โครเมียม (Chromium)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 23, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 421,779 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 27/02/2562

โครเมียมและการควบคุมน้ำตาลในเลือด

โครเมียม (Chromium) คือแร่ธาตุที่พบได้น้อยแต่จำเป็นต่อสุขภาพที่ดีของมนุษย์ โครเมียมมีอยู่ 2 รูปแบบคือ trivalent chromium กับ hexavalent chromium โดยอย่างแรกพบในอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (หรือที่เรียกว่า อาหารเสริม) และมีความปลอดภัยต่อร่างกายมนุษย์ สำหรับอย่างที่สองจะเป็นพิษที่ทำให้เกิดปัญหาผิวหนังและก่อให้เกิดมะเร็งปอด

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

โครเมียมที่ใช้รับประทานจะมีเพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยก่อนเบาหวานประเภทที่ 1 และ 2 กับผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเนื่องจากการรักษา HIV และการใช้ยาสเตียรอยด์

โครเมียมสำหรับรับประทานยังมีไว้รักษาภาวะซึมเศร้า (depression), โรคเทอร์เนอร์ (Turner's syndrome), โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (polycystic ovary syndrome (PCOS)), ลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี, เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดีในผู้ที่กำลังใช้ยารักษาหัวใจ (beta blockers), โรคอ้วน, โรคอ้วนลงพุง (metabolic syndrome), โรคหัวใจวาย, จิตเภท (schizophrenia), โรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder), โรคกินไม่หยุด (binge eating disorder) และภาวะน้ำตาลต่ำหลังรับประทานอาหาร (reactive hypoglycemia)

บางคนรับประทานโครเมียมเพื่อการลดน้ำหนัก เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และลดไขมันในร่างกาย อีกทั้งโครเมียมยังใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเล่นกีฬาของนักกีฬา เพิ่มระดับพลังงาน และป้องกันการเสื่อมสภาพทางจิตเนื่องจากอายุได้อีกด้วย

โครเมียมที่ถูกใช้ผ่านกระแสเลือด (intravenously (by IV)) จะมีเพื่อเป็นอาหารเสริมระหว่างการหยดสารอาหารทางเส้นเลือด

โครเมียมทำงานอย่างไร?

โครเมียมช่วยคงสภาพระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติด้วยการปรับวิธีที่ร่างกายใช้อินซูลิน

วิธีใช้และประสิทธิภาพของโครเมียม

ภาวะที่โครเมียมมักจะมีประสิทธิภาพ

  • ภาวะขาดโครเมียม (Chromium deficiency) การรับประทานโครเมียมจะช่วยป้องกันภาวะขาดโครเมียมได้ดีมาก

ภาวะที่อาจใช้โครเมียมได้

  • เบาหวาน (Diabetes) มีหลักฐานบางชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานโครเมียมไพโคลิเนต (chromium picolinate) (สารประกอบเคมีที่มีโครเมียม) ทั้งเดี่ยวๆ หรือร่วมกับไบโอติน (biotin) สามารถลดน้ำตาลในเลือด ลดระดับอินซูลิน และช่วยการทำงานของอินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ อีกทั้งโครเมียมไพโคลิเนตอาจลดการสะสมไขมันและน้ำหนักของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวที่กำลังใช้ยาต้านเบาหวานกลุ่มที่เรียกว่า sulfonylureas ด้วย โครเมียมปริมาณสูงอาจทำงานได้ดีและออกฤทธิ์เร็วกว่าการใช้ในปริมาณต่ำ ปริมาณที่สูงยังลดระดับไขมันในเลือดบางประเภท (คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์) ของคนบางกลุ่ม งานวิจัยพบว่าโครเมียมไพโคลิเนตอาจมีประโยชน์เช่นเดียวกันกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1, ประสบโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์, และผู้ที่เป็นเบาหวานจากการใช้ยาสเตียรอยด์ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยกำลังมองหาหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโครเมียมมีประสิทธิภาพในการรักษาเบาหวานได้จริงเพราะผลของโครเมียมไม่ได้ให้ผลเช่นนี้ทุกกรณี นักวิจัยบางท่านคาดว่าอาหารเสริมโครเมียมจะมีประโยชน์เฉพาะผู้ที่มีโภชนาการต่ำหรือมีระดับโครเมียมต่ำอยู่ก่อน ซึ่งสำหรับผู้ป่วยเบาหวานบางรายเท่านั้นที่จะมีระดับโครเมียมน้อยเช่นนี้ ส่วนนักวิจัยท่านอื่นเชื่อว่าโครเมียมจะช่วยผู้ป่วยเบาหวานที่มีความต้านทานต่ออินซูลินเท่านั้น
  • ระดับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูง งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการรับประทานโครเมียม 15-200 mcg ทุกวันเป็นเวลา 6-12 สัปดาห์จะช่วยลดไลโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (LDL) หรือเรียกว่าไขมันไม่ดี และระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมที่สูงกว่าปกติเล็กน้อยได้ อีกทั้งการรับประทานโครเมียมเพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับอาหารเสริมอื่นๆ ก็สามารถลดระดับไขมันในเลือดของผู้ที่มีปัญหาไขมันในเลือดสูงได้ด้วย อย่างไรก็ตามก มีหลักฐานบางชิ้นที่แย้งว่าการรับประทานโครเมียมทุกวันนาน 10 สัปดาห์ไม่ได้ช่วยระดับคอเลสเตอรอลของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนไปแล้วแต่อย่างใด

