โครเมียม (Chromium)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 632,212 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 27/02/2562

โครเมียม (Chromium) คือแร่ธาตุที่พบได้น้อยแต่จำเป็นต่อสุขภาพ มีอยู่ 2 รูปแบบคือ ไตรวาเลนต์โครเมียม (Trivalent chromium) กับเฮกซะวาเลนต์โครเมียม (Hexavalent chromium) โดยอย่างแรกพบในอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือที่เรียกกันว่าอาหารเสริม และมีความปลอดภัยต่อร่างกายมนุษย์ สำหรับอย่างที่สองจะเป็นพิษที่ทำให้เกิดปัญหาผิวหนังและก่อให้เกิดมะเร็งปอด

การรับประทานโครเมียมใช้เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยก่อนเบาหวานประเภทที่ 1 และ 2 กับผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีและการใช้ยาสเตียรอยด์

โครเมียมยังใช้รักษาภาวะซึมเศร้า (Depression) โรคเทอร์เนอร์ (Turner's syndrome) โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovary syndrome (PCOS)) ลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดีในผู้ที่กำลังใช้ยารักษาหัวใจ (Beta blockers) โรคอ้วน โรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) โรคหัวใจวาย จิตเภท (Schizophrenia) โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) โรคกินไม่หยุด (Binge eating disorder) และภาวะน้ำตาลต่ำหลังรับประทานอาหาร (Reactive hypoglycemia)

บางคนรับประทานเพื่อการลดน้ำหนัก เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และลดไขมันในร่างกาย อีกทั้งใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเล่นกีฬาของนักกีฬา เพิ่มระดับพลังงาน และป้องกันการเสื่อมสภาพในการทำงานของจิตเนื่องจากอายุได้อีกด้วย นอกจากนี้มีการรับทางกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นอาหารเสริมระหว่างการหยดสารอาหารทางเส้นเลือด

ประโยชน์ของโครเมียม

โครเมียมช่วยคงสภาพระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติด้วยการปรับวิธีที่ร่างกายใช้อินซูลิน

ภาวะที่ใช้โครเมียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ภาวะขาดโครเมียม (Chromium deficiency) การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (หรือที่เรียกว่าอาหารเสริม) โครเมียมช่วยป้องกันภาวะขาดโครเมียมได้ดีมาก

ภาวะที่อาจใช้โครเมียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • เบาหวาน (Diabetes) มีหลักฐานบางชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานโครเมียมไพโคลิเนต (Chromium picolinate) หรือสารประกอบเคมีที่มีโครเมียม ทั้งแบบเดี่ยวหรือร่วมกับไบโอติน (Biotin) สามารถลดน้ำตาลในเลือด ลดระดับอินซูลิน และช่วยการทำงานของอินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ อีกทั้งโครเมียมไพโคลิเนตอาจลดการสะสมไขมันและน้ำหนักของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวที่กำลังใช้ยาต้านเบาหวานกลุ่มที่เรียกว่าซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylureas) ด้วย
    โครเมียมปริมาณสูงอาจทำงานได้ดีและออกฤทธิ์เร็วกว่าการใช้ในปริมาณต่ำ ปริมาณที่สูงยังลดระดับไขมันในเลือดบางประเภท (คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์) ของคนบางกลุ่ม งานวิจัยพบว่าโครเมียมไพโคลิเนตอาจมีประโยชน์เช่นเดียวกันกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ประสบโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และผู้ที่เป็นเบาหวานจากการใช้ยาสเตียรอยด์ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยกำลังมองหาหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโครเมียมมีประสิทธิภาพในการรักษาเบาหวานได้จริงเพราะผลจากการใช้โครเมียมไม่ได้ให้เกิดในทุกกรณี นักวิจัยบางท่านคาดว่าอาหารเสริมโครเมียมจะมีประโยชน์เฉพาะผู้ที่มีโภชนาการต่ำหรือมีระดับโครเมียมต่ำอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งสำหรับผู้ป่วยเบาหวานบางรายเท่านั้นที่จะมีระดับโครเมียมน้อยเช่นนี้ ส่วนนักวิจัยท่านอื่นเชื่อว่าโครเมียมจะช่วยผู้ป่วยเบาหวานที่มีความต้านทานต่ออินซูลินเท่านั้น
  • ระดับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูง งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการรับประทาน 15-200 ไมโครกรัม ทุกวันเป็นเวลา 6-12 สัปดาห์จะช่วยลดไลโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (LDL) หรือเรียกว่าไขมันเลว และระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมที่สูงกว่าปกติเล็กน้อยได้ อีกทั้งหากรับประทานเพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับอาหารเสริมอื่นๆ ก็สามารถลดระดับไขมันในเลือดของผู้ที่มีปัญหาไขมันในเลือดสูงได้ด้วย อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานบางชิ้นแย้งว่าการรับประทานโครเมียมทุกวันนาน 10 สัปดาห์ไม่ได้ช่วยระดับคอเลสเตอรอลของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแต่อย่างใด

