กรดโฟลิก (folic acid)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มี.ค. 19, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 13 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 209,025 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 06/03/2562

ข้อมูลภาพรวมของกรดโฟลิก

กรดโฟลิก (folic acid) และโฟเลต (folate) คือวิตามิน B ที่สามารถละลายน้ำได้ โฟเลตเกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยอยู่ในอาหารต่าง ๆ และกรดโฟลิกคือรูปแบบของวิตามินชนิดนี้ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมา อาหารหลายประเภทเติมด้วยกรดโฟลิกมาตั้งแต่ปี 1998 แล้ว เช่นซีเรียลแบบเย็น, แป้ง, ขนมปัง, พาสต้า, ขนมอบทั้งหลาย, คุ้กกี้, และขนมปังกรอบ อาหารที่มีโฟเลตสูงตามธรรมชาติเช่นผักใบเขียวต่าง ๆ (อย่างเช่นผักโขม, บล็อกโคลิ, และกะหล่ำ), หน่อไม้ฝรั่ง. ผลไม้ (อย่างกล้วย, เมลอน, และเลมอน), ถั่ว, ยีสต์, เห็ด, เนื้อ (อย่างเช่นตับและไตของวัว), น้ำส้ม, และน้ำมะเขือเทศ

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

กรดโฟลิกถูกใช้เพื่อป้องกันและรักษาภาวะขาดโฟเลตในเลือด (folate deficiency) เช่นเดียวกับภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ อย่างโลหิตจาง (anemia) และภาวะที่กระเพาะไม่สามารถดูดซับสารอาหารได้ตามปกติ อย่างโรคกระเพาะอาหารอักเสบชนิดเป็นแผล (ulcerative colitis), โรคตับ, ติดสุรา, และจากการฟอกไต

ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรืออาจจะตั้งครรภ์ควรทานกรดโฟลิกเพื่อป้องกันการแท้งบุตรและ “ภาวะหลอดประสาทไม่ปิด” (neural tube defects), ความผิดปรกติโดยกำเนิดอย่างภาวะกระดูกสันหลังบกพร่อง (spina bifida) ที่ซึ่งหลังและแผ่นหลังของตัวอ่อนไม่ปิดลงระหว่างการเติบโต

บางคนทานกรดโฟลิกเพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ (colon cancer) หรือมะเร็งปากมดลูก (cervical cancer), ภาวะสูญเสียการได้ยินจากอายุ, โรคตา, โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (age-related macular degeneration (AMD)), ลดสัญญาณของการแก่ชรา, กระดูกพรุน (osteoporosis), กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (restless leg syndrome), ปัญหาการนอนหลับ, ภาวะซึมเศร้า (depression), ปวดประสาท, ปวดกล้ามเนื้อ, AIDS, โรคผิวหนังที่เรียกว่าโรคด่างขาว (vitiligo), และโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่า Fragile-X syndrome อีกทั้งยังมีการใช้กรดโฟลิกเพื่อลดผลข้างเคียงร้ายแรงจากการรักษาด้วยยา lometrexol และ methotrexate อีกด้วย

บางคนใช้กรดโฟลิกทาบนเหงือกโดยตรงเพื่อรักษาการติดเชื้อที่เหงือก

กรดโฟลิกออกฤทธิ์อย่างไร?

กรดโฟลิกเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายมนุษย์ โดยเป็นสารที่เกี่ยวข้องในการผลิต DNA และควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย

การใช้และประสิทธิภาพของกรดโฟลิก

ภาวะที่กรดโฟลิกจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ภาวะขาดโฟเลต (Folate deficiency) การทานกรดโฟลิกสามารถทำให้อาการจากภาวะขาดโฟเลตดีขึ้นได้จริง

