โครเมียม (Chromium)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 27, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 269,064 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 27/02/2562

ข้อมูลภาพรวมของโครเมียม

โครเมียม (Chromium) คือแร่ธาตุที่พบได้น้อยแต่จำเป็นต่อสุขภาพที่ดีของมนุษย์ โครเมียมมีอยู่สองรูปแบบคือ trivalent chromium กับ hexavalent chromium โดยอย่างแรกถูกพบในอาหารและอาหารเสริมและมีความปลอดภัยต่อร่างกายมนุษย์ แต่สำหรับอย่างที่สองนั้นจะเป็นพิษที่ทำให้เกิดปัญหาผิวหนังและก่อให้เกิดมะเร็งปอด

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

โครเมียมที่ใช้รับประทานจะมีเพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยก่อนเบาหวานประเภทที่ 1 และ 2 กับผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเนื่องจากการรักษา HIV และการใช้ยาสเตียรอยด์

โครเมียมสำหรับรับประทานยังมีไว้รักษาภาวะซึมเศร้า (depression), โรคเทอร์เนอร์ (Turner's syndrome), โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (polycystic ovary syndrome (PCOS)), ลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี, เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดีในผู้ที่กำลังใช้ยารักษาหัวใจ (beta blockers), โรคอ้วน, โรคอ้วนลงพุง (metabolic syndrome), โรคหัวใจวาย, จิตเภท (schizophrenia), โรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder), โรคกินไม่หยุด (binge eating disorder), และภาวะน้ำตาลต่ำหลังทานอาหาร (reactive hypoglycemia)

บางคนทานโครเมียมเพื่อการลดน้ำหนัก, เสริมสร้างกล้ามเนื้อ, และลดไขมันร่างกายลง อีกทั้งโครเมียมยังใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเล่นกีฬาของนักกีฬา, เพิ่มระดับพลังงาน, และป้องกันการเสื่อมสภาพทางจิตเนื่องจากอายุได้อีกด้วย

โครเมียมที่ถูกใช้ผ่านกระแสเลือด ( intravenously (by IV)) จะมีเพื่อเป็นอาหารเสริมระหว่างการหยดสารอาหารทางเส้นเลือด

โครเมียมออกฤทธิ์อย่างไร?

โครเมียมอาจช่วยคงสภาพระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปรกติได้ด้วยการปรับวิธีที่ร่างกายของพวกเราใช้อินซูลิน

วิธีใช้และประสิทธิภาพของโครเมียม

ภาวะที่โครเมียมมักจะมีประสิทธิภาพ

  • ภาวะขาดโครเมียม (Chromium deficiency) การทานโครเมียมจะช่วยป้องกันภาวะขาดโครเมียมได้ดีมาก

