Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
สุขภาพผู้หญิง

ปวดท้องประจำเดือน (Menstrual Cramps)

เรียนรู้ ทำความเข้าใจ ทำอย่างไรให้ "วันนั้นของเดือน" ไม่ใช่วันทุกข์อีกต่อไป
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,325,058 คน

ปวดท้องประจำเดือน (Menstrual Cramps)

อาการปวดประจำเดือน (Menstrual Cramps) เป็นความทุกข์ทรมานของผู้หญิงหลายๆ คนเมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง บางคนต้องลาป่วยเพราะปวดประจำเดือนจนตัวงอเป็นกุ้ง ลุกจากเตียงแทบไม่ได้ หรือไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ อาการปวดประจำเดือนเหล่านี้ผู้หญิงมักเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดา แค่รับประทานยาแก้ปวดเม็ดเหลืองๆ รีๆ เดี๋ยวก็หาย แต่ความจริงแล้วอาการปวดประจำเดือนในบางกรณีอาจไม่ใช่เรื่องปกติและอาจนำมาซึ่งโรคร้ายแรงก็เป็นได้

อาการปวดประจำเดือนคืออะไร

อาการปวดประจำเดือนมีชื่อเรียกในทางการแพทย์ว่า Dysmenorrhea เป็นกลุ่มอาการปวดเกร็ง หรือปวดบีบบริเวณท้องน้อย ซึ่งอาจปวดร้าวไปถึงบริเวณหลัง ก้น หรือต้นขา รวมทั้งมีความรู้สึกไม่สบายตัว ไม่สบายใจ บางรายอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หน้ามืด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย

อาการปวดประจำเดือนจะเกิดขึ้นก่อนเป็นประจำเดือน หรือในช่วงระหว่างการเป็นประจำเดือน แต่บางคนอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่หลังตกไข่ ความรุนแรงของอาการปวดประจำเดือนจะเริ่มต้นจากระดับอ่อนๆ ไปจนถึงระดับที่ไม่สามารถต้านทานได้และรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน 

โดยทั่วไปอาการปวดประจำเดือนทุกอย่างสิ้นสุดเมื่อหมดประจำเดือนแต่ละรอบ แต่พบว่า ผู้หญิงจำนวนมากจะมีอาการปวดประจำเดือนแบบปวดเกร็งอยู่ประมาณ 1-2 วันแรกของแต่ละเดือน และอีก 15% ของผู้หญิงเหล่านั้นจะมีอาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงจนต้องหยุดงานหรือหยุดเรียน 

อาการปวดประจำเดือนแบบไหนที่อันตราย

อาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงสามารถพบได้บ่อยที่สุดในช่วงวัยรุ่น ตั้งแต่ 1-2 ปีหลังจากมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก อาการปวดประจำเดือนอาจทุเลาลง เมื่อผู้หญิงมีอายุมากขึ้น นอกจากนี้ผู้หญิงที่เคยมีลูกมาแล้วจะมีโอกาสเกิดอาการปวดประจำเดือนน้อยกว่าคนปกติเพราะการคลอดลูกจะช่วยทำให้มดลูกขยายตัวขึ้น

อาการปวดท้องประจำเดือนยังแบ่งออกเป็น 2 ระดับด้วยกัน เนื่องจากอาการปวดประจำเดือนในขณะมีรอบเดือนนั้นจะเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุหลักๆ คือ การหดตัวของมดลูกแรงเกินไป และภาวะแอบแฝงจากโรคร้าย

1. ปวดประจำเดือนจากการหดตัวของมดลูก

  • ปวดบริเวณท้องน้อย แต่อาการปวดจะไม่รุนแรงมากนัก และอาจมีอาการปวดร้าวไปบริเวณหลังร่วมด้วย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า โดยเฉพาะคนที่มีประจำเดือนมามาก
  • มีอาการคลื่นไส้อาเจียน

