เมลาโทนิน (Melatonin)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 23, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 17 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,206,863 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 06/03/2562

การนอนหลับกับเมลาโทนิน

เมลาโทนิน (Melatonin) เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมไพเนียลในสมอง มีหน้าที่ควบคุมวงจรการหลับ-ตื่น (sleep wake cycle) โดยหลั่งออกมามากในตอนกลางคืน และลดลงในตอนกลางวัน

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

ปริมาณเมลาโทนินในร่างกายขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น เมลาโทนินจะมีปริมาณลดลงเมื่อมีแสงสว่าง หรือ เมื่ออายุมากขึ้นจึงทำให้ผู้สูงอายุมักนอนไม่หลับ โดยเฉพาะในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ หรือในผู้ที่ใช้ยาลดความดันประเภทเบต้า บล็อกเกอร์ (Beta Blockers) เป็นต้น

เมลาโทนินในรูปแบบอาหารเสริมในท้องตลาดนั้น มักมีระยะเวลาออกฤทธิ์สั้น ดูดซึมได้เร็ว ทำให้มีเมื่อรับประทานจะมีระดับยาสูงสุดในเลือดในเวลา 20 นาที ถึง 2 ชั่วโมง ขึ้นกับขนาดยา จึงมีการพัฒนาเมลาโทนินในรูปแบบเม็ดยาที่มีการออกฤทธ์นานขึ้น

มีการศึกษาพบว่า ยาเมลาโทนินที่มีการออกฤทธิ์นาน (Prolonged-release melatonin) มีความปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดการดื้อยา (tolerance) พึ่งพายา (dependence) หลังหยุดใช้ไม่เกิดอาการนอนไม่หลับซ้ำ (rebound effect) หรืออาการถอนยา (withdrawal effect) และมีประสิทธิภาพจากการไปปรับวงจรการนอนหลับของร่างกาย โดยการรับประทานก่อนเข้านอนอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง และอาจใช้เวลาหลายวันถึง 3 เดือนจึงเกิดประสิทธิผล

ปัจจุบันประเทศไทยมีใช้ยาเมลาโทนินในสถานพยาบาลภายใต้ความดูแลของแพทย์เท่านั้น มีชื่อการค้าว่า Circadin ขนาด 2 mg โดยได้รับอนุมัติจากสหภาพพยุโรปให้มีข้อบ่งใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับเบื้องต้นระยะสั้นในผู้ป่วยอายุ 55 ปีขึ้นไป ใช้ได้นาน 3 เดือน

นอกจากนี้ เมลาโทนินยังนำมาใช้รักษาภาวะต่างๆ เช่น การทาเมลาโทนินบนผิวหนังโดยตรงเพื่อป้องกันการไหม้แดด หรือใช้ทาในปากเพื่อป้องกันแผลในปากจากการบำบัดรังสีหรือเคมี การฉีดเมลาโทนินเข้าเส้นเลือดดำนั้นจะทำหลังจากคนไข้ประสบกับภาวะหัวใจวาย เมลาโทนินสามารฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อรักษามะเร็งได้

เมลาโทนินออกฤทธิ์อย่างไร?

หน้าที่หลักของเมลาโทนินในร่างกายคือการควบคุมวัฏจักรกลางวันและกลางคืนหรือการตื่นและหลับของมนุษย์ ความมืดจะทำให้ร่างกายผลิตเมลาโทนินมากขึ้นซึ่งจะส่งสัญญาณให้ร่างกายเตรียมพร้อมที่จะหลับ แต่แสงสว่างจะทำให้ร่างกายมีการผลิตเมลาโทนินน้อยลงและจะส่งสัญญาณให้ร่างกายตื่นตัว ผู้ที่มีปัญหาการนอนบางรายจะมีระดับเมลาโทนินต่ำ คาดกันว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเมลาโทนินอาจช่วยให้ผู้มีปัญหาการนอนนอนหลับได้ง่ายขึ้น