ภาวะที่อาจใช้โครเมียมได้

  • เบาหวาน (Diabetes) มีหลักฐานบางชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการทานโครเมียมไพโคลิเนต (chromium picolinate) (สารประกอบเคมีที่มีโครเมียม) ทั้งเดี่ยว ๆ หรือร่วมกับไบโอติน (biotin) สามารถลดน้ำตาลในเลือด, ลดระดับอินซูลิน, และช่วยการทำงานของอินซูลินในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ อีกทั้งโครเมียมไพโคลิเนตยังอาจลดการสะสมไขมันและน้ำหนักของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวได้ที่กำลังใช้ยาต้านเบาหวานกลุ่มที่เรียกว่า sulfonylureas ได้อีกเช่นกัน โครเมียมปริมาณสูงอาจทำงานได้ดีและออกฤทธิ์เร็วกว่าการใช้ในปริมาณต่ำ อีกทั้งปริมาณที่สูงยังลดระดับไขมันในเลือดบางประเภท (คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์) ของผู้คนบางกลุ่มได้ โดยงานวิจัยพบว่าโครเมียมไพโคลิเนตอาจมีประโยชน์เช่นเดียวกันกับผู้ป่วยเบาหวานประเภท 1 , ผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นระหว่างการตั้งครรภ์, และผู้ที่เป็นเบาหวานจากการใช้ยาสเตียรอยด์ อย่างไรก็ตามนักวิจัยก็กำลังมองหาหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโครเมียมมีประสิทธิภาพในการรักษาเบาหวานได้จริงอยู่เพราะผลของโครเมียมไม่ได้ให้ผลเช่นนี้ทุกกรณี โดยมีนักวิจัยบางท่านที่คาดว่าอาหารเสริมโครเมียมจะมีประโยชน์เฉพาะผู้ที่มีโภชนาการต่ำหรือมีระดับโครเมียมต่ำอยู่ก่อน ซึ่งสำหรับผู้ป่วยเบาหวานบางรายเท่านั้นที่จะมีระดับโครเมียมน้อยเช่นนี้ ส่วนนักวิจัยท่านอื่นเชื่อว่าโครเมียมจะช่วยผู้ป่วยเบาหวานที่มีความต้านทานต่ออินซูลินเท่านั้น
  • ระดับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูง งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการทานโครเมียม 15-200 mcg ทุกวันเป็นเวลา 6-12 สัปดาห์จะช่วยลดไลโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (LDL) และระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมที่สูงกว่าปรกติเล็กน้อยได้ ส่วนงานวิจัย อีกทั้งการทานโครเมียมเพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับอาหารเสริมอื่น ๆ ก็สามารถลดระดับไขมันในเลือดของผู้ที่มีปัญหาไขมันในเลือดสูงได้ด้วย อย่างไรก็ตามก็มีหลักฐานบางชิ้นที่แย้งว่าการทานโครเมียมทุกวันนาน 10 สัปดาห์ไม่ได้ช่วยระดับคอเลสเตอรอลของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนไปแล้วแต่อย่างใด

ภาวะที่โครเมียมอาจไม่สามารถรักษาได้

  • ประสิทธิภาพของนักกีฬา มีหลักฐานบางชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการทานโครเมียมขณะที่กำลังฝึกความทนทานสามารถช่วยลดน้ำหนัก, เพิ่มอัตราการสูญเสียไขมันร่างกาย, และทำให้ร่างกายผอมลงได้ อย่างไรก็ตามก็มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือแย้งว่าการทานโครเมียนั้นไม่ได้ช่วยเร่งการเสริมสร้างความแข็งแรง หรือทำให้ร่างกายผอมแต่อย่างใด
  • โรคกินไม่หยุด (Binge eating disorder) งานวิจัยพบว่าการทานโครเมียมไพโคลิเนต (chromium picolinate) ทุกวันนาน 6 เดือนไม่ส่งผลต่อน้ำหนัก, อาการของโรคซึมเศร้า, หรือความถี่ของความอยากอาหาร
  • ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน (Prediabetes) งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการทานโครเมียมไม่ได้ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ที่กำลังจะเป็นเบาหวาน
  • ภาวะอ้วน (Obesity) มีหลักฐานที่แย้งกันอยู่เกี่ยวกับผลกระทบของภาวะอ้วนกับโครเมียม โดยมีงานวิจัยไม่น้อยที่พบว่าโครเมียมอัตราการสูญเสียน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนได้ แต่ปริมาณที่สูญเสียนั้นอาจไม่ได้แสดงถึงนัยสำคัญทางการแพทย์ก็เป็นได้ ยิ่งไปกว่านั้นงานวิจัยส่วนมากก็แสดงให้เห็นว่าการทานโครเมียมนั้นไม่ได้ช่วยในเรื่องลดน้ำหนักจริง ๆ หรือช่วยได้อย่างเล็กน้อย
  • จิตเภท (Schizophrenia) งานวิจัยพบว่าการทานโครเมียม 400 mcg ทุกวันนาน 3 เดือนไม่ได้ส่งผลต่อน้ำหนักหรือสุขภาพจิตของผู้ป่วยจิตเภท

