สุขภาพผู้หญิง

ปวดท้องประจำเดือน สาเหตุ และวิธีแก้อาการปวด

เรียนรู้ ทำความเข้าใจ ทำอย่างไรให้ "วันนั้นของเดือน" ไม่ใช่วันทุกข์อีกต่อไป
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 926,620 คน

ปวดท้องประจำเดือน สาเหตุ และวิธีแก้อาการปวด

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 18/04/2562

อาการปวดประจำเดือน เป็นความทุกข์ทรมานที่อยู่คู่กับผู้หญิงทั่วโลกมานานแสนนานเมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง  อาการปวดประจำเดือนทำให้ผู้หญิงบางคนต้องลาป่วยเพราะปวดท้องจนตัวงอเป็นกุ้ง ลุกจากเตียงแทบไม่ได้  หรือเพียงแค่ยืนเฉยๆ ก็ปวดท้องจนขาสั่นแล้ว ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ  อาการเหล่านี้ผู้หญิงมักเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดา แค่รับประทานยาแก้ปวดเม็ดเหลืองๆ รีๆ เดี๋ยวก็หาย แต่ความจริงแล้วอาการปวดประจำเดือนบางกรณีอาจไม่ใช่เรื่องปกติอย่างที่คิดและนำมาซึ่งโรคร้ายแรงก็เป็นได้   

โฆษณาจาก HonestDocs
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614

อาการปวดประจำเดือน (Menstrual Cramps) คืออะไร ?

อาการปวดประจำเดือนมีชื่อเรียกในทางการแพทย์ว่า Dysmenorrhea เป็นกลุ่มอาการปวดเกร็ง หรือปวดบีบ บริเวณท้องน้อย อาจร้าวไปถึงบริเวณหลัง ก้น หรือต้นขา  ความรู้สึกไม่สบายตัว ไม่สบายใจ บางรายอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หน้ามืด อาการคลื่นไส้ อาเจียน อาการท้องเสีย  อาการปวดประจำเดือนจะเกิดขึ้นก่อนเป็นประจำเดือน หรือในช่วงระหว่างการเป็นประจำเดือน  แต่ในบางคนอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่หลังตกไข่  ความรุนแรงของอาการดังกล่าวสามารถเริ่มต้นจากระดับอ่อนๆ ไปจนถึงระดับที่ไม่สามารถต้านทานได้  รบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ดี โดยทั่วไป อาการทุกอย่างสิ้นสุดเมื่อหมดประจำเดือนแต่ละรอบ  พบว่าผู้หญิงจำนวนมากจะมีอาการปวดเกร็งอยู่ประมาณ 1-2 วันแรกของแต่ละเดือน และอีก 15% ของผู้หญิงเหล่านั้นจะมีอาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงจนต้องหยุดงาน หรือหยุดเรียน 

สาเหตุของอาการปวดประจำเดือน ?

อาการปวดประจำเดือนเป็นอาการที่เกิดจากการหดรัดตัว หรือการเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูกบริเวณรอบ ๆ เยื่อบุมดลูก เมื่อเยื่อบุมดลูกหลุดลอกออกมาในแต่ละเดือนจะทำให้สารที่คล้ายกับฮอร์โมนที่มีชื่อว่า "โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin)"  หลั่งออกมาและทำให้เกิดอาการปวด หรืออาการอักเสบ ตามมา นอกจากนี้หากร่างกายหลั่งสารโพรสตาแกลนดินมากขึ้นก็สามารถเพิ่มความรุนแรงของการหดรัดตัวของมดลูกได้เช่นกัน กล่าวคือ จะทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือนค่อนข้างรุนแรงกว่าคนปกติ