2. ปวดประจำเดือนจากภาวะแอบแฝง

  • ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง บางคนอาจมีอาการปวดจนถึงขั้นลุกเดินแทบไม่ไหวเลยก็มี
  • มีไข้ ซึ่งอาจเป็นภาวะไข้ทับระดูได้
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
  • มีอาการคันบริเวณปากช่องคลอด ซึ่งอาจเป็นเพราะการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆ
  • เลือดประจำเดือนเป็นสีแดงสด

สาเหตุของอาการปวดประจำเดือน

ร่างกายของผู้หญิงจะเตรียมความพร้อมต่อการตั้งครรภ์ในทุกๆ เดือน โดยจะตกไข่เดือนละ 1 ฟอง ในขณะเดียวกันฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิงก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้เยื่อบุมดลูกหนาตัวขึ้นเพื่อพร้อมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อนด้วย แต่หากไม่มีการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิเกิดขึ้น เยื่อบุมดลูกก็จะลอกตัวกลายเป็นเลือดประจำเดือนออกมาทางช่องคลอดนั่นเอง

อาการปวดประจำเดือนเกิดขึ้นเมื่อมีการหดรัดตัว หรือการเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูกบริเวณรอบๆ เยื่อบุมดลูก โดยเมื่อเยื่อบุมดลูกหลุดลอกออกมา จะทำให้เกิดการหลั่งสารที่คล้ายกับฮอร์โมนที่มีชื่อว่า "โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin)" และทำให้เกิดอาการปวดหรืออาการอักเสบตามมา นอกจากนี้หากร่างกายหลั่งสารโพรสตาแกลนดินมากขึ้น ความรุนแรงของการหดรัดตัวของมดลูกก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน ทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือนค่อนข้างรุนแรงกว่าคนปกติ

นอกจากนี้เมื่อเยื่อบุมดลูกหลุดลอกออกมา อาการหดรัดตัวจะค่อยๆ ผลักเนื้อเยื่อเก่าผ่านทางปากมดลูกและขับออกไปยังช่องคลอด แต่หากมีขนาดของปากมดลูกแคบเกินไปก็จะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงได้ โดยเฉพาะเมื่อลิ่มเลือด หรือเนื้อเยื่อที่หลุดออกมาผ่านปากมดลูก 

อาการปวดประจำเดือนจะเริ่มต้นก่อนการมีประจำเดือนและปวดถึงจุดสูงสุดภายใน 24 ชั่วโมง ผู้หญิงบางคนจะมีอาการปวดประจำเดือนมากใน 1-2 วันแรกของการมีประจำเดือน จากนั้นจึงเริ่มมีอาการดีขึ้น แต่บางคนอาจจะมีอาการปวดเกร็งหรือปวดบีบท้องน้อยตลอดการมีประจำเดือนเลยก็ได้

อาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงเกิดจากอะไร?

อาการปวดประจำเดือนอาจแบ่งตามสาเหตุการเกิดได้เป็น 2 ประเภท คือ อาการปวดประจำเดือนขั้นปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดท้องน้อยระหว่างรอบประจำเดือน แต่ตรวจไม่พบความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน และประเภทที่สอง คือ อาการปวดประจำเดือนขั้นทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea) ซึ่งถือเป็นอาการปวดประจำเดือนที่เกิดจากโรคหรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ 

สภาวะที่สามารถทำให้เกิดการปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิมีดังนี้

  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  • เนื้องอกในมดลูก ซึ่งไม่เป็นเนื้อร้ายและไม่ก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งในมดลูก
  • ภาวะถุงน้ำรังไข่
  • ความผิดปกติแต่กำเนิดของช่องคลอด หรือปากมดลูก
  • การใช้ห่วงกำเนิดชนิด Copper IUD ในบางราย
  • การติดเชื้อ หรือการอักเสบในอุ้งเชิงกราน
  • โรคร้ายแรงต่างๆ เช่น ช็อกโกแลตชีสต์ มะเร็งรังไข่ หรือการติดเชื้อในช่องคลอด

ภาวะเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงมาก และอาจทำให้มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เลือดประจำเดือนมีสีแปลกไปจากปกติ คัน เป็นต้น หากมีอาการดังที่กล่าวมานี้ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อจะได้วินิจฉัยและรักษาได้ทันเวลา

