แอลคาร์นิทีน (L-carnitine)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 23, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 12 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,233,855 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 04/03/2562

ข้อมูลภาพรวมของแอลคาร์นิทีน

แอลคาร์นิทีน (L-carnitine) คือกรดอะมิโน (amino acid) (หน่วยโครงสร้างสำหรับโปรตีน) ที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ ส่วนผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (หรือที่เรียกว่าอาหารเสริม) แอลคาร์นิทีนนั้นใช้เพื่อเพิ่มระดับของแอลคาร์นิทีนสำหรับผู้ที่มีระดับกรดชนิดนี้ในร่างกายต่ำเนื่องจากความผิดปกติทางพันธุกรรม กำลังใช้ยาบางประเภท (กรดวาลโปรอิก (valproic) สำหรับอาการชัก) หรือเพราะกำลังเข้ารับการรักษาทางการแพทย์อยู่ (เช่น การฟอกไต เป็นต้น) 

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

อาหารเสริมแอลคาร์นิทีนยังมีไว้เพื่อชดเชยสารอาหารที่คนบางกลุ่มไม่ได้รับ อย่างบรรดามังสวิรัติ ผู้ที่กำลังอยู่ในโปรแกรมลดน้ำหนัก และทารกที่คลอดก่อนกำหนดหรือมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ

แอลคาร์นิทีนถูกใช้รักษาภาวะหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งรวมไปถึงบรรเทาอาการเจ็บหน้าอกที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure (CHF)) ภาวะแทรกซ้อนที่หัวใจของโรคคอตีบ (diphtheria) หัวใจวาย เจ็บขาเนื่องจากปัญหาการไหลเวียนโลหิตไม่ดี (เจ็บปวดปลายประสาท (intermittent claudication)) และลดคอเลสเตอรอลสูง

บางคนมีการใช้แอลคาร์นิทีนสำหรับภาวะกล้ามเนื้อผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยารักษา AIDS ภาวะมีบุตรยากของผู้ชาย ภาวะสมองพัฒนาผิดปกติ (Rett syndrome) อะนอเร็กเซีย (anorexia) กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (chronic fatigue syndrome) โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เบาหวาน (diabetes) ภาวะไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ (overactive thyroid) โรคสมาธิสั้น (attention deficit-hyperactivity disorder (ADHD)) แผลที่ขา โรคลายม์ (Lyme disease) และเพื่อเพิ่มศักยภาพและความทนทานต่อการออกกำลังกาย

ร่างกายสามารถเปลี่ยนแอลคาร์นิทีนให้เป็นกรดอะมิโนชนิดที่เรียกว่า acetyl-L-carnitine และ propionyl-L-carnitine ได้ แต่ไม่มีข้อมูลว่าคุณประโยชน์ของแอลคาร์นิทีนที่ต่างกันนั้นจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ซึ่งจนกว่าจะมีข้อมูลมากขึ้นจึงไม่ควรใช้คาร์นิทีน (carnitine) ต่างรูปแบบมาทดแทนกันและกัน

แอลคาร์นิทีนทำงานอย่างไร?

แอลคาร์นิทีนช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงาน และเป็นสารอาหารสำคัญต่อการทำงานของหัวใจและสมอง การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และกระบวนการอื่นๆ ภายในร่างกายมนุษย์

การใช้ยาและประสิทธิภาพของแอลคาร์นิทีน

ภาวะที่ใช้แอลคาร์นิทีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • โรคไตร้ายแรง งานวิจัยส่วนมากกล่าวว่าการรับประทานหรือฉีดแอลคาร์นิทีนเข้าเส้นเลือด (intravenously (by IV)) สามารถเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงขณะฟอกไตได้จริง โดยมีรายงานว่าควรจะใช้แอลคาร์นิทีนระหว่างการรักษาเพื่อป้องกันภาวะขาดแอลคาร์นิทีนในผู้ป่วยโรคไตร้ายแรง
  • ภาวะขาดแอลคาร์นิทีน (L-carnitine deficiency) มีการยืนยันว่าควรใช้แอลคาร์นิทีนในการรักษาภาวะขาดแอลคาร์นิทีนที่เกิดจากโรคทางพันธุกรรม