ภาวะที่โครเมียมอาจไม่สามารถรักษาได้

  • ประสิทธิภาพของนักกีฬา มีหลักฐานบางชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานโครเมียมขณะออกกำลังกายเพิ่มความทนทานสามารถช่วยลดน้ำหนัก  เพิ่มอัตราการสูญเสียไขมันร่างกาย ทำให้ร่างกายผอมลงได้ อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือแย้งว่าการรับประทานโครเมียนั้นไม่ได้ช่วยเร่งการเสริมสร้างความแข็งแรง หรือทำให้ผอมแต่อย่างใด
  • โรคกินไม่หยุด (Binge eating disorder) งานวิจัยพบว่าการรับประทานโครเมียมไพโคลิเนต (chromium picolinate) ทุกวันนาน 6 เดือนไม่ส่งผลต่อน้ำหนัก อาการของโรคซึมเศร้า หรือความถี่ของความอยากอาหาร
  • ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน (Prediabetes) งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการรับประทานโครเมียมไม่ได้ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ที่กำลังจะเป็นเบาหวาน
  • ภาวะอ้วน (Obesity) มีหลักฐานที่แย้งกันอยู่เกี่ยวกับผลกระทบของภาวะอ้วนกับโครเมียม มีงานวิจัยไม่น้อยพบว่าโครเมียมมีผลต่ออัตราการสูญเสียน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน แต่ปริมาณที่สูญเสียนั้นอาจไม่ได้แสดงถึงนัยสำคัญทางการแพทย์ก็เป็นได้ ยิ่งไปกว่านั้นงานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการรับประทานโครเมียมไม่ได้ช่วยในเรื่องลดน้ำหนักจริงๆ หรือช่วยได้เพียงเล็กน้อย
  • จิตเภท (Schizophrenia) งานวิจัยพบว่าการรับประทานโครเมียม 400 mcg ทุกวันนาน 3 เดือนไม่ได้ส่งผลต่อน้ำหนักหรือสุขภาพจิตของผู้ป่วยจิตเภท

