหาร, รักษาภาวะผิดปรกติทางพันธุกรรมบางประเภท, และป้องกันภูมิแพ้

บางคนใช้วิธีทาวิตามิน E บนผิวหนังเพื่อชะลอความแก่วัยและเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้สารเคมีในการรักษามะเร็ง (เคมีบำบัด)

วิตามิน E ออกฤทธิ์อย่างไร?

วิตามิน E เป็นวิตามินที่จำเป็นต่อการทำงานของอวัยวะร่างกายมากมายในร่างกาย อีกทั้งยังมีหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดกับเซลล์

การใช้และประสิทธิภาพของวิตามิน E

ภาวะที่ใช้วิตามิน E ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • อาการเซ (ataxia) ที่เกี่ยวข้องกับภาวะขาดวิตามิน E (vitamin E deficiency) ภาวะเคลื่อนไหวผิดปรกติทีเรียกว่าอาการเซนั้นจะทำให้เกิดภาวะขาดวิตามิน E ดังนั้นการใช้อาหารเสริมวิตามิน E จะช่วยรักษาอาการนี้ได้
  • ภาวะขาดวิตามิน E (vitamin E deficiency) การทานวิตามิน E สามารถป้องกันและรักษาภาวะขาดวิตามิน E ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาวะที่อาจใช้วิตามิน E ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease) วิตามิน E อาจสามารถชะลอการลุกลามของภาวะสูญเสียความทรงจำในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ชนิดค่อนข้างรุนแรงได้ โดยวิตามิน E ยังอาจช่วยชะลอความเสื่อมถอยของความสามารถในการดูแลตัวเองและลดความจำเป็นในการใช้ผู้ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระดับอ่อนถึงปานกลางได้ กระนั้นวิตามิน E ก็ไม่อาจป้องกันการลุกลามของปัญหาความจำจากระดับอ่อนไปยังโรคอัลไซเมอร์เต็มตัวได้
  • ภาวะโลหิตจาง (Anemia) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานวิตามิน E จะเพิ่มการตอบสนองต่อยา erythropoietin ที่ส่งผลต่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงในผู้ใหญ่และเด็กที่ต้องเข้ารับการฟอกไตได้
  • ภาวะผิดปรกติของเลือด (beta-thalassemia) การทานวิตามิน E อาจช่วยเด็กที่มีภาวะ beta-thalessemia กับภาวะขาดวิตามิน E ได้
  • มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ การทานวิตามิน E 200IU นานกว่า 10 ปีอาจช่วยป้องกันการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้
  • การรั่วไหลของยาเคมีบำบัดไปยังเนื้อเยื่อโดยรอบ การทาวิตามิน E ที่ผิวหนังร่วมกับ dimethylsulfoxide (DMSO) อาจช่วยรักษาการรั่วไหลของการทำเคมีบำบัดที่เนื้อเยื่อโดยรอบได้
  • ความเสียหายที่เส้นประสาทจากการทำเคมีบำบัด การทานวิตามิน E (alpha-tocopherol) ก่อนและหลังการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด cisplatin อาจลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่เส้นประสาทได้
  • โรคสมองเสื่อม (Dementia) งานวิจัยกล่าวว่าผู้ชายที่บริโภควิตามิน E กับวิตามิน C จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อมชนิดรุนแรงที่ลดลง แต่การทำเช่นนี้ไม่อาจลดความเสี่ยงจากโรคอัลไซเมอร์ได้
  • อาการปวดประจำเดือน (dysmenorrhea) การทานวิตามิน E นาน 2 วันก่อนมีประจำเดือน และ 3 วันหลังมีประจำเดือนจะช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการเจ็บปวด อีกทั้งยังลดปริมาณเลือดที่สูญเสียจากประจำเดือนได้ด้วย
  • โรคสมองกับกล้ามเนื้อไม่สัมพันธ์กัน (dyspraxia) การทานวิตามิน E ร่วมกับน้ำมันดอกอิฟนิ่งพริมโรสและน้ำมันปลาอาจช่วยให้ภาวะนี้ในเด็กดีขึ้นได้
  • ปัญหาที่ไตในเด็ก (glomerulosclerosis) มีหลักฐานว่าการทานวิตามิน E อาจเพิ่มการทำงานของไตเด็กที่เป็นโรค glomerulosclerosis ได้
  • ภาวะทางพันธุกรรมที่เรียกว่าภาวะขาด G6PD งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการทานวิตามิน E เพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับเซเลเนียม (selenium) อาจส่งผลดีต่อผู้ป่วยโรคขาด G6PD ได้