เมื่อเยื่อบุมดลูกหลุดลอกออกมา อาการหดรัดตัวจะค่อยๆ ผลักเนื้อเยื่อเก่าผ่านทางปากมดลูกและขับออกไปยังช่องคลอด แต่ถ้าขนาดของปากมดลูกแคบเกินไปจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงได้ โดยเฉพาะเมื่อลิ่มเลือด หรือเนื้อเยื่อที่หลุดออกมาผ่านปากมดลูก อาการปวดประจำเดือนจะเริ่มต้นก่อนการมีประจำเดือนและขึ้นสู่จุดสูงสุดภายใน 24 ชั่วโมง ผู้หญิงบางคนจะมีอาการปวดประจำเดือนมากใน 1-2 วันแรกของการมีประจำเดือน  จากนั้นจึงเริ่มมีอาการดีขึ้น  แต่ในผู้หญิงบางคนอาจจะมีอาการปวดเกร็ง หรือปวดบีบท้องน้อยตลอดการมีประจำเดือนเลยก็ได้

ใครมีอาการปวดประจำเดือนได้บ้าง ?

อาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงสามารถพบได้บ่อยที่สุดในช่วงวัยรุ่นเริ่มตั้งแต่ 1-2 ปีหลังจากมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก อาการปวดประจำเดือนจะขึ้น หรือทุเลาลง เมื่อผู้หญิงมีอายุมากขึ้น นอกจากนี้ผู้หญิงที่เคยมีลูกมาแล้วจะมีโอกาสเกิดอาการปวดประจำเดือนน้อยกว่าคนปกติเพราะการคลอดลูกจะช่วยทำให้มดลูกขยายตัว

ถึงแม้ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวระหว่างการมีประจำเดือนอยู่บ้าง ในบางรายอาการปวดนั้นอาจรุนแรงและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันได้  เนื่องจากอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงที่เกิดจากการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกและการหลั่งสารโพรสแกลนดินซึ่งหลั่งในช่วงการมีประจำเดือนคือ อาการปวดประจำเดือนขั้นปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) โดยภาวะปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิจะทำให้มีอาการปวดท้องน้อยระหว่างรอบประจำเดือน แต่ตรวจไม่พบพยาธิสภาพความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน แต่หากอาการปวดประจำเดือนที่เกิดจากโรค หรือปัญหาทางการแพทย์ชนิดอื่นๆ จะเรียกว่า อาการปวดประจำเดือนขั้นทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea)

สภาวะที่สามารถทำให้เกิดการปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิมีดังนี้

  • Adenomyosis  เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ 
  • Fribroids เนื้องอกในมดลูก เนื้องอกเหล่านี้ไม่เป็นเนื้อร้ายจึงไม่ก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งในมดลูก
  • เนื้องอกอื่นๆ เช่น  leiomyoma uteri, adenomyosis, ovarian cyst
  • ความผิดปกติแต่กำเนิดของช่องคลอด หรือปากมดลูก
  • การใช้ห่วงกำเนิดชนิด copper IUD ในบางราย
  • การติดเชื้อ หรือการอักเสบในอุ้งเชิงกราน
  • โรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น ช็อกโกแลตชีส มะเร็งรังไข่ หรือการติดเชื้อต่าง ๆ ในช่องคลอด ซึ่งภาวะเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงมาก และอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เลือดประจำเดือนมีสีแปลกไปจากปกติ และมีอาการคัน เป็นต้น โดยหากมีอาการแบบนี้ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อการวินิจฉัยและรักษาได้ทันเวลา

อาการปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือนจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับด้วยกัน เนื่องจากอาการปวดท้องในขณะมีรอบเดือนนั้นจะเกิดขึ้นได้จากสองสาเหตุหลัก ๆ คือการหดตัวของมดลูกแรงเกินไปและภาวะแอบแฝงจากโรคร้าย ซึ่งมีอาการดังนี้

1. ปวดท้องประจำเดือนจากการหดตัวของมดลูก

  • ปวดบริเวณท้องน้อย แต่อาการปวดจะไม่รุนแรงมากนัก และอาจมีอาการปวดร้าวไปบริเวณหลังร่วมด้วย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า โดยเฉพาะคนที่มีประจำเดือนมามาก
  • มีอาการคลื่นไส้อาเจียน