ภาวะที่โครเมียมอาจไม่สามารถรักษาได้

  • ประสิทธิภาพของนักกีฬา มีหลักฐานบางชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ขณะออกกำลังกายเพิ่มความทนทาน สามารถช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มอัตราการสูญเสียไขมันร่างกาย ทำให้ร่างกายผอมลงได้ อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือแย้งว่าการรับประทานโครเมียมนั้นไม่ได้ช่วยเร่งการเสริมสร้างความแข็งแรง หรือทำให้ผอมแต่อย่างใด
  • โรคกินไม่หยุด (Binge eating disorder) งานวิจัยพบว่าการรับประทานโครเมียมไพโคลิเนตทุกวันนาน 6 เดือนไม่ส่งผลต่อน้ำหนัก อาการของโรคซึมเศร้า หรือความถี่ของความอยากอาหาร
  • ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน (Prediabetes) งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ไม่ได้ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ที่กำลังจะเป็นเบาหวาน
  • ภาวะอ้วน (Obesity) มีหลักฐานที่แย้งกันอยู่เกี่ยวกับผลกระทบของภาวะอ้วนกับอาหารเสริมชนิดนี้ งานวิจัยไม่น้อยพบว่าโครเมียมมีผลต่อน้ำหนักตัวที่ลดลงในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน แต่น้ำหนักที่หายไปนั้นอาจไม่ได้แสดงถึงนัยสำคัญทางการแพทย์ก็เป็นได้ ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการรับประทานโครเมียมไม่ได้ช่วยเรื่องลดน้ำหนักจริงๆ หรือช่วยได้เพียงเล็กน้อย
  • จิตเภท (Schizophrenia) งานวิจัยพบว่าการรับประทานโครเมียม 400 ไมโครกรัม ทุกวันนาน 3 เดือนไม่ได้ส่งผลต่อน้ำหนักหรือสุขภาพจิตของผู้ป่วยจิตเภท

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานและยังไม่มีข้อสรุปว่าใช้โครเมียมรักษาได้หรือไม่

