สุขภาพผู้หญิง

ปวดท้องประจำเดือน สาเหตุ และวิธีแก้อาการปวด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ย. 5, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 13 นาที
ปวดท้องประจำเดือน สาเหตุ และวิธีแก้อาการปวด

อาการปวดประจำเดือน (Menstrual Cramps) คืออะไร ?

สำหรับบางคน การเกิดอาการปวดประจำเดือนอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เจ็บปวดอย่างมากในรอบเดือนนั้น ๆ แต่สามารถรักษาอาการปวดเกร็งต่าง ๆ นี้ได้

โดยอาการปวดประจำเดือนมีชื่อเรียกในทางการแพทย์ว่า Dysmenorrhea ซึ่งเป็นกลุ่มอาการปวดเกร็งหรือปวดเกร็งที่บริเวณท้องน้อย ซึ่งเกิดขึ้นมาก่อนที่จะเป็นประจำเดือนหรือในช่วงระหว่างการเป็นประจำเดือน ความรุนแรงของอาการดังกล่าวสามารถเริ่มต้นจากระดับอ่อน ๆ ไปจนถึงระดับที่ไม่สามารถต้านทานได้ ซึ่งรวมไปถึงอาการปวดท้องน้อย ความรู้สึกไม่สบายตัว ไม่สบายใจ โดยอาการปวดที่รุนแรงนั้นจะให้ความรู้สึกเหมือนกับเรายกของที่มีน้ำหนักมาก และอาการปวดประจำเดือนอาจจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน และอาการท้องเสีย

โฆษณาจาก HonestDocs
กังวลหลังมีเพศสัมพันธ์?

สั่งยาและชุดตรวจด่วนพิเศษ

เลือกซื้อ

จำนวนผู้หญิงมากกว่าครึ่งหนึ่งของคนที่เป็นประจำเดือนจะมีอาการปวดเกร็งอยู่ประมาณ 1-2 วันของแต่ละเดือน และอีก 15% ของผู้หญิงเหล่านั้นจะมีอาการปวดประจำเดือนที่รุนแรง แต่มีอีกหลายวิธีที่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดเหล่านี้ให้หายไปได้

สาเหตุของอาการปวดประจำเดือน ?

อาการปวดประจำเดือนเป็นอาการที่เกิดจากการหดรัดตัวหรือการเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูกที่นำไปเลี้ยงยังส่วนต่างๆบริเวณรอบ ๆ เยื่อบุมดลูก และเมื่อเยื่อบุมดลูกหลุดลอกและไหลออกมาในแต่ละเดือนนั้น จะทำให้สารที่คล้ายกับฮอร์โมนที่มีชื่อว่า "โปรสตาแกรนดิน" ถูกหลั่งออกมาและทำให้เกิดอาการปวดหรืออาการอักเสบ โดยนอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มความรุนแรงของการหดรัดตัวได้ถ้าหากการหลั่งสารชนิดนี้มีปริมาณที่สูงขึ้น

สำหรับผู้หญิงที่มีการหลั่งของสารโปรสตาแกรนดินสูง จะทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือนที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าคนปกติ และเมื่อเยื่อบุมดลูกหลุดลอกออกมา อาการหดรัดตัวจะค่อย ๆ ผลักเนื้อเยื่อเก่าผ่านทางปากมดลูกและขับออกไปยังช่องคลอด แต่ถ้าขนาดของปากมดลูกแคบเกินไป จะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงได้ โดยเฉพาะเมื่อลิ่มเลือดหรือเนื้อเยื่อที่หลุดออกมาผ่านปากมดลูก ซึ่งอาการปวดประจำเดือนจะเริ่มต้นก่อนการมีประจำเดือนและขึ้นสู่จุดสูงสุดภายใน 24 ชม. ผู้หญิงเริ่มมีอาการดีขึ้นใน 1-2 วัน แต่ในผู้หญิงบางคนอาจจะมีอาการเกร็งท้องน้อยตลอดช่วงของการมีประจำเดือนเลยก็ได้

ใครมีอาการปวดประจำเดือนได้บ้าง ?

อาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงสามารถพบได้บ่อยที่สุดในช่วงวัยรุ่นเริ่มตั้งแต่ 1-2 ปีหลังจากเด็กมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก ซึ่งอาการปวดประจำเดือนจะขึ้นหรือทุเลาลงเมื่อผู้หญิงมีอายุมากขึ้น นอกจากนี้ผู้หญิงที่เคยมีลูกมาแล้วจะมีโอกาสเกิดอาการปวดประจำเดือนน้อยกว่าคนปกติเพราะการคลอดลูกจะช่วยทำให้มดลูกขยายตัว

ถึงแม้ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวระหว่างการมีประจำเดือนอยู่บ้าง ซึ่งในบางอาการปวดนั้นอาจจะรุนแรงและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันได้ เนื่องจากอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงที่เกิดจากการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกและการหลั่งสารโปรสแกรนดิน ซึ่งหลั่งในช่วงการมีประจำเดือนคืออาการปวดประจำเดือนขั้นปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) แต่หากอาการปวดประจำเดือนที่เกิดจากโรคหรือปัญหาทางการแพทย์ชนิดอื่น ๆ จะเรียกว่าอาการปวดประจำเดือนขั้นทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea)

สภาวะที่สามารถทำให้เกิดการปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิมีดังนี้

  • Endometriosis สภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ 
  • Fribroids เนื้องอกในมดลูก เนื้องอกเหล่านี้ไม่เป็นเนื้อร้ายจึงไม่ก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งในมดลูก
  • การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน

อาการปวดท้องประจำเดือน บางคนอาจจะมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยพอให้รู้สึกรำคาญ แต่บางคนก็อาจจะมีอาการปวดอย่างรุนแรง ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้หญิงได้มาก แต่รู้ไหมว่าอาการปวดท้องประจำเดือนนั้นไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิด เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงโรคร้ายที่กำลังแอบแฝงอยู่ก็ได้ เพราะฉะนั้นเรามาทำความเข้าใจกับอาการปวดท้องประจำเดือนกันก่อนดีกว่า

สาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งก็มีทั้งสาเหตุที่ไม่เป็นอันตรายและสาเหตุที่เป็นอันตราย ดังนั้น เมื่อมีอาการปวดท้องในวันที่ประจำเดือนมาจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะนั่นอาจเป็นเพราะสาเหตุของปัญหาสุขภาพดังต่อไปนี้

1. มดลูกหดตัวแรงกว่าปกติ

สารโปรสตาแกรนดินทำให้มดลูกหดตัว ก่อให้เกิดอาการปวดท้องเบาๆ แต่ถ้าหากสารนี้มีปริมาณมากกว่าปกติก็จะก่อให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง และในบางรายก็อาจจะมีไข้ที่เรียกกันว่าไข้ทับระดู แต่ทั้งนี้อาการปวดท้องประจำเดือนจากกรณีนี้จะไม่เป็นอันตรายมากนัก เพียงแต่หากมีไข้สูงก็ควรรับประทานยาลดไข้และดูแลตนเองให้มากขึ้นเท่านั้น

2. มีโรคร้ายแอบแฝง

อาการปวดท้องประจำเดือน บางครั้งก็ไม่ใช่อาการปวดแบบธรรมดา แต่อาจเป็นอาการข้างเคียงจากภาวะแอบแฝง จำพวกโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น ช็อกโกแลตชีส มะเร็งรังไข่ หรือการติดเชื้อต่าง ๆ ในช่องคลอด ซึ่งภาวะเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงมาก และอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เลือดประจำเดือนมีสีแปลกไปจากปกติ และมีอาการคัน เป็นต้น โดยหากมีอาการแบบนี้ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อการวินิจฉัยและรักษาได้ทันเวลา

อาการปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือนจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับด้วยกัน เนื่องจากอาการปวดท้องในขณะมีรอบเดือนนั้นจะเกิดขึ้นได้จากสองสาเหตุหลัก ๆ คือการหดตัวของมดลูกแรงเกินไปและภาวะแอบแฝงจากโรคร้าย ซึ่งมีอาการดังนี้

1. ปวดท้องประจำเดือนจากการหดตัวของมดลูก

  • ปวดบริเวณท้องน้อย แต่อาการปวดจะไม่รุนแรงมากนัก และอาจมีอาการปวดร้าวไปบริเวณหลังร่วมด้วย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า โดยเฉพาะคนที่ประจำเดือนมามาก
  • มีอาการคลื่นไส้อาเจียน