  • รักษาโรคผิวหนังที่เรียกว่า granuloma annulare การทาวิตามิน E ที่ผิวหนังอาจช่วยกำจัดแผลอักเสบที่ผิวที่เรียกว่า granuloma annulare ได้
  • โรคฮันติงตัน (Huntington's disease) วิตามิน E ตามธรรมชาติ (RRR-alpha-tocopherol) สามารถลดอาการจากโรคฮันติงตันระยะต้นได้ แต่อาจไม่ได้ผลกับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในระยะลุกลามแล้ว
  • ภาวะมีบุตรยากในชาย การทานวิตามิน E จะเพิ่มอัตราการมีบุตรของผู้ชายที่มีปัญหามีบุตรยากขึ้น แต่การใช้วิตามิน E ปริมาณสูงร่วมกับวิตามิน C อาจไม่ได้ประโยชน์เช่นนี้
  • ภาวะเลือดออกภายในกะโหลก การทานวิตามิน E อาจรักษาภาวะเลือดออกในกะโหลกของทารกที่คลอดก่อนกำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เลือดออกภายในระบบ ventricular ของสมอง การทานวิตามิน E อาจรักษาภาวะเลือดออกในสมองประเภทนี้ในทารกคลอดก่อนกำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ภาวะดื้อไนเทรต (Nitrate tolerance) มีหลักฐานบางชิ้นที่กล่าวว่าการทานวิตามิน E ทุกวันสามารถป้องกันภาวะดื้อยาไนเทรตได้
  • โรคตับที่ไม่ได้เกิดจากการใช้แอลกอฮอล์ (nonalcoholic steatohepatitis) การทานวิตามิน E ทุกวันอาจช่วยลดอาการของ NASH ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
  • โรคพากินสัน (Parkinson's disease) มีหลักฐานว่าการบริโภควิตามิน E จากอาหารอาจเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงต่อโรคพากินสันลง อย่างไรก็ตามการทานวิตามิน E สังเคราะห์ all-rac-alpha-tocopherol กลับไม่ได้ส่งผลดีกับผู้ป่วยโรคพากินสันแต่อย่างใด
  • การผ่าตัดดวงตาด้วยเลเซอร์ (photoreactive keratectomy) การใช้วิตามิน A ปริมาณสูงร่วมกับวิตามิน E (alpha-tocopheryl nicotinate) ทุกวันอาจเพิ่มการฟื้นตัวและการมองเห็นของผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดดวงตาด้วยเลเซอร์ได้
  • กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome (PMS)) การทานวิตามิน E อาจช่วยลดความกังวล, ความอยาก, และภาวะซึมเศร้าในผู้หญิง PMS บางรายได้
  • ประสิทธิภาพของร่างกาย งานวิจัยกล่าวว่าการเพิ่มปริมาณการบริโภควิตามิน E จากอาหารขึ้นนั้นเชื่อมโยงกับการเพิ่มศักยภาพของร่างกายและความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นของกล้ามเนื้อผู้สูงอายุ
  • พังผืดจากการฉายรังสี การทานวิตามิน E ร่วมกับยา pentoxifylline อาจสามารถรักษาภาวะพังผืดจากการฉายรังสีได้ แต่การทานวิตามิน E เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยในเรื่องนี้
  • โรคตาในเด็กแรกเกิดที่เรียกว่าโรคจอประสาทตาผิดปรกติในทารกคลอดก่อนกำหนด (retinopathy of prematurity) การทานวิตามิน E อาจสามารถรักษาโรคตาประเภทนี้ในเด็กแรกเกิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • โรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis (RA)) การทานวิตามิน E เพียงอย่างเดียวร่วมกับการรักษาตามปรกติจะดีกว่าการดำเนินการรักษาอย่างเดียว ซึ่งการรักษาร่วมกันจะช่วยลดความเจ็บปวดของผู้ป่วย RA ได้ แต่อาจไม่สามารถลดอาการบวมได้
  • แผลไหม้แดด การทานวิตามิน E (RRR-alpha-tocopherol) ปริมาณสูงร่วมกับวิตามิน C สามารถป้องกันผิวหนังต่อการอักเสบหลังสัมผัสโดนรังสี UV ได้ แต่การใช้เพียงวิตามิน E อย่างเดียวจะไม่ส่งผลดีเช่นนี้ อีกทั้งการทาวิตามิน E ร่วมกับวิตามิน C และเมลาโทนิน (melatonin) จะช่วยเพิ่มการป้องกันรังสี UV ได้ด้วย
  • อาการยึกยือ (tardive dyskinesia) การทานวิตามิน E อาจช่วยลดอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคยึกยือได้ กระนั้นก็มีงานวิจัยบางชิ้นที่กล่าวว่าวิตามิน E ไม่อาจลดอาการดังกล่าวลงได้ แต่อาจป้องกันไม่ให้อาการนี้ทรุดลงกว่าเดิมได้
  • ภาวะม่านตาอักเสบ (uveitis) การทานวิตามิน E ร่วมกับวิตามิน C อาจเพิ่มการมองเห็นได้ แต่ไม่อาจลดอาการบวมจากภาวะม่านตาอักเสบได้

