สุขภาพผู้หญิง

ปวดท้องประจำเดือน สาเหตุ และวิธีแก้อาการปวด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 19, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 12 นาที
Istock 509255790 m

อาการปวดประจำเดือน (Menstrual Cramps) คืออะไร?

สำหรับบางคนการเกิดอาการปวดประจำเดือนอาจเป็นสิ่งที่จะทำให้เจ็บปวดอย่างมากในรอบเดือนนั้น ๆ แต่สามารถรักษาอาการปวดเกร็งต่าง ๆ นี้ได้

โดยอาการปวดประจำเดือนมีชื่อเรียกในทางการแพทย์ว่า Dysmenorrhea ซึ่งเป็นกลุ่มอาการปวดเกร็งหรือปวดเกร็งที่บริเวณท้องน้อยที่เกิดขึ้นมาก่อนที่จะเป็นประจำเดือนหรือในช่วงระหว่างการเป็นประจำเดือน ความรุนแรงของอาการดังกล่าวสามารถเริ่มต้นจากระดับอ่อน ๆ ไปจนถึงระดับที่ไม่สามารถต้านทานได้ซึ่งรวมไปถึงอาการปวดท้องน้อย ความรู้สึกไม่สบายตัวไม่สบายใจ โดยอาการปวดที่รุนแรงนั้นจะให้ความรู้สึกเหมือนกับเรายกของที่มีน้ำหนักมาก และอาการปวดประจำเดือนนั้นอาจจะมีอาการอื่น ๆ มาร่วมด้วย เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน และอาการท้องเสีย

จำนวนผู้หญิงมากกว่าครึ่งหนึ่งของคนที่เป็นประจำเดือนจะมีอาการปวดเกร็งอยู่ประมาณ 1-2 วันของแต่ละเดือน และอีก 15% ของผู้หญิงเหล่านั้นจะมีอาการปวดประจำเดือนที่รุนแรง แต่มีอีกหลายวิธีที่สามารถช่วยอาการปวดเหล่านนี้ให้หายไปได้

อะไรที่ทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือน?

อาการปวดประจำเดือนเป็นอาการที่เกิดจากการหดรัดตัวหรือการเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูกที่นำไปเลี้ยงยังส่วนต่างๆบริเวณรอบ ๆ เยื่อบุมดลูก และเมื่อเยื่อบุมดลูกหลุดลอกและไหลออกมาในแต่ละเดือนนั้น จะทำให้สารที่คล้ายกับฮอร์โมนที่มีชื่อว่า โปรสตาแกรนดิน ถูกหลั่งออกมาและทำให้เกิดอาการหรืออาการอักเสบ โดยนอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มความรุนแรงของการหดรัดตัวได้ถ้าหากการหลั่งสารชนิดนี้มีปริมาณที่สูงขึ้น

สำหรับผู้หญิงที่มีการหลั่งของสารโปรสตาแกรนดินสูง จะทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือนที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าคนปกติ และเมื่อเยื่อบุมดลูกหลุดลอกออกมา อาการหดรัดตัวจะค่อยๆผลักเนื้อเยื้อเก่าผ่านทางปากมดลูกและขับออกเป็นยังช่องคลอด แต่ถ้าขนาดของปากมดลูกแคบเกินไป จะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงได้โดยเฉพาะเมื่อลิ่มเลือดหรือเนื้อเยื่อที่หลุดออกมาผ่านปากมดลูก ซึ่งอาการปวดประจำเดือนจะเริ่มต้นก่อนการมีประจำเดือนและขึ้นสู่จุดสูงสุดภายใน 24 ชม. หลังจากผู้หญิงมีเริ่มมีอาการดีขึ้น 1-2 วัน แต่ในผู้หญิงบางคนอาจจะมีอาการเกร็งท้องน้อยตลอดช่วงของการมีประจำเดือนเลยก็ได้

ใครมีอาการปวดประจำเดือนได้บ้าง?

อาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงสามารถพบได้บ่อยที่สุดในช่วงวัยรุ่นเริ่มตั้งแต่ 1-2 ปีหลังจากเด็กมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก ซึ่งอาการปวดประจำเดือนจะขึ้นหรือทุเลาลงเมื่อผู้หญิงมีอายุที่มากขึ้น โดยนอกจากนี้ผู้หญิงที่เคยมีลูกมาแล้วจะมีโอกาสเกิดอาการปวดประจำเดือนน้อยกว่าคนปกติเพราะการคลอดลูกจะช่วยทำให้มดลูกขยายตัว

ถึงแม้ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวในระหว่างการมีประจำเดือนอยู่บ้าง ซึ่งในบางอาการปวดนั้นอาจจะรุนแรงและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันได้ เนื่องจากอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงที่เกิดจากการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกและการหลั่งสารโปรสแกรนดิน ที่จะหลั่งในช่วงการมีประจำเดือนคืออาการปวดประจำเดือนขั้นปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) แต่หากอาการปวดประจำเดือนที่เกิดจากโรคหรือปัญหาทางการแพทย์ชนิดอื่นๆจะเรียกว่าอาการปวดประจำเดือนขั้นทุติยภูมิ(Secondary Dysmenorrhea)

สภาวะที่สามารถทำให้เกิดการปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิมีดังนี้

  • Endometriosis สภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ สภาวะนี้ เยื่อบุโพรงมดลูกจะเติบโตนอก
  • Fribroids เนื้องอกในมดลูก เนื้องอกเหล่านี้ไม่เป็นเนื้อร้ายจึงไม่ก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งในมดลูก
  • การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน

อาการปวดท้องประจำเดือน บางคนอาจจะมีอาการปวดเพียงเล็กน้อย พอให้รู้สึกรำคาญ แต่บางคนก็อาจจะมีอาการปวดอย่างรุนแรง ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้หญิงได้มาก แต่รู้ไหมว่าอาการปวดท้องประจำเดือนนั้น ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิด เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงโรคร้ายที่กำลังแอบแฝงอยู่ก็ได้ เพราะฉะนั้นเรามาทำความเข้าใจกับอาการปวดท้องประจำเดือนกันก่อนดีกว่า

สาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือน เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งก็มีทั้งสาเหตุที่ไม่เป็นอันตรายและสาเหตุที่เป็นอันตราย ดังนั้น เมื่อมีอาการปวดท้องในวันที่ประจำเดือนมาจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะนั่นอาจเป็นเพราะสาเหตุของปัญหาสุขภาพดังต่อไปนี้

1. มดลูกหดตัวแรงกว่าปกติ

โดยปกติแล้ว ในขณะมีประจำเดือน ผนังมดลูกจะสร้างสารชนิดหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า พรอสตาแกลนดิน ซึ่งสารตัวนี้จะทำให้มดลูกมีการหดตัว ก่อให้เกิดอาการปวดท้องเบาๆ แต่ถ้าหากสารพรอสตาแกลนดินมีปริมาณมากกว่าปกติ ก็จะก่อให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง และในบางรายก็อาจจะมีไข้ ที่เรียกกันว่าไข้ทับระดู แต่ทั้งนี้อาการปวดท้องประจำเดือนจากกรณีนี้ จะไม่เป็นอันตรายมากนัก เพียงแต่หากมีไข้สูงก็ควรทานยาลดไข้และดูแลตนเองให้มากขึ้นเท่านั้น

2. มีโรคร้ายแอบแฝง

อาการปวดท้องประจำเดือน บางครั้งก็ไม่ใช่อาการปวดแบบธรรมดา แต่อาจเป็นอาการข้างเคียงจากภาวะแอบแฝง จำพวกโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น ช็อกโกแลตชีส มะเร็งรังไข่ หรือการติดเชื้อต่างๆ ในช่องคลอด ซึ่งภาวะเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงมาก และอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เลือดประจำเดือนมีสีแปลกไปจากปกติ และมีอาการคัน เป็นต้น โดยหากมีอาการแบบนี้ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันเวลา

อาการปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือนจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับด้วยกัน เนื่องจากที่รู้ๆ กันอยู่ว่าอาการปวดท้องในขณะมีรอบเดือนนั้นจะเกิดขึ้นได้จากสองสาเหตุหลักๆ คือการหดตัวของมดลูกแรงเกินไปและภาวะแอบแฝงจากโรคร้าย ซึ่งมีอาการดังนี้

1. ปวดท้องประจำเดือนจากการหดตัวของมดลูก

  • ปวดบริเวณท้องน้อย แต่อาการปวดจะไม่รุนแรงมากนัก และอาจมีอาการปวดร้าวไปบริเวณหลังร่วมด้วย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า โดยเฉพาะคนที่ประจำเดือนมามาก
  • มีอาการคลื่นไส้อาเจียน