2. ปวดท้องประจำเดือนจากภาวะแอบแฝง

  • ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง บางคนอาจมีอาการปวดจนถึงขั้นลุกเดินแทบไม่ไหวเลยก็มี
  • มีไข้ ซึ่งอาจเป็นภาวะไข้ทับระดูได้
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
  • มีอาการคันบริเวณปากช่องคลอด ซึ่งอาจเป็นเพราะการติดเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ
  • เลือดประจำเดือนเป็นสีแดงสด

การวินิจฉัยโรค

  • มีประวัติการปวดท้องโดยมีลักษณะ  ตำแหน่ง ความรุนแรง ระยะเวลาของการปวด ปริมาณเลือดประจำเดือน (มามาก  มาน้อย มาถี่ มานาน มากะปริดกะปรอย มาพร้อมกับลือดก้อน)  มีกลิ่น มีไข้ปวดท้องพร้อมเลือดออก  มีประจำเดือนในวัยทอง  สีของประจำเดือนผิดปกติ   ทุกสิ่งที่กล่าวมาล้วนมีความสัมพันธ์กับประจำเดือน 
  • ตรวจภายใน และตรวจ Bimanual examination, pap smear test, ตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasonography)  ตรวจคลื่นแม่เหล็ก (MRI) หรือ laparoscopy หรือ Hysteroscopy  โดยเฉพาะผู้ป่วย secondary dysmenorrhea 
  • ตรวจเลือดเพื่อดูจำนวนเม็ดเลือด (Complete blood count; CBC), Hct,ESR, C-reactive protein และ tumor marker ในผู้ป่วยกลุ่ม pelvic inflammatory disease และ Cacinomatosis  
  • ตรวจปัสสาวะและอุจจาระ 
  • ตรวจการตั้งครรภ์ 

วิธีรักษาอาการปวดประจำเดือน

  • ยาที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์    ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช้สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น  Ibuprofen  Naproxen  Ponstan ที่มักจะใช้ได้ผลในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน เพราะว่ายาเหล่านี้สามารถยับยั้งการสร้างสารโพรสตาแกลนดิน   เคล็ดลับคือ การรับประทานยาแก้ปวดเมื่อเริ่มมีอาการปวด หรือก่อนการมีอาการปวด
  • ยาที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์   หากยาชนิด NSAIDs ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปนั้นไม่สามารถทำให้หายได้   แพทย์จะจ่ายยาบรรเทาอาการปวดที่แรงขึ้นกว่าเดิม โดยยาระงับอาการปวด ได้แก่ Acetaminophen ผสม Hydrocodone เป็นทางเลือกสำหรับผู้หญิงที่มีอาการปวดประจำเดือนชนิดรุนแรงมากๆ
  • ยาคุมกำเนิด คือ ฮอร์โมนคุมกำเนิด เช่น ยาคุมกำเนิด แผ่นแปะ และวงแหวนสอดช่องคลอด สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนชนิดที่มีความรุนแรง ใช้เพื่อหยุดการตกไข่ หากคุณไม่ตกไข่และลดปริมาณการสร้างสารโพรสต้าแกลนดิน โอกาสที่จะมีอาการปวดประจำเดือนก็จะน้อยลง เพราะฮอร์โมนคุมกำเนิดจะหยุด หรือชะลอการเกิดเนื้องอกในมดลูกและสภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้
  • การผ่าตัด    ถ้าเนื้องอกในมดลูกและสภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณเกิดอาการปวด   แพทย์อาจจะพิจารณาเสนอให้ผ่าตัด เช่น การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช หรือวิธีรังสีร่วมรักษา (การฉีดสารเข้าไปในเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้องอก ทำให้ก้อนเนื้องอกขาดเลือด ก้อนจึงเหี่ยวยุบลง) เพื่อตัดเนื้องอกที่ไม่จำเป็นออก หรือการตัดมดลูก วิธีนี้จะตัดมดลูกออกทั้งหมด และใช้เป็นวิธีรักษาแนวทางสุดท้ายสำหรับอาการปวดและสำหรับผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีลูก

วิธีบรรเทาอาการปวดประจำเดือนอย่างได้ผล

  • ประคบอุ่นที่ท้องน้อย 

แนะนำให้นำกระเป๋าน้ำร้อนมาประคบที่หน้าท้องเมื่อมีอาการปวดเพราะความร้อนช่วยให้กล้ามเนื้อที่ตึงผ่อนคลายลง  ส่งผลให้อาการปวดบรรเทาลง ประคบไปเรื่อยๆ จะทำให้อาการปวดค่อยๆ ทุเลาลง ปัจจุบันการใช้กระเป๋าน้ำร้อนไม่ได้ยุ่งยากเหมือนในสมัยก่อนอีกต่อไป เพราะมีกระเป๋าน้ำร้อนไฟฟ้า แค่เพียงเสียบปลั๊กชาร์จไม่ถึง 5 นาทีก็สามารถนำมาใช้ได้เลย และยังหาซื้อได้ง่ายอีกด้วย

  • ออกกำลังกายเบา ๆ ช่วงมีประจำเดือน 

หลายคนอาจเข้าใจว่าไม่ควรออกกำลังกาย แต่ความจริงแล้วการออกกำลังกายก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยอาจเลือกการออกกำลังกายเบา ๆ เช่น เดิน เล่นโยคะ เป็นต้น ซึ่งไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้เท่านั้นแต่ยังทำให้สุขภาพดี  แต่แนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรือกิจกรรมหนัก ๆ เพราะช่วงมีประจำเดือน ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีอาการอ่อนเพลีย จึงเสี่ยงต่อการเป็นลมได้

  • ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ 

การดื่มน้ำมากๆ ในขณะมีประจำเดือนจะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้อย่างดีเยี่ยม วิธีนี้ยังเป็นวิธีพื้นฐานที่สุดเพราะเมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ตับจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถควบคุมปริมาณของฮอร์โมนเอสโตรเจนให้อยู่ในระดับปกติได้จึงทำให้อาการปวดท้องทุเลาลง แต่จะต้องดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิห้องปกติเท่านั้น เพราะหากดื่มน้ำเย็นอาจส่งผลให้เลือดจับตัวกันเป็นลิ่มก้อนและขับออกมายาก ทั้งยังทำให้อาการปวดรุนแรงหนักขึ้นก็เป็นได้

  • การอาบน้ำอุ่น

น้ำอุ่นช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อจึงทำให้อาการปวดลดน้อยลง แช่น้ำอุ่นอย่างน้อย 30 นาที หรืออาจเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นให้อุณหภูมิสูงกว่าปกติเล็กน้อย ก็ทดแทนได้เช่นเดียวกัน 

  • นอนตะแคง  

การนอนตะแคงจะสามารถบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้  ส่วนจะตะแคงไปข้างไหนดีนั้นก็ขึ้นอยู่กับระดับมดลูกของแต่ละคนด้วย ดังนั้นหากมีอาการปวดท้องประจำเดือน แนะนำให้ลองนอนตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่งดู เพื่อทดสอบว่านอนตะแคงด้านไหนแล้วทำให้อาการปวดท้องบรรเทาลง

อาหารช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน

นอกจากนี้อาหารก็มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้เช่นกัน  อาหารบางชนิดอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งและบรรเทาอาการปวดได้ รวมถึงช่วยผ่อนคลายความตึงของกล้ามเนื้อจึงทำให้อาการปวดลดน้อยลง 

ตำลึง พืชสมุนไพรที่เชื่อว่า สามารถแก้เบาหวานได้และยังมีประโยชน์และสรรพคุณอีกมากมาย  ใบตำลึงก็ได้รับความนิยมในการนำมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนเช่นกัน เนื่องจากอุดมไปด้วยแมกนีเซียมซึ่งสามารถช่วยลดอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้เป็นอย่างดี โดยสามารถรับประทานใบตำลึงได้ทั้งแบบสด ๆ หรือแบบลวกก็ได้