ภาวะที่กรดโฟลิกมักจะมีประสิทธิภาพในการรักษา

  • โรคไตร้ายแรง ประมาณ 85% ของผู้ป่วยโรคไตร้ายแรงจะมีระดับ homocysteine ที่สูงมากซึ่งเชื่อมโยงกับโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) การทานกรดโฟลิกจะช่วยลดระดับ homocysteine ของผู้ป่วยโรคไตร้ายแรงลง อย่างไรก็ตามการเสริมโภชนาการด้วยกรดโฟลิกอาจไม่ลดความเสี่ยงการเกิดอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ
  • ปริมาณ homocysteine ในเลือดสูง (hyperhomocysteinemia) ระดับ homocysteine เชื่อมโยงกับโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง การทานกรดโฟลิกจะช่วยลดระดับ homocysteine ลงประมาณ 20-30% ในกลุ่มผู้ที่มีระดับ homocysteine ปกติถึงสูงกว่าปกติเล็กน้อย แนะนำว่าผู้ที่มีระดับ homocysteine สูงกว่า 11 micromoles/L ควรทำการเสริมอาหารด้วยกรดโฟลิกและวิตามิน B12
  • ความพิการของทารกแรกเกิด (ภาวะหลอดปลายประสาทไม่ปิด (neural tube defects)) การทานกรดโฟลิกระหว่างตั้งครรภ์จะลดความเสี่ยงที่ทารกจะเกิดมาพร้อมภาวะหลอดปลายประสาทไม่ปิด โดยแนะนำว่าสตรีมีครรภ์ควรได้รับกรดโฟลิกที่ 600-800 mcg ต่อวันพร้อมรับประทานอาหารหรือใช้ในรูปของอาหารเสริมเริ่มตั้งแต่ 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์และระหว่างตั้งครรภ์ ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติเป็นภาวะดังกล่าวจะถูกแนะนำให้ได้รับกรดโฟลิกต่อวันที่ 4000 mcg

ภาวะที่อาจใช้กรดโฟลิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การมองเห็นถดถอยเนื่องจากอายุ (ภาวะจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (age-related macular degeneration)) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานกรดโฟลิกร่วมกับวิตามินอื่น ๆ ที่ประกอบทั้งวิตามิน B6 และB12 จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมเนื่องจากอายุได้
  • ภาวะซึมเศร้า (Depression) มีงานวิจัยบางชิ้นที่กล่าวว่าการทานกรดโฟลิกร่วมกับยาต้านซึมเศร้าอาจช่วยอาการของผู้ป่วยซึมเศร้าได้
  • ความดันโลหิตสูง งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานโฟลิกทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์จะลดความดันเลือดของผู้มีปัญหาความดันโลหิตสูงได้ แต่การทานกรดโฟลิกร่วมกับยาไม่อาจช่วยลดความดันเพิ่มเติมไปกว่าการทานยาเพียงอย่างเดียว
  • ปัญหาเหงือกเนื่องจากการใช้ยา phenytoin การทากรดโฟลิกบนเหงือกอาจช่วยป้องกันปัญหาที่เหงือกจากการใช้ phenytoin ได้ อย่างไรก็ตามการทานกรดโฟลิกเพื่อรักษาปัญหานี้อาจไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น
  • โรคเหงือกระหว่างตั้งครรภ์ การทากรดโฟลิกที่เหงือกอาจช่วยให้อาการของโรคเหงือกที่เกิดตอนตั้งครรภ์ดีขึ้นได้
  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) การทานกรดโฟลิกสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองของผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศที่ไม่นิยมเสริมกรดโฟลิคในผลิตภัณฑ์จากธัญพืชได้ 10-25% แต่กรดโฟลิกไม่อาจป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้คนส่วนมากที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีการเติมกรดโฟลิกในบรรดาผลิตภัณฑ์จากธัญพืชทั้งหลาย
  • ภาวะสีผิวหนังผิดปกติที่เรียกว่าโรคด่างขาว (vitiligo) การทานกรดโฟลิกสามารถช่วยให้อาการของโรคด่างขาวดีขึ้นได้

