Nortriptyline

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 20, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 977,817 คน

สรรพคุณของยา Nortriptyline

ยา Nortriptyline ใช้สำหรับรักษาโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า (depression) ยาอาจช่วยให้อารมณ์และความรู้สึกดีขึ้น ช่วยผ่อนคลายความกังวลและความเครียด และช่วยเพิ่มระดับพลังงานของร่างกาย ยา Nortriptyline เป็นยาต้านเศร้าในกลุ่ม Tricyclic antidepressants ยาจะออกฤทธิ์ปรับสมดุลของสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ในสมอง 

วิธีใช้ยา Nortriptyline

อ่านคำแนะนำในการใช้ยาที่ได้รับจากเภสัชกรก่อนใช้ยานี้ และในทุกครั้งที่มารับยาซ้ำ หากมีคำถามใดๆ ให้สอบถามจากแพทย์หรือเภสัชกร

โดยทั่วไปยานี้รับประทานวันละ 1-4 ครั้ง หรือรับประทานตามแพทย์สั่ง ถ้าคุณใช้ยา Nortriptyline ในรูปแบบยาน้ำ ให้ตวงยาโดยใช้ช้อนตวงยาหรืออุปกรณ์ตวงยาโดยเฉพาะ อย่าใช้ช้อนรับประทานอาหารตวงยา เพราะอาจได้รับขนาดยาไม่ถูกต้อง 

ขนาดยาที่คุณได้รับจะขึ้นกับสภาวะโรคและการตอบสนองต่อการรักษา เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียง เช่น ปากแห้ง เวียนศีรษะ แพทย์อาจให้คุณเริ่มยาจากขนาดต่ำก่อน แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มขนาดยาขึ้น โปรดปฏิบัติตามวิธีใช้ยาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ให้รับประทานยานี้เป็นประจำจึงจะได้ประโยชน์จากยาเต็มที่ เพื่อไม่ให้ลืมรับประทานยา แนะนำให้รับประทานยาในเวลาเดียวกันของทุกวัน ห้ามปรับเพิ่มขนาดยา หรือใช้ยาบ่อยครั้งกว่าที่แพทย์สั่ง หรือใช้ยานานกว่าที่แพทย์สั่ง เพราะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นเร็วกว่าเดิม แต่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงจากยา 

คุณต้องรับประทานยานี้อย่างต่อเนื่องแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม อย่าหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เพราะอาการบางอย่างอาจแย่ลงเมื่อหยุดยากะทันหัน และอาจมีอาการดังนี้ อารมณ์แปรปรวน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และการนอนหลับเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการดังกล่าวระหว่างหยุดยา แพทย์อาจค่อยๆ ปรับลดขนาดยาลง ก่อนพิจารณาหยุดยาให้กับคุณ ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันทีถ้ามีอาการใดๆ เกิดขึ้น หรืออาการที่เป็นอยู่แย่ลง 

เมื่อรับประทานยานี้แล้ว ยาจะยังไม่ออกฤทธิ์ในทันที ซึ่งจะเริ่มสังเกตเห็นประโยชน์จากการใช้ยาเมื่อใช้ยาไปแล้วเป็นสัปดาห์ และอาจใช้เวลานานถึง 4 สัปดาห์จึงจะได้ประโยชน์จากยาเต็มที่

ให้แจ้งแพทย์ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการแย่ลง เช่น รู้สึกซึมเศร้ามากกว่าเดิม หรือมีความคิดฆ่าตัวตาย 

ผลข้างเคียงของยา Nortriptyline

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดจากการใช้ยา Nortriptyline ได้แก่ ง่วงนอน เวียนศีรษะ ปากแห้ง ตาพร่ามัว ท้องผูก น้ำหนักเพิ่ม หรือปัสสาวะลำบาก ถ้าอาการเหล่านี้ไม่ดีขึ้น หรือมีอาการแย่ลง ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที

เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเวียนศีรษะ และหน้ามืดเป็นลม ให้ค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ เหมือนเปลี่ยนจากท่านั่ง หรือท่านอน 

