ขิง (Ginger)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มี.ค. 19, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 920,033 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 06/03/2562

ข้อมูลภาพรวมของขิง

ขิง (Ginger) คือพืชที่มีหน่อใบกับดอกไม้สีเหลืองเขียว โดยมีการนำรากของขิงมาทำเครื่องเทศ ขิงเป็นพืชที่โตในตามภูมิภาคเอเชียที่มีอากาศอบอุ่นอย่างประเทศจีน, ญี่ปุ่น, และอินเดีย แต่ ณ ปัจจุบันขิงสามารถโตได้ที่อเมริกาใต้และแอฟริกาได้แล้ว ผู้คนในประเทศแถบตะวันออกกลางนิยมนำขิงไปทำยาและประกอบอาหารกัน

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย เคอร์รี่ ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

ขิงถูกใช้รักษาปัญหากระเพาะต่าง ๆ อย่างเช่นเมายาพาหนะ (motion sickness), แพ้ท้อง (morning sickness), โคลิก (colic), ปวดท้อง, มีลมในกระเพาะ, ท้องร่วง, กลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (irritable bowel syndrome (IBS)), คลื่นไส้จากการรักษามะเร็ง, และคลื่นไส้จากการรักษา HIV/AIDS, อาการคลื่นไส้หลังการผ่าตัด เช่นเดียวกับบรรเทาความไม่อยากอาหาร

ประโยชน์อีกประการของขิงคือบรรเทาอาการปวดจากโรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis (RA)), ข้อเสื่อม (osteoarthritis), ปวดประจำเดือน, และภาวะอื่น ๆ อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่นหนาพอจะยืนยันสรรพคุณเหล่านี้ของขิง

บางคนใช้ขิงบดเป็นน้ำและนำไปปะบนผิวหนังเพื่อรักษาเผาไหม้ น้ำมันจากขิงก็มักนำไปใช้ทาบนผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการปวด สารสกัดจากขิงเองก็สามารถนำไปทาป้องกันแมลงกัดได้ด้วย

ขิงมักถูกนำไปเป็นตัวแต่งกลิ่นสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม

ในอุตสาหกรรม ขิงถูกใช้นำไปเป็นกลิ่นสำหรับสบู่และเครื่องสำอาง และสารเคมีชนิดหนึ่งในขิงก็มีประโยชน์ในการนำไปเป็นส่วนหนึ่งของยาระบาย, ยาขับลม, และยาลดกรด

ขิงออกฤทธิ์อย่างไร?

ขิงประกอบด้วยสารเคมีที่ช่วยลดอาการอักเสบและคลื่นไส้ โดยนักวิจัยเชื่อว่าสารเคมีนี้จะทำงานได้ดีในกระเพาะและลำไส้ แต่ก็ยังอาจออกฤทธิ์ในสมองและระบบประสาทเพื่อควบคุมอาการคลื่นไส้ได้ด้วย

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย เคอร์รี่ ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