ภาวะที่วิตามิน E อาจไม่สามารถรักษาได้

  • โรคจุดภาพชัดตาเสื่อมจากอายุ (age-related macular degeneration) งานวิจัยส่วนมากกล่าวว่าวิตามิน E เพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ ไม่อาจป้องกันหรือรักษาภาวะนี้ได้
  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Lou Gherig's disease (ALS)) งานวิจัยกล่าวว่าการทานวิตามิน E (alpha-tocopherol) ร่วมกับยาตามแบบแผนไม่อาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกายหรือเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย ALS เมื่อเทียบกับการใช้ยาตามปรกติ
  • อาการเจ็บหน้าอก (angina) การทานวิตามิน E อาจมีผลกระทบบางอย่างกับการทำงานของหลอดเลือด แต่ไม่อาจลดอาการเจ็บหน้าอกลงได้
  • ภาวะหลอดเลือดแข็ง (atherosclerosis) การทานวิตามิน E (RRR-alpha-tocopherol) ไม่อาจป้องกันการลุกลามของภาวะนี้ได้ แต่ก็มีหลักฐานบางชิ้นที่ระบุว่าการทานวิตามิน E กับวิตามิน C อาจช่วยป้องกันการลุกลามของภาวะหลอดเลือดแข็งในผู้ชายได้
  • ผิวหนังอักเสบ (eczema) งานวิจัยกล่าว่าการทานวิตามิน E เพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับเซเลเนียมไม่อาจลดอาการจากโรคผิวหนังอักเสบได้
  • อาการร้อนวูบวาบที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม การทานวิตามิน E ไม่อาจลดอาการร้อนวูบวาบในผู้หญิงที่เคยเป็นมะเร็งเต้านมได้
  • ภาวะปอดในทารก (bronchopulmonary dysplasia) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานวิตามิน E ไม่ได้ส่งผลดีต่อทารกแรกเกิดที่มีภาวะปอดประเภทนี้แต่อย่างใด
  • มะเร็ง การทานวิตามิน C, วิตามิน E, เบต้าแคโรทีน, เซเลเนียม, และสังกะสีไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมต่อโรคมะเร็งลงแต่อย่างใด แต่อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งในผู้ชายได้แม้ว่าข้อมูลที่มียังคงขัดแย้งกันอยู่
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก หลักฐานส่วนมากกล่าวว่าการทานวิตามิน E ไม่สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งประเภทนี้หรือป้องกันการเติบโตของก้อนเนื้อก่อนมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้
  • โรคกล้ามเนื้อเจริญผิดเพี้ยนแบบดูชีนน์ (Duchenne muscular dystrophy) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานวิตามิน E ร่วมกับยา penicillamine ไม่ได้ชะลอการลุกลามของโรคกล้ามเนื้อประเภทนี้ได้
  • มะเร็งศีรษะและลำคอ การทานวิตามิน E (all-rac-alpha-tocopherol) ทุกวันระหว่างการบำบัดด้วยรังสี และต่อเนื่องนาน 3 ปีหลังสิ้นสุดการบำบัดรังสีไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งศีรษะและลำคออีกครั้งได้ อีกทั้งยังมีข้อกังวลว่าการทานวิตามิน E อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกขึ้นแทน ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอควรเลี่ยงการบริโภคอาหารเสริมวิตามิน E ในปริมาณที่มากกว่า 400 IU ทุกวัน
  • ภาวะโลหิตจางจากการทำลายเม็ดเลือดแดงผิดปรกติ (hemolytic anemia) การให้วิตามิน E กับทารกที่คลอดก่อนกำหนดไม่อาจส่งผลดีต่อภาวะนี้ได้
  • ภาวะความดันโลหิตสูง การทานวิตามิน E ไม่อาจลดความดันโลหิตในผู้ที่กำลังใช้ยาควบคุมความดันโลหิต
  • โรคตับ การทานวิตามิน E ไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคตับได้
  • ภาวะบกพร่องในกล้ามเนื้อ (myotonic dystrophy) การทานวิตามิน E กับเซเลเนียมไม่อาจชะลอการลุกลามของภาวะกล้ามเนื้อทางพันธุกรรมชนิดนี้ได้
  • แผลในปาก (oral musosal lesions) งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการทานวิตามิน E (all-rac-alpha-tocopherol) นาน 7 ปีไม่อาจลดความเสี่ยงต่อแผลในปากในผู้ชายที่สูบบุหรี่ได้
  • โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) การทานวิตามิน E ไม่อาจลดความเจ็บปวดหรืออาการข้อแข็งในผู้ป่วยข้อเสื่อมได้ อีกทั้งวิตามิน E ยังไม่สามารถป้องกันภาวะนี้ไม่ให้ทรุดลงได้
  • มะเร็งตับอ่อน การทานวิตามิน E เพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเบต้าแคโรทีนและวิตามิน C ไม่อาจลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับอ่อนได้
  • มะเร็งคอหอย งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยเบาหวานที่ทานวิตามิน E (RRR-alpha-tocopherol) ไม่ได้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในปากหรือคอหอยลงแต่อย่างใด
  • ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ (pre-eclampsia) หลักฐานส่วนมากกล่าวว่าการทานวิตามิน E ร่วมกับ วิตามิน C ไม่เป็นการลดความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ได้ อย่างไรก็ตามก็มีงานวิจัยบางชิ้นที่กล่าวว่าการทานวิตามิน E กับวิตามิน C ทุกวันสามารถลดความเสี่ยงต่อภาวะนี้ในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูงที่อยู่ในระยะครรภ์ที่ 16-22 สัปดาห์ได้
  • มะเร็งต่อมลูกหมาก งานวิจัยในเรื่องผลกระทบของวิตามิน E กับความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมากยังคงไม่สอดคล้องกัน โดยทั่วไปแล้วงานวิจัยมักกล่าวว่าการทานอาหารเสริมวิตามิน E ไม่เป็นการลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก กลับกันอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงขึ้นแทน
  • การติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ การทานวิตามิน E เพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับวิตามินรวมไม่ได้ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจหรือลดความรุนแรงของอาการเมื่อเริ่มมีการติดเชื้อลงแต่อย่างใด
  • โรคจอตามีสารสี (retinitis pigmentosa) การทานวิตามิน E (all-rac-alpha-tocopherol) ไม่ได้ชะลอการสูญเสียการมองเห็น แต่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการมองเห็นมากขึ้น
  • แผลเป็น งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการทาวิตามิน E ที่ผิวหนังอาจไม่ช่วยลดรอยแผลเป็นหลังผ่าตัดได้

