แมกนีเซียม (Magnesium)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มี.ค. 19, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 21 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,255,939 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 06/03/2562

ข้อมูลภาพรวมของแมกนีเซียม

แมกนีเซียม (Magnesium) คือแร่ธาตุที่จำเป็นต่อโครงสร้างของกระดูกที่แข็งแรง ผู้คนสามารถรับแมกนีเซียมได้จากอาหาร แต่บางครั้งก็อาจต้องได้รับมาจากการบริโภคอาหารเสริมแมกนีเซียมตามความจำเป็น หรือหากมีระดับแมกนีเซียมในร่างกายต่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มสตรี ภาวะขาดแมกนีเซียม (Magnesium deficiency) นั้นเชื่อมโยงกับโรคต่าง ๆ อย่างโรคกระดูกพรุน(osteoporosis), ความดันโลหิตสูง, ,   มือสั่น กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก ลมชัก อ่อนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด , เบาหวานหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ,  และโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) 

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

วิธีช่วยจำว่าอาหารใดที่เป็นแหล่งของแมกนีเซียมคือการคิดไปถึงใยอาหาร (fiber) อาหารที่มีใยอาหารสูงมักจะมีแมกนีเซียมมากตาม โดยแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียมเช่นพืชตระกูลถั่ว (legumes) โดยเฉพาะอัลมอนด์, ธัญพืชทั้งเมล็ด, ผักต่าง ๆ (โดยเฉพาะบล็อกโคลี, สควอซ, และผักใบเขียว), เมล็ดพืช, ผลิตภัณฑ์จากนมต่าง ๆ , เนื้อสัตว์, ช็อคโกแลต, และกาแฟ น้ำที่มีการผสมแร่ธาตุมากมายเองก็ยังนับว่าเป็นแหล่งของแมกนีเซียมได้เช่นกัน

ผู้คนใช้วิธีรับประทานแมกนีเซียมเพื่อป้องกันภาวะขาดแมกนีเซียม อีกทั้งยังใช้เป็นยาระบายสำหรับเตรียมลำไส้สำหรับการผ่าตัดหรือการตรวจวินิจฉัยร่างกาย และยังใช้เป็นยาลดกรดสำหรับภาวะอาหารไม่ย่อยอีกด้วย

บางคนใช้แมกนีเซียมสำหรับโรคภัยที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดอย่างอาการเจ็บหน้าอก, หัวใจเต้นผิดจังหวะ, ความดันโลหิตสูง, โรคลิ้นหัวใจหย่อนแต่กำเนิด (idiopathic mitral valve prolapse), โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน (coronary artery disease), ภาวะหลอดเลือดสมอง, และหัวใจวาย

แมกนีเซียมยังถูกนำไปใช้รักษาโรคสมาธิสั้น (attention deficit-hyperactivity disorder (ADHD)), ภาวะวิตกกังวล (anxiety), กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (chronic fatigue syndrome (CFS)),  โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (fibromyalgia), โรคซิสติก ไฟโบรซิส (cystic fibrosis), ภาวะติดสุรา (alcoholism), , เพื่อการพักฟื้นหลังผ่าตัด, บรรเทาอาการตะคริวกินขาในช่วงกลางคืนและระหว่างมีครรภ์, , , ปวดศีรษะไมเกรน, อาการปวดระยะยาวที่เรียกว่ากลุ่มอาการเจ็บปวดเฉพาะที่ (complex regional pain syndrome), กระดูกพรุน (osteoporosis), กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (premenstrual syndrome (PMS)), , ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (urinary incontinence), ภาวะที่ทำให้เกิดอาการแสบร้อนและบวมแดงที่เรียกว่า erythromelalgia, กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (restless legs syndrome; RLS), หอบหืด (asthma), ไข้ละอองฟาง (hay fever), โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis) และเพื่อการป้องกันภาวะเสียการได้ยินและมะเร็ง

แมกนีเซียมยังถูกนำไปรับประทานเพื่อลดน้ำหนัก และสำหรับนักกีฬายังสามารถใช้แมกนีเซียมบำรุงกำลังกายของพวกเขาได้ด้วย แต่ควรอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