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าโครเมียมรักษาได้หรือไม่

  • ภาวะจิตที่เกี่ยวข้องกับการทรุดโทรมจากอายุ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานโครเมียม 1000 mcg ทุกวันนาน 12 สัปดาห์ไม่ได้ช่วยในเรื่องความทรงจำหรือภาวะซึมเศร้าของผู้สูงวัยที่มีอาการเสื่อมทางจิตอ่อน ๆ อย่างไรก็ตามจากภาพสแกนสมองก็พบว่าโครเมียมที่ทานเข้าไปนั้นสามารถเพิ่มกิจกรรมทางสมองระหว่างเกมความจำได้จริง
  • น้ำตาลในเลือดสูงจากการรักษา HIV งานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าการทานโครเมียมไนโคทิเนต (chromium nicotinate) หรือโครเมียมไพโคลิเนต (chromium picolinate) ทุกวันนาน 8-16 สัปดาห์อาจช่วยลดความต้านทานอินซูลินของผู้ป่วย HIV ที่กำลังเข้ารับการบำบัด antiretroviral therapy ได้
  • ภาวะซึมเศร้าประเภทที่เรียกว่า atypical depression งานวิจัยพบว่าโครเมียมไพโคลิเนตอาจเพิ่มอัตราอาการสงบ (remission rate) ของผู้ป่วยซึมเศร้าประเภทนี้ได้ อย่างไรก็ตามก็มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าโครเมียมไพโคลิเนตไม่ได้ลดอาการของโรคนี้แต่อย่างใดอยู่
  • ระดับคอเลสเตอรอลผิดปรกติจากการใช้ยา งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานโครเมียม 600 mcg ทุกวันนาน 2 เดือนจะเพิ่มคอเลสเตอรอลไลโพโปรตีนความหนาแน่นสูง (high-density lipoprotein (HDL)) ของผู้ชายที่กำลังใช้ยากลุ่ม beta-blockers
  • โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) งานวิจัยพบว่าการทานโครเมียม 600-800 mcg ทุกวันนานกว่า 2 ปีสามารถลดความถี่ของการเกิดอารมณ์แปรปรวนของผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาปรกติได้จริง
  • ภาวะซึมเศร้าระยะยาว (dysthymia) มีหลักฐานงานวิจัยบางชิ้นที่กล่าวว่าโครเมียมช่วยให้ผู้ป่วยภาวะซึมเศร้าระยะยาวที่มีอาการอ่อนตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาต้านซึมเศร้าดีขึ้น โดยการทานโครเมียมไพโคลิเนตหรือโครเมียมโพลิไนโคทิเนต (chromium polynicotinate) อาจจะช่วยอารมณ์ของผู้ที่มีการตอบสนองต่อยาต้านซึมเศร้าบางส่วนได้อีกด้วย
  • น้ำตาลในเลือดต่ำ งานวิจัยพบว่าการทานโครเมียมคลอไรด์ (chromium chloride) ทุกวันนาน 3 เดือนจะช่วยอาการและเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดต่ำได้ งานวิจัยชิ้นอื่น ๆ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าการทานโครเมียม (Biochrome, Pharma-Nord) ทุกวันนาน 3 เดือนจะควบคุมอาการหนาวสั่นและงุนงงสับสนของผู้มีปัญหาน้ำตาลในเลือดต่ำได้
  • โรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) มีหลักฐานที่กล่าวว่าการทานผลิตภัณฑ์โครเมียมบางตัวสองครั้งต่อวันนาน 12 สัปดาห์ไม่ได้ส่งผลต่อน้ำหนัก, รอบเอว, น้ำตาลในเลือด, หรือระดับคอเลสเตอรอลของผู้ป่วยโรคอ้วนลงพุงแต่อย่างใด
  • โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (polycystic ovary syndrome (PCOS)) งานวิจัยพบว่าการทานโครเมียมอาจเพิ่มความอ่อนไหวต่ออินซูลินและการผลิตไข่ของผู้หญิง PCOS ขึ้น โดยการทานโครเมียม 1000 mcg ต่อวันจะให้ผลที่ดีที่สุด ส่วนขนาดยาที่ต่ำกว่านั้นจะให้ผลที่แย้งกับที่กล่าวไป อีกทั้งโครเมียมก็ไม่ได้ส่งผลเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์หรือระดับเทสโทสเตอโรนของผู้หญิง PCOS แต่อย่างใด
  • โรคเทอร์เนอร์ (Turner's syndrome) (โรคทางพันธุกรรมที่มักส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าอาหารเสริมโครเมียมอาจเพิ่มกระบวนการใช้ไขมันและน้ำตาลของผู้ป่วยโรคเทอร์เนอร์ได้
  • น้ำตาลในเลือดสูงที่เกี่ยวกับการใช้สเตียรอยด์
  • ภาวะสุขภาพอื่น


โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านประสิทธิผลของโครเมียมเพิ่มเติม

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของโครเมียม

สำหรับผู้ใหญ่ส่วนมากสามารถใช้โครเมียมได้อย่างปลอดภัยหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมและระยะสั้น ๆ โดยคุณสามารถใช้โครเมียมได้ 1000 mcg ต่อวันนานถึง 6 เดือน

แต่มีรายงานว่าการได้รับโครเมียมในขนาดที่มากกว่า 1200-2400 mcg ต่อวัน อาจส่งผลต่อไตได้

การทานโครเมียมระยะยาวกว่านั้นก็ยังคงนับว่าอาจจะปลอดภัยอยู่ โดยมีข้อมูลถึงการใช้โครเมียม 200-1000 mcg ทุกวันนาน 2 ปี มีผู้ใช้บางรายที่อาจประสบกับผลข้างเคียงเช่นระคายเคืองผิวหนัง, ปวดศีรษะ, วิงเวียน, คลื่นไส้, อารมณ์เปลี่ยนแปลง, และวิธีการคิด, การตัดสินใจ, และการประสานงานของอวัยวะลดลง ส่วนการใช้ในปริมาณที่สูงนั้นก็เชื่อมโยงไปยังผลข้างเคียงร้ายแรงอย่างภาวะผิดปรกติของเลือด, ความเสียหายที่ตับหรือไต, และปัญหาอื่น ๆ กระนั้นก็ยังไม่ชัดเจนว่าผลข้างเคียงเหล่านี้เป็นสาเหตุมาจากโครเมียมจริงหรือไม่

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ:

เด็ก: เด็กสามารถทานโครเมียมได้อย่างปลอดภัยเมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและไม่เกินระดับปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน (adequate intake (AI)) สำหรับทารกอายุ 0-6 เดือน AI = 0.2 mcg, อายุ 7-12 เดือน AI = 5.5 mcg, สำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี AI = 11 mcg, 4-8 ปี AI = 15 mcg, สำหรับเด็กผู้ชายอายุ 9-13 ปี AI = 25 mcg, 14-18 ปี AI = 35 mcg, สำหรับเด็กผู้หญิงอายุ 9-13 ปี AI = 21 mcg, 14-18 ปี AI = 24 mcg การทานโครเมียมในปริมาณที่มากกว่าข้อกำหนดเหล่านี้ยังคงนับว่าอาจจะปลอดภัยอยู่

สตรีมีครรภ์: คนกลุ่มนี้สามารถใช้โครเมียมได้อย่างค่อนข้างปลอดภัยเมื่อทานในปริมาณที่ไม่เกินกว่าปริมาณที่แนะนำ (AI) ต่อเดือน โดย AI สำหรับผู้หญิงมีครรภ์ที่อายุ 14-18 ปีคือ 29 mcg ต่อวัน สำหรับผู้หญิงท้องอายุ 19-50 ปีคือ 30 mcg ต่อวัน การทานโครเมียมระหว่างการตั้งครรภ์มากเกินกว่าระดับ AI ยังคงนับว่าอาจจะปลอดภัยอยู่ อย่างไรก็ตามสตรีมีครรภ์ทุกคนไม่ควรทานอาหารเสริมโครเมียมระหว่างตั้งครรภ์นอกจากว่าแพทย์จะเป็นคนแนะนำ

แม่ที่ต้องให้นมบุตร: คนกลุ่มนี้สามารถทานโครเมียมได้อย่างค่อนข้างปลอดภัยเมื่อบริโภคในปริมาณที่เท่ากับหรือน้อยกว่าปริมาณสารอาหารที่พอเพียง (AI) สำหรับผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตรและมีอายุ 14-18 ปี คือ 44 mcg ต่อวัน สำหรับผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตรและมีอายุ 19-50 ปี คือ 45 mcg ต่อวัน ซึ่ง ณ ขณะนี้ยังคงไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยเมื่อบริโภคเกินกว่าปริมาณที่กำหนดของคนกลุ่มนี้ ดังนั้นจึงควรเลี่ยงการบริโภคเกินปริมาณหรือเลี่ยงการทานโครเมียมไปจะดีที่สุด