ภาวะที่วิตามิน E มักจะไม่สามารถรักษาได้

  • ก้อนในเต้านม (Benign breast disease) การทานอาหารเสริมวิตามิน E ไม่อาจรักษาภาวะก้อนในเต้านมได้
  • มะเร็งเต้านม แม้ว่าระดับวิตามิน E ในเลือดที่สูงนั้นอาจมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมที่ลดลง แต่การเพิ่มปริมาณวิตามิน E ที่บริโภคจากอาหารและอาหารเสริมกลับไม่สามารถลดความเสี่ยงต่อมะเร็งประเภทนี้ได้
  • โรคหัวใจ งานวิจัยส่วนมากกล่าวว่าการทานอาหารเสริมวิตามิน E ไม่สามารถป้องกันโรคหัวใจได้ อย่างไรก็ตามก็มีหลักฐานบางชิ้นที่กล่าวว่าการเพิ่มปริมาณการบริโภควิตามิน E จากอาหารอาจให้ผลที่ดีเช่นกัน
  • มะเร็งปอด การทานวิตามิน E สังเคราะห์ (all-rac-alpha-tocopherol) นาน 8 ปีไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดในผู้ชายที่กำลังสูบบุหรี่ได้ อีกทั้งการทานวิตามิน E (alpha-tocopherol) นาน 10 ปีก็ไม่สามารถป้องกันมะเร็งปอดหรือลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดได้
  • การเสียชีวิตจากสาเหตุต่าง งานวิจัยกล่าวว่าการทานวิตามิน E ทุกวันหรือวันเว้นวันนาน 10 ปีไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากสาเหตุใด ๆ ได้ ยิ่งไปกว่านั้นก็มีงานวิจัยบางชิ้นที่กล่าวว่าการบริโภควิตามิน E ปริมาณสูงอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตขึ้นได้แทน

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าใช้วิตามิน E รักษาได้หรือไม่