เพื่อบรรเทาอาการปากแห้ง ให้อมลูกอม (ชนิดหวานน้อย) หรือน้ำแข็งก้อนเล็กๆ หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง (ชนิดหวานน้อย) ดื่มน้ำ หรือใช้น้ำลายเทียม (Saliva substitute)

เพื่อป้องกันอาการท้องผูก ให้รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน และออกกำลังกาย หากคุณมีอาการท้องผูกขณะใช้ยานี้ ให้ปรึกษาเภสัชกรสำหรับคำแนะนำในการใช้ยาระบาย 

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์สั่งยานี้ให้กับคุณ เพราะว่าแพทย์ได้ประเมินแล้วว่าคุณจะได้รับประโยชน์จากยานี้มากกว่าความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียง ผู้ป่วยหลายรายที่ใช้ยานี้ไม่เกิดอาการข้างเคียงร้ายแรงจากยา 

แจ้งแพทย์ทันทีหากคุณมีอาการข้างเคียงที่พบได้น้อยแต่ร้ายแรง ได้แก่ แสบร้อนยอดอกเรื้อรัง ตัวสั่น ใบหน้าเหมือนใส่หน้ากาก (หน้าไม่ยิ้ม) กล้ามเนื้อเกร็ง ปวดท้องรุนแรง ความสามารถทางเพศสัมพันธ์ลดลง อารมณ์ทางเพศลดลง เต้านมโต เจ็บที่เต้านม

ยา Nortriptyline อาจเพิ่มปริมาณสารสื่อประสาท Serotonin ซึ่งอาจก่อให้เกิดกลุ่มอาการที่ร้ายแรงได้ (พบได้น้อย) ซึ่งก็คือกลุ่มอาการซีโรโตนิน หรือ ซีโรโตนินเป็นพิษ (Serotonin syndrome/toxicity) โดยความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้จะเพิ่มขึ้นถ้าคุณใช้ยาอื่นที่เพิ่มปริมาณสาร Serotonin ในร่างกายร่วมด้วย ดังนั้นคุณต้องแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับรายการยาทุกรายการที่กำลังใช้อยู่ และไปพบแพทย์ทันที ถ้ามีอาการใดๆ ดังนี้: หัวใจเต้นเร็ว ประสาทหลอน สูญเสียการประสานงานกันของร่างกาย เวียนศีรษะอย่างรุนแรง คลื่นไส้/อาเจียน/ท้องเสียอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อกระตุก มีไข้อย่างไม่ทราบสาเหตุ กระสับกระส่าย กระวนกระวายผิดปกติ

ให้รีบไปพบแพทย์ทันที หากคุณมีอาการข้างเคียงที่ร้ายแรงมาก ได้แก่ เวียนศีรษะรุนแรง หน้ามืด เป็นลม อาการชัก ปวดตา ตาบวม ตาแดง รูม่านตาขยาย การมองเห็นผิดปกติไป (เช่น มองเห็นรุ้งรอบๆ แสงไฟตอนกลางคืน) 

ปฏิกิริยาการแพ้ยานี้ เป็นเรื่องที่พบได้น้อย อย่างไรก็ตามถ้าเกิดอาการใดๆ ของการแพ้ยาให้รีบไปพบแพทย์ทันที ได้แก่ ผื่น คัน/บวม (โดยเฉพาะที่หน้า ลิ้น คอ) เวียนศีรษะรุนแรง หายใจลำบาก

อาการข้างเคียงที่กล่าวไว้ข้างต้นไม่ใช่อาการข้างเคียงทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นถ้าคุณมีอาการผิดปกติใดๆ ที่ไม่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร 

ข้อควรระวังในการใช้ยา Nortriptyline

ถ้าคุณแพ้ยา Nortriptyline หรือยาอื่นๆ ในกลุ่ม Tricyclic antidepressants เช่น Amitriptyline หรือแพ้สิ่งอื่นๆ ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบก่อนได้รับยานี้ ผลิตภัณฑ์ยานี้อาจประกอบด้วยสารไม่ออกฤทธิ์อื่นซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการแพ้หรือปัญหาอื่นได้ ให้ปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนการใช้ยา Nortriptyline ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะถ้าคุณ