การผ่าตัด: 5-HTP ส่งผลต่อสารเคมีในสมองที่เรียกว่าเซโรโทนิน โดยยาบางตัวที่ใช้ระหว่างการผ่าตัดก็ส่งผลต่อสารเซโรโทนินเช่นกัน ดังนั้นการใช้ 5-HTP ก่อนการผ่าตัดอาจทำให้สมองมีเซโรโทนินมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลข้างเคียงอย่างปัญหาหัวใจ, หนาวสั่น, และภาวะวิตกกังวล ดังนั้นควรแจ้งคนไข้ให้หยุดการใช้ยา 5-HTP เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด

ภาวะทางจิตหรือพฤติกรรมอย่างภาวะซึมเศร้า, ภาวะวิตกกังวล, หรือจิตเภท : โครเมียมอาจส่งผลต่อสารเคมีในสมองและอาจทำให้อาการทางจิตต่าง ๆ ทรุดลงได้ หากคุณป่วยภาวะเหล่านี้ ควรใช้ความระมัดระวังในการทานอาหารเสริมโครเมียมและสังเกตความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ตนเองรู้สึกได้

ภูมิแพ้: โครเมียมอาจส่งผลต่อสารเคมีในสมองและอาจทำ

ปฏิสัมพันธ์ของโครเมียม Chromate/หนัง: อาหารเสริมโครเมียมสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ของผู้ที่แพ้ chromate หรือหนังสัตว์ได้ โดยอาการของภาวะแพ้ประเภทนี้คือผิวแดง, บวม, และหลุดลอก

เบาหวาน : โครเมียมอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดลงจนต่ำเกินไปได้หากทานร่วมกับยารักษาเบาหวาน หากคุณเป็นเบาหวาน ควรใช้ผลิตภัณฑ์โครเมียมด้วยความระมัดระวังและสังเกตระดับกลูโคสในเลือดอย่างใกล้ชิด และอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนขนาดยาเบาหวานตามความจำเป็น

โรคไต: มีรายงานอย่างน้อยสามชิ้นที่กล่าวว่าคนไข้มีความเสียหายที่ไตจากการใช้โครเมียมไพลิโคเนต ดังนั้นหากคุณป่วยเป็นโรคไตไม่ควรทานอาหารเสริมโครเมียม

โรคตับ: มีรายงานอย่างน้อยสามชิ้นที่กล่าวว่าคนไข้มีความเสียหายที่ตับจากการใช้โครเมียมไพลิโคเนต ดังนั้นหากคุณป่วยเป็นโรคตับไม่ควรทานอาหารเสริมโครเมียม

การใช้โครเมียมร่วมกับยาชนิดอื่น

ใช้โครเมียมร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • อินซูลิน (Insulin) กับโครเมียม

โครเมียมอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดลง ส่วนอินซูลินเองก็ถูกใช้เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้นการใช้ทั้งอินซูลินและโครเมียมอาจทำให้น้ำตาลในเลือดของคุณตกลงจนต่ำเกินไป หากจำเป็นต้องใช้ทั้งสอง ควรสังเกตระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองอย่างใกล้ชิดและอาจต้องทำการปรับเปลี่ยนปริมาณอินซูลินที่ใช้ตามความจำเป็น

การทานโครเมียมร่วมกับ levothyroxine (Synthroid) อาจลดปริมาณยา levothyroxine (Synthroid)  ที่ร่างกายควรดูดซึมเข้าไป ซึ่งจะทำให้  levothyroxine (Synthroid) มีฤทธิ์อ่อนลง เพื่อเลี่ยงการตีกันของยาเช่นนี้ควรทาน levothyroxine (Synthroid) ก่อนหรือหลังจากทานโครเมียม 3-4 ชั่วโมง

คอยสังเกตอาการเมื่อต้องใช้โครเมียมร่วมกับยาเหล่านี้

  • ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) กับโครเมียม

ยาต้านอักเสบกลุ่ม NSAID ถูกใช้เพื่อลดอาการบวมและเจ็บปวด โดย NSAID อาจเพิ่มระดับโครเมียมในร่างกายขึ้นและจะเพิ่มความเสี่ยงต่อผลร้ายต่าง ๆ ขึ้นมา ควรเลี่ยงการทานอาหารเสริมโครเมียมร่วมกับ NSAID พร้อมกัน โดยตัวอย่างยา NSAID คือ ibuprofen (Advil, Motrin, Nuprin, others), indomethacin (Indocin), naproxen (Aleve, Anaprox, Naprelan, Naprosyn), piroxicam (Feldene), aspirin, และอื่น ๆ