ภาวะที่อาจใช้แอลคาร์นิทีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • เจ็บหน้าอก (angina) การรับประทานหรือฉีดแอลคาร์นิทีนเข้าเส้นเลือดอาจช่วยเพิ่มความทนทานต่อการออกกำลังกายของผู้ที่มีปัญหาเจ็บหน้าอกได้ โดยการรับประทานแอลคาร์นิทีนร่วมกับการรักษาทั่วไปยังอาจช่วยลดอาการเจ็บและเพิ่มความสามารถในการออกกำลังกายของผู้ป่วย cardiac syndrome X ที่จะมีอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากหลอดเลือดแดงอุดตัน
  • หัวใจล้มเหลว การรับประทานหรือฉีดแอลคาร์นิทีนเข้าเส้นเลือดอาจสามารถบรรเทาอาการและเพิ่มความสามารถในการออกกำลังกายของผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวได้ โดยการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยแอลคาร์นิทีนและโคเอนไซม์คิวเท็น (coenzyme Q10 (Carni Q-Gel, Tishcon Corporation)) ยังอาจช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ของภาวะหัวใจล้มเหลวได้ด้วย
  • โรคไตร้ายแรง ผู้ที่เป็นโรคไตร้ายแรงระยะสุดท้ายที่ต้องเข้ารับการฟอกไตอย่างต่อเนื่องอาจมีระดับแอลคาร์นิทีนในร่างกายต่ำ โดยมีข้อมูลว่าการฉีดแอลคาร์นิทีนเข้าเส้นเลือดของผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถรักษาและป้องกันภาวะขาดแอลคาร์นิทีนได้ แต่ยังคงมีหลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบของแอลคาร์นิทีนในการรักษาภาวะผิดปกติที่เกิดจากภาวะขาดแอลคาร์นิทีนที่ยังคงปนเปกันอยู่ การรับประทานแอลคาร์นิทีนหรือรับทางเส้นเลือดนั้นอาจช่วยบรรเทาโรคโลหิตจางและลดการอักเสบของผู้ป่วยโรคไตได้ แต่แอลคาร์นิทีนอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต อาการกล้ามเนื้อบีบรัด ความดันโลหิตต่ำ ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกระบวนการหายใจ หรือศักยภาพการออกกำลังกายแต่อย่างใด
  • ระดับฮอร์โมนไทรอยด์สูง (hyperthyroidism) การรับประทานแอลคาร์นิทีนอาจช่วยบรรเทาอาการต่างๆ อย่างหัวใจเต้นเร็วแรง ตื่นเต้น และอ่อนแรงของผู้ป่วยที่ระดับฮอร์โมนไทรอยด์สูงได้
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน (myocarditis) การรับประทานแอลคาร์นิทีนอาจลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากภาวะนี้ได้
  • ป้องกันผลข้างเคียงจากการใช้กรดวาลโปรอิก (Depacon, Depakene, Depakote, VPA) ในการรักษาอาการชัก ความเป็นพิษที่เกิดจากกรดวาลโปรอิกเชื่อมโยงกับภาวะขาดแอลคาร์นิทีน เมื่อทำการรักษาด้วยการฉีดแอลคาร์นิทีนเข้าเส้นเลือดสามารถป้องกันความเป็นพิษที่ต่ำชนิดร้ายแรงของผู้ที่รับประทานหรือบริโภคกรดวาลโปรอิกมากเกินไปได้

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าใช้แอลคาร์นิทีนรักษาได้หรือไม่