ภาวะที่กรดโฟลิกอาจไม่สามารถรักษาได้

  • มะเร็งเซลล์เม็ดเลือดขาว (acute lymphoblastic leukemia) การทานโฟเลตระหว่างตั้งครรภ์ไม่ได้ลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเซลล์เม็ดเลือดขาวในเด็กได้
  • ภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency) การทานกรดโฟลิกพร้อมอาหารเสริมธาตุเหล็กอาจมีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็กและโลหิตจางไม่เท่ากับการทานอาหารเสริมธาตุเหล็กเพียงอย่างเดียว
  • ความทรงจำและทักษะการนึกคิดของผู้สูงอายุ งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการรับประทานกรดโฟลิกไม่อาจป้องกันการเสื่อมถอยของความทรงจำและความสามารถในการคิดของผู้สูงอายุได้
  • ป้องกันการอุดตันซ้ำของหลอดเลือดหลังการผ่าตัดขยาย มีหลักฐานเรื่องประโยชน์ของการทานกรดโฟลิกหลังกระบวนการผ่าตัดขยายหลอดเลือดที่ไม่สอดคล้องซึ่งกันและกันอยู่ แต่การทานกรดโฟลิกร่วมกับวิตามิน B6 และ B12 อาจเข้าไปรบกวนกระบวนการเยียวยาในกรณีที่มีการใช้อุปกรณ์ (ห่วงดาม) สอดเข้าในหลอดเลือดเพื่อดามให้เปิดอยู่ตลอดเวลาได้
  • มะเร็งเต้านม การบริโภคโฟเลตในอาหารอาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้าในสตรีที่ทาน methionine, วิตามิน B12 (cyanocobalamin), หรือวิตามิน B6 (pyridoxine) ได้ แต่งานวิจัยนี้ยังคงขาดความสอดคล้องกัน โดยงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการทานอาหารเสริมกรดโฟลิกเพียงอย่างเดียวไม่อาจลดความเสี่ยงต่อมะเร็งชนิดนี้ได้
  • โรคหัวใจ งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการทานกรดโฟลิกเพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับวิตามิน B ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือประสบกับอาการจากโรคหัวใจแต่อย่างใด
  • ต้อกระจก (Cataracts) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานกรดโฟลิกร่วมกับวิตามินรวมที่มีวิตามิน B6 และ B12 ไม่ได้ช่วยป้องกันต้อกระจกแต่อย่างใด แต่กลับยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของโอกาสที่ต้องเข้ารับการผ่าต้อออกเสียแทน
  • กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome) การฉีดกรดโฟลิกทุกวันไม่ส่งผลใด ๆ ต่ออาการจากกลุ่มอาการดังกล่าว
  • ท้องร่วง การทานอาหารเสริมโภชนาการที่มีทั้งกรดโฟลิกและวิตามิน B12 ไม่อาจป้องกันอาการท้องร่วงในเด็กที่มีความเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการ (malnutrition) แต่การทานสินค้าอาหารเสริมเหล่านี้อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้อาการท้องร่วงยาวนานมากขึ้น
  • ป้องกันการล้ม การทานกรดโฟลิกร่วมกับวิตามิน B12 ไม่อาจช่วยป้องกันการล้มของผู้สูงอายุที่กำลังทานวิตามิน D ได้
  • การเสียชีวิตของตัวอ่อนและทารกแรกเกิด การทานกรดโฟลิกระหว่างตั้งครรภ์ไม่ได้ลดความเสี่ยงที่ทารกจะตายหลังคลอดหรือก่อนคลอดแต่อย่างใด
  • ได้รับพิษจากยา lometrexol การฉีดกรดโฟลิกทุกวันไม่มีผลใด ๆ กับอาการจากโรคเหนื่อยล้าเรื้อรัง
  • ลดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การทานอาหารเสริมโภชนาการที่มีกรดโฟลิกและวิตามิน B12 ไม่อาจป้องกันภาวะติดเชื้อในปอดของเด็กที่ขาดสารอาหารได้
  • กระดูกพรุน (osteoporosis) สำหรับผู้สูงอายุที่เป็นโรคกระดูกพรุน การทานกรดโฟลิกและวิตามิน B12 และอาจจะทานวิตามิน B6 ร่วมด้วย (pyridoxine) ไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการกระดูกหัก
  • การออกแรงของผู้สูงอายุ การทานกรดโฟลิกร่วมกับวิตามิน B12 ไม่ได้ช่วยให้ผู้สูงอายุเดินดีขึ้นหรือมีมือที่แข็งแรงขึ้นแต่อย่างใด

ภาวะที่กรดโฟลิกมักจะไม่ได้ผล

  • ภาวะติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (colorectal adenoma) การทานอาหารเสริมกรดโฟลิกไม่ได้ช่วยป้องกันการเกิดติ่งเนื้อภายในลำไส้ใหญ่หรือทวารหนักได้
  • โรคทางพันธุกรรม Fragile-X syndrome การทานกรดโฟลิกไม่อาจช่วยให้อาการของ fragile-X-syndrome ดีขึ้น
  • ทารกคลอดก่อนกำหนด การทานกรดโฟลิกไม่ได้ลดความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดของทารก

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าใช้กรดโฟลิกรักษาได้หรือไม่

  • สิว มีหลักฐานเกี่ยวกับการทานอาหารเสริมโภชนาการที่ประกอบด้วยวิตามิน B3 (nicotinamide), azelaic acid, สังกะสี, วิตามิน B6 (pyridoxine), ทองแดง, และกรดโฟลิก (NicAzel, Elorac Inc.) ที่ส่งผลต่อสิวกระอักเสบบนใบหน้าอยู่จำกัดมาก
  • โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease) มีหลักฐานที่กล่าวว่าผู้สูงอายุที่บริโภคกรดโฟลิกมากกว่าปริมาณสารอาหารที่บริโภคได้ในแต่ละวัน (recommended dietary allowance (RDA)) จะมีความเสี่ยงน้อยต่อโรคอัลไซเมอร์อยู่จำกัดมาก
  • ออทิสซึ่ม (Autism) มีหลักฐานไม่มากที่กล่าวว่าการทานกรดโฟลิกระหว่างการตั้งครรภ์อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะออทิสติกในเด็กได้
  • ทาลัสซีเมียแบบบีตา (Beta-thalassemia) Beta-thalassemia คือภาวะผิดปรกติของเลือดที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ทำให้มีฮีโมโกลบินน้อย ซึ่งฮีโมโกลบินคือโปรตีนที่ใช้ขนส่งออกซิเจนในเลือด ผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีอาการปวดกระดูกและกล้ามเนื้อจนทำให้มีเรี่ยวแรงน้อย มีหลักฐานน้อยชิ้นที่กล่าวว่า กรณีเด็กที่ป่วยเป็นทาลัสซีเมียประเภทนี้ควรทานกรดโฟลิกหรือทานร่วมกับ L-carnitine ที่มีองค์ประกอบคล้ายกับกรดอะมิโนจากโปรตีน ซึ่งอาจช่วยลดอาการปวดกระดูกและเพิ่มกำลังกายได้
  • โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) การทานกรดโฟลิกไม่เพิ่มผลจากยาต้านซึมเศร้า lithium ของผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้ว อย่างไรก็ตามการทานโฟเลตร่วมกับยา valproate อาจจะเพิ่มผลจากยาขึ้น
  • มะเร็งปากมดลูก (Cervical cancer) มีหลักฐานบางชิ้นที่กล่าวว่ากรเพิ่มปริมาณการบริโภคกรดโฟลิกและโฟเลตจากแหล่งอาหารและอาหารเสริมร่วมกับ thiamine, riboflavin, และวิตามิน B12 อาจช่วยป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้
  • โรคไตระยะยาว (chronic kidney disease, CKD) การทานกรดโฟลิกอาจช่วยชะลอการสึกกร่อนของไตในผู้ป่วย CKD ได้ แต่หากทานร่วมกับวิตามิน B12 (cyanocobalamin) อาจจะทำให้ไม่ได้รับผลดีข้อนี้ กลับกันอาจทำให้โรคไตที่เป็นอยู่ทรุดลงกว่าเดิมได้
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งทวารหนัก งานวิจัยกล่าวว่าการทานกรดโฟลิกหรือทานโฟเลตในอาหารสามารถลความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งทวารหนักได้ อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีงานวิจัยที่ไม่ได้กล่าวว่าทานรับประทานกรดโฟลิกหรือโฟเลตในอาหารจะให้ผลเช่นนี้ อาจเป็นไปได้ว่ากรดโฟลิกจะมีประโยชน์ในการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่มากว่าป้องกันมะเร็งทวารหนัก หรืออาจจะตอบสนองกับมะเร็งลำไส้ใหญ่บางประเภทเท่านั้น
  • เบาหวาน (Diabetes) การทานอาหารเสริมกรดโฟลิกอาจไม่ส่งผลใด ๆ ต่อผู้ป่วยเบาหวาน
  • โรคลมชัก (Epilepsy) การทานกรดโฟลิกอาจไม่ลดอาการชักของผู้ป่วยโรคนี้ได้
  • มะเร็งหลอดอาหาร (Esophageal cancer) งานวิจัยกล่าวว่าการบริโภคโฟเลตในอาหารจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดอาหารได้
  • ปริมาณ homocysteine ในเลือดสูงจากการใช้ยา fenofibrate การทานกรดโฟลิกวันเว้นวันอาจลดระดับ homocysteine ในเลือดที่สูงจากการใช้ยา fenofibrate ได้
  • มะเร็งกระเพาะอาหาร งานวิจัยกล่าวว่าการทานกรดโฟลิกจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารบางประเภทได้
  • เก๊าท์ (Gout) งานวิจัยกล่าวว่าโฟเลตสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคเก๊าท์ได้
  • มะเร็งศีรษะและลำคอ การทานกรดโฟลิกจากอาหารปริมาณมากเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่ลดลง