การใช้และประสิทธิภาพของขิง

ภาวะที่อาจใช้ขิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • คลื่นไส้และอาเจียนจากการรักษา HIV/AIDS งานวิจัยพบว่าการทานขิงทุกวันก่อนการใช้ยาต้านรีโทรไวรัส (antiretroviral) 30 นาทีนาน 14 วันจะลดความเสี่ยงต่ออาการคลื่นไสและอาเจียนของผู้ป่วย HIV ได้
  • ปวดประจำเดือน งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานผงขิง 500-2000 mg ในช่วง 3-4 วันแรกที่มีประจำเดือนจะลดความเจ็บปวดของผู้หญิงและวัยรุ่นสาวที่มีอาการปวดประจำเดือนได้ค่อนข้างมาก บ้างก็ระบุว่าปริมาณขิงที่ใช้คือ 500 mg สามครั้งต่อวัน และใช้สารสกัดจากขิง(Zintoma, Goldaru) 250 mg สี่ครั้งตอวัน ปริมาณที่ใช้ถูกคาดประมาณไว้ที่ 3 วันเริ่มจากที่เริ่มมีประจำเดือน โดยการใช้สารสกัดจากขิง (Zintoma) สามารถให้ผลที่ดีเทียบเท่ากับการใช้ยา ibuprofen หรือ กรด mefenamic
  • แพ้ท้อง (Morning sickness) การรับประทานขิงอาจช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนของผู้หญิงมีครรภ์ได้ แต่อาจจะออกฤทธิ์ช้าหรือไม่ดีเท่ากับการใช้ยารักษาอาการคลื่นไส้ อีกทั้งการทานสมุนไพรหรือยาขณะมีครรภ์ก็เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยง ดังนั้นก่อนจะทานขิงให้ปรึกษาความเสี่ยงต่าง ๆ กับผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน
  • ข้อเสื่อม (Osteoarthritis) งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการทานขิงสามารถลดอาการปวดของผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมได้เล็กน้อย จากการศึกษาขนาดเล็กแสดงให้เห็นว่าในบางกรณีขิงอาจออกฤทธิ์บรรเทาปวดเอวและเข่าจากโรคข้อเสื่อมได้เหมือนกับยา ibuprofen
  • คลื่นไส้และอาเจียนหลังการผ่าตัด งานวิจัยทางการแพทย์ส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าการทานขิงก่อนผ่าตัด 1-1.5 กรัมอาจช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนหลังผ่าตัด 24 ชั่วโมงแรกได้ โดยการศึกษาหนึ่งพบว่าขิงสามารถลดอาการทั้งสองได้ 38% อีกทั้งการทาน้ำมันขิง 5% ที่ข้อมือของคนไข้ก่อนผ่าตัดสามารถป้องกันอาการคลื่นไส้ได้ประมาณ 80% อย่างไรก็ตามการรับประทานขิงอาจไม่สามารถลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนในช่วง 3-6 ชั่วโมงหลังผ่าตัด อีกทั้งขิงอาจไม่มีฤทธิ์ที่จะช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนได้มากขึ้นอีกหากใช้ร่วมกับยารักษาอาการทั้งสอง นอกจากนั้นขิงอาจไม่ลดความเสี่ยงของอาการทั้งสองหลังผ่าตัดในคนไข้ที่มีความเสี่ยงต่ออาการทั้งสองนี้ต่ำ
  • วิงเวียนบ้านหมุน (vertigo) การทานขิงอาจลดอาการวิงเวียนที่รวมไปถึงอาการคลื่นไส้ด้วย

ภาวะที่ขิงอาจไม่สามารถรักษาได้

  • ปวดกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานขิงไม่อาจลดอาการปวดกล้ามเนื้อระหว่างออกกำลังกายได้ อีกทั้งการทานขิงก็ไม่อาจช่วยรักษาหรือป้องกันอาการปวดประเภทนี้แต่อย่างใด
  • ป้องกันอาการเมารถ/เมาเรือ งานวิจัยส่วนมากกล่าวว่าการทานขิงก่อนเดินทางมากกว่า 4 ชั่วโมงไม่อาจป้องกันอาการเมายานพาหนะได้ ผู้ที่ใช้วิธีนี้บางคนอาจรู้สึกดีขึ้น แต่จากการวัดประเมินจริงแล้วกลับไม่พบว่าขิงช่วยในประเด็นนี้แต่อย่างใด แต่จากการศึกษาหนึ่งพบว่าขิงอาจมีประสิทธิภาพมากกว่ายา dimenhydrinate ในเรื่องของการลดอาการปวดท้องที่เกี่ยวข้องกับอาการเมายานพาหนะได้