  • สิว งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทาครีมที่ประกอบด้วยแอลคาร์นิทีนที่ใบหน้า 2 ครั้งต่อวันนาน 8 สัปดาห์สามารถลดสิวและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีสิวได้
  • อาการเหนื่อยล้าจากอายุ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนทุกวันนาน 30 วันจะลดความเหนื่อยล้าทางร่างกายและจิตใจ, เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ, และลดมวลไขมันของผู้สูงอายุได้
  • ผมร่วง (androgenic alopecia) งานวิจัยพบว่าการรับประทานสารละลายแอลคาร์นิทีน 2 ครั้งต่อวันนาน 6 เดือนสามารถเพิ่มผมบนหนังศีรษะของผู้ชายและผู้หญิงที่มีอาการผมร่วงได้
  • ความเป็นพิษจากการใช้ยาวัณโรค ยาบางชนิดที่ใช้รักษาวัณโรค (tuberculosis) เชื่อมโยงกับความเสียหายที่ตับ โดยงานวิจัยพบว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนร่วมกับยาเหล่านี้นาน 4 สัปดาห์สามารถลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่ตับได้
  • ศักยภาพของนักกีฬา การออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงนั้นเชื่อมโยงกับการลดลงของระดับแอลคาร์นิทีนในเลือด อย่างไรก็ตามงานวิจัยในเรื่องประโยชน์ของแอลคาร์นิทีนในการเพิ่มศักยภาพการออกกำลังกายนั้นยังคงมีอยู่อย่างไม่สอดคล้องกันและกัน บ้างก็พบว่าแอลคาร์นิทีนจะเพิ่มประสิทธิภาพและความทนทานของนักกีฬาขึ้น แต่บ้างก็ไม่พบว่าแอลคาร์นิทีนส่งผลทางบวกในประเด็นเหล่านี้
  • โรคสมาธิสั้น (Attention deficit-hyperactivity disorder (ADHD)) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนไม่ได้ช่วยลดอาการจากโรคสมาธิสั้นในเด็กได้
  • โรคออทิสซึ่ม (Autism) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนทุกวันนาน 3 เดือนจะลดความรุนแรงของภาวะออทิสติกในเด็กได้บ้าง
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia) งานวิจัยพบว่าแอลคาร์นิทีนอาจลดการเกิดหัวใจเต้นผิดปรกติได้
  • ภาวะเลือดผิดปรกติที่เรียกว่าเบต้าทาลัสซิเมีย (beta-thalassemia) งานวิจัยพบว่าแอลคาร์นิทีนอาจช่วยลดอาการของภาวะเลือดผิดปรกติที่เรียกว่าเบต้าทาลัสซิเมียได้
  • ภาวะผอมหนังหุ้มกระดูก (cachexia) งานวิจัยพบว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนสามารถเพิ่มดัชนีมวลกาย (body mass index (BMI)) และเพิ่มมวลน้ำหนักร่างกายที่ไม่ใช่ไขมัน (lean body mass) ของผู้ป่วยมะเร็งและภาวะผอมหนังหุ้มกระดูกได้ อีกทั้งการรับประทานแอลคาร์นิทีนร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระและยาทางการแพทย์บางชนิดที่ใช้เพิ่มความอยากอาหารยังช่วยเพิ่มมวลน้ำหนักกายที่ไม่มีไขมันได้ดีกว่าการใช้ยาจากแพทย์เพียงอย่างเดียว
  • อาการเหนื่อยล้าที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง ผู้ป่วยมะเร็งบางคนจะมีระดับแอลคาร์นิทีนในร่างกายต่ำ ซึ่งจะลดพลังงานและทำให้เกิดความเหนื่อยล้าขึ้น งานวิจัยบางชิ้นได้กล่าวว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนอาจช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามได้ อย่างไรก็ตามก็มีรายงานอื่นที่กล่าวว่าการทำเช่นนี้ไม่ได้ส่งผลดีใด ๆ 
  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง (cardiomyopathy) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าแอลคาร์นิทีนจะเพิ่มการทำงานของหัวใจของผู้ใหญ่และเด็กที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงได้
  • โรคแพ้กลูเตน (Celiac disease) ผู้ป่วยโรคแพ้กลูเตนบางรายจะมีระดับแอลคาร์นิทีนต่ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้าได้ งานวิจัยบางชิ้นได้กล่าวว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนจะช่วยลดอาการเหนื่อยล้าจากโรคแพ้กลูเตนได้ อย่างไรก็ตามแอลคาร์นิทีนก็ไม่อาจลดภาวะซึมเศร้าหรือคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้
  • กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนนาน 2 เดือนสามารถลดความเหนื่อยล้าได้
  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าแอลคาร์นิทีนสามารถเพิ่มความสามารถในการออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังได้ (COPD)
  • การทำงานทางจิตใจ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนไม่ได้ช่วยเพิ่มการทำงานทางจิตหรือความทรงจำของผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีได้แต่อย่างใด
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนก่อนออกกำลังกายไม่ได้เพิ่มความทนทานของผู้ป่วยที่หลอดเลือดแดงอุดตันได้
  • เบาหวาน (Diabetes) แม้ว่างานวิจัยบางชิ้นจะแสดงให้เห็นว่าแอลคาร์นิทีนอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ แต่งานวิจัยส่วนมากกลับแย้งว่าแอลคาร์นิทีนไม่ได้มีสรรพคุณเช่นนี้ อย่างไรก็ตามแอลคาร์นิทีนก็อาจช่วยเพิ่มการควบคุมน้ำตาลในเลือดและลดน้ำหนักร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานได้เมื่อรับประทานร่วมกับยาสำหรับลดน้ำหนัก ซึ่ง ณ ตอนนี้ยังคงมีหลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบของการใช้แอลคาร์นิทีนกับระดับคอเลสเตอรอลของผู้ป่วยเบาหวานที่ปนเปกันอยู่ งานวิจัยบางชิ้นได้แสดงให้เห็นว่าแอลคาร์นิทีนสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลได้ แม้งานวิจัยอื่น ๆ จะไม่พบประโยชน์เช่นนี้ก็ตาม
  • ตาแห้ง งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการใช้ยาหยอดตาที่ประกอบด้วยแอลคาร์นิทีนช่วยลดอาการตาแห้งของผู้ป่วยที่ใช้ยาหยอดตาที่ประกอบด้วย benzalkonium chloride สำหรับต้อหิน (glaucoma) ได้เกือบครึ่ง
  • อาการเหนื่อยล้า งานวิจัยพบว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนทุกวันนาน 8 วันไม่อาจช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ที่มีสุขภาพดีได้
  • การทำงานของสมองถดถอยเนื่องจากโรคตับ งานวิจัยพบว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนทุกวันนาน 60-90 วันจะช่วยลดระดับแอมโมเนียและเพิ่มการทำงานของสมองในผู้ป่วยที่มีปัญหาสมองทำงานน้อยลงเนื่องจากโรคตับรุนแรงได้
  • อาการเหนื่อยล้าเนื่องจากโรคตับอักเสบ (hepatitis) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนทุกวันจะช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ป่วยโรคตับอักเสบ C ที่กำลังเข้ารับการรักษาได้
  • โรคตับอักเสบ B งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานวิตามินรวมที่ประกอบด้วยแอลคาร์นิทีน (Godex, Celltrion Pharm) ร่วมกับยา entecavir ทุกวันนาน 12 เดือนจะช่วยเพิ่มการทำงานของตับของผู้ป่วยโรคตับอักเสบ B แต่ไม่อาจส่งผลต่อปริมาณไวรัสตับอักเสบ B ในเลือด
  • โรคตับอักเสบ C การรับประทานแอลคาร์นิทีนร่วมกับยา interferon-alpha และ ribavirin อาจช่วยเพิ่มการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยโรคตับอักเสบ C ได้
  • ไขมันในเลือดสูง ไลโพโปรตีน (Lipoprotein(a)) คือโปรตีนในเลือดที่เชื่อมโยงกับการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนสามารถลดระดับไลโพโปรตีน (a) ในผู้ที่มีระดับโปรตีนชนิดนี้สูงได้ แต่แอลคาร์นิทีนไม่อาจลดระดับคอเลสเตอรอลความหนาแน่นต่ำ (low-density lipoprotein (LDL)) หรือไตรกลีเซอไรด์ และไม่ได้ช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลความหนาแน่นสูง (high-density lipoprotein (HDL)) ได้แต่อย่างใด
  • ไตรกลีเซอไรด์สูง งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าแอลคาร์นิทีนไม่ได้ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในผู้ที่มีปัญหาไตรกลีเซอไรด์สูงได้