  • สูญเสียการได้ยิน ระดับโฟเลตที่น้อยลงในเลือดเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่จะสูญเสียการได้ยินอย่างฉับพลันในผู้ใหญ่ มีหลักฐานบางชิ้นที่กล่าวว่าการทานกรดโฟลิกทุกวันนาน 3 ปีจะชะลอการเสื่อมลงของการได้ยินในผู้สูงวัยที่มีระดับโฟเลตต่ำ แต่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าการทานอาหารเสริมกรดโฟลิกจะมีประโยชน์เช่นนี้กับกลุ่มผู้ที่มีระดับโฟเลตปกติหรือไม่
  • ภาวะมีบุตรยากของผู้ชาย งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการทานกรดโฟลิกร่วมกับ zinc sulfate ทุกวันสามารถเพิ่มจำนวนสเปิร์มของผู้ชายที่มีปัญหาจำนวนสเปิร์มน้อยได้
  • น้ำหนักแรกเกิดต่ำ การทานกรดโฟลิกระหว่างตั้งครรภ์ไม่ได้ช่วยป้องกันการกำเนิดมาด้วยน้ำหนักต่ำได้ แต่อาจเพิ่มน้ำหนักโดยรวมมาตรฐานของเด็กแรกเกิดได้ อย่างไรก็ตามก็มีบางงานวิจัยที่กล่าวว่าการทานกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์อาจจะช่วยลดความเสี่ยงที่เด็กจะเกิดมาตัวเล็กแม้จะคลอดครบกำหนด กระนั้นความเสี่ยงนี้จะไม่ลดลงในกลุ่มแม่ที่เริ่มทานอาหารเสริมหลังจากเด็กติดแล้ว
  • มะเร็งปอด ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างระดับโฟลิกที่ต่ำกับผู้ป่วยมะเร็งปอดส่วนมาก
  • มะเร็งผิวหนังชนิดที่เรียกว่าเมลาโนมา (melanoma) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานกรดโฟลิกอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเมลาโนมาได้
  • ช่วยให้ยาสำหรับอาการเจ็บหน้าอกออกฤทธิ์นานขึ้น มีหลักฐานบางชิ้นที่กล่าวว่าการทานกรดโฟลิกไม่ได้ช่วยให้ยาสำหรับอาการเจ็บหน้าอก (nitrates) ออกฤทธิ์นานขึ้นแต่อย่างใด
  • โรคปากแหว่ง (Cleft lip) งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการทานกรดโฟลิกระหว่างตั้งครรภ์สามารถลดความเสี่ยงที่เด็กจะเป็นโรคปากแหว่งได้ แต่งานวิจัยอื่น ๆ กลับไม่พบประโยชน์ในข้อนี้
  • มะเร็งตับอ่อน (Pancreatic cancer) การรับประทานโฟเลตมากกว่า 280 mcg จากอาหารทุกวันเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อมะเร็งตับอ่อนที่น้อยลง อย่างไรก็ตามงานวิจัยอื่น ๆ กล่าวว่าการบริโภคโฟเลตไม่ได้เกี่ยวโยงกับความเสี่ยงต่อโรคนีแต่อย่างใด
  • ปวดประสาท (ปลายประสาทอักเสบ (peripheral neuropathy) ยังคงมีหลักฐานเกี่ยวกับบทบาทของกรดโฟลิกกับอาการปวดปลายประสาทในผู้ป่วยเบาหวานที่ขัดแย้งกันอยู่ บ้างก็กล่าวว่าการทานกรดโฟลิกพร้อมวิตามิน B6 (pyridoxine) และวิตามิน B12 จะช่วยให้อาการปวดประสาทน้อยลง อย่างไรก็ตามประสาทกลับไม่ได้ทำงานดีขึ้นแต่อย่างไร
  • มะเร็งลำคอ งานวิจัยน้อยชิ้นที่กล่าวว่ากรดโฟลิกและโฟเลตจากอาหารและอาหารเสริมอาจสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งลำคอได้ 
  • ครรภ์เป็นพิษระยะก่อนชัก (Pre-eclampsia) ภาวะครรภ์เป็นพิษระยะก่อนชักเริ่มจากภาวะความดันโลหิตและมีโปรตีนในปัสสาวะสูงระหว่างช่วงตั้งครรภ์ โดยงานวิจัยบางชิ้นได้กล่าวว่าการทานอาหารเสริมกรดโฟลิกระหว่างตั้งครรภ์ไม่อาจละความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษได้
  • ภาวะความดันโลหิตสูงจากการตั้งครรภ์ มีงานวิจัยบางชิ้นที่กล่าวว่าการทานกรดโฟลิกระหว่างตั้งครรภ์ไม่อาจลดความเสี่ยงต่อความดันโลหิตูสงได้
  • ความผิดปรกติที่ทำให้อยากขยับขาข้างหนึ่ง (restless legs syndrome; RLS) การทานกรดโฟลิกอาจช่วยลดอาการของ RLS ได้ โดยนักวิจัยกำลังทำการศึกษาอยู่ว่าภาวะนี้เกิดจากภาวะขาดกรดโฟลิกหรือไม่อยู่
  • จิตเภท (Schizophrenia) การทานกรดโฟลิกร่วมกับวิตามิน B12 อาจลดอาการที่ไม่ดีที่เกี่ยวข้องกับจิตเภทได้ แต่เฉพาะกับผู้ป่วยบางรายทีมีพันธุกรรมพิเศษบางตัวเท่านั้น ซึ่งส่วนมากแล้วกรดโฟลิกมักจะไม่ได้ผล
  • โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle-cell disease) การทานกรดโฟลิกอาจลดระดับ homocysteine ลง อย่างไรก็ตามก็ยังไม่แน่ชัดว่าประโยชน์นี้จะส่งผลดีต่อผู้ป่วยเม็ดเลือดแดงรูปเคียวหรือไม่
  • ภาวะติดแอลกอฮอล์ (Alcoholism)
  • โรคตับ
  • ภาวะสุขภาพอื่น

จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านประสิทธิผลของกรดโฟลิกเพิ่มเติม

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของกรดโฟลิก

กรดโฟลิกถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ส่วนมากเพื่อบริโภคหรือฉีดเข้าร่างกาย ผู้ใหญ่ส่วนมากจะไม่ประสบกับผลข้างเคียงใด ๆ เมื่อบริโภคในปริมาณที่ต่ำกว่า 1000 mcg ต่อวัน

หากรับประทานกรดโฟลิกในปริมาณที่มากกว่าที่กล่าวไปและใช้ในระยะยาวจะนับว่าอาจจะไม่ปลอดภัย โดยกรดโฟลิกปริมาณสูงอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง, ท้องร่วง, ผื่นขึ้น, ปัญหาการนอนหลับ, ฉุนเฉียว, สับสน, คลื่นไส้, พฤติกรรมเปลี่ยน, เกิดปฏิกิริยาบนผิวหนัง, ชัก, เกิดลมในร่างกาย, รู้สึกตื่นเต้น, และอื่น ๆ

มีข้อกังวลว่าการบริโภคกรดโฟลิกมากเกินไปเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงขึ้น โดยบางงานวิจัยได้กล่าวว่าการทานมากไปหรือที่ปริมาณ 800-1200 mcg อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายในกลุ่มผู้ที่มีปัญหาหัวใจ และยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่าง ๆ อย่างมะเร็งปอดหรือมะเร็งต่อมลูกหมากได้

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ:

สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร: กรดโฟลิกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยเมื่อรับประทานอย่างเหมาะสมระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมบุตร การทานกรดโฟลิกทุกวันที่ 300-400 mcg จะมีขึ้นเพื่อป้องกันการพิการแต่กำเนิดของทารก