การวินิจฉัยอาการปวดประจำเดือน

หากพบความผิดปกติเกี่ยวกับประจำเดือนแล้วไปพบแพทย์ เบื้องต้นแพทย์จะสอบถามอาการ เช่น ลักษณะอาการ ตำแหน่ง ความรุนแรง ระยะเวลาของการปวด ปริมาณเลือดประจำเดือน (มามาก มาน้อย มาถี่ มานาน มากะปริดกะปรอย มาพร้อมกับก้อนเลือด หรือลิ่มเลือด) ประจำเดือนมีกลิ่น มีไข้ปวดท้องพร้อมเลือดออก มีประจำเดือนในวัยทอง สีของประจำเดือนผิดปกติหรือไม่ รวมทั้งสอบถามประวัติสุขภาพด้วย 

หลังจากสอบถามอาการไปแล้ว แพทย์อาจให้เข้ารับการตรวจด้วยวิธีอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น 

  • ตรวจภายในและตรวจแป๊บสเมียร์
  • ตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasonography)  
  • ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI) 
  • ส่องกล้องดูอวัยวะอุ้งเชิงกราน (Laparoscopy) หรือการส่องกล้องโพรงมดลูก (Hysteroscopy) โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการปวดประจำเดือนขั้นทุติยภูมิ 
  • ตรวจเลือดเพื่อดูจำนวนเม็ดเลือด (Complete blood count; CBC), Hct,ESR, C-reactive protein และ Tumor marker ในผู้ป่วยที่มีภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ  
  • ตรวจปัสสาวะและอุจจาระ 
  • ตรวจการตั้งครรภ์ 

วิธีรักษาอาการปวดประจำเดือน

การบรรเทาอาการปวดประจำเดือนมีหลายวิธีที่แพทย์แนะนำ ดังนี้

  • การใช้ยาที่หาซื้อได้เองจากร้านขายยา ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นาพร็อกเซน (Naproxen) และพอนสแตน (Ponstan) ที่มักจะใช้บรรเทาอาการปวดประจำเดือน เพราะว่ายาเหล่านี้สามารถยับยั้งการสร้างสารโพรสตาแกลนดินได้ 
  • ยาที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์ หากยาชนิด NSAIDs ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปนั้นไม่สามารถทำให้หายปวดได้ แพทย์จะจ่ายยาบรรเทาอาการปวดที่มีฤทธิ์แรงขึ้นกว่าเดิม ได้แก่ าพาราเซตามอล (Acetaminophen) ผสมกับไฮโดรโคโดน (Hydrocodone) ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้หญิงที่มีอาการปวดประจำเดือนชนิดรุนแรงมากๆ
  • ยาคุมกำเนิด หรือฮอร์โมนคุมกำเนิด เช่น ยาคุมกำเนิด แผ่นแปะ และวงแหวนสอดช่องคลอด สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนที่มีความรุนแรงได้ ยานี้ใช้เพื่อหยุดการตกไข่ หากคุณไม่ตกไข่และปริมาณการสร้างสารโพรสตาแกลนดินลดลง โอกาสที่จะมีอาการปวดประจำเดือนก็จะลดน้อยลง นอกจากนี้ฮอร์โมนคุมกำเนิดจะช่วยหยุด หรือชะลอการเกิดเนื้องอกในมดลูกและสภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้
  • การผ่าตัด หากเนื้องอกในมดลูกและภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณเกิดอาการปวด แพทย์อาจจะพิจารณาให้รักษาด้วยการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช หรือใช้รังสีร่วมรักษา (การฉีดสารเข้าไปในเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้องอก ทำให้ก้อนเนื้องอกขาดเลือด ก้อนจึงเหี่ยวและยุบลง) เพื่อตัดเนื้องอกที่ไม่จำเป็นออก หรือการตัดมดลูก วิธีนี้จะตัดมดลูกออกทั้งหมด และใช้เป็นวิธีรักษาแนวทางสุดท้ายสำหรับอาการปวดและสำหรับผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีลูก

วิธีบรรเทาอาการปวดประจำเดือนอย่างได้ผล

  • ประคบอุ่นที่ท้องน้อย 

แนะนำให้นำกระเป๋าน้ำร้อนมาประคบที่หน้าท้องเมื่อมีอาการปวดเพราะความร้อนช่วยให้กล้ามเนื้อที่ตึงผ่อนคลายลง  ส่งผลให้อาการปวดบรรเทาลง ประคบไปเรื่อยๆ จะทำให้อาการปวดค่อยๆ ทุเลาลง ปัจจุบันการใช้กระเป๋าน้ำร้อนไม่ได้ยุ่งยากเหมือนในสมัยก่อนอีกต่อไป เพราะมีกระเป๋าน้ำร้อนไฟฟ้า แค่เพียงเสียบปลั๊กชาร์จไม่ถึง 5 นาทีก็สามารถนำมาใช้ได้เลย และยังหาซื้อได้ง่ายอีกด้วย

  • ออกกำลังกายเบา ๆ ช่วงมีประจำเดือน 

หลายคนอาจเข้าใจว่าไม่ควรออกกำลังกาย แต่ความจริงแล้วการออกกำลังกายก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยอาจเลือกการออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดิน เล่นโยคะ เป็นต้น ซึ่งไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้เท่านั้นแต่ยังทำให้สุขภาพดีด้วย แต่แนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรือกิจกรรมหนัก ๆ เพราะช่วงมีประจำเดือนผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีอาการอ่อนเพลียจึงเสี่ยงต่อการเป็นลมได้

  • ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ 

การดื่มน้ำมากๆ ในขณะมีประจำเดือนจะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้อย่างดีเยี่ยม วิธีนี้ยังเป็นวิธีพื้นฐานที่สุดเพราะเมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ตับจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถควบคุมปริมาณของฮอร์โมนเอสโตรเจนให้อยู่ในระดับปกติได้จึงทำให้อาการปวดประจำเดือนทุเลาลง แต่จะต้องดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิห้องปกติเท่านั้น เพราะหากดื่มน้ำเย็นอาจส่งผลให้เลือดจับตัวกันเป็นลิ่มก้อนและขับออกมายาก ทั้งยังทำให้อาการปวดประจำเดือนรุนแรงหนักขึ้นก็เป็นได้

  • การอาบน้ำอุ่น

น้ำอุ่นช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อจึงทำให้อาการปวดประจำเดือนลดน้อยลง แช่น้ำอุ่นอย่างน้อย 30 นาที หรืออาจเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นให้อุณหภูมิสูงกว่าปกติเล็กน้อยก็ทดแทนได้เช่นเดียวกัน 

  • นอนตะแคง  

การนอนตะแคงจะสามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้  ส่วนจะตะแคงไปข้างไหนดีนั้นก็ขึ้นอยู่กับระดับมดลูกของแต่ละคนด้วย ดังนั้นหากมีอาการปวดประจำเดือน แนะนำให้ลองนอนตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่งดู เพื่อทดสอบว่านอนตะแคงด้านไหนแล้วทำให้อาการปวดท้องบรรเทาลง

อาหารช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

นอกจากนี้อาหารก็มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้เช่นกัน  อาหารบางชนิดอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งและบรรเทาอาการปวดได้ รวมถึงช่วยผ่อนคลายความตึงของกล้ามเนื้อจึงทำให้อาการปวดลดน้อยลง 

ตำลึง พืชสมุนไพรที่เชื่อว่า สามารถแก้เบาหวานได้และยังมีประโยชน์และสรรพคุณอีกมากมาย  ใบตำลึงก็ได้รับความนิยมในการนำมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือนเช่นกัน เนื่องจากอุดมไปด้วยแมกนีเซียมซึ่งสามารถช่วยลดอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้เป็นอย่างดี โดยสามารถรับประทานใบตำลึงได้ทั้งแบบสด ๆ หรือแบบลวกก็ได้