ปริมาณยาที่ใช้

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้ถูกศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ผู้ใหญ่

รับประทาน:

  • ทั่วไป: ความปลอดภัยและระดับปริมาณอาหารสูงสุดของโครเมียมยังคงไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตามก็มีการระบุระดับปริมาณบริโภคในแต่ละวัน (AI) ขึ้นมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยผู้ชายอายุ 14-50 ปี AI = 35 mcg, 51+ AI = 30 mcg สำหรับผู้หญิงอายุ 19-50 ปี AI = 25 mcg, 51+ ปี AI = 20 mcg, สำหรับสตรีมีครรภ์ที่อายุ 14-18 ปี AI = 29 mcg, 19-50 ปี AI = 30 mcg สำหรับผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตรที่อายุ 14-18 ปี AI = 44 mcg, 19-50 ปี AI = 45 mcg
  • เบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานประเภท 2 ควรทานโครเมียมต่อวันทั้งแบบเดี่ยวหรือแบ่งโดสให้เป็น 200-1000 mcg อีกทั้งบางผลิตภัณฑ์อาจมีการรวมโครเมียม 600 mcg กับไบโอติน 2 mg (Diachrome by Nutrition 21) เป็นเวลา 3 เดือน นอกจากนั้นยังมีบางตัวที่รวมโครเมียม 1000 mcg (ด้วยยีสตร์โครเมียม) เข้ากับวิตามิน C และวิตามิน E ที่ 1000 mg และ 800 IU นาน 6 เดือน ผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes) ก็แนะนำให้มีการใช้โครเมียมไพโคลิเนต 4-8 mcg/kg ทุกวัน ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเนื่องจากการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ควรให้โครเมียม 400 mcg หนึ่งครั้งต่อวัน หรือ 200 mcg สามครั้งต่อวัน
  • สำหรับคอเลสเตอรอลสูง: โครเมียมคลอไรด์หรือโครเมียมไพโคลิเนต 50-250 mcg หรือbrewer's yeast ที่ประกอบด้วยโครเมียม 15-48 mcg ถูกใช้เป็นเวลา 5-7 วันต่อสัปดาห์นาน 16 เดือน ส่วนโครเมียมโพลิโคทิเนต 100 mcg ร่วมกับสารสกัดจากเมล็ดองุ่นสามารถใช้ได้สองครั้งต่อวันเป็นเวลานาน 2 เดือน มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ประกอบด้วย chitosan 240 mg, สารสกัดจาก Garcinia cambogia 55 mg, และโครเมียมอีก 19 mg ที่ถูกจัดให้ทานทุกวันนาน 4 สัปดาห์

เด็ก

รับประทาน:

  • ทั่วไป: ความปลอดภัยและระดับปริมาณอาหารสูงสุดของโครเมียมยังคงไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตามก็มีการระบุระดับปริมาณบริโภคในแต่ละวัน (AI) ขึ้นมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทารกอายุ 0-6 เดือน AI = 0.2 mcg, 7-12 เดือน AI = 5,5 mcg, เด็กอายุ 1-3 ปี AI = 11 mcg, 4-8 ปี AI = 15 mcg, เด็กชายอายุ 9-13 ปี AI = 25 mcg, 14-18 ปี AI = 35 mcg, เด็กหญิงอายุ 9-13 ปี Ai = 21 mcg, 14-18 ปี AI = 24 mcg
  • สำหรับคอเลสเตอรอลสูง: โครเมียมโพลิโคเนตกับ glucomannan ที่ 400-600 mcg กับ 1000-1500 mg ตามลำดับควรถูกใช้สองครั้งต่อวันเป็นเวลานาน 8 สัปดาห์

อ้างอิง:

Grant Tinsley, PhD, Chromium Picolinate: What Are the Benefits?, 23 March 2018

Mertz W. Chromium in human nutrition: a review. J Nutr 1993;123:626-33.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์