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าขิงรักษาได้หรือไม่

  • ระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute respiratory distress syndrome) งานวิจัยกล่าวว่าการใช้สารสกัดจากขิง 120 mg ทุกวันนาน 21 วันจะเพิ่มจำนวนวันที่ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ, เพิ่มปริมาณสารอาหารที่บริโภคได้, และลดระยะเวลาที่ต้องพักฟื้นในห้อง ICU ลง อย่างไรก็ตามสารสกัดขิงไม่อาจส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตจากภาวะแต่อย่างใด
  • ตับเสียหายจากการใช้ยารักษาวัณโรค (tuberculosis) ยาบางตัวที่ใช้รักษาวัณโรคสามารถสร้างความเสียหายแก่ตับได้ การทานขิงร่วมกับยาเหล่านี้อาจช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในบางคนได้
  • คลื่นไส้และอาเจียนจากการบำบัดมะเร็ง การทานขิงร่วมกับยาต้านอาการคลื่นไส้ไม่อาจป้องกกันอาการคลื่นไส้และอาเจียนภายหลังการใช้ยารักษามะเร็งได้ โดยอาการทั้งสองนี้มักจะเกิดขึ้นหลังการบำบัดหนึ่งหรือสองวันขึ้นไป อีกทั้งผลกระทบจากการใช้ขิงกับอาการเหล่านี้ก็ยังนับว่าขัดแย้งกันอยู่ บางงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าขิงสามารถช่วยผู้ป่วยได้หากทานร่วมกับยาบรรเทาอาการ แต่งานวิจัยอีกกลุ่มกลับไม่เห็นด้วยและกล่าวว่าขิงไม่มีประสิทธิภาพใด ๆ กับการใช้ยาบำบัดมะเร็งเลย แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าขิงอาจจะได้ผลในกลุ่มผู้ที่ใช้ยาป้องกันคลื่นไส้ตามปรกติแล้วไม่ได้ผล
  • โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic obstructive pulmonary disease (COPD)) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานแคปซูลผลิตภัณฑ์ยา (AKL1, AKL International Ltd) ที่ประกอบด้วยขิงสองครั้งต่อวันนาน 8 สัปดาห์ไม่อาจช่วยให้ระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วย COPD ดีขึ้น
  • เบาหวาน (Diabetes) การรับประทานขิงอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานบางรายได้ โดยปริมาณที่ใช้ต่อวันคือ 3 กรัมเป็นอย่างน้อย โดยการใช้ในปริมาณที่น้อยกว่านั้นอาจไม่ส่งผลใด ๆ และอาจจำต้องรับประทานขิงต่อเนื่องนาน 2-3 เดือนกว่าจะเห็นผล
  • ไม่สบายท้อง (dyspepsia) งานวิจัยกล่าวว่าการทานผงรากขิงโดสเดี่ยวที่ 1.2 กรัมก่อนรับประทานอาหารหนึ่งชั่วโมงจะเร่งกระบวนการย่อยของผู้ที่มีอาการไม่สบายท้องบางคนได้
  • เมาค้าง งานวิจัยกล่าวว่าการทานขิง, เนื้อเยื่อกลางต้นส้มเขียวหวาน, และน้ำตาลแดงก่อนดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยลดอาการเมาค้างอย่างคลื่นไส้, อาเจียน, และท้องร่วงได้
  • คอเลสเตอรอลสูง งานวิจัยกล่าวว่าการทานขิง 1 กรัมสามครั้งต่อวันนาน 45 วันจะลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์และคอเลสเตอรอลของผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูงได้