  • ภาวะจิตที่เกี่ยวข้องกับอายุที่มากขึ้น งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานโครเมียม 1,000 ไมโครกรัม ทุกวันนาน 12 สัปดาห์ไม่ได้ช่วยในเรื่องความทรงจำหรือภาวะซึมเศร้าของผู้สูงวัยที่มีอาการทางจิตระดับเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม จากภาพสแกนสมองพบว่าโครเมียมที่รับประทานเข้าไปนั้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองขณะเล่นเกมเกี่ยวกับความจำได้
  • น้ำตาลในเลือดสูงจากการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานโครเมียมไนโคทิเนต (Chromium nicotinate) หรือโครเมียมไพโคลิเนต (Chromium picolinate) ทุกวันนาน 8-16 สัปดาห์อาจช่วยลดความต้านทานอินซูลินของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กำลังเข้ารับการบำบัดยาต้านไวรัส (Antiretroviral therapy) ได้
  • ภาวะซึมเศร้าประเภทที่เรียกว่า Atypical depression งานวิจัยพบว่าโครเมียมไพโคลิเนตอาจเพิ่มอัตราอาการสงบ (Remission rate) ของผู้ป่วยซึมเศร้าประเภทนี้ได้ อย่างไรก็ตาม มีบางหลักฐานแสดงให้เห็นว่าโครเมียมไพโคลิเนตไม่ได้ลดอาการของโรคนี้แต่อย่างใด
  • ระดับคอเลสเตอรอลผิดปกติจากการใช้ยา งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ในปริมาณ 600 ไมโครกรัม ทุกวันนาน 2 เดือนจะเพิ่มคอเลสเตอรอลไลโพโปรตีนความหนาแน่นสูง (high-density lipoprotein (HDL)) หรือไขมันดี ในผู้ชายที่กำลังใช้ยากลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (beta-blockers)
  • โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) งานวิจัยพบว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ 600-800 ไมโครกรัม ทุกวันนานกว่า 2 ปีสามารถลดความถี่ของการเกิดอารมณ์แปรปรวนของผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาปกติได้
  • ภาวะซึมเศร้าระยะยาว (Dysthymia) มีหลักฐานงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าอาหารเสริมชนิดนี้ช่วยให้ผู้ป่วยภาวะซึมเศร้าระยะยาว รวมถึงผู้มีอาการซึมเศร้าระดับเล็กน้อย (Mild depression) และผู้มีอาการซึมเศร้า (Depression) ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาต้านซึมเศร้าดีขึ้น โดยการรับประทานโครเมียมไพโคลิเนตหรือโครเมียมโพลิไนโคทิเนตช่วยปรับอารมณ์ในผู้ที่มีการตอบสนองต่อยาต้านซึมเศร้าได้บางส่วนอีกด้วย
  • น้ำตาลในเลือดต่ำ งานวิจัยพบว่าการรับประทานโครเมียมคลอไรด์ (Chromium chloride) ทุกวันนาน 3 เดือนจะช่วยอาการและเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดต่ำได้ งานวิจัยชิ้นอื่นๆ กล่าวเพิ่มเติมว่า การรับประทานโครเมียมทุกวันนาน 3 เดือนจะควบคุมอาการหนาวสั่นและงุนงงสับสนของผู้มีปัญหาน้ำตาลในเลือดต่ำได้
  • โรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) มีหลักฐานที่กล่าวว่า การรับประทานผลิตภัณฑ์โครเมียมบางตัว 2 ครั้ง/วัน นาน 12 สัปดาห์ ไม่ได้ส่งผลต่อน้ำหนัก รอบเอว น้ำตาลในเลือด หรือระดับคอเลสเตอรอลของผู้ป่วยโรคอ้วนลงพุงแต่อย่างใด
  • โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovary syndrome (PCOS)) งานวิจัยพบว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจเพิ่มความอ่อนไหวต่ออินซูลินและการผลิตไข่ในผู้หญิงโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ โดยการรับประทานโครเมียม 1,000 ไมโครกรัม/วัน จะให้ผลที่ดีที่สุด ส่วนขนาดยาที่ต่ำกว่านั้นจะให้ผลตรงข้ามกับที่กล่าวไป อีกทั้งโครเมียมไม่ได้ส่งผลต่อการเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์หรือระดับเทสโทสเตอโรนของผู้หญิงโรคนี้ได้แต่อย่างใด
  • โรคเทอร์เนอร์ (Turner's syndrome) หรือโรคทางพันธุกรรมที่มักส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าอาหารเสริมโครเมียมอาจเพิ่มกระบวนการการใช้ไขมันและน้ำตาลของผู้ป่วยโรคเทอร์เนอร์ได้

ผลข้างเคียงของโครเมียมและหลักการใช้โครเมียมให้ปลอดภัย

สำหรับผู้ใหญ่ส่วนมากสามารถใช้โครเมียมได้อย่างปลอดภัย หากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมและระยะสั้นๆ โดยคุณสามารถรับประทานโครเมียมได้ 1,000 ไมโครกรัม/วัน นานถึง 6 เดือน แต่มีรายงานว่าการได้รับโครเมียมในขนาดที่มากกว่า 1,200-2,400 ไมโครกรัม/วัน อาจส่งผลต่อไตได้