  • น้ำหนักแรกเกิดต่ำ งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าการให้ทารกที่คลอดก่อนกำหนดการรับประทานแอลคาร์นิทีนหรือผ่านทางเส้นเลือด (intravenously (by IV)) สามารถเพิ่มน้ำหนักขึ้นได้ อย่างไรก็ตามงานวิจัยอื่น ๆ กลับพบว่าการทำเช่นนี้ไม่ได้ช่วยเพิ่มน้ำหนักของทารกกลุ่มนี้แต่อย่างใด
  • โรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการฉีดแอลคาร์นิทีนเข้าเส้นเลือดนาน 7 วันจะเพิ่มอัตราการลดน้ำหนักและลดรอบเอวของผู้ป่วยโรคอ้วนลงพุงได้ แต่ไม่อาจส่งผลต่อความดันโลหิตในคนกลุ่มนี้ได้
  • ปวดศีรษะไมเกรน งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนทุกวันทั้งร่วมกับและไม่ได้รับประทานร่วมกับ magnesium oxide นาน 12 สัปดาห์ไม่อาจลดอาการไมเกรนได้
  • อาการเหนื่อยล้าที่เกี่ยวข้องกับโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple sclerosis) ผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งบางรายจะมีระดับแอลคาร์นิทีนที่ต่ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้าขึ้นได้ โดยงานวิจัยพบว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนทุกวันสามารถลดความเหนื่อยล้าที่อาจจะเกิดกับผู้ป่วยโรคนี้ได้บ้าง
  • หัวใจวาย ขณะนี้ยังคงมีหลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้แอลคาร์นิทีนหลังภาวะหัวใจวายที่ไม่สอดคล้องกันอยู่ บ้างก็พบว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนหลังหัวใจวายนั้นอาจเพิ่มการทำงานของหัวใจและลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลง อย่างไรก็ตามก็มีข้อมูลจากงานวิจัยอื่น ๆ ที่ไม่พบประโยชน์เช่นนี้
  • โรคลมหลับ (narcolepsy) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนในตอนเช้าและตอนเย็นนาน 8 สัปดาห์จะช่วยลดความง่วงระหว่างวันของผู้ป่วยโรคลมหลับได้ แต่ไม่อาจส่งผลต่อจำนวนครั้งของการนอนกลางวัน, คุณภาพชีวิต, หรือการนอนหลับได้
  • ปัญหาการหายใจขณะหลับของทารก งานวิจัยพบว่าการให้แอลคาร์นิทีนผ่านการให้สารอาหารทางเส้นเลือดไม่อาจลดปัญหาการหายใจขณะหลับของทารกได้
  • ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (nonalcoholic steatohepatitis, NASH) งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าแอลคาร์นิทีนได้เพิ่มการทำงานของตับในผู้ป่วยโรคตับประเภทนี้ได้
  • หลอดเลือดอุดตันที่ไม่ได้เกิดกับหัวใจหรือสมอง งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าแอลคาร์นิทีนอาจช่วยเพิ่มระยะการเดินของผู้ที่มีปัญหาหลอดเลือดแดงอุดตันที่ไม่เกิดกับหัวใจหรือสมองได้ อย่างไรก็ตามงานวิจัยอื่น ๆ ก็แย้งว่าแอลคาร์นิทีนไม่ได้มีประโยชน์เช่นนี้
  • ภาวะทางพันธุกรรมหายากที่ส่งผลต่อระบบประสาท (Rett syndrome) การรับประทานแอลคาร์นิทีนอาจช่วยให้เด็กสาวโรคเร็ตท์มีความเป็นอยู่และการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น
  • ลดน้ำหนัก งานวิจัยบางชิ้นพบว่าแอลคาร์นิทีนสามารถเพิ่มปริมาณการลดน้ำหนักในผู้ใหญ่แบะผู้ป่วยเบาหวานได้ดีเมื่อใช้ร่วมกับยาลดน้ำหนักอย่าง orlistat หรือ sibutramine แต่แอลคาร์นิทีนไม่อาจช่วยผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวานลดน้ำหนักได้ อีกทั้งยังไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักหากผู้ใช้ยาไม่ได้ออกกำลังกายร่วมด้วย อย่างไรก็ตามมีการศึกษาหนึ่งในผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วนและผู้สูงอายุพบว่าการรับประทานแอลคาร์นิทีนสามารถลดน้ำหนักได้ 1.3 กิโลกรัม
  • ภาวะรับประทานอาหารผิดปกติ
  • แผลที่ขา
  • โรคลายม์ (Lyme disease)
  • โรคกล้ามเนื้อฝ่อจากสันหลัง (Spinal muscle loss)
  • ภาวะสุขภาพอื่น

จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านประสิทธิผลของแอลคาร์นิทีนเพิ่มเติม

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของแอลคาร์นิทีน

แอลคาร์นิทีนจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยเมื่อรับประทานหรือฉีดเข้าร่างกายด้วยการควบคุมดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเป็นเวลานาน 12 วัน โดยแอลคาร์นิทีนอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงบ้างอย่างคลื่นไส้, อาเจียน, ปวดท้อง, แสบร้อนกลางอก, ท้องร่วง, และชักเกร็ง อีกทั้งยังทำให้ปัสสาวะ, เหงื่อ, และลมหายใจมีกลิ่นคาว ควรเลี่ยงการใช้แอลคาร์นิทีนและดีแอลคาร์นิทีน (DL-carnitine) ซึ่งเป็นคาร์นิทีนรูปแบบอื่น ๆ ที่อาจเข้ายับยั้งผลของแอลคาร์นิทีนและอาจทำให้เกิดอาการคล้ายกับภาวะขาดแอลคาร์นิทีนได้

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ:

สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร: ณ ขณะนี้ยังคงขาดแคลนข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความปลอดภัยจากการใช้แอลคาร์นิทีนในกลุ่มผู้มีครรภ์ ดังนั้นคนในกลุ่มดังกล่าวควรเลี่ยงใช้แอลคาร์นิทีนเพื่อความปลอดภัย

การรับประทานแอลคาร์นิทีนในขณะที่ต้องให้นมบุตรนั้นจัดว่าอาจจะปลอดภัยหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม โดยปริมาณแอลคาร์นิทีนที่น้อยนั้นสามารถใช้ผสมในน้ำนมสำหรับทารกได้โดยที่ยังไม่มีข้อมูลเรื่องผลข้างเคียง ส่วนผลกระทบจากการใช้แอลคาร์นิทีนในปริมาณมากกับกลุ่มผู้ที่ต้องให้นมบุตรก็ยังไม่มีข้อมูลใด ๆ

เด็ก: แอลคาร์นิทีนจัดว่าอาจจะปลอดภัยเมื่อบริโภคหรือฉีดเข้าเส้นเลือดในปริมาณที่เหมาะสมในระยะเวลาสั้น ๆ โดยสามารถใช้ได้นานถึง 6 เดือน

ไตล้มเหลว: การฉีดดีแอลคาร์นิทีนเข้าร่างกายหลังการฟอกไตถูกรายงานว่าทำให้ผู้ป่วยโรคไตประสบกับอาการอย่างกล้ามเนื้ออ่อนแรงและตาหย่อน แต่สำหรับแอลคาร์นิทีนนั้นกลับไม่พบว่าส่งผลเสียเช่นนี้

ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกิน (hypothyroidism): การใช้แอลคาร์นิทีนอาจทำให้อาการของภาวะนี้ทรุดลงได้

อาการชักเกร็ง: การใช้แอลคาร์นิทีนอาจทำให้อาการชักของผู้ที่เคยประสบกับอาการชักมีอาการเกิดบ่อยขึ้น ดังนั้นจึงไม่ควรใช้แอลคาร์นิทีนหากคุณเคยมีอาการดังกล่าว

การใช้แอลคาร์นิทีนร่วมกับยาชนิดอื่น

ใช้แอลคาร์นิทีนร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • ฮอร์โมนไทรอยด์กับแอลคาร์นิทีน

แอลคาร์นิทีนอาจลดประสิทธิภาพการทำงานของฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกายลง

  • Acenocoumarol (Sintrom) กับแอลคาร์นิทีน

Acenocoumarol (Sintrom) ถูกใช้เพื่อลดการเกิดลิ่มเลือดลง ส่วนแอลคาร์นิทีนอาจทำให้ผลจากยานี้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเมื่อต้องใช้ยาทั้งสองร่วมกันอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนปริมาณยา Acenocoumarol (Sintrom) ที่ใช้ลงตามความจำเป็น 

  • Warfarin (Coumadin) กับแอลคาร์นิทีน

Warfarin (Coumadin) ถูกใช้เพื่อลดการเกิดลิ่มเลือดลง ส่วนแอลคาร์นิทีนอาจทำให้ผลจากยานี้เพิ่มมากขึ้นจนอาจทำให้เกิดการฟกช้ำและเลือดออกง่ายขึ้น ดังนั้นเมื่อต้องใช้ยาทั้งสองร่วมกันอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนปริมาณยา Warfarin (Coumadin) ที่ใช้ลงตามความจำเป็น 

ปริมาณยาที่ใช้

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้ถูกศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ผู้ใหญ่

รับประทาน

  • สำหรับภาวะขาดแอลคาร์นิทีน (L-carnitine deficiencies) 900 mg 2-3 ครั้งต่อวันทั้งในรูปแบบยาเม็ดหรือยาน้ำ
  • สำหรับอาการเจ็บหน้าอก (anginaแอลคาร์นิทีน 900 mg- 2 กรัม โดยแบ่งเป็น 1-2 โดสต่อวันนาน 2 สัปดาห์ถึง 6 เดือน
  • สำหรับภาวะหัวใจล้มเหลว แอลคาร์นิทีน 1.5-3.0 กรัมโดยแบ่งเป็น 1-2 โดสต่อวันนานประมาณ 34 เดือน สำหรับกาใช้ผลิตภัณฑ์ Carni Q-Gel (Carni Q-Gel, Tishcon Corporation) ที่ประกอบด้วยคาร์นิทีน 2250 mg และ coenzyme Q10 270 mg ให้รับประทานทุกวันนาน 12 สัปดาห์
  • สำหรับผู้ป่วยโรคไตร้ายแรงที่ต้องเข้ารับการฟอกไต แอลคาร์นิทีน 0.64-3 กรัม หรือ 10 mg/kg ทุกวันนาน 3-52 สัปดาห์ แต่กระนั้นการรับประทานแอลคาร์นิทีนก็ไม่ใช่วิธีรักษาภาวะขาดแอลคาร์นิทีนในผู้ป่วยโรคไตร้ายแรงแต่อย่างใด
  • สำหรับระดับฮอร์โมนไทรอยด์สูง (hyperthyroidismแอลคาร์นิทีน 2-4 กรัมทุกวันนาน 2-4 เดือน
  • สำหรับภาวะมีบุตรยากของผู้ชาย แอลคาร์นิทีน 2-3 กรัมโดยแบ่งเป็นสายโดสต่อวันทั้งเดี่ยว ๆ หรือร่วมกับวิตามิน E นาน 2-24 สัปดาห์ อีกทั้งแอลคาร์นิทีน 2 กรัมร่วมกับ acetyl-L-carnitine 1 กรัม ทั้งแบบเดี่ยวหรือร่วมกับยาเหน็บ cinnoxicam 300 mg ทุก ๆ 4 วันนาน 3-6 เดือน
  • สำหรับการอักเสบของหัวใจ (myocarditisดีและแอลคาร์นิทีน 100 mg/kg ทุกวันนาน 4 วัน
  • สำหรับป้องกันผลข้างเคียงที่เกิดจากกรด valproic (Depacon, Depakene, Depakote, VPA) 50-100 mg/kg โดยแบ่งเป็นสามหรือสี่โดสต่อวันมากสุดที่ 3 กรัมต่อวัน