2. ปวดท้องประจำเดือนจากภาวะแอบแฝง

  • ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง บางคนอาจมีอาการปวดจนถึงขั้นลุกเดินแทบไม่รอดเลยก็มี
  • มีไข้ ซึ่งอาจเป็นภาวะไข้ทับระดูได้
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
  • มีอาการคันบริเวณปากช่องคลอด ซึ่งอาจเป็นเพราะการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆ
  • เลือดประจำเดือนเป็นสีแดงสด

การวินิจฉัยโรค

มีประวัติการปวดท้องโดยมีลักษณะ ตำแหน่ง ความรุนแรง ระยะเวลาของการปวด มีความสัมพันธ์กับประจำเดือน ตรวจภายใน และตรวจ Bimanual examination ตรวจเลือดเพื่อดูจำนวนเม็ดเลือด (Complete blood count; CBC), Hct, ตรวจปัสสาวะและอุจจาระ ตรวจการตั้งครรภ์ อัลตราซาวนด์ และส่องกล้องทางหน้าท้องเพื่อวินิจฉัยแยกโรค

ทางเลือกในการรักษาสำหรับอาการปวดประจำเดือน

ยาที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช้สเตียรอยด์ (NSAIDs) อาทิเช่น Advil หรือ Motrin (Ibuprofen) และ Aleve (Naproxen) ที่มักจะใช้ได้ผลในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนเพราะว่ายาเหล่านี้สามารถยับยั้งการสร้างสาร Prostaglandin ซึ่งเคล็ดลับก็คือการรับประทานยาแก้ปวดเมื่อเริ่มมีอาการปวดหรือก่อนการมีอาการปวด

ยาที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์ หากยาชนิด NSAIDs ที่สามรถหาซื้อไปทั่วไปนั้นไม่สามารถทำให้หายได้ แพทย์จะจ่ายยาบรรเทาอาการปวดที่แรงขึ้นกว่าเดิมให้สำหรับคุณ โดยยาระงับอาการปวด ได้แก่ Acetaminophen ผสม Hydrocodone (Vicodin, Norco) เป็นทางเลือกสำหรับผู้หญิงที่มีอาการปวดประจำเดือนชนิดรุนแรงมาก ๆ

ยาคุมกำเนิด คือฮอร์โมนคุมกำเนิด ยกตัวอย่างเช่น ยาคุมกำเนิด แผ่นแปะ และวงแหวนสอดช่องคลอดสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนชนิดที่มีความรุนแรงใช้ทำการหยุดการตกไข่ หากคุณไม่มีอาการตกไข่ โอกาสที่จะมีอาการปวดประจำเดือนก็จะน้อยลง เพราะฮอร์โมนคุมกำเนิดจะทำการหยุดหรือชะลอการเกิดเนื้องอกในมดลูกและสภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริบผิดที่

การผ่าตัด ถ้าเนื้องอกในมดลูกและสภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เป็นเหตุผลที่ทำให้คุณเกิดอาการปวด คุณอาจจะพิจารณาการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช หรือวิธีรังสีร่วมรักษา (การฉีดสารเข้าไปในเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้องอกทำให้ก้อนเนื้องอกขาดเลือด ก้อนจึงเหี่ยวยุบลง) เพื่อตัดเนื้องอกที่ไม่จำเป็นออก หรือ การตัดมดลูก วิธีนี้จะตัดมดลูกออกทั้งหมดและใช้เป็นวิธีรักษาแนวทางสุดท้ายสำหรับอาการปวดและสำหรับผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีลูก

วิธีบรรเทาปวดประจำเดือนอย่างได้ผล

เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือน ไม่ว่าจะปวดมากหรือปวดน้อย ก็มักจะสร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับผู้หญิงเป็นอย่างมาก แต่ครั้นจะรอให้อาการปวดหายไปพร้อมกับวันหมดประจำเดือนก็คงจะไม่ค่อยโอเคสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเรามาบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน ด้วยเคล็ดลับเหล่านี้กันดีกว่า

 

1. ประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อน

ความร้อนมีคุณสมบัติในการทำให้กล้ามเนื้อที่ตึงผ่อนคลายลง ซึ่งก็จะส่งผลให้อาการปวดบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นแนะนำให้นำกระเป๋าน้ำร้อนมาประคบที่หน้าท้องเมื่อมีอาการปวด ประคบไปเรื่อยๆ จะทำให้อาการปวดค่อยๆ ทุเลาลง อาจไม่หายสนิทแต่ก็ดีขึ้นไม่น้อย ซึ่งในปัจจุบันนั้นการใช้กระเป๋าน้ำร้อนไม่ได้ยุ่งยากเหมือนในสมัยก่อนอีกต่อไป เพราะมีกระเป๋าน้ำร้อนไฟฟ้า แค่เพียงเสียบปลั๊กชาร์จไม่ถึง 5 นาทีก็สามารถนำมาใช้ได้เลย แถมยังหาซื้อได้ง่ายทั่วๆ ไป

2. ออกกำลังกายเบาๆ

ในช่วงมีประจำเดือน หลายคนอาจเข้าใจว่าไม่ควรออกกำลังกาย แต่ความจริงแล้วการออกกำลังกายก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยอาจเลือกการออกกำลังกายแบบเบาๆ เช่น เดิน เล่นโยคะ เป็นต้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้เท่านั้น แต่ยังทำให้สุขภาพดี แข็งแรงตลอดรอบเดือน แต่แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือกิจกรรมหนักๆ เพราะช่วงมีประจำเดือน ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีอาการอ่อนเพลีย จึงเสี่ยงต่อการเป็นลมได้

3. ดื่มน้ำอุ่นมากๆ

การดื่มน้ำมากๆ ในขณะมีประจำเดือน จะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้อย่างดีเยี่ยม และเป็นวิธีที่เบสิคที่สุด เพราะเมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ จะส่งผลให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถควบคุมปริมาณของฮอร์โมนเอสโตรเจนให้อยู่ในระดับที่ปกติได้ จึงทำให้อาการปวดท้องทุเลาลง แต่จะต้องดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องปกติเท่านั้น เพราะหากดื่มน้ำเย็นอาจส่งผลให้เลือดจับตัวกันเป็นลิ่มก้อนและขับออกมายาก ทั้งยังทำให้อาการปวดรุนแรงหนักขึ้นก็เป็นได้

4. รับประทานยาแก้ปวด

สำหรับวิธีนี้ ไม่ค่อยแนะนำให้ใช้มากนัก เพราะการรับประทานยาแก้ปวดอาจส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายในด้านอื่นๆ ได้ ดังนั้นหากคิดจะทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน ควรเลือกทานมื่อมีอาการปวดอย่างรุนแรงจริงๆเท่านั้น แต่ถ้าให้ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานจะดีที่สุด

5. นอนตะแคง

การนอนตะแคงจะสามารถบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้ ส่วนจะตะแคงไปข้างไหนดีนั้นก็ขึ้นอยู่กับระดับมดลูกของแต่ละคนด้วย ดังนั้นหากมีอาการปวดท้องประจำเดือนแนะนำให้ลองนอนตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่งดู เพื่อทดสอบว่านอนตะแคงด้านไหนแล้วทำให้อาการปวดท้องบรรเทาลง

อาหารช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน

นอกจากเคล็ดลับบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนข้างต้นแล้ว อาหารก็มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้เช่นกัน  ทั้งนี้ก็เพราะอาหารบางชนิดอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งและบรรเทาอาการปวดได้ รวมถึงช่วยผ่อนคลายความตึงของกล้ามเนื้อ จึงทำให้อาการปวดลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาหารที่สามารถช่วยให้อาการปวดท้องประจำเดือนดีขึ้นได้ก็มีด้วยกันดังนี้

1. ใบตำลึง

ตำลึง พืชสมุนไพรที่เชื่อว่าสามารถแก้เบาหวานได้ และยังมีประโยชน์สรรพคุณอีกมากมาย ซึ่งใบตำลึงก็ได้รับความนิยมในการนำมาทานเพื่อบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนเช่นกัน เนื่องจากตำลึงอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ซึ่งสามารถช่วยลดอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้เป็นอย่างดี โดยสามารถทานใบตำลึงได้ทั้งแบบสดๆ หรือแบบลวกก็ได้

2. ตังกุย

ตังกุยมีสรรพคุณในการช่วยขยายหลอดเลือด จึงไม่ทำให้หลอดเลือดมีการบีบตัวและกล้ามเนื้อมดลูกหดเกร็งมากเกินไป แต่ทั้งนี้การทานตังกุยเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือนนั้น ควรทานก่อนมีประจำเดือนประมาณ 1-2 สัปดาห์จะดีที่สุด และควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะตังกุ่ยอาจส่งผลให้ผิวบางขึ้นจนมีความไวต่อแสงแดดได้ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์ตังกุยในรูปแบบของชาชงดื่ม ซึ่งก็จะทานง่ายไปอีกแบบ แต่อย่าลืมอาจคำแนะนำให้ครบถ้วนก่อนดื่มด้วย