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าโครเมียมรักษาได้หรือไม่

  • ภาวะจิตที่เกี่ยวข้องกับอายุที่มากขึ้น งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานโครเมียม 1000 mcg ทุกวันนาน 12 สัปดาห์ไม่ได้ช่วยในเรื่องความทรงจำหรือภาวะซึมเศร้าของผู้สูงวัยที่มีอาการทางจิตระดับเล็กน้อย  อย่างไรก็ตาม จากภาพสแกนสมองพบว่าโครเมียมที่รับประทานเข้าไปนั้นสามารถเพิ่มบริหารสมองขณะได้เล่นเกมเกี่ยวกับความจำ
  • น้ำตาลในเลือดสูงจากการรักษา HIV งานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าการรับประทานโครเมียมไนโคทิเนต (chromium nicotinate) หรือโครเมียมไพโคลิเนต (chromium picolinate) ทุกวันนาน 8-16 สัปดาห์อาจช่วยลดความต้านทานอินซูลินของผู้ป่วย HIV ที่กำลังเข้ารับการบำบัด antiretroviral therapy ได้
  • ภาวะซึมเศร้าประเภทที่เรียกว่า atypical depression งานวิจัยพบว่าโครเมียมไพโคลิเนตอาจเพิ่มอัตราอาการสงบ (remission rate) ของผู้ป่วยซึมเศร้าประเภทนี้ได้ อย่างไรก็ตาม มีบางหลักฐานแสดงให้เห็นว่าโครเมียมไพโคลิเนตไม่ได้ลดอาการของโรคนี้แต่อย่างใด
  • ระดับคอเลสเตอรอลผิดปรกติจากการใช้ยา งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานโครเมียม 600 mcg ทุกวันนาน 2 เดือนจะเพิ่มคอเลสเตอรอลไลโพโปรตีนความหนาแน่นสูง (high-density lipoprotein (HDL)) หรือไขมันดี ของผู้ชายที่กำลังใช้ยากลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (beta-blockers)
  • โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) งานวิจัยพบว่าการรับประทานโครเมียม 600-800 mcg ทุกวันนานกว่า 2 ปีสามารถลดความถี่ของการเกิดอารมณ์แปรปรวนของผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาปกติได้
  • ภาวะซึมเศร้าระยะยาว (dysthymia) มีหลักฐานงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าโครเมียมช่วยให้ผู้ป่วยภาวะซึมเศร้าระยะยาว รวมถึงผู้มีอาการซึมเศร้าระดับเล็กน้อย (mild depression) และผู้มีอาการซึมเศร้า (depression) ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาต้านซึมเศร้าดีขึ้น โดยการรับประทานโครเมียมไพโคลิเนตหรือโครเมียมโพลิไนโคทิเนต (chromium polynicotinate) ช่วยปรับอารมณ์ในผู้ที่มีการตอบสนองต่อยาต้านซึมเศร้าได้บางส่วนอีกด้วย
  • น้ำตาลในเลือดต่ำ งานวิจัยพบว่าการรับประทานโครเมียมคลอไรด์ (chromium chloride) ทุกวันนาน 3 เดือนจะช่วยอาการและเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดต่ำได้ งานวิจัยชิ้นอื่นๆ กล่าวเพิ่มเติมว่าการรับประทานโครเมียม (Biochrome, Pharma-Nord) ทุกวันนาน 3 เดือนจะควบคุมอาการหนาวสั่นและงุนงงสับสนของผู้มีปัญหาน้ำตาลในเลือดต่ำได้
  • โรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) มีหลักฐานที่กล่าวว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์โครเมียมบางตัว 2 ครั้งต่อวันนาน 12 สัปดาห์ไม่ได้ส่งผลต่อน้ำหนัก รอบเอว น้ำตาลในเลือด หรือระดับคอเลสเตอรอลของผู้ป่วยโรคอ้วนลงพุงแต่อย่างใด
  • โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (polycystic ovary syndrome (PCOS)) งานวิจัยพบว่าการรับประทานโครเมียมอาจเพิ่มความอ่อนไหวต่ออินซูลินและการผลิตไข่ของผู้หญิง PCOS ขึ้น โดยการรับประทานโครเมียม 1,000 mcg ต่อวันจะให้ผลที่ดีที่สุด ส่วนขนาดยาที่ต่ำกว่านั้นจะให้ผลที่แย้งกับที่กล่าวไป อีกทั้งโครเมียมก็ไม่ได้ส่งผลเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์หรือระดับเทสโทสเตอโรนของผู้หญิง PCOS แต่อย่างใด
  • โรคเทอร์เนอร์ (Turner's syndrome) (โรคทางพันธุกรรมที่มักส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าอาหารเสริมโครเมียมอาจเพิ่มกระบวนการใช้ไขมันและน้ำตาลของผู้ป่วยโรคเทอร์เนอร์ได้
  • น้ำตาลในเลือดสูงที่เกี่ยวกับการใช้สเตียรอยด์
  • ภาวะสุขภาพอื่น

จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านประสิทธิผลของโครเมียมเพิ่มเติม

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของโครเมียม

สำหรับผู้ใหญ่ส่วนมากสามารถใช้โครเมียมได้อย่างปลอดภัยหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมและระยะสั้นๆ โดยคุณสามารถใช้โครเมียมได้ 1,000 mcg ต่อวันนานถึง 6 เดือน แต่มีรายงานว่าการได้รับโครเมียมในขนาดที่มากกว่า 1,200-2,400 mcg ต่อวัน อาจส่งผลต่อไตได้

การรับประทานโครเมียมระยะยาวกว่านั้นนับว่าอาจจะปลอดภัยอยู่ โดยมีข้อมูลถึงการใช้โครเมียม 200-1,000 mcg ทุกวันนาน 2 ปี มีผู้ใช้บางรายที่อาจประสบกับผลข้างเคียง เช่น ระคายเคืองผิวหนัง ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ อารมณ์เปลี่ยนแปลง และวิธีการคิด การตัดสินใจ และการประสานงานของอวัยวะลดลง ส่วนการใช้ในปริมาณมากยังเชื่อมโยงไปยังผลข้างเคียงร้ายแรงอย่างภาวะผิดปกติของเลือด ความเสียหายที่ตับหรือไต และปัญหาอื่นๆ กระนั้นยังไม่ชัดเจนว่าผลข้างเคียงเหล่านี้เป็นสาเหตุมาจากโครเมียมจริงหรือไม่

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ

เด็ก เด็กสามารถรับประทานโครเมียมได้อย่างปลอดภัยเมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและไม่เกินระดับปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน (adequate intake (AI)) สำหรับทารกอายุ 0-6 เดือน AI = 0.2 mcg, อายุ 7-12 เดือน AI = 5.5 mcg, สำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี AI = 11 mcg, 4-8 ปี AI = 15 mcg, สำหรับเด็กผู้ชายอายุ 9-13 ปี AI = 25 mcg, 14-18 ปี AI = 35 mcg, สำหรับเด็กผู้หญิงอายุ 9-13 ปี AI = 21 mcg, 14-18 ปี AI = 24 mcg การทานโครเมียมในปริมาณที่มากกว่าข้อกำหนดเหล่านี้ยังคงนับว่าอาจจะปลอดภัยอยู่

สตรีมีครรภ์ คนกลุ่มนี้สามารถใช้โครเมียมได้อย่างค่อนข้างปลอดภัยเมื่อรับประทานในปริมาณที่ไม่เกินกว่าปริมาณที่แนะนำ (AI) ต่อเดือน โดย AI สำหรับผู้หญิงมีครรภ์ที่อายุ 14-18 ปีคือ 29 mcg ต่อวัน สำหรับผู้หญิงท้องอายุ 19-50 ปีคือ 30 mcg ต่อวัน การรับประทานโครเมียมระหว่างการตั้งครรภ์มากเกินกว่าระดับ AI ยังคงนับว่าอาจจะปลอดภัยอยู่ อย่างไรก็ตามสตรีมีครรภ์ทุกคนไม่ควรรับประทานอาหารเสริมโครเมียมระหว่างตั้งครรภ์นอกจากว่าแพทย์จะเป็นคนแนะนำ

แม่ที่ต้องให้นมบุตร คนกลุ่มนี้สามารถรับประทานโครเมียมได้อย่างค่อนข้างปลอดภัยเมื่อบริโภคในปริมาณที่เท่ากับหรือน้อยกว่าปริมาณสารอาหารที่พอเพียง (AI) สำหรับผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตรและมีอายุ 14-18 ปี คือ 44 mcg ต่อวัน สำหรับผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตรและมีอายุ 19-50 ปี คือ 45 mcg ต่อวัน ซึ่ง ณ ขณะนี้ยังคงไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยเมื่อบริโภคเกินกว่าปริมาณที่กำหนดของคนกลุ่มนี้ ดังนั้นจึงควรเลี่ยงการบริโภคเกินปริมาณหรือเลี่ยงการรับประทานโครเมียมไปจะดีที่สุด