  • หอบหืด (Asthma) ยังคงมีหลักฐานเกี่ยวกับบทบาทของวิตามิน E กับโรคหอบหืดที่ขัดแย้งกันอยู่ บ้างก็กล่าวว่าการบริโภควิตามิน E จากอาหารมากเกินอาจสามารถป้องกันโรคหอบหืดได้ แต่การทานอาหารเสริมวิตามิน E กลับไม่ได้ช่วยในเรื่องนี้
  • ต้อกระจก (Cataracts) มีหลักฐานบางชิ้นกล่าวว่าการทานวิตามิน E เพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับวิตามินหรือสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ ไม่อาจป้องกันการลุกลามของต้อกระจกได้ แต่ก็มีหลักฐานอื่น ๆ ที่กล่าวว่าวิตามิน E อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อต้อกระจกได้จริงอยู่
  • การติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการทำเคมีบำบัด งานวิจัยกล่าวว่าการบริโภควิตามิน E ที่สูงจากอาหารอาจลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกลุ่มเด็กที่ต้องเข้ารับการทำเคมีบำบัดได้
  • เบาหวาน (Diabetes) วิตามิน E อาจส่งผลดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน โดยมีงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าวิตามิน E จะเพิ่มการควบคุมน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้น ส่วนงานวิจัยอื่น ๆ ก็เสริมว่าการบริโภควิตามิน E จากอาหารที่สูงนั้นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อเบาหวานที่ลดลง
  • มะเร็งกระเพาะอาหาร การทานวิตามิน E ร่วมกับเบต้าแคโรทีนหรือวิตามิน C กับเบต้าแคโรทีนนั้นไม่อาจป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารได้ อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีหลักฐานที่กล่าวว่าการบริโภควิตามิน E มากจากอาหารอาจชะลอการลุกลามของมะเร็งชนิดนี้ได้อยู่น้อยมาก
  • คอเลสเตอรอลสูง งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการทานวิตามิน E ร่วมกับวิตามิน C อาจส่งผลดีต่อเด็กที่มีภาวะคอเลสเตอรอลสูง
  • โรคไต (IgA nephropathy) งานวิจัยกล่าวว่าการทานวิตามิน E สามารถเพิ่มการทำงานของไตในเด็กที่ป่วยเป็นโรคไต IgA nephropathy ขึ้นได้
  • อาการปวดขาจากเหตุปวดประสาท (intermittent claudication) การทาน all-rac-alpha-tocopherol เพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับเบต้าแคโรทีนไม่อาจเพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่ขาขึ้นได้ อย่างไรก็ตามงานวิจัยชิ้นอื่นกลับกล่าวว่าการทานวิตามิน E ทุกวันนาน 18 เดือนจะลดอาการประเภทนี้ลงได้
  • ความเสียหายที่เนื้อเยื่อหลังเกิดลิ่มเลือด (ischemic reperfusion injury) การทานวิตามิน E กับวิตามิน C และยาตามแบบแผนสองวันก่อนเข้ารับการผ่าตัดบายพาส และหนึ่งวันหลังจากการผ่าตัดอาจช่วยลดภาวะแทรกซ้อนลงได้ อย่างไรก็ตามการทานวิตามิน E อาจไม่ส่งผลใด ๆ หากเป็นการรับประทานเพียงอย่างเดียว
  • โรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจากลิ่มเลือด (ischemic stroke) มีหลักฐานว่า all-rac-alpha-tocopherol อาจช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดสมองในกลุ่มผู้ชายที่สูบบุหรี่ที่มีความดันโลหิตสูงและเป็นเบาหวานได้ แต่งานวิจัยอื่นกลับแย้งว่าวิตามินนี้อาจไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองลงแต่อย่างใด
  • การปลูกถ่ายไต การทานวิตามิน E (tocopheryl succinate polyethylene glycol) อาจทำให้สามารถปรับลดปริมาณยากดภูมิคุ้มกันหลังการปลูกถ่ายไตลงได้
  • มะเร็งผิวหนัง (melanoma) มีหลักฐานบางชิ้นที่กล่าวว่าการทานวิตามิน E (RR-alpha-tocopherol) ทุกวันไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังได้
  • ตะคริวกินขาตอนกลางคืน มีหลักฐานกล่าวว่าวิตามิน E อาจช่วยลดอาการตะคริวที่ขาตอนกลางคืนได้ แต่ก็มีหลักฐานอื่น ๆ มาแย้งเช่นกัน
  • โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle cell disease) มีหลักฐานกล่าวว่าการทานวิตามิน E ร่วมกับสารสกัดจากกระเทียมแก่กับวิตามิน C อาจช่วยผู้ป่วยโรคนี้ได้
  • ภาวะผิดปรกติของผิวหนัง
  • ภูมิแพ้
  • กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome (CFS))
  • โรคลมชัก (Epilepsy)
  • ไข้หวัด
  • ภาวะสุขภาพอื่น

จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านประสิทธิผลของวิตามิน E เพิ่มเติม

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของวิตามิน E

การรับประทานหรือทาวิตามิน E บนผิวหนังถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ส่วนมาก และโดยมากวิตามิน E มักจะไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ เมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวันซึ่งก็คือ 15 mg

การรับประทานวิตามิน E ในปริมาณสูงถูกจัดว่าอาจจะไม่ปลอดภัย และหากคุณมีภาวะอย่างโรคหัวใจหรือเบาหวานไม่ควรได้รับวิตามิน E ในปริมาณที่ 400 IU/วันขึ้นไปเพราะมีงานวิจัยชี้ว่าการบริโภควิตามิน E ในปริมาณสูงอาจเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตและผลข้างเคียงร้ายแรงอื่น ๆ ได้ อีกทั้งการใช้ในปริมาณสูงก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงร้ายแรงจากวิตามิน E ขึ้นอย่างมาก