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

การใช้และประสิทธิภาพของเมลาโทนิน

การใช้เมลาโทนินเกี่ยวกับการนอนไม่หลับ

  • เจ็ตแล็ก (Jet lag) งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าเมลาโทนินสามารถจัดการกับอาการบางอย่างจากเจ็ตแล็กได้ อย่างเช่นความตื่นตัวและประสาทการทำงานของอวัยวะสำหรับการเคลื่อนไหว เมลาโทนินยังช่วยลดอาการอื่นๆ จากเจ็ตแล็กได้ อย่างง่วงนอนตอนกลางวันและเหนื่อยล้า แต่เมลาโทนินนั้นไม่อาจใช้เพื่อร่นระยะเวลาก่อนนอนหลับจริงของผู้ที่ประสบกับปัญหาเจ็ตแล็กได้
  • ภาวะนอนไม่หลับจากการใช้ยาเบต้า บล็อกเกอร์ อย่าง atenolol กับ propranolol เป็นกลุ่มยาที่อาจลดระดับของเมลาโทนินได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการนอนหลับ งานวิจัยพบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเมลาโทนินอาจลดปัญหานี้ในกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเบต้า บล็อกเกอร์
  • ภาวะนอนไม่หลับ (Insomnia) โรคนอนไม่หลับปฐมภูมิ (primary insomnia) (โรคนอนไม่หลับที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสาเหตุทางการแพทย์หรือสภาพแวดล้อม) เมลาโทนินจะช่วยร่นระยะเวลาที่ต้องใช้เพื่อนอนหลับ แต่ลดลงเพียงประมาณ 12 นาทีเท่านั้น โดยเมลาโทนินไม่อาจเพิ่ม “ประสิทธิภาพการนอน” (sleep efficiency) หรืออัตราส่วนด้านเวลาที่คนคนหนึ่งใช้นอนหลับจริงๆ บางคนอ้างว่าเมลาโทนินช่วยให้พวกเขานอนหลับได้ดีขึ้น แต่ผลการทดสอบจริงมักจะไม่เป็นไปตามคำกล่าวของพวกเขาเท่าไรนัก อีกทั้งมีหลักฐานว่าเมลาโทนินจะออกฤทธิ์ช่วยผู้สูงอายุได้ดีกว่าผู้ที่มีอายุน้อยหรือเด็ก เนื่องจากว่าผู้สูงวัยมักจะมีเมลาโทนินในร่างกายต่ำอยู่แล้ว ส่วนเรื่องของโรคนอนไม่หลับทุติยภูมิ (secondary insomnia) (โรคนอนไม่หลับที่เกิดจากภาวะอื่น ๆ อย่างโรคอัลไซเมอร์ ภาวะซึมเศร้า จิตเภท การพักฟื้นในโรงพยาบาล การบาดเจ็บที่สมอง และ ICU) นั้นได้มีการค้นพบที่น่าสนใจอย่างมากว่า เมลาโทนินไม่อาจช่วยลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยภาวะนอนไม่หลับทุติยภูมิต้องใช้ก่อนนอนหลับจริงแต่อย่างใด แต่อาจจะเพิ่มประสิทธิภาพการนอนหลับของพวกเขาให้มากขึ้น
  • ภาวะนอนหลับยาก (Delayed sleep phase syndrome) การรับประทานเมลาโทนินจะช่วยลดระยะเวลาที่ต้องใช้นอนหลับในผู้ใหญ่อายุน้อยและเด็กที่มีปัญหาหลับยากได้ ซึ่งมักใช้ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการนอน อย่างไรก็ตาม หากหยุดการรักษาไปภายในหนึ่งปี ปัญหาการนอนจะกลับมาอีกครั้ง
  • ปัญหาการนอนหลับในผู้ที่วัฏจักรการนอนถูกรบกวน การรับประทานเมลาโทนินสามารถช่วยควบคุมช่วงเวลาการนอนหลับและตื่นของเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะผิดปกติด้านระบบประสาทส่วนกลาง ออทิสซึ่ม และปัญญาอ่อนได้ โดยเมลาโทนินจะร่นระยะเวลาที่เด็กกลุ่มปัญญาอ่อนใช้เพื่อหลับลงไป นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับและลดจำนวนครั้งที่ตื่นขึ้นกลางดึกของผู้ป่วยสมองเสื่อมอีกด้วย
  • ภาวะการนอนหลับผิดปกติในผู้ที่ตาบอด การรับประทานเมลาโทนินจะช่วยลดภาวะผิดปกติด้านการนอนของเด็กและผู้ใหญ่ที่ตาบอดได้

การใช้เมลาโทนินในภาวะอื่นๆ

  • มะเร็ง เมลาโทนินอาจนำมาใช้เพื่อเสริมการรักษามะเร็ง ช่วยลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดและการฉายแสง รวมถึงช่วยป้องกันและรักษามะเร็งหลายชนิดได้ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะอาหาร และ มะเร็งลำไส้ใหญ่
  • แดดเผา การทาเมลาโทนินก่อนออกแดดอาจช่วยป้องกันการถูกแดดเผาได้
  • อาการปวดกราม (Temporomandibular disorder) งานวิจัยกล่าวว่าการทานเมลาโทนินก่อนเข้านอนนาน 4 สัปดาห์จะช่วยลดอาการเจ็บปวดได้ 44% และเพิ่มความสามารถในการทนต่อความเจ็บปวดนี้ขึ้นประมาณ 39% ในผู้หญิงที่มีปัญหาปวดกราม
  • ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) การรับประทานเมลาโทนินสามารถเพิ่มจำนวนเกล็ดเลือดที่ต่ำจากโรคมะเร็ง การรักษามะเร็ง และภาวะผิดปกติอื่นๆ ได้
  • ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินทุกวันนาน 8 สัปดาห์จะลดความเจ็บปวดลง 39.3% และลดการใช้ยาแก้ปวดลง 46% อีกทั้งยังช่วยลดอาการปวดประจำเดือน เจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ และระหว่างทำธุระได้อีกด้วย
  • ความดันโลหิตสูง การรับประทานเมลาโทนินที่มีการปลดปล่อยยาคงที่ (controlled-release)  ก่อนเข้านอนอาจลดระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีปัญหาความดันสูงได้ แต่หากเป็นการใช้เมลาโทนินชนิดที่ออกฤทธิ์ทีเดียว (Immediate-release) มักจะไม่ค่อยได้ผล
  • ลดภาวะวิตกกังวลก่อนผ่าตัด การใช้เมลาโทนินวางไว้ใต้ลิ้นอาจสามารถลดอาการวิตกกังวลก่อนเข้าผ่าตัดได้เหมือนกับการใช้ยา midazolam ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์เช่นนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งเมลาโทนินยังก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผู้ใช้บางรายน้อยกว่ายาตามแบบแผน และการรับประทานเมลาโทนินนี้อาจลดความกังวลก่อนผ่าตัดได้จริงแม้ว่าข้อมูลที่มีส่วนใหญ่จะยังคงมีหลักฐานที่ขัดแย้งซึ่งกันและกันอยู่ 