2. ปวดท้องประจำเดือนจากภาวะแอบแฝง

  • ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง บางคนอาจมีอาการปวดจนถึงขั้นลุกเดินแทบไม่ไหวเลยก็มี
  • มีไข้ ซึ่งอาจเป็นภาวะไข้ทับระดูได้
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
  • มีอาการคันบริเวณปากช่องคลอด ซึ่งอาจเป็นเพราะการติดเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ
  • เลือดประจำเดือนเป็นสีแดงสด

การวินิจฉัยโรค

มีประวัติการปวดท้องโดยมีลักษณะ ตำแหน่ง ความรุนแรง ระยะเวลาของการปวด มีความสัมพันธ์กับประจำเดือน ตรวจภายใน และตรวจ Bimanual examination ตรวจเลือดเพื่อดูจำนวนเม็ดเลือด (Complete blood count; CBC), Hct, ตรวจปัสสาวะและอุจจาระ ตรวจการตั้งครรภ์ อัลตราซาวนด์ และส่องกล้องทางหน้าท้องเพื่อวินิจฉัยแยกโรค

ทางเลือกในการรักษาสำหรับอาการปวดประจำเดือน

ยาที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช้สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น Advil หรือ Motrin (Ibuprofen) และ Aleve (Naproxen) ที่มักจะใช้ได้ผลในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน เพราะว่ายาเหล่านี้สามารถยับยั้งการสร้างสารโปรสตาแกรนดินซึ่งเคล็ดลับก็คือการรับประทานยาแก้ปวดเมื่อเริ่มมีอาการปวดหรือก่อนการมีอาการปวด

ยาที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์ หากยาชนิด NSAIDs ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปนั้นไม่สามารถทำให้หายได้ แพทย์จะจ่ายยาบรรเทาอาการปวดที่แรงขึ้นกว่าเดิม โดยยาระงับอาการปวด ได้แก่ Acetaminophen ผสม Hydrocodone (Vicodin, Norco) เป็นทางเลือกสำหรับผู้หญิงที่มีอาการปวดประจำเดือนชนิดรุนแรงมาก ๆ

ยาคุมกำเนิด คือฮอร์โมนคุมกำเนิด เช่น ยาคุมกำเนิด แผ่นแปะ และวงแหวนสอดช่องคลอด สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนชนิดที่มีความรุนแรง ใช้เพื่อหยุดการตกไข่ หากคุณไม่มีอาการตกไข่ โอกาสที่จะมีอาการปวดประจำเดือนก็จะน้อยลง เพราะฮอร์โมนคุมกำเนิดจะหยุดหรือชะลอการเกิดเนื้องอกในมดลูกและสภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

การผ่าตัด ถ้าเนื้องอกในมดลูกและสภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณเกิดอาการปวด คุณอาจจะพิจารณาการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวชหรือวิธีรังสีร่วมรักษา (การฉีดสารเข้าไปในเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้องอก ทำให้ก้อนเนื้องอกขาดเลือด ก้อนจึงเหี่ยวยุบลง) เพื่อตัดเนื้องอกที่ไม่จำเป็นออก หรือการตัดมดลูก วิธีนี้จะตัดมดลูกออกทั้งหมด และใช้เป็นวิธีรักษาแนวทางสุดท้ายสำหรับอาการปวดและสำหรับผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีลูก

วิธีบรรเทาอาการปวดประจำเดือนอย่างได้ผล

เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือน ไม่ว่าจะปวดมากหรือปวดน้อย ก็มักจะสร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับผู้หญิงเป็นอย่างมาก แต่ครั้นจะรอให้อาการปวดหายไปพร้อมกับวันหมดประจำเดือนก็คงจะไม่ค่อยโอเคสักเท่าไร เพราะฉะนั้นเรามาบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนด้วยเคล็ดลับเหล่านี้กันดีกว่า

 

1. ประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อน

ความร้อนมีคุณสมบัติในการทำให้กล้ามเนื้อที่ตึงผ่อนคลายลง ซึ่งจะส่งผลให้อาการปวดบรรเทาลง ดังนั้นแนะนำให้นำกระเป๋าน้ำร้อนมาประคบที่หน้าท้องเมื่อมีอาการปวด ประคบไปเรื่อย ๆ จะทำให้อาการปวดค่อย ๆ ทุเลาลง อาจไม่หายสนิทแต่ก็ดีขึ้นไม่น้อย ซึ่งในปัจจุบันการใช้กระเป๋าน้ำร้อนไม่ได้ยุ่งยากเหมือนในสมัยก่อนอีกต่อไป เพราะมีกระเป๋าน้ำร้อนไฟฟ้า แค่เพียงเสียบปลั๊กชาร์จไม่ถึง 5 นาทีก็สามารถนำมาใช้ได้เลย และยังหาซื้อได้ง่ายอีกด้วย

2. ออกกำลังกายเบา ๆ

ในช่วงมีประจำเดือน หลายคนอาจเข้าใจว่าไม่ควรออกกำลังกาย แต่ความจริงแล้วการออกกำลังกายก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยอาจเลือกการออกกำลังกายเบา ๆ เช่น เดิน เล่นโยคะ เป็นต้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้เท่านั้น แต่ยังทำให้สุขภาพดี แข็งแรงตลอดรอบเดือน แต่แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือกิจกรรมหนัก ๆ เพราะช่วงมีประจำเดือน ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีอาการอ่อนเพลีย จึงเสี่ยงต่อการเป็นลมได้

3. ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ

การดื่มน้ำมาก ๆ ในขณะมีประจำเดือน จะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้อย่างดีเยี่ยม และเป็นวิธีที่เบสิกที่สุด เพราะเมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ จะส่งผลให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถควบคุมปริมาณของฮอร์โมนเอสโตรเจนให้อยู่ในระดับปกติได้ จึงทำให้อาการปวดท้องทุเลาลง แต่จะต้องดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องปกติเท่านั้น เพราะหากดื่มน้ำเย็นอาจส่งผลให้เลือดจับตัวกันเป็นลิ่มก้อนและขับออกมายาก ทั้งยังทำให้อาการปวดรุนแรงหนักขึ้นก็เป็นได้

4. รับประทานยาแก้ปวด

สำหรับวิธีนี้ไม่ค่อยแนะนำให้ใช้มากนัก เพราะการรับประทานยาแก้ปวดอาจส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายในด้านอื่น ๆ ได้ ดังนั้นหากคิดจะรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน ควรเลือกรับประทานมื่อมีอาการปวดอย่างรุนแรงจริง ๆ เท่านั้น แต่ถ้าให้ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะดีที่สุด

5. นอนตะแคง

การนอนตะแคงจะสามารถบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้ ส่วนจะตะแคงไปข้างไหนดีนั้นก็ขึ้นอยู่กับระดับมดลูกของแต่ละคนด้วย ดังนั้นหากมีอาการปวดท้องประจำเดือน แนะนำให้ลองนอนตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่งดู เพื่อทดสอบว่านอนตะแคงด้านไหนแล้วทำให้อาการปวดท้องบรรเทาลง

อาหารช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน

นอกจากเคล็ดลับบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนข้างต้นแล้ว อาหารก็มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้เช่นกัน  ทั้งนี้ก็เพราะอาหารบางชนิดอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งและบรรเทาอาการปวดได้ รวมถึงช่วยผ่อนคลายความตึงของกล้ามเนื้อ จึงทำให้อาการปวดลดน้อยลง ซึ่งอาหารที่สามารถช่วยให้อาการปวดท้องประจำเดือนดีขึ้นได้มีดังนี้

1. ใบตำลึง

ตำลึง พืชสมุนไพรที่เชื่อว่าสามารถแก้เบาหวานได้ และยังมีประโยชน์และสรรพคุณอีกมากมาย ซึ่งใบตำลึงก็ได้รับความนิยมในการนำมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนเช่นกัน เนื่องจากตำลึงอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ซึ่งสามารถช่วยลดอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้เป็นอย่างดี โดยสามารถรับประทานใบตำลึงได้ทั้งแบบสด ๆ หรือแบบลวกก็ได้