  • ตังกุย

ตังกุยมีสรรพคุณในการช่วยขยายหลอดเลือดจึงไม่ทำให้หลอดเลือดมีการบีบตัวและกล้ามเนื้อมดลูกหดเกร็งมากเกินไป ควรรับประทานตังกุยก่อนมีประจำเดือนประมาณ 1-2 สัปดาห์จะดีที่สุด และควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะเพราะตังกุยอาจส่งผลให้ผิวบางขึ้นจนมีความไวต่อแสงแดดได้   นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์ตังกุยในรูปแบบของชาชงดื่ม ซึ่งรับประทานง่ายไปอีกแบบ แต่อย่าลืมอ่านคำแนะนำให้ครบถ้วนก่อนดื่มด้วย

ในน้ำเต้าหู้นั้นมีฮอร์โมนเพศหญิงชนิดหนึ่งที่สามารถบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้ โดยฮอร์โมนตัวนี้จะออกฤทธิ์เป็น anti-estrogen ซึ่งจะลดการเกิดอาการปวดท้องประจำเดือนได้เป็นอย่างดี แต่ควรรับประทานก่อนประจำเดือนมาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้เกิดผลดีที่สุด หากไม่ชอบดื่มน้ำเต้าหู้ ก็สามารถเลือกผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลือง เต้าหู้ หรือซุปเต้าเจี้ยวแทนได้เช่นกัน

  • ปลาทะเลน้ำลึก

ปลาทะเลน้ำลึกเป็นปลาที่อุดมไปด้วยกรด EPA และ DHA ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ปลาที่แนะนำให้รับประทาน ได้แก่ ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ปลาแฮร์ริ่ง และปลาแซลมอน เป็นต้น

ผักผลไม้ที่มีกากใยสูงมีส่วนช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ เนื่องจากกากใยในผักผลไม้นั้นจะทำหน้าที่ในการดักจับฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกินและกำจัดทิ้ง จึงไม่ทำให้มดลูกหดตัวมากเกินไป นอกจากนี้ควรเลือกรับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เพราะจะช่วยบรรเทาอาการปวดเกร็งท้องได้ดีอีกด้วย

อาหารต้องห้ามเมื่อปวดท้องประจำเดือน

อาหารบางชนิดมีส่วนกระตุ้นให้อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงมากกว่าเดิมได้เช่นกัน ได้แก่

1. เนื้อสัตว์ติดมัน

ไขมันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ติดมันมากที่สุดเพราะอาจทำให้อาการรุนแรงมากกว่าเดิมได้  ถ้าให้ดีช่วงนี้ควรเลือกรับประทานเนื้อปลาเป็นหลัก หรือหมูเนื้อแดงก็ได้

2. อาหารแปรรูป

อาหารแปรรูปจำพวกไส้กรอก ขนม เบเกอร์รี่ต่างๆ ล้วนมีโซเดียมสูง จึงอาจก่อให้เกิดอาการท้องอืดและปวดท้องประจำเดือนมากกว่าเดิมได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปเหล่านี้ และหันมารับประทานอาหารที่ปรุงสุกสดใหม่จะดีกว่า

3. คาเฟอีน

คาเฟอีนเป็นสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดมากขึ้น และยังทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ ดังนั้นช่วงมีประจำเดือนจึงควรงดเครื่องดื่มคาเฟอีนทุกชนิด หรือหากจำเป็นก็ควรดื่มในปริมาณที่น้อยที่สุด หรือเจือจางมากที่สุด

4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ไม่อยากให้อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงมากกว่าเดิม ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ความเข้มข้นของเลือดลดต่ำลง และเลือดสูบฉีดเร็วขึ้นกว่าปกติ ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาการปวดท้องแล้วยังส่งผลให้รู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว และเกิดอาการอ่อนเพลีย