ภาวะที่เมลาโทนินอาจไม่สามารถรักษาได้

  • น้ำหนักลดจากมะเร็ง (cachexia) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินทุกคืนนาน 28 วันไม่อาจเพิ่มความอยากอาหาร น้ำหนักร่างกาย หรือมวลกายในผู้ที่มีปัญหาผอมติดกระดูกจากมะเร็งได้
  • สมองเสื่อม/สูญเสียความทรงจำ (dementia) งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าเมลาโทนินไม่อาจช่วยปรับพฤติกรรมหรือส่งผลต่ออาการต่างๆ จากโรคอัลไซเมอร์หรือโรคที่ทำให้สูญเสียความทรงจำได้  แต่การทานเมลาโทนินอาจช่วยลดอาการสับสนและอยู่ไม่สุขเมื่อตะวันลับฟ้าในผู้ที่มีภาวะเหล่านี้ได้
  • ปากแห้ง การรับประทานเมลาโทนินและใช้เมลาโทนินเป็นยาบ้วนปากไม่ได้ช่วยป้องกันปากแห้งในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังเข้ารับการรักษารังสีและยาได้
  • ประสิทธิภาพการออกกำลังกาย การรับประทานเมลาโทนิน 1 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกายแบบต้าน (resistance exercise) ไม่อาจเพิ่มประสิทธิภาพของการออกแรงได้
  • ภาวะมีบุตรยาก การรับประทานเมลานินไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์หรือติดบุตรในผู้หญิงที่กำลังเข้ารับการรักษาเพิ่มโอกาสมีลูกได้ แต่งานวิจัยบางชิ้นแย้งว่าการรับประทานเมลาโทนินทุกวันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ อาจเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ของผู้หญิงกลุ่มนี้ได้จริง
  • ปรับตารางเวลานอนของผู้ที่ทำงานเป็นกะ การรับประทานเมลาโทนินไม่อาจช่วยแก้ไขปัญหาการนอนหลับของผู้ที่ต้องทำงานเป็นกะเวลาได้

ภาวะที่เมลาโทนินมักจะไม่สามารถรักษาได้

  • การถอนยา ฺBenzodiazepines บางคนใช้เมลาโทนินในการถอนยา benzodiazepines ที่มีไว้สำหรับปัญหาการนอนหลับที่การใช้ในระยะยาวจะทำให้ติดยา แต่การทานเมลาโทนินก่อนนอนนั้นไม่ได้มีส่วนช่วยในการเลิกยา Benzodiazepines แต่อย่างใด
  • ภาวะซึมเศร้า (Depression) แม้ว่าเมลาโทนินอาจช่วยแก้ไขปัญหาการนอนหลับของผู้ป่วยซึมเศร้าได้ แต่เมลาโทนินก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขภาวะซึมเศร้าแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีข้อกังวลว่าการใช้เมลาโทนินอาจทำให้อาการจากภาวะนี้ทรุดหนักขึ้นได้อีก จึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเมลาโทนินจะช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าได้หรือไม่

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าใช้เมลาโทนินรักษาได้หรือไม่

  • ภาวะจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมจากอายุ (Age-related macular degeneration (AMD)) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินอาจชะลอการสูญเสียการมองเห็นของผู้ป่วยภาวะจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมจากอายุที่มากขึ้นได้
  • โรคสมาธิสั้น (Attention deficit-hyperactivity disorder (ADHD)) ยังคงมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าเมลาโทนินสามารถช่วยลดอาการนอนไม่หลับในเด็ก ADHD ที่น้อยมาก อย่างไรก็ตาม หากได้ผลก็ไม่ได้หมายความว่าเมลาโทนินจะช่วยลดอาการจาก ADHD ลงได้
  • ต่อมลูกหมากโต (ฺBenign prostatic hyperplasia) งานวิจัยบางชิ้นพบว่าการรับประทานเมลาโทนินสามารถลดความถี่ในการปัสสาวะตอนกลางคืนของผู้ชายที่มีภาวะต่อมลูกหมากโตได้
  • โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินก่อนนอนจะเพิ่มระยะเวลาการนอนขึ้นและลดอาการมาเนีย (Mania) ลง แต่ยังคงมีข้อกังวลว่าเมลาโทนินก็อาจทำให้อาการอารมณ์สองขั้วแย่มากขึ้นได้ด้วย
  • ต้อกระจก (Cataracts) การรับประทานเมลาโทนินก่อนเข้าผ่าตัดต้อกระจกอาจลดความเจ็บปวดระหว่างผ่าตัดลงได้ อีกทั้งยังช่วยลดแรงดันภายในตาก่อนและระหว่างผ่าตัดได้ด้วย
  • กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome (CFS)) งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินในตอนกลางคืนอาจช่วยอาการบางอย่างจากกลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรังได้ อย่างความเหนื่อยล้า สมาธิ และแรงจูงใจ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยอื่นๆ กลับแสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินนั้นไม่ได้ช่วยให้อาการเหนื่อยล้าเรื้อรังดีขึ้นแต่อย่างใด
  • โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic obstructive pulmonary disease (COPD)) มีหลักฐานบางชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินจะลดอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังลง อย่างไรก็ตาม เมลาโทนินก็ไม่อาจช่วยการทำงานของปอดหรือเพิ่มความจุของปอดขึ้นแต่อย่างใด
  • อาการปวดศีรษะเป็นชุด (Cluster headache) การรับประทานเมลาโทนิน 10 mg ทุกคืนอาจช่วยลดความถี่ของอาการปวดศีรษะเป็นชุดๆ ได้ แต่หากเป็นการใช้ในปริมาณที่น้อยกว่านั้นอาจจะไม่ได้ผล
  • ปัญหาด้านการทำงานของสมอง การรับประทานส่วนผสมของ Docosahexaenoic acid (DHA), Eicosapentaenoic acid (EPA), วิตามินอี, ถั่วเหลือง, phospholipids, เมลาโทนิน, และ tryptophan อาจช่วยเพิ่มการทำงานของสมองและประสาทรับกลิ่นของผู้สูงอายุที่มีปัญหาสมองขึ้นได้เล็กน้อย
  • อาการเพ้อ (Delirium) มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินตอนกลางคืนนาน 14 วันจะลดความเสี่ยงต่ออาการเพ้อของผู้สูงอายุได้
  • ภาวะอาหารไม่ย่อย (Dyspepsia) การรับประทานเมลาโทนินตอนกลางคืนอาจช่วยลดอาการอาหารไม่ย่อยลงได้
  • อาการปัสสาวะรดที่นอน (Enuresis) งานวิจัยพบว่าการรับประทานเมลาโทนินก่อนเข้านอนไม่อาจลดจำนวนครั้งของการปัสสาวะรดที่นอนของเด็กได้
  • โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) เมลาโทนินอาจลดความรุนแรงของอาการปวดและตึงของผู้ป่วยไฟโบรมัยอัลเจียลงได้
  • โรคกรดไหลย้อน (Acid reflux disease) การรับประทานเมลาโทนินทุกวันก่อนนอนอาจช่วยลดอาการกรดไหลย้อนรวมไปถึงอาการแสบร้อนกลางอกได้ อย่างไรก็ตาม การรับประทานยาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะก็อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
  • แผลในกระเพาะอาหารจากเชื้อ H.pylori มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินร่วมกับยา Omeprazole จะเพิ่มการรักษาตัวเองของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ H.pylori และมีแผลในกระเพาะอาหารได้เร็วขึ้น
  • กลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome (IBS)) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินอาจช่วยลดอาการบางอย่างของอาการลำไส้แปรปรวนลงได้ โดยงานวิจัยอื่นๆ แสดงให้เห็นว่าเมลาโทนินนั้นออกฤทธิ์ได้ดีกับผู้ที่มีภาวะอาการลำไส้แปรปรวนที่มีอาการท้องผูกมากกว่าผู้ที่มีอาการท้องร่วงเป็นหลัก
  • อาการหมดประจำเดือน ยังคงมีหลักฐานงานวิจัยว่าเมลาโทนินไม่สามารถบรรเทาอาการหมดประจำเดือนได้อยู่น้อยมาก อย่างไรก็ตาม การรับประทานเมลาโทนินร่วมกับ soy isoflavones อาจจะช่วยในเรื่องของอาการทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับภาวะหมดประจำเดือนได้
  • โรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) งานวิจัยพบว่าการรับประทานเมลาโทนินจะลดความดันโลหิตลงเช่นเดียวกับคอเลสเตอรอลไลโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำที่ไม่ดี (low-density lipoprotein (LDL)) ในผู้ที่มีปัญหาอ้วนลงพุงได้
  • ปวดศีรษะไมเกรน มีหลักฐานบางชิ้นที่พบว่าการรับประทานเมลาโทนินก่อนเข้านอนจะป้องกันการเกิดอาการปวดไมเกรนได้ และหากเกิดขึ้นก็จะลดความรุนแรงลงและหายไปเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม หลักฐานอื่นๆ กลับชี้ว่าเมลาโทนินไม่ได้ช่วยลดความถี่การเกิดอาการไมเกรนแต่อย่างใด