2. ตังกุย

ตังกุยมีสรรพคุณในการช่วยขยายหลอดเลือด จึงไม่ทำให้หลอดเลือดมีการบีบตัวและกล้ามเนื้อมดลูกหดเกร็งมากเกินไป แต่ทั้งนี้การรับประทานตังกุยเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือนนั้น ควรรับประทานก่อนมีประจำเดือนประมาณ 1-2 สัปดาห์จะดีที่สุด และควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะตังกุยอาจส่งผลให้ผิวบางขึ้นจนมีความไวต่อแสงแดดได้ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์ตังกุยในรูปแบบของชาชงดื่ม ซึ่งก็จะรับประทานง่ายไปอีกแบบ แต่อย่าลืมอ่านคำแนะนำให้ครบถ้วนก่อนดื่มด้วย

3. น้ำเต้าหู้

ในน้ำเต้าหู้นั้นมีฮอร์โมนเพศหญิงชนิดหนึ่งที่สามารถบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้ โดยฮอร์โมนตัวนี้จะออกฤทธิ์เป็น anti-estrogen ซึ่งจะลดการเกิดอาการปวดท้องประจำเดือนได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ควรรับประทานก่อนประจำเดือนมาประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อให้เกิดผลดีที่สุด นอกจากนี้หากใครไม่ชอบดื่มน้ำเต้าหู้ ก็สามารถเลือกผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลือง เต้าหู้ หรือซุปเต้าเจี้ยวแทนได้เช่นกัน

4. ปลาทะเลน้ำลึก

ปลาทะเลน้ำลึกเป็นปลาที่อุดมไปด้วยกรด EPA และ DHA ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยปลาที่แนะนำให้รับประทานมากที่สุด ได้แก่ ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ปลาแฮร์ริ่ง และปลาแซลมอน เป็นต้น

5. ผักผลไม้

ผักผลไม้ที่มีกากใยสูงมีส่วนช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ เนื่องจากกากใยในผักผลไม้นั้นจะทำหน้าที่ในการดักจับฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกินและกำจัดทิ้ง จึงไม่ทำให้มดลูกหดตัวมากเกินไป นอกจากนี้แล้ว ควรเลือกรับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เพราะจะช่วยบรรเทาอาการปวดเกร็งท้องได้ดีอีกด้วย

อาหารต้องห้ามเมื่อปวดท้องประจำเดือน

นอกจากการรับประทานอาหารบางชนิดเพื่อช่วยให้อาการปวดท้องประจำเดือนดีขึ้นได้แล้ว อาหารบางชนิดก็มีส่วนกระตุ้นให้อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงมากกว่าเดิมได้เช่นกัน ได้แก่

1. เนื้อสัตว์ติดมัน

เนื่องจากไขมัน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือน จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ติดมันมากที่สุด เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงมากกว่าเดิมได้ ถ้าให้ดีช่วงนี้ควรเลือกรับประทานเนื้อปลาเป็นหลัก หรือหมูเนื้อแดงก็ได้

2. อาหารแปรรูป

อาหารแปรรูปจำพวกไส้กรอก ขนม เบเกอร์รี่ต่าง ๆ ล้วนมีโซเดียมสูง จึงอาจก่อให้เกิดอาการท้องอืดและปวดท้องประจำเดือนมากกว่าเดิมได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปเหล่านี้ และหันมารับประทานอาหารที่ปรุงสุกสดใหม่จะดีกว่า

3. คาเฟอีน

คาเฟอีนเป็นสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดมากขึ้น และยังทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ ดังนั้นช่วงมีประจำเดือนจึงควรงดเครื่องดื่มคาเฟอีนทุกชนิด หรือหากจำเป็นก็ควรดื่มในปริมาณที่น้อยที่สุดหรือเจือจางมากที่สุด

4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ไม่อยากให้อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงมากกว่าเดิม ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ความเข้มข้นของเลือดลดต่ำลง และเลือดสูบฉีดเร็วขึ้นกว่าปกติ ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาการปวดท้องแล้ว ยังส่งผลให้รู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว และเกิดอาการอ่อนเพลีย