ฉีดเข้าเส้นเลือด

  • สำหรับภาวะขาดแอลคาร์นิทีน (L-carnitine deficiencies) แอลคาร์นิทีน 50 mg/kg ทั้งแบบฉีดอย่างช้า ๆ หรือฉีดตามหลังการใช้แอลคาร์นิทีน 50 mg/kg ที่แบ่งโดสเป็นทุก ๆ 3-4 ชั่วโมงภายใน 24 ชั่วโมงถัดไป ในวันต่อมาให้คงปริมาณการใช้ยาตามปรกติในขอบเขตที่ 50 mg/kg สำหรับผู้ป่วยภาวะขาดแอลคาร์นิทีนที่เกิดจากการฟอกไตให้ใช้แอลคาร์นิทีนที่ 10-20 mg/kg โดยปรับตามระดับแอลคาร์นิทีนในเลือด
  • สำหรับอาการเจ็บหน้าอก (anginaแอลคาร์นิทีนใน 5% dextrose 500 mL ที่  3 กรัม 1 ครั้งต่อวันนาน 14 วัน อีกทั้งให้ใช้ดีและแอลคาร์นิทีนก่อนออกกำลังกาย 30 นาทีที่ 40 mg/kg
  • สำหรับภาวะหัวใจล้มเหลว แอลคาร์นิทีน 5 กรัมทางเส้นเลือดนาน 7 วันร่วมกับการรักษาตามปรกติ
  • สำหรับโรคไตร้ายแรงที่ต้องเข้ารับการฟอกไต แอลคาร์นิทีน 10-20 mg/kg ด้วยการฉีดเข้าร่างกายอย่างช้า สำหรับรักษาภาวะผิดปรกติที่เกี่ยวข้องกับระดับคาร์นิทีนในร่างกายต่ำในผู้ที่ต้องเข้ารับการฟอกไตคือแอลคาร์นิทีน 1.8 กรัมทุกสัปดาห์ถึง 3 กรัมต่อวันหรือ 30-120 mg/kg/วันด้วยการฉีดเข้าร่างกายนาน 2-12 สัปดาห์ ปริมาณที่ใช้มักจะเป็นจำนวนสามครั้งต่อสัปดาห์หลังการฟอกไตแต่ละครั้ง อีกทั้งแอลคาร์นิทีนอีก 1 กรัมด้วยการฉีดเข้าร่างกาย 3 ครั้งต่อสัปดาห์หลังการฟอกไตแต่ละครั้งร่วมกับ coenzyme Q10 100 mg ด้วยวิธีรับประทานทุกวันนาน 3 เดือน
  • สำหรับป้องกันผลข้างเคียงที่เกิดจากกรด valproic (Depacon, Depakene, Depakote, VPA) 150-500 mg/kg/วันนานถึง 3 กรัมต่อวัน

ที่มาของข้อมูล

Andrew Weil, Awesome Amino Acids?, (https://www.drweil.com/vitamins-supplements-herbs/supplements-remedies/awesome-amino-acids/), 26 July 2002.

Rudy Mawer,  L-Carnitine: Benefits, Side Effects, Sources and Dosage (https://www.healthline.com/nutrition/l-carnitine), 6 November 2018.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์