การรับประทานโครเมียมระยะยาวกว่านั้นนับว่าอาจจะปลอดภัย โดยมีข้อมูลถึงการใช้โครเมียม 200-1,000 ไมโครกรัม ทุกวัน นาน 2 ปี มีผู้ใช้บางรายที่ประสบผลข้างเคียง เช่น ระคายเคืองผิวหนัง ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ อารมณ์เปลี่ยนแปลง และวิธีการคิด การตัดสินใจ และการประสานงานของอวัยวะลดลง ส่วนการใช้ในปริมาณมากอาจส่งผลข้างเคียงร้ายแรงอย่างภาวะผิดปกติของเลือด ความเสียหายที่ตับหรือไต และปัญหาอื่นๆ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าผลข้างเคียงเหล่านี้เป็นสาเหตุมาจากโครเมียมจริงหรือไม่

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ

  • เด็ก เด็กสามารถรับประทานโครเมียมได้อย่างปลอดภัยเมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและไม่เกินปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน สำหรับทารกอายุ 0-6 เดือน = 0.2 ไมโครกรัม, อายุ 7-12 เดือน = 5.5 ไมโครกรัม, สำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี = 11 ไมโครกรัม, 4-8 ปี = 15 ไมโครกรัม, สำหรับเด็กผู้ชายอายุ 9-13 ปี = 25 ไมโครกรัม, 14-18 ปี = 35 ไมโครกรัม, สำหรับเด็กผู้หญิงอายุ 9-13 ปี = 21 ไมโครกรัม, 14-18 ปี = 24 ไมโครกรัม การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ในปริมาณที่มากกว่าข้อกำหนดเหล่านี้ยังคงนับว่าอาจจะปลอดภัยอยู่
  • สตรีมีครรภ์ คนกลุ่มนี้สามารถใช้โครเมียมได้อย่างค่อนข้างปลอดภัยเมื่อรับประทานในปริมาณที่ไม่เกินกว่าปริมาณที่แนะนำต่อเดือน สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุ 14-18 ปีคือ 29 ไมโครกรัม/วัน สำหรับหญิงตั้งครรภ์อายุ 19-50 ปีคือ 30 ไมโครกรัม/วัน การรับประทานโครเมียมระหว่างการตั้งครรภ์มากเกินกว่าระดับที่แนะนำยังคงนับว่าอาจจะปลอดภัยอยู่ อย่างไรก็ตาม หญิงตั้งครรภ์ทุกคนไม่ควรรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ระหว่างตั้งครรภ์โดยไม่มีแพทย์ให้คำแนะนำ
  • แม่ที่ต้องให้นมบุตร คนกลุ่มนี้สามารถรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ได้อย่างค่อนข้างปลอดภัยเมื่อบริโภคในปริมาณที่เท่ากับหรือน้อยกว่าปริมาณสารอาหารที่พอเพียงในแต่ละวัน สำหรับผู้หญิงอายุ 14-18 ปีที่ต้องให้นมบุตร คือ 44 ไมโครกรัม/วัน สำหรับผู้หญิงอายุ 19-50 ปีที่ต้องให้นมบุตร คือ 45 ไมโครกรัม/วัน ซึ่ง ณ ขณะนี้ยังคงไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยเมื่อบริโภคเกินกว่าปริมาณที่กำหนดของคนกลุ่มนี้ ดังนั้นจึงควรเลี่ยงการบริโภคเกินปริมาณหรือเลี่ยงการรับประทานโครเมียมไปจะดีที่สุด
  • ผู้เข้ารับการผ่าตัด การใช้ยา 5-HTP ส่งผลต่อสารเคมีในสมองที่เรียกว่าเซโรโทนิน โดยยาบางตัวที่ใช้ระหว่างการผ่าตัดก็ส่งผลต่อสารเซโรโทนินเช่นกัน ดังนั้นการใช้ยา 5-HTP ก่อนการผ่าตัดอาจทำให้สมองมีเซโรโทนินมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลข้างเคียงอย่างปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ หนาวสั่น และภาวะวิตกกังวล ดังนั้นควรแจ้งคนไข้ให้หยุดการใช้ยา 5-HTP เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
  • ผู้มีภาวะทางจิตหรือพฤติกรรมอย่างภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล หรือจิตเภท อาหารเสริมชนิดนี้อาจส่งผลต่อสารเคมีในสมองและอาจทำให้อาการทางจิตทรุดลงได้ หากคุณป่วยด้วยภาวะเหล่านี้ควรใช้ด้วยความระมัดระวังและสังเกตความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ตนเองรู้สึก
  • ผู้เป็นภูมิแพ้ โครเมียมอาจส่งผลต่อสารเคมีในสมองและอาจทำให้เกิดการแพ้ รวมถึงผู้ที่แพ้สารโครเมท ซึ่งเป็นที่ใช้ฟอกหนัง โดยอาการของภาวะแพ้ประเภทนี้ คือ ผิวแดง บวม และหลุดลอก
  • ผู้เป็นเบาหวาน โครเมียมอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดลงจนต่ำเกินไปได้หากรับประทานร่วมกับยารักษาเบาหวาน หากคุณเป็นเบาหวาน ควรใช้อาหารเสริมชนิดนี้ด้วยความระมัดระวังและสังเกตระดับกลูโคสในเลือดอย่างใกล้ชิด และอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนขนาดยาเบาหวานตามความจำเป็น
  • ผู้เป็นโรคไต มีรายงานอย่างน้อย 3 ชิ้นที่กล่าวว่าคนไข้มีความเสียหายที่ไตจากการใช้โครเมียมไพลิโคเนต ดังนั้นหากคุณป่วยเป็นโรคไตไม่ควรรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้
  • ผู้เป็นโรคตับ มีรายงานอย่างน้อย 3 ชิ้นที่กล่าวว่าคนไข้มีความเสียหายที่ตับจากการใช้โครเมียมไพลิโคเนต ดังนั้นหากคุณป่วยเป็นโรคตับไม่ควรรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้