  • ตังกุย

ตังกุยมีสรรพคุณในการช่วยขยายหลอดเลือดจึงไม่ทำให้หลอดเลือดมีการบีบตัวและกล้ามเนื้อมดลูกหดเกร็งมากเกินไป ควรรับประทานตังกุยก่อนมีประจำเดือนประมาณ 1-2 สัปดาห์จะดีที่สุด และควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะเพราะตังกุยอาจส่งผลให้ผิวบางขึ้นจนมีความไวต่อแสงแดดได้   นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์ตังกุยในรูปแบบของชาชงดื่ม ซึ่งรับประทานง่ายไปอีกแบบ แต่อย่าลืมอ่านคำแนะนำให้ครบถ้วนก่อนดื่มด้วย

ในน้ำเต้าหู้นั้นมีฮอร์โมนเพศหญิงชนิดหนึ่งที่สามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ โดยฮอร์โมนตัวนี้จะออกฤทธิ์เป็น anti-estrogen ซึ่งจะลดการเกิดอาการปวดท้องประจำเดือนได้เป็นอย่างดี แต่ควรรับประทานก่อนประจำเดือนมาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้เกิดผลดีที่สุด หากไม่ชอบดื่มน้ำเต้าหู้ ก็สามารถเลือกผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลือง เต้าหู้ หรือซุปเต้าเจี้ยวแทนได้เช่นกัน

  • ปลาทะเลน้ำลึก

ปลาทะเลน้ำลึกเป็นปลาที่อุดมไปด้วยกรด EPA และ DHA ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ปลาที่แนะนำให้รับประทาน ได้แก่ ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ปลาแฮร์ริ่ง และปลาแซลมอน เป็นต้น

ผักผลไม้ที่มีกากใยสูงมีส่วนช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ เนื่องจากกากใยในผักผลไม้นั้นจะทำหน้าที่ในการดักจับฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกินและกำจัดทิ้งจึงไม่ทำให้มดลูกหดตัวมากเกินไป นอกจากนี้ควรเลือกรับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เพราะจะช่วยบรรเทาอาการปวดเกร็งท้องได้ดีอีกด้วย

อาหารต้องห้ามเมื่อปวดประจำเดือน

อาหารบางชนิดมีส่วนกระตุ้นให้อาการปวดประจำเดือนรุนแรงมากกว่าเดิมได้เช่นกัน ได้แก่

1. เนื้อสัตว์ติดมัน

ไขมันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ติดมันมากที่สุดเพราะอาจทำให้อาการรุนแรงมากกว่าเดิมได้  ถ้าให้ดีช่วงนี้ควรเลือกรับประทานเนื้อปลาเป็นหลัก หรือหมูเนื้อแดงก็ได้

2. อาหารแปรรูป

อาหารแปรรูปจำพวกไส้กรอก ขนม เบเกอร์รี่ต่างๆ ล้วนมีโซเดียมสูง จึงอาจก่อให้เกิดอาการท้องอืดและปวดประจำเดือนมากกว่าเดิมได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปเหล่านี้ และหันมารับประทานอาหารที่ปรุงสุกสดใหม่จะดีกว่า

3. คาเฟอีน

คาเฟอีนเป็นสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดมากขึ้น และยังทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ ดังนั้นช่วงมีประจำเดือนจึงควรงดเครื่องดื่มคาเฟอีนทุกชนิด หรือหากจำเป็นก็ควรดื่มในปริมาณที่น้อยที่สุด หรือเจือจางมากที่สุด

4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ไม่อยากให้อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงมากกว่าเดิม ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ความเข้มข้นของเลือดลดต่ำลง และเลือดสูบฉีดเร็วขึ้นกว่าปกติ ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาการปวดท้องแล้วยังส่งผลให้รู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว และเกิดอาการอ่อนเพลีย

5. ของหวาน

ของหวานเป็นอีกเมนูหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน ถึงแม้ว่าช่วงมีประจำเดือนคุณจะรู้สึกอยากรับประทานของหวานมากแค่ไหนก็ตามเพราะน้ำตาลจะทำให้อาการปวดท้องแย่ลงกว่าเดิม แต่หากอยากรับประทานจริง ๆ แนะนำให้เลือกผลไม้จะดีที่สุด นอกจากจะไม่ทำให้อาการรุนแรงขึ้นแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