มีข้อกังวลว่าวิตามิน E อาจเพิ่มโอกาสหลอดเลือดสมองแตก (hemorrhagic stroke) ซึ่งนับว่าเป็นภาวะร้ายแรงมาก โดยมีข้อมูลว่าการได้รับวิตามิน E ที่ปริมาณ 300-800 IU แต่ละวันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองประเภทนี้ขึ้น 22% แต่ในทางกลับกัน วิตามิน E อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองที่มีความรุนแรงน้อยกว่าที่เรียกว่าภาวะหลอดเลือดสมองตีบ (ischemic stroke) ลง

ณ ตอนนี้ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับผลของการใช้วิตามิน E กับโรคมะเร็งต่อมลูกหมากที่ขัดแย้งกันเองอยู่ บ้างก็กล่าวว่าการบริโภควิตามินรวมพร้อมกับอาหารเสริมวิตามิน E อาจเป็นการเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายบางคนได้

การใช้วิตามิน E ในปริมาณสูงอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้, ท้องร่วง, ปวดท้อง, เหนื่อยล้า, อ่อนแรง, ปวดศีรษะ, การมองเห็นไม่ชัดเจน, ผื่นขึ้น, และฟกช้ำกับตกเลือด

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ:

สตรีมีครรภ์: เมื่อใช้วิตามิน E ในปริมาณที่เหมาะสมจะถูกจัดว่าปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์ แต่ก็มีข้อกังวลว่าการทานอาหารเสริมวิตามิน E อาจส่งผลเสียต่อตัวอ่อนได้หากใช้ในช่วงที่อายุครรภ์ยังอ่อนอยู่ อย่างไรก็ตามก็ยังไม่สามารถสรุปคำกล่าวนี้ได้ ดังนั้นจนกว่าจะเป็นที่แน่ชัดมากขึ้น ผู้หญิงที่มีอายุครรภ์น้อยไม่ควรทานอาหารเสริมวิตามิน E โดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน

แม่ที่ต้องให้นมบุตร: วิตามิน E สำหรับผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตรถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยเมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน

ทารกและเด็ก: วิตามิน E ถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยเมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม โดยปริมาณวิตามิน E สูงสุดที่นับว่าปลอดภัยสำหรับเด็กนั้นจะขึ้นอยู่กับอายุของพวกเขา สำหรับเด็กอายุ 1-3 ปีจะอยู่ที่น้อยกว่า 200 mg ต่อวัน, สำหรับเด็กอายุ 4-8 ปีจะอยู่ที่น้อยกว่า 300 mg ต่อวัน, สำหรับเด็กอายุ 9-13 ปีจะอยู่ที่น้อยกว่า 600 mg ต่อวัน, และสำหรับเด็กอายุ 14-18 ปีจะอยู่ที่น้อยกว่า 800 mg ต่อวัน สำหรับวิตามิน E (alpha-tocopherol) ที่ให้ทางเส้นเลือด (intravenously (by IV)) กับเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะถูกจัดว่าอาจจะไม่ปลอดภัยหากมีการใช้ในปริมาณสูง

การผ่าตัดขยายหลอดเลือดหัวใจ (Angioplasty): เลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมวิตามิน E หรือวิตามินต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ (เบต้าแคโรทีน, วิตามิน C) ทันทีหลังและก่อนการผ่าตัดขยายหลอดเลือดโดยไม่จำเป็นต้องเข้าปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากวิตามินเหล่านี้อาจเข้าไปรบกวนการฟื้นตัวของร่างกายได้

เบาหวาน: วิตามิน E อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวในผู้ป่วยเบาหวานขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานควรเลี่ยงการใช้วิตามิน E ในปริมาณสูง

หัวใจวาย: วิตามิน E อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีประวัติหัวใจวายมาก่อนขึ้น ดังนั้นผู้คนในกลุ่มนี้ควรเลี่ยงการใช้วิตามิน E ในปริมาณสูง

ระดับวิตามิน K ต่ำ (vitamin K deficiency): วิตามิน E อาจทำให้ปัญหาลิ่มเลือดในผู้ที่มีมีปัญหาวิตามิน K ต่ำทรุดหนักได้

โรคจอตามีสารสี (retinitis pigmentosa): วิตามิน E สังเคราะห์ (All-rac-alpha-tocopherol) 400 IU อาจเร่งให้เกิดภาวะสูญเสียการมองเห็นของผู้ป่วยโรคนี้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามการใช้วิตามิน E ตัวนี้ในปริมาณที่น้อยมาก (3 IU) กลับไม่ส่งผลเสียเช่นนี้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรเลี่ยงการบริโภควิตามิน E จะดีที่สุด

ภาวะเลือดออกผิดปรกติ: วิตามิน E อาจทำให้ปัญหาเลือดออกทรุดหนักขึ้นได้ หากคุณมีภาวะนี้ควรเลี่ยงการทานอาหารเสริมวิตามิน E

มะเร็งศีรษะและลำคอ: ไม่ควรทานอาหารเสริมวิตามิน E ในปริมาณที่ 400 IU/วันขึ้นไปเพราะวิตามิน E จะเพิ่มโอกาสการกลับมาของมะเร็ง