  • หัวใจวาย งานวิจัยพบว่าการฉีดเมลาโทนินเข้าเส้นเลือดดำโดยตรง 2.5 ชั่วโมงหลังหัวใจวายอาจลดความเสียหายที่อาจจะเกิดกับหัวใจได้
  • ถอนพิษนิโคติน การรับประทานเมลาโทนิน 3.5 ชั่วโมงหลังถอนนิโคทินอาจจะช่วยลดความวิตกกังวล อาการอยู่ไม่สุข และความอยากสูบบุหรี่ลงได้
  • โรคตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (Nonalcoholic steatohepatitis (NASH)) มีหลักฐานบางชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินจะลดรอยโรคของการทำงานตับในเลือดของผู้ป่วยโรคตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ได้
  • แผลในปาก การรับประทานเมลาโทนินและใช้เมลาโทนินบ้วนปากอาจชะลอการเกิดแผลในปากของผู้ที่กำลังเข้ารับการบำบัดรังสีและยาสำหรับโรคมะเร็งลง แต่ไม่ได้ช่วยลดจำนวนการเกิดแผลในปาก
  • โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovary syndrome (PCOS)) เมลาโทนินอาจลดอาการประจำเดือนมาไม่ปกติของผู้หญิง PCOS ได้ โดยการทานเมลาโทนินจะเพิ่มจำนวนครั้งของรอบเดือนในช่วง 6 เดือนจาก 2.5 เป็น 4
  • พักฟื้นหลังผ่าตัด มีหลักฐานบางชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินก่อนนอนและก่อนเข้ารับการผ่าตัดหนึ่งชั่วโมงอาจลดความเจ็บปวดและปริมาณยาที่ใช้หลังการผ่าตัดลงได้
  • เปลี่ยนแปลงการเต้นของหัวใจเมื่อเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่านั่ง (postural tachycardia syndrome) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการใช้เมลาโทนินเพียง 1 ครั้งจะลดอัตราการเต้นของหัวใจขณะเปลี่ยนท่านั่งเป็นยืนได้ แต่เมลาโทนินไม่ส่งผลต่อความดันโลหิตหรืออาการอื่นๆ 
  • มะเร็งต่อมลูกหมาก การรับประทานเมลาโทนินร่วมกับยาตามแบบแผนจะช่วยลดการเติบโตของมะเร็งต่อมลูกหมากลงได้
  • ละเมอเคลื่อนไหวขณะหลับ มีหลักฐานว่าการรับประทานเมลาโทนินก่อนเข้านอนอาจลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อระหว่างหลับในผู้ที่มีปัญหาการนอนที่เกี่ยวข้องกับการละเมอได้
  • โรคขาอยู่ไม่สุข (restless legs syndrome (RLS)) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินก่อนเข้านอนอาจลดอาการขาอยู่ไม่สุขลงได้
  • ภาวะอักเสบที่เรียกว่า sarcoidosis มีหลักฐานว่าการรับประทานเมลาโทนินทุกวันนาน 1 ปีตามด้วยลดปริมาณการใช้เมลาโทนินในปีที่ 2 จะเพิ่มการทำงานของปอดและลดปัญหาผิวหนังของผู้ป่วยโรค sarcoidosis ได้
  • จิตเภท (Schizophrenia) ยังคงมีหลักฐานเกี่ยวกับผลของเมลาโทนินกับอาการของจิตเภทและผลข้างเคียงที่เกี่ยวกับการใช้ยาตัวนี้ที่ขัดแย้งกันอยู่ บ้างก็กล่าวว่าการทานเมลาโทนินนาน 8 สัปดาห์จะลดน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ยา olanzapine และช่วยให้อาการจิตเภทดีขึ้น แต่บ้างก็แย้งว่าเมลาโทนินไม่ได้มีสรรพคุณเช่นนี้ แถมยังอาจทำให้ผลข้างเคียงจากยาจิตเวชกลุ่มใหม่ (second-generation antipsychotic) รุนแรงมากขึ้นได้
  • ภาวะซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล (Seasonal affective disorder (SAD)) มีงานวิจัยบางชิ้นที่พบว่าการรับประทานเมลาโทนินอาจลดภาวะซึมเศร้าที่เกิดระหว่างฤดูหนาวได้บ้าง แต่การใช้เมลาโทนินด้วยการวางไว้ใต้ลิ้นไม่ได้ช่วยลดอาการจากภาวะนี้แต่อย่างใด
  • อาการชัก (Seizures) มีหลักฐานบางชิ้นที่กล่าวว่าการรับประทานเมลาโทนินก่อนนอนอาจลดจำนวนครั้งและระยะเวลาของอาการชักในเด็กที่เป็นโรคลมชักได้ อย่างไรก็ตาม หลักฐานชิ้นอื่นๆ กลับกล่าวว่าเมลาโทนินไม่ได้ลดอาการชักลง อีกทั้งการใช้เมลาโทนินควรถูกใช้ด้วยความระมัดระวังเนื่องจากผู้ใช้บางรายอาจมีอาการชักมากขึ้นได้
  • กระสับกระส่ายจากการใช้ยาระงับประสาท มีหลักฐานบางชิ้นที่กล่าวว่าการรับประทานเมลาโทนินก่อนรับยาระงับประสาท Sevoflurane จะช่วยลดความกระสับกระส่ายหลังการผ่าตัดได้
  • ปวดศีรษะแบบเจ็บปวดรุนแรง มีหลักฐานว่าการรับประทานเมลาโทนินทุกวันอาจป้องกันอาการปวดศีรษะจี๊ดรุนแรงได้
  • ความเครียด มีหลักฐานว่าการรับประทานเมลาโทนินอาจช่วยในเรื่องความจำในขณะที่อยู่ภายใต้ความเครียดได้
  • อาการยึกยือ (Tardive dyskinesia (TD)) มีหลักฐานบางชิ้นที่กล่าวว่าการรับประทานเมลาโทนินจะลดอาการเคลื่อนไหวผิดปกติแบบยึกยือได้ อย่างไรก็ตาม หลักฐานอื่นๆ กลับกล่าวว่าการรับประทานเมลาโทนินทุกวันไม่ได้ช่วยลดอาการยึกยือของคนไข้ภาวะนี้ลงแต่อย่างใด
  • หูอื้อ (Tinnitus) มีหลักฐานบางชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินตอนกลางคืนจะลดอาการหูอื้อลงและเพิ่มคุณภาพการนอนหลับได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากงานวิจัยอื่นๆ กลับแย้งว่าเมลาโทนินไม่ได้ช่วยลดอาการนี้แต่อย่างใด
  • ภาวะลำไส้อักเสบชนิดเป็นแผล (Ulcerative colitis) การรับประทานเมลาโทนินทุกวันร่วมกับการใช้ยาตามแบบแผนจะช่วยควบคุมโรคลำไส้อักเสบชนิดเป็นแผลได้
  • โรคอ้วนลงพุง
  • กระดูกพรุน
  • คุมกำเนิด
  • ชะลอวัย
  • ภาวะสุขภาพอื่น

จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านประสิทธิผลของเมลาโทนินเพิ่มเติม

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของเมลาโทนิน

เมลาโทนินจัดว่ามีความปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ส่วนมากเมื่อนำเข้าร่างกายหรือทาบนผิวหนังในระยะเวลาอันสั้น

เมลาโทนินจะถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยเมื่อรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมในระยะยาว โดยสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในเวลา 2 ปีสำหรับผู้ใช้บางคน อย่างไรก็ตาม เมลาโทนินก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้อย่างปวดศีรษะ ซึมเศร้าในระยะสั้น ง่วงนอนกลางวัน วิงเวียน ปวดกระเพาะ และฉุนเฉียว ดังนั้นห้ามขับรถหรือใช้งานเครื่องจักรหนักเป็นเวลาสี่ถึงห้าชั่วโมงหลังใช้ยาเมลาโทนิน

สำหรับการฉีดเข้าร่างกายโดยตรงนั้น เมลาโทนินจะถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยหากอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ

สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร เมลาโทนินจัดว่าอาจจะไม่ปลอดภัยเมื่อบริโภคหรือฉีดเข้าร่างกายขณะตั้งครรภ์ เพราะเมลาโทนินอาจเข้ารบกวนการตกไข่และทำให้ตั้งครรภ์ยากขึ้นได้

ณ ขณะนี้ยังคงขาดแคลนข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความปลอดภัยจากการใช้เมลาโทนินในกลุ่มผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตร  ดังนั้นสตรีในกลุ่มดังกล่าวควรเลี่ยงใช้เมลาโทนินเพื่อความปลอดภัย

เด็ก เมลาโทนินถูกจัดว่าอาจจะปลอดภัยเมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม แต่จะจัดว่าอาจจะไม่ปลอดภัยเมื่อรับประทานหรือฉีดเข้าร่างกายในปริมาณมากในช่วงเวลาอันสั้นเพราะผลของเมลาโทนินจะส่งผลกับฮอร์โมนตัวอื่นซึ่งจะรบกวนการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้

ภาวะเลือดออกผิดปรกติ เมลาโทนินอาจทำให้เกิดอาการเลือดออกในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกผิดปรกติได้

ภาวะซึมเศร้า เมลาโทนินอาจทำให้อาการของโรคซึมเศร้าทรุดลงได้

เบาหวาน เมลาโทนินอาจเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานขึ้นได้ ดังนั้นควรเฝ้าระวังระดับน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิดหากคุณเป็นเบาหวานและต้องใช้เมลาโทนิน

ความดันโลหิตสูง เมลาโทนินสามารถเพิ่มความดันโลหิตของผู้ที่กำลังใช้ยาควบคุมความดันได้ ดังนั้นคนในกลุ่มนี้ควรเลี่ยงการใช้เมลาโทนิน

ภาวะชักเกร็งผิดปกติ การใช้เมลาโทนินอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการชักขึ้นได้

ผู้ที่รับการปลูกถ่ายอวัยวะ เมลาโทนินสามารถเพิ่มการทำงานของภูมิคุ้มกันขึ้นและอาจส่งผลเสียต่อการบำบัดกดภูมิคุ้มกันที่ต้องให้ผู้ป่วยที่มีอวัยวะปลูกถ่ายเข้ารักษาต่อเนื่องได้

การใช้เมลาโทนินร่วมกับยาชนิดอื่น

ห้ามใช้เมลาโทนินร่วมกับยาเหล่านี้

เมลาโทนินจะทำให้เกิดอาการง่วงนอน ยาที่ทำให้เกิดอาการง่วงเช่นนี้ก็คือยากล่อมประสาท (sedatives) โดยการทานยาทั้งสองร่วมกันจะทำให้เกิดอาการง่วงมากเกินไป โดยตัวอย่างยากล่อมประสาทมีทั้ง clonazepam (Klonopin), lorazepam (Ativan), phenobarbital (Donnatal), zolpidem (Ambien), และอื่นๆ

ใช้เมลาโทนินร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • ยาคุมกำเนิด (Contraceptive drugs) กับเมลาโทนิน

ร่างกายผลิตเมลาโทนินออกมา และยาคุมกำเนิดเองก็อาจเพิ่มปริมาณการผลิตเมลาโทนินของร่างกายขึ้นด้วย ดังนั้นการรับประทานยาทั้งสองตัวร่วมกันอาจทำให้เมลาโทนินมีมากเกินไป ตัวอย่างยาคุมกำเนิดมีทั้ง ethinyl estradiol and levonorgestrel (Triphasil), ethinyl estradiol กับ norethindrone (Ortho-Novum 1/35, Ortho-Novum 7/7/7), และอื่น ๆ

  • คาเฟอีนกับเมลาโทนิน

คาเฟอีนอาจลดระดับเมลาโทนินในร่างกายลง ดังนั้นการรับประทานเมลาโทนินร่วมกับคาเฟอีนอาจลดประสิทธิภาพของอาหารเสริมเมลาโทนินลงได้

  • Fluvoxamine (Luvox) กับเมลาโทนิน

การทาน fluvoxamine (Luvox) จะเพิ่มปริมาณการดูดซึมเมลาโทนินของร่างกายขึ้น ดังนั้นการรับประทานยาทั้งสองกลุ่มร่วมกันอาจเพิ่มผลและผลข้างเคียงของเมลาโทนินขึ้น

  • ยาสำหรับเบาหวาน (Antidiabetes drugs) กับเมลาโทนิน

เมลาโทนินอาจเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดขึ้น ส่วนยาเบาหวานมีไว้เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดลง ดังนั้นเมลาโทนินอาจทำให้ยาเบาหวานมีประสิทธิภาพน้อยลงได้ จึงควรเฝ้าระวังระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองในขณะที่ใช้ยาทั้งสองร่วมกัน ตัวอย่างยาสำหรับเบาหวานมีทั้ง glimepiride (Amaryl), glyburide (DiaBeta, Glynase PresTab, Micronase), insulin, pioglitazone (Actos), rosiglitazone (Avandia), chlorpropamide (Diabinese), glipizide (Glucotrol), tolbutamide (Orinase), และอื่นๆ

  • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressants) กับเมลาโทนิน

เมลาโทนินอาจเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันขึ้น ดังนั้นการรับประทานยากดภูมิร่วมกับเมลาโทนินอาจลดประสิทธิผลของยากดภูมิลง ตัวอย่างยากดภูมิคุ้มกันมีทั้ง azathioprine (Imuran), basiliximab (Simulect), cyclosporine (Neoral, Sandimmune), daclizumab (Zenapax), muromonab-CD3 (OKT3, Orthoclone OKT3), mycophenolate (CellCept), tacrolimus (FK506, Prograf), sirolimus (Rapamune), prednisone (Deltasone, Orasone), corticosteroids (glucocorticoids), และอื่นๆ

  • ยาชะลอการเกิดลิ่มเลือด (Anticoagulant / Antiplatelet drugs) กับเมลาโทนิน

เมลาโทนินอาจชะลอการเกิดลิ่มเลือดในร่างกายลง ดังนั้นการทานยาชะลอลิ่มเลือดร่วมกับเมลาโทนินอาจเพิ่มโอกาสต่อการเลือดออกและฟกช้ำขึ้น ตัวอย่างยาชะลอลิ่มเลือดมีทั้ง aspirin, clopidogrel (Plavix), diclofenac (Voltaren, Cataflam, และอื่น ๆ), ibuprofen (Advil, Motrin, และอื่นๆ), naproxen (Anaprox, Naprosyn, และอื่นๆ), dalteparin (Fragmin), enoxaparin (Lovenox), heparin, warfarin (Coumadin) และอื่นๆ

  • Nifedipine GITS (Procardia XL) กับเมลาโทนิน

Nifedipine GITS (Procardia XL) เป็นยาสำหรับลดความดันโลหิต ซึ่งการใช้ยาตัวนี้ร่วมกับเมลาโทนินอาจลดประสิทธิผลของยา Nifedipine GITS (Procardia XL) ลง

  • ยากล่อมประสาท (Benzodiazepines) กับเมลาโทนิน

เมลาโทนินจะทำให้เกิดอาการง่วงนอน ยาที่ทำให้เกิดอาการง่วงเช่นนี้ก็คือยากล่อมประสาท (sedatives) โดยการรับประทานยาทั้งสองร่วมกันจะทำให้เกิดอาการง่วงมากเกินไป โดยตัวอย่างยากล่อมประสาทกลุ่มนี้มี clonazepam (Klonopin), diazepam (Valium), lorazepam (Ativan) และอื่นๆ

  • Verapamil (Calan, Covera, Isoptin, Verelan) กับเมลาโทนิน

ร่างกายจะทำลายเมลาโทนินเพื่อกำจัดออกจากร่างกาย โดย Verapamil (Calan, Covera, Isoptin, Verelan) จะเร่งกระบวนการกำจัดนี้ขึ้นจนทำให้การใช้เมลาโทนินร่วมกับยา verapamil (Calan, Covera, Isoptin, Verelan) อาจทำให้ประสิทธิภาพของเมลาโทนินลดลง

คอยสังเกตอาการเมื่อต้องใช้เมลาโทนินร่วมกับยาเหล่านี้

  • Flumazenil (Romazicon) กับเมลาโทนิน

Flumazenil (Romazicon) อาจลดผลของเมลาโทนินลง แต่ ณ ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าทำไมยาทั้งสองจึงมีปฏิสัมพันธ์กัน แต่ที่คาดกันคือการรับประทาน Flumazenil (Romazicon) ร่วมกับเมลาโทนินอาจทำให้ประสิทธิภาพของเมลาโทนินมีน้อยลง

ปริมาณยาที่ใช้

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้ถูกศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ผู้ใหญ่

รับประทาน:

  • สำหรับภาวะการนอนหลับผิดปกติในผู้ที่ตาบอด เมลาโทนิน 0.5-5 mg ทุกวันก่อนเข้านอนนานถึง 6 ปี และมีข้อมูลการใช้เมลาโทนินปริมาณสูงที่ 10 mg ก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมงนาน 9 สัปดาห์
  • สำหรับนอนหลับยาก เมลาโทนิน 0.3-5 mg ทุกวันนาน 9 เดือน
  • สำหรับปัญหาการนอนหลับในผู้ที่วัฏจักรการนอนถูกรบกวน เมลาโทนิน 2-12 mg ก่อนเข้านอนนานถึง 4 สัปดาห์
  • สำหรับภาวะนอนไม่หลับจากการใช้ยาเบต้า บล็อกเกอร์ เมลาโทนิน 2.5 mg ทุกวันนาน 4 สัปดาห์ หรือครั้งละ 5 mg 
  • สำหรับภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เมลาโทนิน 10 mg ทุกวันนาน 8 สัปดาห์
  • สำหรับความดันโลหิตสูง เมลาโทนินที่มีการปลดปล่อยยาคงที่ (controlled-release) 2-3 mg นาน 4 สัปดาห์
  • สำหรับภาวะนอนไม่หลับ 
    • โรคนอนไม่หลับปฐมภูมิ (primary insomnia) เมลาโทนินก่อนเข้านอน 2-3 mg นาน 29 สัปดาห์จากการวิจัยส่วนมาก สำหรับการใช้ปริมาณสูงที่ 12 mg ต่อวันนั้นควรถูกใช้ในช่วงเวลาไม่เกิน 4 สัปดาห์
    • โรคนอนไม่หลับทุติยภูมิ (secondary insomnia) เมลาโทนิน 2-12 mg นาน 4 สัปดาห์, ปริมาณที่น้อยกว่านั้นควรถูกใช้ในระยะเวลาที่นานถึง 24 สัปดาห์
  • สำหรับเจ็ตแล็ก เมลาโทนิน 0.5-8 mg ก่อนเข้านอนในวันที่ถึงที่หมาย และใช้ต่อเนื่องต่อไป  2-5 วัน ส่วนปริมาณยาที่ 0.5-3 mg มักจะใช้เพื่อเลี่ยงผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาในปริมาณที่สูง
  • สำหรับลดภาวะวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ใหญ่ เมลาโทนิน 3-10 mg ก่อนเข้าผ่าตัด 60-90 นาที
  • สำหรับรักษาเนื้องอกแข็งร่วมกับการบำบัดตามแบบแผน เมลาโทนิน 10-40 mg ทุกวันร่วมกับการบำบัดรังสี, บำบัดเคมี, หรือ interleukin 2 (IL-2) โดยการใช้เมลาโทนินมักจะเริ่ม 7 วันก่อนการบำบัดเคมี และต่อเนื่องไปตลอดคอร์สการรักษา เมลาโทนินทางเส้นเลือดทุกวันนาน 2 เดือนตามด้วยแบบรับประทาน 10 mg ทุกวัน
  • สำหรับอาการปวดกราม เมลาโทนิน 5 mg ก่อนเข้านอนนาน 4 สัปดาห์
  • สำหรับป้องกันและรักษาภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) ที่เกี่ยวกับการบำบัดเคมีรักษามะเร็ง เมลาโทนิน 40 mg ทุกวันเริ่มจาก 7 วันก่อนเข้ารับการบำบัดเคมีและต่อเนื่องไปตลอดการรักษา

ฉีดเข้าเส้นเลือดดำ (INTRAVENOUS (into the vein))

  • สำหรับรักษาเนื้องอกแข็งร่วมกับการบำบัดตามแบบแผน เมลาโทนินทางเส้นเลือด 20 mg ทุกวันนาน 2 เดือนตามด้วยเมลาโทนินแบบรับประทาน 10 mg ทุกวัน

ทาบนผิวหนัง

  • สำหรับแดดเผา เจลที่ประกอบด้วยเมลาโทนิน 0.05-2.5% บนผิวหนังระหว่าง 15 นาทีกับ 4 ชั่วโมงหลังสัมผัสกับแสงอาทิตย์

วางไว้ใต้ลิ้น

  • สำหรับลดภาวะวิตกกังวลก่อนผ่าตัด 5 mg หรือ 0.05-0.2 mg/น้ำหนักร่างกาย (kg) เป็นเวลา 90-100 นาทีก่อนรับยาระงับประสาท

เด็ก

รับประทาน

  • สำหรับภาวะการนอนหลับผิดปรกติในผู้ที่ตาบอด เมลาโทนิน 0.5-4 mg ทุกวันก่อนเข้านอนนานถึง 6 ปี และมีข้อมูลการใช้เมลาโทนินปริมาณสูงที่ 10 mg ก่อนเข้านอนหนึ่งชั่วโมงนาน 9 สัปดาห์
  • สำหรับนอนหลับยาก เมลาโทนิน 1-6 mg ทุกวันนาน 1 เดือน
  • สำหรับปัญหาการนอนหลับในผู้ที่วัฏจักรการนอนถูกรบกวน เมลาโทนิน 0.5-12 mg ทุกวันนาน 12 สัปดาห์ในเด็กและวัยรุ่นที่อายุตั้งแต่ 3 เดือนจนถึง 18 ปี
  • สำหรับภาวะนอนไม่หลับ 
    • โรคนอนไม่หลับปฐมภูมิ (primary insomnia) เมลาโทนิน 5 mg หรือ 0.05-0.15 mg/น้ำหนักร่างกาย (kg) ก่อนเข้านอนนาน 4 สัปดาห์สำหรับเด็กอายุ 6-12 ปี
    • โรคนอนไม่หลับทุติยภูมิ (secondary insomnia) เมลาโทนิน 6-9 mg ก่อนเข้านอนนาน 4 สัปดาห์สำหรับเด็กอายุ 3-12 ปี
  • สำหรับลดภาวะวิตกกังวลก่อนผ่าตัด 0.05-0.5 mg/น้ำหนักร่างกาย (kg) นาทีก่อนรับยาระงับประสาทสำหรับเด็กอายุ 1-8 ปี

ที่มาของข้อมูล

ดร.สุวิมล ยี่ภู่ และ ดร.จุฑามณี สุทธิสีสังข์, รูปแบบเมลาโทนินและทางเลือกที่ใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับ. (http://ccpe.pharmacycouncil.org/showfile.php?file=482)

S. Malhotra et al., The therapeutic potential of melatonin: a review of the Science. (www.medscape.com/viewarticle/4...)

Caroline Cassels, OTC Supplement May Aid in Migraine Prevention. (www. Medscape.om/viewarticle/781465)

S. Malhotra et al.,  The therapeutic potential of melatonin: a review of the Science. (www.medscape.com/viewarticle/4...)

Melatonin for the prevention and treatment of cancer. (http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5503661)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์