5. ของหวาน

ของหวานเป็นอีกเมนูหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน ถึงแม้ว่าช่วงมีประจำเดือนคุณจะรู้สึกอยากรับประทานของหวานมากแค่ไหนก็ตามเพราะน้ำตาลจะทำให้อาการปวดท้องแย่ลงกว่าเดิม แต่หากอยากรับประทานจริง ๆ แนะนำให้เลือกผลไม้จะดีที่สุด นอกจากจะไม่ทำให้อาการรุนแรงขึ้นแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

6. ไอศกรีม

หลายคนคงจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือนนั้นไม่ควรรับประทานไอศกรีมเพราะไอศกรีมนั้นเต็มไปด้วยไขมันจากนม เมื่อรับประทานในปริมาณมากจึงส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงไม่แพ้เนื้อสัตว์ติดมัน ฉะนั้นช่วงมีประจำเดือนก็อดใจงดรับประทานไอศกรีมไปก่อนจะดีที่สุด

ธรรมชาติบำบัดสำหรับอาการปวดประจำเดือน

  • การออกกำลังกาย 

สำหรับอาการปวดไม่ค่อยรุนแรง การออกกำลังกายสามารถช่วยคุณได้ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดิน วิ่งเหยาะ ๆ ปั่นจักรยาน และว่ายน้ำ โยคะ ไท่กง ไท่ชี จะทำให้สมองหลั่งสารเคมีที่ชื่อ Endorphins เพื่อช่วยลดอาการปวดประจำเดือน

การได้อาบน้ำอุ่น  หรือประคบท้องน้อยด้วยขวดน้ำร้อน  หรือกระเป๋าน้ำร้อนจะช่วยให้อาการปวดประจำเดือนลดลงได้ ซึ่งวิธีนี้เป็นที่นิยมสำหรับสาว ๆ ที่มีอาการปวดประจำเดือน

  • การนวด 

ฝึกทำการนวดเบา ๆ วน ๆ รอบ ๆ ท้องน้อยของคุณ หรือให้คนอื่นช่วยนวดให้

จากงานวิจัยพบว่าอาหารเสริมประเภทแคลเซียมสามารถช่วยบรรเทาอาการไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวจากอาการปวดประเดือนและอาการอื่น ๆ ที่แสดงทางอารมณ์ก่อนการมีประจำเดือนได้

  • สุคนธบำบัด 

ในการศึกษาขนาดเล็กชิ้นหนึ่ง การใช้สุคนธบำบัดที่มีกลิ่นของดอกกุหลาบ ลาเวนเดอร์ หรือน้ำมันหอมระเหยดอกเสจแล้วทาลงบนผิวของท้องน้อยจะสามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การฝังเข็มระงับปวด (Acupuncture or acupressure) 

จากการศึกษาพบว่า การฝังเข็มอาจจะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ เนื่องจากมีการทดสอบทางคลินิกที่ผู้ป่วยอาการปวดประจำเดือนชนิดรุนแรงและได้รับการฝังเข็มจำนวน 15 ครั้งในระยะเวลา 3 เดือน พบว่ามีอาการปวดประจำเดือนน้อยลงเมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับการฝังเข็ม

อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นอาการปวดที่สร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับผู้หญิงเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุซึ่งไม่ควรละเลยทั้งสิ้น โดยหากมีอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง หรือมีประจำเดือนผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน บางครั้งอาการเหล่านี้ก็อาจเป็นสัญญาณของอาการผิดปกติของมดลูกด้วยก็เป็นได้ 

ที่มาของข้อมูล

  1. Patient Education Pamphlet. Dysmenorrhea By American Congress of Obstetricians and Gynecologists, retrieved January 2011
  2. Marjoribanks J, Proctor M, Farquhar C, Derks RS. Nonsteroidal anti-inflammatory drugs for dysmenorrhoea. Cochrane Database Syst Rev 2010


ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่