มะเร็งต่อมลูกหมาก: มีข้อกังวลว่าการทานวิตามิน E อาจเพิ่มโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากขึ้น กระนั้นผลกระทบของวิตามิน E ต่อผู้ชายที่กำลังเป็นมะเร็งชนิดนี้ก็ยังคงไม่แน่ชัด อย่างไรก็ตามหากอิงจากทฤษฎีแล้วการทานอาหารเสริมวิตามิน E อาจทำให้โรคมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายทรุดหนักลงได้

โรคหลอดเลือดสมอง: วิตามิน E อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ที่มีประวัติหลอดเลือดสมองได้ ดังนั้นคนในกลุ่มนี้ควรเลี่ยงการใช้วิตามิน E ในปริมาณสูง

การผ่าตัด: วิตามิน E อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือดระหว่างและหลังจากผ่าตัดขึ้นได้ ดังนั้นควรหยุดใช้วิตามิน E ก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์

การใช้วิตามิน E ร่วมกับยาชนิดอื่น

ใช้วิตามิน E ร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • Cyclosporine (Neoral, Sandimmune) กับวิตามิน E

การทานวิตามิน E ร่วมกับ cyclosporine (Neoral, Sandimmune) อาจเพิ่มปริมาณยา cyclosporine (Neoral, Sandimmune) ที่ร่างกายดูดซึมเข้าไป ซึ่งจะเป็นการเพิ่มฤทธิ์และผลข้างเคียงจากยา cyclosporine (Neoral, Sandimmune) ขึ้น

  • ยาที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยตับ (Cytochrome P450 3A4 (CYP3A4) substrates) กับวิตามิน E

ยาบางชนิดจะถูกเปลี่ยนแปลงและถูกทำลายโดยตับ ซึ่งวิตามิน E อาจเร่งกระบวนการทำลายยาของตับให้เร็วขึ้น ดังนั้นการทานวิตามิน E ร่วมกับยาเหล่านี้จะลดประสิทธิภาพของยาที่ใช้ลง จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหากคุณกำลังใช้ยาที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยตับเหล่านี้ lovastatin (Mevacor), ketoconazole (Nizoral), itraconazole (Sporanox), fexofenadine (Allegra), triazolam (Halcion), และอื่น ๆ มากมาย

  • ยาสำหรับโรคมะเร็ง (Chemotherapy) กับวิตามิน E

วิตามิน E เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีข้อกังวลว่าสารต้านอนุมูลอิสระอาจลดประสิทธิภาพของยาที่ใช้รักษามะเร็งลง แต่ก็ยังคงเร็วเกินไปจะสรุปข้อมูลการตีกันของยาเหล่านี้

  • ยาชะลอการเกิดลิ่มเลือด (Anticoagulant / Antiplatelet drugs) กับวิตามิน E

วิตามิน E สามารถชะลอการเกิดลิ่มเลือด ดังนั้นการทานวิตามิน E ร่วมกับยาชะลอการเกิดลิ่มเลือดจะเพิ่มโอกาสการเกิดแผลฟกช้ำและเลือดออกมากขึ้น โดยตัวอย่างยาที่ชะลอการเกิดลิ่มเลือดมีดังนี้ aspirin, clopidogrel (Plavix), diclofenac (Voltaren, Cataflam, และอื่น ๆ), ibuprofen (Advil, Motrin, และอื่น ๆ), naproxen (Anaprox, Naprosyn, และอื่น ๆ), dalteparin (Fragmin), enoxaparin (Lovenox), heparin, warfarin (Coumadin), และอื่น ๆ

  • ยาสำหรับลดระดับคอเลสเตอรอล (Statins) กับวิตามิน E

การทานวิตามิน E, เบต้าแคโรทีน, วิตามิน C, และเซเลเนียมพร้อมกันอาจลดประสิทธิภาพของยาที่ใช้ลดระดับคอเลสเตอรอลลง แต่ก็ยังคงไม่ชัดเจนว่าการทานเพียงวิตามิน E อย่างเดียวจะส่งผลตีกันเช่นนี้หรือไม่ ตัวอย่างยาสำหรับลดคอเลสเตอรอลมีทั้ง atorvastatin (Lipitor), fluvastatin (Lescol), lovastatin (Mevacor), และ pravastatin (Pravachol)

  • Niacin กับวิตามิน E

การทานวิตามิน E ร่วมกับเบต้าแคโรทีน, วิตามิน C, และเซเลเนียมอาจลดประสิทธิภาพของ niacin ลง ยา niacin สามารถเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลดีขึ้นได้ ดังนั้นการใช้วิตามิน E ร่วมกับวิตามินอื่น ๆ อาจลดระดับคอเลสเตอรอลดีลง