การผ่าตัด 5-HTP ส่งผลต่อสารเคมีในสมองที่เรียกว่าเซโรโทนิน โดยยาบางตัวที่ใช้ระหว่างการผ่าตัดก็ส่งผลต่อสารเซโรโทนินเช่นกัน ดังนั้นการใช้ 5-HTP ก่อนการผ่าตัดอาจทำให้สมองมีเซโรโทนินมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลข้างเคียงอย่างปัญหาหัวใจ, หนาวสั่น, และภาวะวิตกกังวล ดังนั้นควรแจ้งคนไข้ให้หยุดการใช้ยา 5-HTP เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด

ภาวะทางจิตหรือพฤติกรรมอย่างภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล หรือจิตเภท โครเมียมอาจส่งผลต่อสารเคมีในสมองและอาจทำให้อาการทางจิตทรุดลงได้ หากคุณป่วยภาวะเหล่านี้ควรใช้ด้วยความระมัดระวังและสังเกตความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ตนเองรู้สึก

ภูมิแพ้:โครเมียมอาจส่งผลต่อสารเคมีในสมองและอาจทำ

แพ้โครเมียมหรือเครื่องหนัง อาหารเสริมโครเมียมสามารถทำให้เกิดอาการแพ้ของผู้ที่แพ้สารโครเมทรวมถึงสารโครเมทที่ใช้ฟอกหนัง โดยอาการของภาวะแพ้ประเภทนี้ คือ ผิวแดง บวม และหลุดลอก

เบาหวาน โครเมียมอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดลงจนต่ำเกินไปได้หากรับประทานร่วมกับยารักษาเบาหวาน หากคุณเป็นเบาหวาน ควรใช้ผลิตภัณฑ์โครเมียมด้วยความระมัดระวังและสังเกตระดับกลูโคสในเลือดอย่างใกล้ชิด และอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนขนาดยาเบาหวานตามความจำเป็น

โรคไต มีรายงานอย่างน้อย 3 ชิ้นที่กล่าวว่าคนไข้มีความเสียหายที่ไตจากการใช้โครเมียมไพลิโคเนต ดังนั้นหากคุณป่วยเป็นโรคไตไม่ควรรับประทานอาหารเสริมโครเมียม

โรคตับ มีรายงานอย่างน้อย 3 ชิ้นที่กล่าวว่าคนไข้มีความเสียหายที่ตับจากการใช้โครเมียมไพลิโคเนต ดังนั้นหากคุณป่วยเป็นโรคตับไม่ควรรับประทานอาหารเสริมโครเมียม

การใช้โครเมียมร่วมกับยาชนิดอื่น

ใช้โครเมียมร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • อินซูลิน (Insulin) กับโครเมียม

โครเมียมอาจลดระดับน้ำตาลในเลือด ส่วนอินซูลินเองก็ใช้เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดเช่นกัน ดังนั้นการใช้ทั้งอินซูลินและโครเมียมอาจทำให้น้ำตาลในเลือดของคุณตกลงจนต่ำเกินไป หากจำเป็นต้องใช้ทั้งสอง ควรสังเกตระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองอย่างใกล้ชิดและต้องปรับเปลี่ยนปริมาณอินซูลินที่ใช้ตามความจำเป็น

การรับประทานโครเมียมร่วมกับ levothyroxine (Synthroid) อาจลดปริมาณยา levothyroxine (Synthroid) ที่ร่างกายควรดูดซึมเข้าไป ซึ่งจะทำให้ levothyroxine (Synthroid) มีฤทธิ์อ่อนลง เพื่อเลี่ยงการตีกันของยาเช่นนี้ควรรับประทาน levothyroxine (Synthroid) ก่อนหรือหลังจากรับประทานโครเมียม 3-4 ชั่วโมง

คอยสังเกตอาการเมื่อต้องใช้โครเมียมร่วมกับยาเหล่านี้

  • ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) กับโครเมียม

ยาต้านอักเสบกลุ่ม NSAID ใช้เพื่อลดอาการบวมและเจ็บปวด โดย NSAID อาจเพิ่มระดับโครเมียมในร่างกายขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงอื่นๆ ที่จะตามมา ควรเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมโครเมียมร่วมกับ NSAID พร้อมกัน โดยตัวอย่างยา NSAID คือ ibuprofen (Advil, Motrin, Nuprin, others), indomethacin (Indocin), naproxen (Aleve, Anaprox, Naprelan, Naprosyn), piroxicam (Feldene), aspirin และอื่นๆ