  • ความดันโลหิตสูง การดื่มชาดำพร้อมขิงอาจช่วยลดความดันโลหิตของผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้เล็กน้อย
  • แมลงกัด งานวิจัยกล่าวว่าการทา Trikatu ที่ประกอบด้วยสารสกัดจากขิง, ดีปลี, และพริกไทดำบนผิวหนังไม่อาจลดขนาดของตุ่มยุงกัดได้
  • กลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome (IBS)) การทานขิงเพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยให้อาการของ IBS ดีขึ้น แต่การทานขิงร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ อาจช่วยได้ กระนั้นผลในการลดอาการยังไม่แน่ชัดว่าเป็นเพราะขิงหรือส่วนประกอบอื่น ๆ 
  • ปวดข้อ งานวิจัยพบว่าการทานแคปซูล (Instaflex Joint Support, Direct Digital) ที่ประกอบด้วยขิงนาน 8 สัปดาห์จะลดอาการปวดข้อได้ประมาณ 37% แต่การใช้สินค้านี้อาจไม่ลดอาการข้อตึงหรือช่วยให้ข้อทำงานดีขึ้นแต่อย่างใด
  • เร่งการคลอด งานวิจัยกล่าว่าการแช่น้ำที่ผสมน้ำมันขิงไม่อาจร่นระยะเวลาการคลอดบุตรได้
  • ประจำเดือนมามาก (menorrhagia) การทานขิงอาจช่วยลดการเลือดประจำเดือนออกมากของผู้หญิงอายุน้อยที่มีปัญหาประจำเดือนมามากได้
  • ปวดศีรษะไมเกรน บางงานวิจัยรายงานว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยขิงและฟีเวอร์ฟิว (feverfew) อาจลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการปวดไมเกรนได้ อย่างไรก็ตามก็ยังไม่แน่ชัดว่าผลรักษานี้เป็นเพราะขิง, ฟีเวอร์ฟิว, หรือทั้งสอง
  • พักฟื้นหลังการผ่าตัด การสูดและทาน้ำมันลาเวนเดอร์และขิงบนผิวหนังก่อนผ่าตัดไม่อาจลดความกังวลของเด็กหลังผ่าตัดได้ โดยการทานขิงอาจช่วยลดปวดและเร่งให้แผลของเด็กที่เข้ารับการผ่าตัดทอนซิลสมานตัวไวขึ้น
  • โรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis (RA)) มีหลักฐานกล่าวว่าขิงอาจช่วยลดอาการปวดข้อของผู้ป่วย RA ได้
  • กลืนลำบาก มีหลักฐานกล่าวว่าการสเปรย์ยาที่ประกอบด้วยขิงและรากเคลเม็ธทิกซ์ (clematix root) ในปากสามารถบรรเทาอาการกลืนลำบากในผู้ป่วยหลอดเลือดสมองได้ อย่างไรก็ตามการรักษาวิธีนี้อาจไม่เป็นผลในผู้ที่มีปัญหาการกลืนไม่รุนแรง อีกทั้งการทานยาเม็ดขิงอย่างเดียวก็ไม่อาจช่วยแก้ปัญหาการกลืนเนื่องจากอายุที่มากขึ้นได้
  • ลดน้ำหนัก การทานขิงเพียงอย่างเดียวอาจช่วยให้ผู้ที่มีภาวะอ้วนลดน้ำหนักได้เล็กน้อย แต่การทานขิงร่วมกับสมุนไพรอื่นไม่อาจส่งผลต่อการลดน้ำหนักให้มากขึ้นแต่อย่างใด
  • อะโนเร็กเซีย (Anorexia)
  • การติดเชื้อแบคทีเรียที่ลำไส้ (Cholera)
  • หัวล้าน
  • ตกเลือด
  • หวัด
  • เพื่อการหยุดใช้ยา selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs)
  • ไข้หวัดใหญ่
  • ไม่อยากอาหาร
  • ปวดฟัน
  • ภาวะสุขภาพอื่น

จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านประสิทธิผลของขิงเพิ่มเติม

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของขิง

ขิงถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยเมื่อรับประทานอย่างเหมาะสม บางคนอาจประสบกับผลข้างเคียงไม่รุนแรงจากการรับประทานขิงอย่างแสบร้อนกลางอก, ท้องร่วง, และไม่สบายท้อง อีกทั้งมีรายงานว่าผู้หญิงบางคนมีประจำเดือนออกมากขณะที่รับประทานขิง

ขิงสำหรับทาบนผิวหนังถูกจัดว่าอาจจะปลอดภัยเมื่อใช้ในปริมาณที่พอเหมาะและภายในระยะสั้น บางคนที่ใช้ขิงทาอาจรู้สึกระคายเคืองผิวหนังบ้าง

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ:

เด็ก: ขิงถูกจัดว่าอาจจะปลอดภัยเมื่อให้เด็กสาววัยรุ่นที่เริ่มมีประจำเดือนรับประทานเป็นเวลา 4 วัน

สตรีมีครรภ์: ขิงถูกจัดว่าอาจจะปลอดภัยเมื่อรับประทานเพื่อการแพทย์ระหว่างการตั้งครรภ์ แต่การใช้ขิงระหว่างการตั้งครรภ์นั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากมีความกังวลว่าขิงอาจส่งผลต่อฮอร์โมนเพศของตัวอ่อนหรือเพิ่มความเสี่ยงที่ตัวอ่อนจะตายคลอดได้ อีกทั้งยังมีรายงานการแท้งบุตรระหว่างช่วงอายุครรภ์ที่ 12 สัปดาห์ในกลุ่มผู้หญิงที่ทานขิงเพื่อบรรเทาอาการแพ้ท้อง กระนั้นก็ยังมีการศึกษาส่วนมากที่กล่าวว่าขิงสามารถบรรเทาอาการแพ้ท้องโดยไม่ส่งผลร้ายต่อทารก ความเสี่ยงต่อการพิกลพิการของทารกในครรภ์ผู้หญิงที่ทานขิงนั้นไม่ได้มีอัตราสูงไปกว่าอัตราตามปรกติเลย หรือที่ 1-3% เท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานว่าขิงจะทำให้ความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดหรือทำให้เด็กมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำแต่อย่างใด มีความกังวลที่ว่าขิงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือดขึ้น ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงทำการแนะนำไม่ให้ผู้หญิงรับประทานขิงในช่วงก่อนใกล้กำหนดคลอด และเช่นเดียวกับการใช้ยาที่ใช้ระหว่างการตั้งครรภ์สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการชั่งน้ำหนักเรื่องความเสี่ยงกับผลประโยชน์ที่จะได้จากการรับประทานขิง ดังนั้นก่อนทานขิงระหว่างมีครรภ์ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน

แม่ที่ต้องให้นมบุตร: ณ ขณะนี้ยังคงขาดแคลนข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความปลอดภัยจากการทานขิงในกลุ่มผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตร ดังนั้นคนในกลุ่มดังกล่าวควรเลี่ยงการทานขิงเพื่อความปลอดภัย

ภาวะเลือดออกผิดปกติ: การทานขิงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือดได้

เบาหวาน: ขิงอาจเพิ่มระดับอินซูลินและ/หรือระดับน้ำตาลในเลือดลง ด้วยเหตุนี้เองที่อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนการใช้ยาเบาหวานเมื่อคุณต้องการรับประทานขิงร่วมกับยา

ภาวะหัวใจ: การบริโภคขิงปริมาณสูงอาจทำให้ภาวะหัวใจทรุดลงได้

การใช้ขิงร่วมกับยาชนิดอื่น

ใช้ขิงร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • ยาชะลอการเกิดลิ่มเลือด (Anticoagulant / Antiplatelet drugs) กับขิง

ขิงอาจชะลอการเกิดลิ่มเลือดได้ ดังนั้นการทานขิงร่วมกับยาที่ออกฤทธิ์ชะลอการเกิดลิ่มเลือด ซึ่งจะเพิ่มโอกาสการตกเลือดและฟกช้ำมากขึ้น โดยยาที่ใช้ชะลอการเกิดลิ่มเลือดมีดังนี้ aspirin, clopidogrel (Plavix), diclofenac (Voltaren, Cataflam, และอื่น ๆ), ibuprofen (Advil, Motrin, และอื่น ๆ), naproxen (Anaprox, Naprosyn, และอื่น ๆ), dalteparin (Fragmin), enoxaparin (Lovenox), heparin, warfarin (Coumadin), phenprocoumon, และอื่น ๆ

Warfarin (Coumadin) คือยาที่ใช้ชะลอการเกิดลิ่มเลือด ขิงเองก็มีสรรพคุณในการชะลอการเกิดลิ่มเลือดเช่นกัน ดังนั้นการทานขิงร่วมกับยา Warfarin (Coumadin) จะเพิ่มโอกาสการตกเลือดและฟกช้ำมากขึ้น ดังนั้นควรทำการตรวจเลือดบ่อยครั้งและอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนโดสยา Warfarin (Coumadin) ของคุณ

คอยสังเกตอาการเมื่อต้องใช้ขิงร่วมกับยาเหล่านี้

  • ยาสำหรับเบาหวานกับขิง

ขิงอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดลง และยาเบาหวานก็ถูกใช้เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้นการทานขิงร่วมกับยาเบาหวานอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณลงต่ำเกินไปได้ ดังนั้นควรเฝ้าระวังน้ำตาลในเลือดและอาจต้องทำการปรับเปลี่ยนขนาดยาที่ใช้ ตัวอย่างยาสำหรับเบาหวานมีดังนี้ glimepiride (Amaryl), glyburide (DiaBeta, Glynase PresTab, Micronase), insulin, pioglitazone (Actos), rosiglitazone (Avandia), chlorpropamide (Diabinese), glipizide (Glucotrol), tolbutamide (Orinase), และอื่น ๆ