3. น้ำเต้าหู้

ในน้ำเต้าหู้นั้น มีฮอร์โมนเพศหญิงชนิดหนึ่ง ทีสามารถบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้  โดยฮอร์โมนตัวนี้จะออกฤทธิ์เป็น anti-estrogen ซึ่งจะลดการเกิดอาการปวดท้องประจำเดือนได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ควรทานก่อนประจำเดือนมาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้เกิดผลดีที่สุด นอกจากนี้หากใครไม่ชอบดื่มน้ำเต้าหู้ ก็สามารถเลือกผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลือง เต้าหู้ หรือซุปเต้าเจี้ยวแทนได้เช่นกัน

4. ปลาทะเลน้ำลึก

ปลาทะเลน้ำลึก เป็นปลาที่อุดมไปด้วยกรด EPA และ DHA ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยปลาที่แนะนำให้ทานมากที่สุด ได้แก่ ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ปลาแฮร์ริ่งและปลาแซลมอน เป็นต้น

5. ผักผลไม้

ผักผลไม้ที่มีกากใยสูงมีส่วนช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ เนื่องจากกากใยในผักผลไม้นั้น จะทำหน้าที่ในการดักจับฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกินและกำจัดทิ้ง จึงไม่ทำให้มดลูกหดตัวมากเกินไป นอกจากนี้แล้ว ควรเลือกทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เพราะจะช่วยบรรเทาอาการปวดเกร็งท้องได้ดีด้วย

อาหารต้องห้าม เมื่อปวดท้องประจำเดือน

นอกจากการรับประทานอาหารบางชนิดเพื่อช่วยให้อาการปวดท้องประจำเดือนดีขึ้นได้แล้ว อาหารบางชนิดก็มีส่วนกระตุ้นให้อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงมากกว่าเดิมได้เช่นกัน ซึ่งอาหารนั้นๆ ก็มีดังนี้

1. เนื้อสัตว์ติดมัน

เนื่องจากไขมัน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือน จึงควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ติดมันมากที่สุด เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงมากกว่าเดิมได้ ถ้าให้ดีช่วงนี้ควรเลือกทานเนื้อปลาเป็นหลัก หรือจะทานหมูเนื้อแดงก็ได้

2. อาหารแปรรูป

อาหารแปรรูป จำพวกฮอทดอก ขนม เบเกอร์รี่ต่างๆ ล้วนมีโซเดียมสูง จึงอาจก่อให้เกิดอาการท้องอืดและปวดท้องประจำเดือนมากกว่าเดิมได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปเหล่านี้ และหันมาทานอาหารที่ปรุงสุกสดใหม่จะดีกว่า

3. คาเฟอีน

คาเฟอีน เป็นสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดมากขึ้น และยังทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ ดังนั้นช่วงมีประจำเดือน จึงควรงดเครื่องดื่มคาเฟอีนทุกชนิด หรือหากจำเป็นก็ควรดื่มในปริมาณที่น้อยที่สุด หรือเจือจางให้มากที่สุด

4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ไม่อยากให้อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงมากกว่าเดิม ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ความเข้มข้นของเลือดลดต่ำลง และเลือดสูบฉีดเร็วขึ้นกว่าปกติ ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาการปวดท้องแล้ว ยังส่งผลให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวและเกิดอาการอ่อนเพลีย

5. ของหวาน

นอกจากของมันแล้ว ของหวานก็เป็นอีกเมนูหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน ถึงแม้ว่าชวงมีประจำเดือนคุณจะรู้สึกอยากทานของหวานมากแค่ไหนก็ตาม เพราะน้ำตาลจะทำให้อาการปวดท้องย่ำแย่ลงกว่าเดิม แต่หากคุณรู้สึกอยากทานของหวานจริงๆ แนะนำให้เลือกทานของหวานจากผลไม้จะดีที่สุด นอกจากจะไม่ทำให้อาการรุนแรงขึ้นแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย

6. ไอศกรีม

หลายคนคงจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือนนั้นไม่ควรทานไอศกรีม เพราะว่าไอศกรีมนั้นเต็มไปด้วยไขมันจากนม เมื่อทานในปริมาณมากจึงส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ไม่แพ้เนื้อสัตว์ติดมัน เพราะฉะนั้นช่วงมีประจำเดือนก็อดใจงดทานไอศกรีมไปก่อนจะดีที่สุด

อาการปวดท้องประจำเดือน เป็นอาการปวดที่สร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับผู้หญิงได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุซึ่งไม่ควรละเลยทั้งสิ้น โดยหากมีอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน และบรรเทาอาการปวดด้วยวิธีที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนให้ทุเลาลงได้ หรือบางครั้งอาการปวดประจำเดือนมากๆ ก็อาจเป็นสัญญาณของอาการผิดปกติของมดลูกด้วยก็เป็นได้ และการไปพบแพทย์ตรวจหาสาเหตุก็จะทำให้รับมือรักษาได้อย่างเท่าทัน

ดังนั้น หากมีอาการปวดมากผิดปกติบ่อยๆ ก็ยิ่งไม่ควรนิ่งนอนใจเช่นกัน พร้อมกันนี้ อย่าลืมหลีกเลี่ยงอาหารต้องห้าม เพราะนั่นอาจทำให้อาการปวดท้องประจำเดือนมีอาการรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมได้ด้วย หากดูแลสุขภาพให้ดีดังคำแนะนำที่กล่าวมา เชื่อว่าอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างที่เคยเป็น ย่อมบรรเทาให้ดีขึ้นได้อย่างไม่ต้องเป็นกังวลอีกต่อไป

ธรรมชาติบำบัดสำหรับอาการปวดประจำเดือน

สำหรับผู้หญิงบางคนที่พบการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตบางประการและการทำธรรมชาติบำบัด จะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้

การออกกำลังกาย สำหรับอาการปวดไม่ค่อยรุนแรง การออกกำลังกายสามารถช่วยคุณได้

การออกกำลังกายแบบแอโรบิค เช่น การเดิน วิ่งเหยาะ ๆ ปั่นจักรยาน และว่ายน้ำจะทำให้สมองหลั่งสารเคมีที่ชื่อ Endorphins เพื่อช่วยลดอาการปวดประจำเดือน

การใช้ความร้อน การได้อาบน้ำอุ่นหรือประคบท้องน้อยด้วยขวดน้ำร้อนหรือกระเป๋าน้ำร้อนจะช่วยให้อาการปวดประจำเดือนลดลงได้ ซึ่งวิธีนี้เป็นที่นิยมสำหรับสาว ๆ ที่มีอาการปวดประจำเดือน

การนวด ฝึกทำการนวดเบา ๆ วน ๆ รอบ ๆ ท้องน้อยของคุณหรือให้คนอื่นช่วยนวดให้

การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม จากงานวิจัยพบว่าอาหารเสริมประเภทแคลเซียมสามารถช่วยบรรเทาอาการไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวจากอาการปวดประเดือนและอาการอื่น ๆ ที่แสดงทางอารมณ์ก่อนการมีประจำเดือนได้

สุคนธบำบัด ในการศึกษาขนาดเล็กหนึ่งชิ้น การใช้สุคนธบำบัดทีมีกลิ่นของดอกกุหลาบ ลาเวนเดอร์ หรือน้ำมันหอมระเหยดอกเสจแล้วทาลงบนผิวของท้องน้อยจะสามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การฝังเข็ม จากการศึกษาพบว่าการขังเข็มอาจจะช่วยลดบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ เนื่องจากมีการทดสอบทางคลินิกที่มีผู้ป่วยอาการปวดประจำเดือนชนิดรุนแรงและได้รับการขังเข็มจำนวน 15 ครั้งในระยะเวลา 3 เดือน พบว่ามีอาการปวดประจำเดือนน้อยลงเมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับการฝังเข็ม





ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
อาการปวดของกระดูกหัวเหน่า(Pubic Bone)ในช่วงตั้งครรภ์
อาการปวดของกระดูกหัวเหน่า(Pubic Bone)ในช่วงตั้งครรภ์

แนวประสานกระดูกหัวเหน่ามีความผิดปกติ (Symphysis Pubis Dysfunction)

จัดการกับอาการปวดคอด้วย Cervical Roll
จัดการกับอาการปวดคอด้วย Cervical Roll

จัดให้คอของคุณอยู่ในท่าที่เหมาะสมขณะหลับ