การใช้โครเมียมร่วมกับยาชนิดอื่น

ควรใช้โครเมียมร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • อินซูลิน (Insulin)
    โครเมียมอาจลดระดับน้ำตาลในเลือด ส่วนอินซูลินเองก็ใช้เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดเช่นกัน ดังนั้นการใช้ทั้งอินซูลินและโครเมียมอาจทำให้น้ำตาลในเลือดของคุณตกลงจนต่ำเกินไป หากจำเป็นต้องใช้ทั้งสอง ควรสังเกตระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองอย่างใกล้ชิดและต้องปรับเปลี่ยนปริมาณอินซูลินที่ใช้ตามความจำเป็น
  • ยาเลโวไทรอกซีน (Levothyroxine (Synthroid))
    การรับประทานโครเมียมร่วมกับยาเลโวไทรอกซีนอาจลดปริมาณยาเลโวไทรอกซีนที่ร่างกายควรดูดซึมเข้าไป ซึ่งจะทำให้ยามีฤทธิ์อ่อนลง เพื่อเลี่ยงการตีกันของยาเช่นนี้ ควรรับประทานยาเลโวไทรอกซีนก่อนหรือหลังจากรับประทานโครเมียม 3-4 ชั่วโมง
  • ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID)
    ยาต้านอักเสบกลุ่ม NSAID ใช้เพื่อลดอาการบวมและเจ็บปวด โดย NSAID อาจเพิ่มระดับโครเมียมในร่างกายขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงอื่นๆ ที่จะตามมา ควรเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมโครเมียมกับ NSAID พร้อมกัน โดยตัวอย่างยา NSAID คือ Ibuprofen (Advil, Motrin, Nuprin, others), Indomethacin (Indocin), Naproxen (Aleve, Anaprox, Naprelan, Naprosyn), Piroxicam (Feldene), Aspirin 