ปริมาณยาที่ใช้

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้รับการศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ผู้ใหญ่

รับประทาน

  • ทั่วไป ความปลอดภัยและระดับปริมาณอาหารสูงสุดของโครเมียมยังคงไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตามก็มีการระบุระดับปริมาณบริโภคในแต่ละวัน (AI) ขึ้นมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยผู้ชายอายุ 14-50 ปี AI = 35 mcg, 51+ AI = 30 mcg สำหรับผู้หญิงอายุ 19-50 ปี AI = 25 mcg, 51+ ปี AI = 20 mcg, สำหรับสตรีมีครรภ์ที่อายุ 14-18 ปี AI = 29 mcg, 19-50 ปี AI = 30 mcg สำหรับผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตรที่อายุ 14-18 ปี AI = 44 mcg, 19-50 ปี AI = 45 mcg
  • เบาหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ควรรับประทานโครเมียมต่อวันทั้งแบบเดี่ยวหรือแบ่งโดสให้เป็น 200-1000 mcg อีกทั้งบางผลิตภัณฑ์อาจมีการรวมโครเมียม 600 mcg กับไบโอติน 2 mg (Diachrome by Nutrition 21) เป็นเวลา 3 เดือน นอกจากนั้นยังมีบางตัวที่รวมโครเมียม 1,000 mcg (ด้วยยีสตร์โครเมียม) เข้ากับวิตามินซีและวิตามินอี ที่ 1,000 mg และ 800 IU นาน 6 เดือน ผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes) ก็แนะนำให้มีการใช้โครเมียมไพโคลิเนต 4-8 mcg/kg ทุกวัน ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเนื่องจากการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ควรให้โครเมียม 400 mcg หนึ่งครั้งต่อวัน หรือ 200 mcg สามครั้งต่อวัน
  • สำหรับคอเลสเตอรอลสูง โครเมียมคลอไรด์หรือโครเมียมไพโคลิเนต 50-250 mcg หรือ brewer's yeast ที่ประกอบด้วยโครเมียม 15-48 mcg ใช้เป็นเวลา 5-7 วันต่อสัปดาห์นาน 16 เดือน ส่วนโครเมียมโพลิโคทิเนต 100 mcg ร่วมกับสารสกัดจากเมล็ดองุ่นสามารถใช้ได้ 2 ครั้งต่อวันเป็นเวลานาน 2 เดือน มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ประกอบด้วย chitosan 240 mg, สารสกัดจาก Garcinia cambogia 55 mg, และโครเมียมอีก 19 mg ที่ถูกจัดให้รับประทานทุกวันนาน 4 สัปดาห์

เด็ก

รับประทาน

  • ทั่วไป ความปลอดภัยและระดับปริมาณอาหารสูงสุดของโครเมียมยังคงไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีการระบุระดับปริมาณบริโภคในแต่ละวัน (AI) ขึ้นมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทารกอายุ 0-6 เดือน AI = 0.2 mcg, 7-12 เดือน AI = 5,5 mcg, เด็กอายุ 1-3 ปี AI = 11 mcg, 4-8 ปี AI = 15 mcg, เด็กชายอายุ 9-13 ปี AI = 25 mcg, 14-18 ปี AI = 35 mcg, เด็กหญิงอายุ 9-13 ปี Ai = 21 mcg, 14-18 ปี AI = 24 mcg
  • สำหรับคอเลสเตอรอลสูง โครเมียมโพลิโคเนตกับ glucomannan ที่ 400-600 mcg กับ 1,000-1,500 mg ตามลำดับ ควรใช้ 2 ครั้งต่อวันเป็นเวลานาน 8 สัปดาห์

ที่มาของข้อมูล

Grant Tinsley, PhD, Chromium Picolinate: What Are the Benefits?, 23 March 2018.

Mertz W., Chromium in human nutrition: a review., (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/8463863), The Journal of Nutrition, April 1993.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์