  • มีปัญหาในการหายใจ
  • เป็นโรคตับ
  • เพิ่งมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด
  • มีปัญหาในการปัสสาวะ เช่น ต่อมลูกหมากโต 
  • มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (Hyperthyroidism)
  • ตนเองหรือคนในครอบครัวเป็นต้อหินชนิดมุมปิด (Angle-closure type glaucoma)
  • ตนเองหรือคนในครอบครัวมีประวัติมีความผิดปกติทางจิตใจ อารมณ์ เช่น โรคไบโพลาร์ (Bipolar disorder, โรคจิตเภท
  • มีประวัติคนในครอบครัวฆ่าตัวตาย
  • มีอาการชัก
  • มีสภาวะที่อาจทำให้มีอาการชักง่ายขึ้น เช่น โรคทางสมองอื่นๆ, การถอนแอลกอฮอล์

ยา Nortriptyline อาจเป็นสาเหตุของหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจช่วง QT ยาว (QT prolongation) หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด QT prolongation เป็นสภาวะที่พบได้น้อยแต่ร้ายแรง (อาจทำให้เสียชีวิตได้) ผู้ป่วยจะมีอาการหัวใจเต้นเร็ว หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ และมีอาการอื่นๆ เช่น เวียนศีรษะรุนแรง หน้ามืด ซึ่งต้องรีบทำการรักษาทันที 

ความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิด QT prolongation อาจเพิ่มขึ้นในผู้ที่มีโรคบางโรค หรือกำลังใช้ยาบางชนิดที่อาจเป็นสาเหตุของ QT prolongation อยู่แล้ว ดังนั้นก่อนใช้ยา Nortriptyline คุณต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาทุกชนิดที่กำลังใช้อยู่ รวมถึงหากเป็นโรคดังต่อไปนี้ โรคหัวใจบางชนิด (หัวใจวาย, หัวใจเต้นช้า, พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจช่วง QT ยาวจากการตรวจ EKG), มีคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจบางชนิด (พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจช่วง QT ยาวจากการตรวจ EKG, คนในครอบครัวเสียชีวิตจากหัวใจวาย)

การที่ร่างกายมีระดับโพแทสเซียม (Potassium) หรือ แมกนีเซียม (Magnesium) ในเลือดต่ำ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด             QT prolongation โดยความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นถ้าคุณใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาขับปัสสาวะ) หรือมีอาการเหงื่อออกรุนแรง ท้องเสียรุนแรง หรืออาเจียนรุนแรง ดังนั้นให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีในการใช้ยา Nortriptyline อย่างปลอดภัย

ยา Nortriptyline อาจทำให้มีอาการเวียนศีรษะ หรือง่วงนอน หรือตาพร่ามัวได้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้คุณมีอาการวิงเวียนศีรษะหรือง่วงนอนได้มากขึ้น ห้ามขับรถ ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือทำกิจกรรมใดๆ ที่ต้องอาศัยการตื่นตัวหรือการมองเห็นที่ชัดเจน จนกว่าคุณจะทำกิจกรรมดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ 

ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ให้แจ้งแพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับรายการยา อาหารเสริม และสมุนไพรทุกชนิดที่กำลังใช้อยู่

ยา Nortriptyline อาจทำให้คุณมีความไวต่อแสงแดดมากขึ้น จึงแนะนำให้จำกัดระยะเวลาที่ต้องสัมผัสแสงแดด หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับหลอดไฟอุลตราไวโอเลต (sunlamps) และให้ทาครีมกันแดดและสวมเสื้อผ้ามิดชิดขณะอยู่ในที่แจ้ง แจ้งแพทย์ทันทีหากคุณมีอาการผิวไหม้จากแดด หรือผิวหนังแดง/ผิวหนังมีตุ่มพอง

ยา Nortriptyline ชนิดน้ำอาจมีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ จึงต้องระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคตับ หรือผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่จำเป็นต้องจำกัดหรือหลีกเลี่ยงการรับประทานแอลกอฮอล์ โดยให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยานี้อย่างปลอดภัย