กระบวนการที่ใช้ขยายหลอดเลือดแดง: การใช้กรดโฟลิก, วิตามิน B6, และวิตามิน B12 ทางเส้นเลือด (intravenously (by IV)) หรือด้วยวิธีรับประทานอาจทำให้หลอดเลือดที่ตีบมีอาการแย่ลงได้ โดยผู้ที่ผ่านการรักษานี้มาไม่ควรใช้กรดโฟลิก

มะเร็ง: เคยมีงานวิจัยกล่าวว่าการทานกรดโฟลิก 800-1000 mcg ทุกวันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งขึ้น ดังนั้นจนกว่าจะได้ข้อสรุป ผู้ที่มีประวัติป่วยเป็นมะเร็งควรเลี่ยงใช้กรดโฟลิกในปริมาณสูง

โรคหัวใจ: งานวิจัยกล่าวว่าการทานกรดโฟลิกร่วมกับวิตามิน B6 อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจในผู้ที่มีประวัติได้

โรคโลหิตจางที่เกิดจากภาวะขาดวิตามิน B12 : การทานกรดโฟลิกอาจกระตุ้นให้เกิดโรคโลหิตจางกับกลุ่มผู้ที่ขาดวิตามิน B12 และไม่เข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม

ภาวะที่ทำให้ชักผิดปรกติ: การทานอาหารเสริมกรดโฟลิกอาจทำให้อาการชักกระตุกทรุดลงในกลุ่มผู้ที่มีความผิดปรกติ โดยเฉพาะเมื่อใช้ในปริมาณที่สูงไป

การใช้กรดโฟลิกร่วมกับยาชนิดอื่น

ใช้กรดโฟลิกร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • Fosphenytoin (Cerebyx) กับกรดโฟลิก

Fosphenytoin (Cerebyx) ถูกใช้เพื่อควบคุมอาการชัก โดยร่างกายสามารถทำลายและกำจัด Fosphenytoin (Cerebyx) ได้ ส่วนกรดโฟลิกจะยิ่งทำให้กระบวนการกำจัดยาชนิดนี้เกิดขึ้นเร็วเกินไปจนลดประสิทธิภาพของ Fosphenytoin (Cerebyx) ลง

  • Methotrexate (MTX, Rheumatrex) กับกรดโฟลิก

Methotrexate (MTX, Rheumatrex) ออกฤทธิ์ด้วยการลดผลกระทบของกรดโฟลิกในเซลล์ร่างกาย การทานเม็ดยากรดโฟลิกร่วมกับ Methotrexate อาจลดประสิทธิภาพของ Methotrexate (MTX, Rheumatrex) ลง

  • Phenytoin (Dilantin) กับกรดโฟลิก

ร่างกายสามารถทำลายและกำจัด phenytoin (Dilantin) ได้ โดยกรดโฟลิกอาจละกระบวนการดูดซับ  phenytoin (Dilantin)  ของร่างกายลงจนทำให้ยามีประสิทธิภาพน้อยลงและอาจกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้

  • Primidone (Mysoline) กับกรดโฟลิก

Primidone (Mysoline) ถูกใช้รักษาอาการชัก และกรดโฟลิกสามารถทำให้ผู้ใช้บางรายเกิดอาการชักได้ ดังนั้นการใช้ยา Primidone (Mysoline) ร่วมกับกรดโฟลิกอาจลดประสิทธิภาพของ Primidone (Mysoline) ในการป้องกันการชักลง

  • Pyrimethamine (Daraprim) กับกรดโฟลิก

Pyrimethamine (Daraprim) ถูกใช้รักษาภาวะติดเชื้อปรสิตต่าง ๆ ซึ่งกรดโฟลิกสามารถลดประสิทธิภาพในการกำจัดปรสิตของยานี้ลงได้

ปริมาณยาที่ใช้

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้ถูกศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ผู้ใหญ่

รับประทาน:

  • สำหรับภาวะขาดโฟลิก: ปริมาณทั่วไปคือ 250 mcg (ไมโครกรัม) ถึง 1 mg (มิลลิกรัม) ต่อวัน
  • สำหรับป้องกันภาวะหลอดประสาทไม่ปิด: กลุ่มผู้หญิงที่สามารถตั้งครรภ์ได้ควรทานกรดโฟลิกที่ 400 mcg ต่อวันจากอาหารเสริมหรืออาหารอุดมโฟลิก สำหรับผู้หญิงมีครรภ์ควรทานกรดโฟลิกที่ 600 mcg ต่อวันทั้งจาออาหารเสริมหรืออาหารอุดสมกรดโฟลิก ผู้หญิงที่มีประวัติเคยประสบกับภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ทารกที่ป่วยเป็นโรคหลอดประสาทไม่ปิดควรเริ่มทานกรดโฟลิกที่ 4 mg ต่อวันตั้งแต่หนึ่งเดือนแรกก่อนและหลังคลอด 3 เดือน
  • สำหรับลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่: 400 mcg ต่อวัน
  • สำหรับภาวะ homocysteine ในเลือดสูง:
    • 200 mcg ถึง 15 mg ต่อวัน โดยการทานที่ 800 mcg ถึง 1 mg มักจะให้ผลที่ดีที่สุด
    • ผู้ที่เป็นโรคไตระยะสุดท้ายที่มีระดับ homocysteine สูงอาจทำการรักษาได้ยาก และต้องมีการใช้กรดโฟลิกที่ 800 mcg ถึง 40 mg ต่อวัน โดยแผนการบริโภคอื่น ๆ อย่าง 2.5-5 mg สามครั้งต่อสัปดาห์ก็เคยมีการนำมาใช้ การใช้ในปริมาณที่สูงกว่า 15 g ต่อวันนั้นมักจะไม่มีประสิทธิภาพกว่าการใช้ยาในปริมาณน้อย
  • สำหรับเพิ่มการตอบสนองต่อยารักษาซึมเศร้า: 200-500 mcg ต่อวัน
  • สำหรับโรคด่างขาว: 5 mg สองครั้งต่อวัน
  • สำหรับลดความเป็นพิษที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดด้วยยา methotrexate รักษาโรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ (RA) หรือโรคสะเก็ดเงิน: 1 mg ต่อวันก็เพียงพอ แต่ก็สามารถทานในปริมาณ 5 mg ต่อวันก็ได้
  • สำหรับป้องกันโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม: กรดโฟลิก 2.5 mg, วิตามิน B12 (cyanocobalamin) 1 mg, และวิตามิน B6 (pyridoxine) 50 mg ต่อวัน

ทาบนผิวหนัง:

  • สำหรับปัญหาเหงือกระหว่างตั้งครรภ์: ใช้น้ำยาบ้วนปากที่ประกอบด้วยกรดโฟลิก 1 นาทีสองครั้งต่อวัน

 ฉีดเข้าร่างกาย:

  • สำหรับลดระดับ homocysteine ในผู้ที่เป็นโรคไตระยะสุดท้าย: 10 mg หลังการฟอกไตเป็นเวลาสามครั้งต่อสัปดาห์

เด็ก

รับประทาน:

  • สำหรับปัญหาเหงือกจากการใช้ยา phenytoin (อายุ 6-15 ปี): กรดโฟลิก 500 mcg ทุกวัน

ปริมาณสารอาหารที่เพียงพอ (adequate intakes (AI)) สำหรับทารกอายุ 0-6 เดือนคือ 65 mcg และสำหรับอายุ 7-12 เดือนคือ 80 mcg ปริมาณสารอาหารที่แนะนำในแต่ละวัน (recommended dietary allowances (RDAs)) สำหรับโฟเลตทั้งจากอาหารและกรดโฟเลตจากอาหารเติมกรดโฟเลตสำหรับเด็กอายุ 1-3 ปีคือ 150 mcg, อายุ 4-8 ปีคือ 200 mcg, ผู้ใหญ่อายุมากกว่า 13 ปีคือ 400 mcg, ผู้หญิงมีครรภ์ 600 mcg, และผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตรคือ 500 mcg ปริมาณสารอาหารสูงสุดที่ได้รับในแต่ละวัน (The tolerable upper intake levels (UL)) ของโฟเลตคือ 300 mcg สำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี, สำหรับเด็กอายุ 4-8 ปีคือ 400 mcg, สำหรับเด็กอายุ 9-13 ปีคือ 600 mcg, สำหรับวัยรุ่นอายุ 14-18 ปีคือ 800 mcg, และสำหรับทุกคนที่อายุมากกว่า 18 ปีคือ 1 mg

อ้างอิง:

‘Folic Acid’ (https://www.webmd.com/vitamins...)

‘Folic Acid and Pregnancy’ (https://www.webmd.com/baby/fol...)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์