  • ยาสำหรับความดันโลหิตสูง (Calcium channel blockers) กับขิง

ขิงอาจลดระดับความดันโลหิตได้เช่นเดียวกับฤทธิ์ของยาบางตัวที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ การรับประทานขิงร่วมกับยาเหล่านี้อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณลดต่ำเกินไปหรือทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ ตัวอย่างยาสำหรับความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจมี nifedipine (Adalat, Procardia), verapamil (Calan, Isoptin, Verelan), diltiazem (Cardizem), isradipine (DynaCirc), felodipine (Plendil), amlodipine (Norvasc), และอื่น ๆ

ปริมาณยาที่ใช้

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้ถูกศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

รับประทาน:

  • สำหรับคลื่นไส้และอาเจียนจากการรักษา HIV/AIDS: ขิง 1 กรัมทุกวันโดยแบ่งเป็นสองโดสก่อนใช้ยาต้านรีโทรไวรัส 30 นาทีเป็นเวลา 14 วัน
  • สำหรับปวดประจำเดือน: สารสกัดจากขิง (Zintoma, Goldaru) 250 mg สี่ครั้งต่อวันนาน 3 วันเริ่มจากวันแรกที่มีประจำเดือน อีกทั้งทานกับผงขิง 1500 mg ต่อวันโดยแบ่งเป็นสามเวลา เริ่มจากวันก่อนมีประจำเดือนสองวันและต่อเนื่องไปถึงช่วง 3 วันแรกหลังมีประจำเดือน
  • สำหรับแพ้ท้อง: ขิง 500-2500 mg ทุกวันโดยแบ่งเป็นสองถึงสี่โดสในช่วง 3 วัน ถึง 3 สัปดาห์
  • สำหรับโรคข้อเสื่อม: จากการศึกษาหลายชิ้นได้ใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากขิงหลายตัว โดยปริมาณที่ใช้ขึ้นอยู่กับตัวผลิตภัณฑ์เอง เช่นสารสกัดจากขิง (Eurovita Extract 33; EV ext-33) 170 mg สามครั้งต่อวัน, สารสกัดจากขิง (Eurovita Extract 77; EV ext-77) ที่ประกอบด้วยขิงแดง (alpinia) 255 mg สองครั้งต่อวัน, สารสกัดจากขิง (Zintona EC) 250 mg สี่ครั้งต่อวัน และสารสกัดจากขิง (Eurovita Extract 35; EV ext-35) 340 mg ต่อวันร่วมกับ glucosamine 1000 mg ทุกวันนาน 4 สัปดาห์
  • สำหรับอาการคลื่นไส้และอาเจียนหลังการผ่าตัด: ผงรากขิง 1-2 กรัมก่อนใช้ยาระงับประสาท 30-60 นาที บางครั้งอาจใช้ขิงอีก 1 กรัมหลังการผ่าตัดสองชั่วโมง
  • สำหรับอาการวิงเวียนบ้านหมุด: ผงขิง 1 กรัมโดสเดี่ยวหนึ่งชั่วโมงก่อนมีอาการวิงเวียน

ทาบนผิวหนัง:

  • สำหรับโรคข้อเสื่อม: เจลที่ประกอบด้วยขิงและไพล (plai) (Plygersic gel) 4 กรัมต่อวันแบ่งเป็นสี่โดสนาน 6 สัปดาห์

สูดดมเป็นการบำบัดด้วยกลิ่น:

  • สำหรับอาการคลื่นไส้และอาเจียนหลังการผ่าตัด: ใช้สารละลายจากน้ำมันสกัดขิง โดยการบำบัดด้วยขิงเพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับสเปียร์มิ้นท์ (spearmint), เปปเปอร์มิ้นท์ (peppermint), และกระวาน (cardamom) จะถูกดำเนินการด้วยการสูดดมร่วมกันผ่านจมูกตอนหายใจเข้า และหายใจออกทางปากสามครั้งหลังการผ่าตัด

อ้างอิง:

Ginger (https://www.webmd.com/vitamins...)

Ginger (https://nccih.nih.gov/health/g...)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์