ถ้าคุณเป็นผู้ป่วยเบาหวาน ยานี้อาจทำให้คุณควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยากขึ้น จึงให้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองเป็นประจำ และนำผลการตรวจไปให้แพทย์ดูด้วย ซึ่งแพทย์อาจจำเป็นต้องปรับยารักษาโรคเบาหวาน ปรับโปรแกรมการออกกำลังกาย หรือปรับคำแนะนำในการรับประทานอาหารให้กับคุณ

ผู้สูงอายุอาจมีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงจากยาได้มากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะอาการปากแห้ง เวียนศีรษะ สับสน ปัสสาวะลำบาก และหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด QT prolongation 

ระหว่างการตั้งครรภ์ ยานี้ควรใช้เฉพาะในกรณีที่ประเมินแล้วว่ามีความจำเป็นจริงๆ แต่เนื่องจากโรคเกี่ยวกับอารมณ์ สภาพจิตใจผิดปกติ ที่ไม่ได้รับการรักษา เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล โรคตื่นตระหนก อาจเป็นอาการที่ร้ายแรงได้ ดังนั้นห้ามหยุดยาเองโดยแพทย์ไม่ได้สั่ง ถ้าคุณกำลังวางแผนตั้งครรภ์ กำลังตั้งครรภ์ หรือคิดว่าตนเองอาจจะตั้งครรภ์ ให้รีบปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้รับจากยานี้ขณะตั้งครรภ์ทันที

ยา Nortriptyline ผ่านไปยังน้ำนมได้ และอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ในทารกที่ดูดนม จึงให้ปรึกษาแพทย์ก่อนการให้นมบุตร 

คำเตือนในการใช้ยา Nortriptyline

ยาต้านเศร้า (Antidepressant medications) เป็นยาที่ใช้รักษาโรคได้หลายโรค ได้แก่ โรคซึมเศร้า และโรคเกี่ยวกับความผิดปกติทางจิตใจ/ความผิดปกติทางอารมณ์ (Mental/Mood disorders) โดยยาเหล่านี้จะช่วยป้องกันไม่ให้มีความคิดฆ่าตัวตาย/พยายามฆ่าตัวตาย และยังมีประโยชน์ที่สำคัญอื่นๆ กับตัวผู้ป่วยที่ใช้ยา อย่างไรก็ตามมีข้อมูลพบผู้ป่วยจำนวนน้อย (โดยเฉพาะผู้ที่อายุน้อยกว่า 25 ปี) ซึ่งใช้ยาต้านเศร้าสำหรับโรคใดๆ ก็ตาม อาจมีอาการซึมเศร้าแย่ลง มีอาการทางสภาวะจิตใจ/อารมณ์ หรือมีความคิดฆ่าตัวตาย หรือพยายามฆ่าตัวตาย ดังนั้นสิ่งสำคัญมากๆ คือต้องปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้รับจากยาต้านเศร้า (โดยเฉพาะในผู้ที่อายุน้อยกว่า 25 ปี) แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ยานี้สำหรับโรคทางจิตใจ หรืออารมณ์ก็ตาม

แจ้งแพทย์ทันที หากคุณมีอาการซึมเศร้าแย่ลง หรือมีอาการทางจิตที่แย่ลง มีพฤติกรรมผิดปกติไป (รวมถึงความคิดฆ่าตัวตาย หรือพยายามฆ่าตัวตาย) หรือมีความเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจ อารมณ์ (มีอาการวิตกกังวล หรือวิตกกังวลมากกว่าเดิม ตื่นตระหนก มีปัญหาในการนอนหลับ หงุดหงิด ฉุนเฉียว รู้สึกเกลียด รู้สึกโกรธ มีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น กระวนกระวายใจอย่างรุนแรง พูดเร็วมาก โดยให้สังเกตอาการเหล่านี้เป็นพิเศษในช่วงเริ่มใช้ยาต้านเศร้า หรือเมื่อมีการปรับขนาดยา