6. ไอศกรีม

หลายคนคงจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือนนั้นไม่ควรรับประทานไอศกรีมเพราะไอศกรีมนั้นเต็มไปด้วยไขมันจากนม เมื่อรับประทานในปริมาณมากจึงส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงไม่แพ้เนื้อสัตว์ติดมัน ฉะนั้นช่วงมีประจำเดือนก็อดใจงดรับประทานไอศกรีมไปก่อนจะดีที่สุด

ธรรมชาติบำบัดสำหรับอาการปวดประจำเดือน

  • การออกกำลังกาย 

สำหรับอาการปวดไม่ค่อยรุนแรง การออกกำลังกายสามารถช่วยคุณได้ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดิน วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน และว่ายน้ำ โยคะ ไท่กง ไท่ชี จะทำให้สมองหลั่งสารเคมีที่ชื่อ Endorphins เพื่อช่วยลดอาการปวดประจำเดือน

การได้อาบน้ำอุ่น  หรือประคบท้องน้อยด้วยขวดน้ำร้อน  หรือกระเป๋าน้ำร้อนจะช่วยให้อาการปวดประจำเดือนลดลงได้ วิธีนี้เป็นที่นิยมสำหรับสาวๆ ที่มีอาการปวดประจำเดือน

  • การนวด 

ฝึกทำการนวดเบา ๆ วน ๆ รอบ ๆ ท้องน้อยของคุณ หรือให้คนอื่นช่วยนวดให้

จากงานวิจัยพบว่า อาหารเสริมประเภทแคลเซียมสามารถช่วยบรรเทาอาการไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวจากอาการปวดประเดือนและอาการอื่นๆ ที่แสดงทางอารมณ์ก่อนการมีประจำเดือนได้

  • สุคนธบำบัด 

ในการศึกษาขนาดเล็กชิ้นหนึ่ง การใช้สุคนธบำบัดที่มีกลิ่นของดอกกุหลาบ ลาเวนเดอร์ หรือน้ำมันหอมระเหยทาลงบนผิวของท้องน้อยจะสามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การฝังเข็มระงับปวด (Acupuncture or acupressure) 

จากการศึกษาพบว่า การฝังเข็มอาจจะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ เนื่องจากมีการทดสอบทางคลินิกที่ผู้ป่วยอาการปวดประจำเดือนชนิดรุนแรงและได้รับการฝังเข็มจำนวน 15 ครั้งในระยะเวลา 3 เดือน พบว่า มีอาการปวดประจำเดือนน้อยลงเมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับการฝังเข็ม

อาการปวดประจำเดือนเป็นอาการปวดที่สร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับผู้หญิงเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุซึ่งไม่ควรละเลยทั้งสิ้น โดยหากมีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง หรือมีประจำเดือนผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน บางครั้งอาการเหล่านี้ก็อาจเป็นสัญญาณของอาการผิดปกติของมดลูกด้วยก็เป็นได้ 


ที่มาของข้อมูล

Patient Education Pamphlet. Dysmenorrhea By American Congress of Obstetricians and Gynecologists, retrieved January 2011

Marjoribanks J, Proctor M, Farquhar C, Derks RS. Nonsteroidal anti-inflammatory drugs for dysmenorrhoea. Cochrane Database Syst Rev 2010


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
พลังงานที่ใช้ในการทำกิจกรรม
พลังงานที่ใช้ในการทำกิจกรรม

คำนวณพลังงานที่ใช้ในแต่ละกิจกรรมง่ายๆ ทำให้สามารถเพิ่มการขยับร่างกายได้มากขึ้น

เปรียบเทียบวิธีคุมกำเนิด และประสิทธิภาพ
เปรียบเทียบวิธีคุมกำเนิด และประสิทธิภาพ

ตารางเปรียบเทียบวิธีคุมกำเนิดในรูปแบบต่างๆ มีประสิทธิภาพในการป้องกันอย่างไร ราคาเท่าไหร่ ใช้งานง่ายหรือยาก อ่านเลย!

ดูในแอป