5. ของหวาน

นอกจากของมันแล้ว ของหวานก็เป็นอีกเมนูหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน ถึงแม้ว่าช่วงมีประจำเดือนคุณจะรู้สึกอยากรับประทานของหวานมากแค่ไหนก็ตาม เพราะน้ำตาลจะทำให้อาการปวดท้องแย่ลงกว่าเดิม แต่หากคุณรู้สึกอยากรับประทานของหวานจริง ๆ แนะนำให้เลือกผลไม้จะดีที่สุด นอกจากจะไม่ทำให้อาการรุนแรงขึ้นแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

6. ไอศกรีม

หลายคนคงจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือนนั้นไม่ควรรับประทานไอศกรีม เพราะว่าไอศกรีมนั้นเต็มไปด้วยไขมันจากนม เมื่อรับประทานในปริมาณมากจึงส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงไม่แพ้เนื้อสัตว์ติดมัน เพราะฉะนั้นช่วงมีประจำเดือนก็อดใจงดรับประทานไอศกรีมไปก่อนจะดีที่สุด

อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นอาการปวดที่สร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับผู้หญิงได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุซึ่งไม่ควรละเลยทั้งสิ้น โดยหากมีอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน และบรรเทาอาการปวดด้วยวิธีที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนให้ทุเลาลงได้ หรือบางครั้งอาการปวดประจำเดือนมาก ๆ ก็อาจเป็นสัญญาณของอาการผิดปกติของมดลูกด้วยก็เป็นได้ และการไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุก็จะทำให้รักษาได้ทัน

ดังนั้น หากมีอาการปวดมากผิดปกติบ่อย ๆ ก็ยิ่งไม่ควรนิ่งนอนใจเช่นกัน และอย่าลืมหลีกเลี่ยงอาหารต้องห้าม เพราะนั่นอาจทำให้อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมได้ด้วย หากดูแลสุขภาพให้ดีดังคำแนะนำที่กล่าวมา เชื่อว่าอาการปวดท้องประจำเดือนย่อมบรรเทาให้ดีขึ้นได้อย่างไม่ต้องเป็นกังวลอีกต่อไป

ธรรมชาติบำบัดสำหรับอาการปวดประจำเดือน

สำหรับผู้หญิงบางคนพบว่าการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตบางประการและการทำธรรมชาติบำบัดจะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้

การออกกำลังกาย สำหรับอาการปวดไม่ค่อยรุนแรง การออกกำลังกายสามารถช่วยคุณได้

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดิน วิ่งเหยาะ ๆ ปั่นจักรยาน และว่ายน้ำ จะทำให้สมองหลั่งสารเคมีที่ชื่อ Endorphins เพื่อช่วยลดอาการปวดประจำเดือน

การใช้ความร้อน การได้อาบน้ำอุ่นหรือประคบท้องน้อยด้วยขวดน้ำร้อนหรือกระเป๋าน้ำร้อนจะช่วยให้อาการปวดประจำเดือนลดลงได้ ซึ่งวิธีนี้เป็นที่นิยมสำหรับสาว ๆ ที่มีอาการปวดประจำเดือน

การนวด ฝึกทำการนวดเบา ๆ วน ๆ รอบ ๆ ท้องน้อยของคุณหรือให้คนอื่นช่วยนวดให้

การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม จากงานวิจัยพบว่าอาหารเสริมประเภทแคลเซียมสามารถช่วยบรรเทาอาการไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวจากอาการปวดประเดือนและอาการอื่น ๆ ที่แสดงทางอารมณ์ก่อนการมีประจำเดือนได้

สุคนธบำบัด ในการศึกษาขนาดเล็กชิ้นหนึ่ง การใช้สุคนธบำบัดที่มีกลิ่นของดอกกุหลาบ ลาเวนเดอร์ หรือน้ำมันหอมระเหยดอกเสจแล้วทาลงบนผิวของท้องน้อยจะสามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การฝังเข็ม จากการศึกษาพบว่าการฝังเข็มอาจจะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ เนื่องจากมีการทดสอบทางคลินิกที่ผู้ป่วยอาการปวดประจำเดือนชนิดรุนแรงและได้รับการฝังเข็มจำนวน 15 ครั้งในระยะเวลา 3 เดือน พบว่ามีอาการปวดประจำเดือนน้อยลงเมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับการฝังเข็ม

บทความน่าอ่าน

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่