  • Warfarin (Coumadin) กับวิตามิน E

Warfarin (Coumadin) เป็นยาที่ใช้ชะลอการเกิดลิ่มเลือด วิตามิน E เองก็ชะลอการเกิดลิ่มเลือดเช่นกัน ดังนั้นการทานวิตามิน E ร่วมกับ Warfarin (Coumadin) อาจเป็นการเพิ่มโอกาสต่อแผลฟกช้ำและเลือดออกมากขึ้น ดังนั้นควรทำการตรวจเลือดเป็นประจำและอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนขนาดของ Warfarin (Coumadin) ตามความจำเป็น

ปริมาณยาที่ใช้

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้ถูกศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

รับประทาน:

  • สำหรับภาวะขาดวิตามิน E: RRR-alpha tocopherol (วิตามิน E สังเคราะห์) ที่ 60-75 IU ต่อวัน
  • สำหรับอาการยึกยือ (tardive dyskinesia): RRR-alpha tocopherol (วิตามิน E ธรรมชาติ) ที่ 1600 IU ต่อวัน
  • สำหรับภาวะมีบุตรยากในชาย: วิตามิน E 200-600 IU ต่อวัน
  • สำหรับโรคอัลไซเมอร์: วิตามิน E 2000 IU ทุกวันร่วมกับการบำบัดด้วย donepezil (Aricept) 5 mg กับวิตามิน E 1000 IU ต่อวันสำหรับภาวะสูญเสียความทรงจำแบบค่อยเป็นค่อยไป
  • สำหรับโรคตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์: 800 IU ต่อวันสำหรับผู้ใหญ่; 400-1200 IU ต่อวันสำหรับเด็ก
  • สำหรับโรคฮันติงตัน: RRR-alpha tocopherol (วิตามิน E ธรรมชาติ) ที่ 3000 IU ต่อวัน
  • สำหรับโรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์: วิตามิน E 600 IU สองครั้งต่อวัน
  • สำหรับป้องกันความเสียหายที่ประสาทจาก cisplatin: วิตามิน E (alpha-tocopherol) 300 m ต่อวันร่วมกับการบำบัดเคมีแต่ละครั้ง และนานต่อเนื่องอีก 3 เดือนหลังสิ้นสุดการบำบัด cisplatin
  • สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพของไนเทรตที่ใช้กับโรคหัวใจ: วิตามิน E 200 mg สามครั้งต่อวัน
  • สำหรับลดโปรตีนในปัสสาวะของเด็กที่ป่วยเป็นโรคไตชนิด  focal segmental glomerulosclerosis: วิตามิน E 200 IU 
  • สำหรับภาวะขาด G6PD: วิตามิน E 800 IU ทุกวัน
  • สำหรับกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน: RRR-alpha tocopherol (วิตามิน E ธรรมชาติ) ที่ 400 IU ต่อวัน
  • สำหรับช่วงปวดประจำเดือน: วิตามิน E 200 IU สองครั้งหรือ 500 IU ทุกวันเริ่มจาก 2 วันก่อนมีประจำเดือนและต่อเนื่องไปจนมีประจำเดือนแล้ว 3 วัน
  • สำหรับฟื้นฟูดวงตาหลังผ่าตัด keratectomy: วิตามิน E (alpha-tocopheryl nicotinate) 230 mg และวิตามิน A (retinol palmitate) 25,000 หน่วยสามครั้งต่อวันนาน 30 วัน ตามด้วยสองครั้งต่อวันนาน 2 เดือน
  • สำหรับพังผืดจากการฉายรังสี: วิตามิน E 1000 IU ทุกวันร่วมกับ pentoxifylline 800 mg
  • สำหรับ beta-thalassemia: วิตามิน E 650 IU ต่อวัน
  • สำหรับป้องกันผิวไหม้แดด: : RRR-alpha tocopherol (วิตามิน E ธรรมชาติ) ที่ 1000 IU ร่วมกับกรด ascorbic  2 กรัม
  • สำหรับป้องกันความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ (pre-eclampsia) ในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูง: วิตามิน E 400 IU ร่วมกับวิตามิน C 1000 mg ทุกวัน

เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุดควรทานวิตามิน E ที่ถูกผลิตขึ้นในห้องปฏิบัติการณ์ (all-rac-alpha-tocopherol) พร้อมกับอาหาร

ขนาดของวิตามิน E ที่แนะนำอาจมีข้อมูลที่น่าสับสนบ้าง เนื่องจากคู่มือ ณ ปัจจุบันมีการระบุค่าสารอาหารที่แนะนำในแต่ละวัน (recommended dietary allowance (RDA)) กับค่าสารอาหารสูงสุดที่รับได้ (upper tolerable limits (UTL)) ของวิตามิน E ในหน่วยมิลลิกรัม แต่ผลิตภัณฑ์ส่วนมายังคงระบุไว้ที่ฉลากในหน่วย International Units (IU)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์