ปริมาณการใช้โครเมียมที่เหมาะสม

สำหรับคนวัยต่างๆ หรือมีโรคประจำตัว ควรรับโครเมียมในปริมาณต่อไปนี้

ผู้ใหญ่

  • ทั่วไป ความปลอดภัยและระดับปริมาณอาหารสูงสุดของโครเมียมยังคงไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีการระบุระดับปริมาณบริโภคในแต่ละวันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในผู้ชายอายุ 14-50 ปี อยู่ที่ 35 ไมโครกรัม อายุ 51 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 30 ไมโครกรัม สำหรับผู้หญิงอายุ 19-50 ปี อยู่ที่ 25 ไมโครกรัม อายุ 51 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 20 ไมโครกรัม สำหรับสตรีที่อายุ 14-18 ปีและตั้งครรภ์ อยู่ที่ 29 ไมโครกรัม สตรีที่อายุ 19-50 ปีและตั้งครรภ์ อยู่ที่ 30 ไมโครกรัม สำหรับผู้หญิงอายุ 14-18 ปีที่ต้องให้นมบุตร อยู่ที่ 44 ไมโครกรัม ผู้หญิงอายุ 19-50 ปีที่ต้องให้นมบุตร อยู่ที่ 45 ไมโครกรัม
  • เบาหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ควรรับประทานโครเมียมต่อวันทั้งแบบเดี่ยวหรือแบ่งโดสให้เป็น 200-1,000 ไมโครกรัม อีกทั้งบางผลิตภัณฑ์อาจมีการรวมโครเมียม 600 ไมโครกรัม กับไบโอติน 2 มิลลิกรัม (Diachrome by Nutrition 21) เป็นเวลา 3 เดือน นอกจากนั้นยังมีบางตัวที่รวมโครเมียม 1,000 ไมโครกรัม (ด้วยยีสตร์โครเมียม) เข้ากับวิตามินซีและวิตามินอี ที่ 1,000 มิลลิกรัม และ 800 IU นาน 6 เดือน ผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes) ก็แนะนำให้มีการใช้โครเมียมไพโคลิเนต 4-8 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ทุกวัน ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเนื่องจากการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ควรให้โครเมียม 400 ไมโครกรัม 1 ครั้ง/วัน หรือ 200 ไมโครกรัม 3 ครั้ง/วัน
  • ผู้ใหญ่ที่มีคอเลสเตอรอลสูง สามารถบริโภคโครเมียมคลอไรด์หรือโครเมียมไพโคลิเนต 50-250 ไมโครกรัม หรือ Brewer's yeast ที่ประกอบด้วยโครเมียม 15-48 ไมโครกรัม ใช้เป็นเวลา 5-7 วัน/สัปดาห์ นาน 16 เดือน ส่วนโครเมียมโพลิโคทิเนต 100 ไมโครกรัม ร่วมกับสารสกัดจากเมล็ดองุ่นสามารถใช้ได้ 2 ครั้ง/วัน เป็นเวลานาน 2 เดือน มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ประกอบด้วย Chitosan 240 มิลลิกรัม สารสกัดจากส้มแขก (Garcinia cambogia) 55 มิลลิกรัม และโครเมียมอีก 19 มิลลิกรัม ที่จัดให้รับประทานทุกวันนาน 4 สัปดาห์

เด็ก

  • ทั่วไป ความปลอดภัยและระดับปริมาณอาหารสูงสุดของโครเมียมยังคงไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีการระบุระดับปริมาณบริโภคในแต่ละวันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในทารกอายุ 0-6 เดือน อยู่ที่ 0.2 ไมโครกรัม ทารก 7-12 เดือน อยู่ที่ 5,5 ไมโครกรัม เด็กอายุ 1-3 ปี อยู่ที่ 11 ไมโครกรัม 4-8 ปี อยู่ที่ 15 ไมโครกรัม เด็กชายอายุ 9-13 ปี อยู่ที่ 25 ไมโครกรัม อายุ 14-18 ปี อยู่ที่ 35 ไมโครกรัม เด็กหญิงอายุ 9-13 ปี อยู่ที่ 21 ไมโครกรัม อายุ 14-18 ปี อยู่ที่ 24 ไมโครกรัม
  • เด็กที่มีคอเลสเตอรอลสูง สามารถบริโภคโครเมียมโพลิโคเนตกับกลูโคแมนแนน (Glucomannan) ที่ 400-600 ไมโครกรัม กับ 1,000-1,500 มิลลิกรัม ตามลำดับ ควรใช้ 2 ครั้ง/วัน เป็นเวลานาน 8 สัปดาห์

ที่มาของข้อมูล

  1. Grant Tinsley, PhD, Chromium Picolinate: What Are the Benefits? (https://www.healthline.com/nutrition/chromium-picolinate), 23 March 2018.
  2. Mertz W., Chromium in human nutrition: a review., (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/8463863), The Journal of Nutrition, April 1993.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์