ใครบ้างที่ไม่ควรใช้ยา Nortriptyline

สภาวะต่อไปนี้ถือเป็นข้อห้ามในการใช้ยา Nortriptyline ดังนั้นต้องแจ้งแพทย์ทราบหากคุณมีสภาวะดังต่อไปนี้

  • มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (Overactive thyroid gland)
  • เป็นโรคจิตเภท 
  • เป็นโรคไบโพลาร์ (Bipolar disorder)
  • มีความคิดฆ่าตัวตาย 
  • เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง (Alcoholism)
  • เป็นกลุ่มอาการซีโรโตนิน (serotonin syndrome)-การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา
  • เป็นผู้ที่มีโอกาสเกิดอาการชักได้ง่าย (Lower Seizure Threshold)
  • เป็นต้อหินมุมปิด หรือมีความเสี่ยงต่อการเป็นต้อหินมุมปิด
  • มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายในช่วง 30 วันที่ผ่านมา
  • หัวใจเต้นเร็วชนิด Sinus Tachycardia
  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจพบคลื่นช่วง QT ยาว (prolonged QT interval on EKG)
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • คลื่นไฟฟ้าหัวใจช่วง QT ผิดปกติตั้งแต่กำเนิด
  • เป็นโรคหลอดเลือดสมอง
  • เป็นโรคตับอย่างรุนแรง
  • ไตวาย
  • ต่อมลูกหมากโต
  • มีอาการชัก
  • มีปัญหาในการปัสสาวะออกจากร่างกาย
  • เป็นผู้ที่มีการทำงานของเอนไซม์ CYP2D6 น้อยกว่าปกติ (CYP2D6 poor metabolizer)
  • แพ้ยา Nortriptyline
  • แพ้ยาที่มีโครงสร้างเป็น Tricyclic Compounds

การใช้ยา Nortriptyline ร่วมกับยาอื่น 

การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interactions) อาจเปลี่ยนแปลงการออกฤทธิ์ของยาหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงร้ายแรง ข้อมูลที่ระบุนี้ไม่ได้ครอบคลุมการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมด ดังนั้นคุณต้องแจ้งแพทย์และเภสัชกรทราบทุกครั้งว่าคุณกำลังรับประทานยา อาหารเสริม สมุนไพร ใดอยู่ในขณะนี้ อย่าเริ่มยา หยุดยา หรือเปลี่ยนแปลงขนาดยาต่างๆ เอง โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์

รายการยาที่อาจเกิดปฏิกิริยากับยา Nortriptyline ได้แก่:

  • Arbutamine
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Warfarin
  • Disulfiram
  • ไทรอยด์ฮอร์โมน
  • ยาในกลุ่ม Anticholinergic drugs เช่น BenztropineBelladonna Alkaloids
  • ยาสำหรับรักษาโรคความดันโลหิตสูงบางรายการ ได้แก่ ยาที่ออกฤทธิ์ที่สมอง เช่น Clonidine, Guanabenz

การใช้ยาในกลุ่ม MAO Inhibitors ร่วมกับยา Nortriptyline อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่ร้ายแรงได้ (อาจทำให้เสียชีวิตได้) จึงต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยาในกลุ่ม MAO Inhibitors (Isocarboxazid, Linezolid, Methylene Blue, Moclobemide, Phenelzine, Procarbazine, Rasagiline, Safinamide, Selegiline, Tranylcypromine) ระหว่างใช้ยา Nortriptyline โดยยาในกลุ่ม MAO Inhibitors ส่วนใหญ่ ควรเว้นระยะห่างไม่ใช้ร่วมกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนและหลังใช้ยา Nortriptyline โดยให้ปรึกษาแพทย์ว่าเมื่อใดควรเริ่มยาหรือหยุดยา Nortriptyline

ความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการซีโรโตนิน หรือ ซีโรโตนินเป็นพิษ (Serotonin syndrome/toxicity) จะเพิ่มขึ้นถ้าคุณใช้ยาอื่นที่เพิ่มปริมาณสารสื่อประสาท Serotonin ในร่างกาย ตัวอย่างเช่น สมุนไพร St. John's wort, ยาต้านเศร้าบางชนิด (ยาในกลุ่ม SSRIs เช่น Fluoxetine/Paroxetine, ยาในกลุ่ม SNRIs เช่น Duloxetine/Venlafaxine) โดยความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการซีโรโตนิน หรือ ซีโรโตนินเป็นพิษอาจเพิ่มมากขึ้นเมื่อเริ่มใช้ยาหรือเมื่อปรับเพิ่มขนาดยา

ยาอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการกำจัดยา Nortriptylineออกจากร่างกาย จะส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา Nortriptyline ด้วย  ซึ่งได้แก่ยา  Cimetidine, Terbinafine, ยารักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น Quinidine/Propafenone/Flecainide ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างรายการยาเท่านั้น 

ยาหลายๆ ชนิดนอกจากยา Nortriptyline อาจส่งผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ (ทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจช่วง QT ยาวขึ้น) ได้แก่ยา Amiodarone, Cisapride, Dofetilide, Pimozide, Procainamide, Quinidine, Sotalol, ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Macrolide (เช่น Erythromycin) ดังนั้นก่อนการใช้ยา Nortriptylineคุณต้องแจ้งรายการยาทุกชนิดที่กำลังใช้อยู่ให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ

แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณกำลังใช้ยา/ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ง่วงนอน เช่น แอลกอฮอล์, ยาต้านฮีสตามีน (เช่น Cetirizine, Diphenhydramine), ยานอนหลับ หรือยารักษาอาการวิตกกังวล (เช่น Alprazolam, Diazepam, Zolpidem), ยาคลายกล้ามเนื้อ, และยาแก้ปวดที่อาจทำให้เสพติดได้ (เช่น Codeine) 

อ่านฉลากยาทุกชนิดที่กำลังใช้อยู่ (เช่น ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ แก้หวัด) เพราะยาเหล่านี้อาจมีส่วนประกอบของยาแก้คัดจมูก หรือส่วนประกอบอื่นที่ทำให้ง่วงนอนได้ ให้ปรึกษาเภสัชกรเกี่ยวกับวิธีในการใช้ยาเหล่านี้อย่างปลอดภัย 

ยา Nortriptyline คล้ายกับยา Amitriptyline มาก ดังนั้นห้ามใช้ยาที่มีส่วนประกอบของ Amitriptyline ระหว่างใช้ยา Nortriptyline

การได้รับยา Nortriptyline เกินขนาด 

หากมีใครก็ตามที่ได้รับยา Nortriptyline เกินขนาด จนทำให้เกิดอาการที่ร้ายแรง เช่น หมดสติ หรือหายใจลำบาก ให้รีบเรียกรถพยาบาลทันที โทร 1669 

อาการของการได้รับยาเกินขนาดอาจได้แก่ ง่วงนอนอย่างรุนแรง ประสาทหลอน หัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ หน้ามืดเป็นลม หายใจช้า หายใจตื้น มีอาการชัก 

หมายเหตุ

ห้ามแบ่งยานี้ให้ผู้อื่นใช้

อาจต้องมีการตรวจติดตามอาการและผลข้างเคียงระหว่างใช้ยานี้เป็นระยะ ได้แก่ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และ/หรือ การตรวจทางการแพทย์ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ EKG การตรวจการทำงานของตับ การตรวจระดับยา Nortriptyline ในเลือด ดังนั้นคุณต้องไปพบแพทย์ตามนัด และปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

หากลืมรับประทานยา Nortriptyline

ถ้าคุณลืมรับประทานยานี้ ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ หากนึกได้เมื่อใกล้กับเวลาของมื้อถัดไป ให้ข้ามมื้อที่ลืมไป และรับประทานมื้อถัดไปตามปกติ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

การเก็บรักษายา Nortriptyline

เก็บรักษายาที่อุณหภูมิห้อง ห่างจากแสงแดดและความชื้น ไม่เก็บยาในห้องน้ำ เก็บยาทุกชนิดให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่เทยานี้ทิ้งในห้องน้ำหรือในท่อระบายน้ำ ให้ทิ้งผลิตภัณฑ์ยานี้อย่างเหมาะสมเมื่อยาหมดอายุหรือเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้ยานี้อีก

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์