บางคนใช้วิธีทาแมกนีเซียมบนผิวหนังเพื่อรักษาแผลติดเชื้อ, แผลน้ำร้อนลวก, และฝีฝักบัว (carbuncles) และเพื่อเร่งกระบวนการสมานบาดแผล อีกทั้งการประคบเย็นด้วยแมกนีเซียมยังถูกใช้เพื่อรักษาภาวะติดเชื้อที่ผิวหนังรุนแรงที่เกิดจากแบคทีเรีย (โรคไฟลามทุ่ง (erysipelas))และการประคบร้อนเพื่อรักษาภาวะติดเชื้อที่อยู่ลึกใต้ผิวหนัง

การฉีดแมกนีเซียมเข้าร่างกายเพื่อวัตถุประสงค์ด้านโภชนาการและเพื่อรักษาภาวะขาดแมกนีเซียมมักจะปฏิบัติกับผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อที่ตับอ่อน, ภาวะผิดปรกติด้านการดูดซับแมกนีเซียม, และโรคตับแข็ง (cirrhosis) อีกทั้งการฉีดเข้าร่างกายยังมีเพื่อรักษาภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างมีครรภ์และภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์อื่น ๆ อีกด้วย

การฉีดแมกนีเซียมยังถูกใช้เป็นยาฉีดเพื่อควบคุมอาการชัก, รักษาอาการหัวใจเต้นผิดปรกติหลังประสบกับภาวะหัวใจวาย, และรักษาภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) อีกทั้งการฉีดเข้าร่างกายยังมีไว้เพื่อรักษาโรคหอบหืดและภาวะแทรกซ้อนที่ปอดอื่น ๆ สำหรับไมเกรนและอาการปวดศีรษะ, ได้รับพิษ, เจ็บปวด, สมองบวม, ผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด, ได้รับแรงกระแทกที่ศีรษะ, และเลือดออก, โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (sickle cell disease), เพื่อป้องกันโรคสมองพิการ (cerebral palsy), และเพื่อรักษาบาดทะยัก (tetanus) อีกด้วย

แมกนีเซียมออกฤทธิ์อย่างไร?

แมกนีเซียมจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและทำนุบำรุงกระดูก อีกทั้งยังจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย สำหรับกระเพาะอาหารนั้น แมกนีเซียมจะช่วยปรับสมดุลกรดในกระเพาะและทำให้อุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น

การใช้และประสิทธิภาพของแมกนีเซียม

ภาวะที่ใช้แมกนีเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ท้องผูก (Constipation) การทานแมกนีเซียมสามารถช่วยระบายอาการท้องผูกและสามารถนำไปใช้เตรียมลำไส้ก่อนเข้ารับกระบวนการทางการแพทย์ต่าง ๆ ได้
  • ภาวะอาหารไม่ย่อย (Indigestion) การทานแมกนีเซียมเป็นยาลดกรด (antacid) จะช่วยลดอาการแสบร้อนกลางอกได้ โดยองค์ประกอบของแมกนีเซียมหลายประเภทสามารถใช้ได้ แต่ magnesium hydroxide จะออกฤทธิ์เร็วที่สุด
  • ภาวะขาดแมกนีเซียม (Magnesium deficiency) การทานแมกนีเซียมสามารถช่วยรักษาและป้องกันภาวะขาดแมกนีเซียมได้ดี โดยภาวะนี้มักจะเกิดกับผู้ป่วยโรคตับ, หัวใจล้มเหลว, อาเจียนหรือท้องร่วง, ไตทำงานผิดปรกติ, และภาวะสุขภาพอื่น ๆ
  • ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ (pre-eclampsia กับ eclampsia) การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือด (intravenously (by IV)) ถูกจัดว่าเป็นการรักษาหลักของการลดความดันโลหิตสูงระหว่างมีครรภ์ (pre-eclampsia) และ pre-eclampsia (โรคพิษครรภ์ระยะก่อนชัก) งานวิจัยกล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเช่นนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการชักได้

ภาวะที่ใช้แมกนีเซียมได้อย่างค่อนข้างมีประสิทธิภาพ

  • หัวใจเต้นผิดปรกติ (torsades de pointes) การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือด (intravenously (by IV)) สามารถรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปรกติประเภทที่เรียกว่า torsades de pointes ได้

ภาวะที่อาจใช้แมกนีเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • หัวใจเต้นผิดปรกติ (arrhythmias) การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดสามารถรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปรกติประเภทที่เรียกว่า arrhythmias ได้
  • หอบหืด (Asthma) การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยรักษาอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลันได้ อย่างไรก็ตามการรักษาวิธีนี้อาจจะให้ผลต่อเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยการใช้แมกนีเซียมในรูปของยาพ่นอาจช่วยเรื่องการหายใจของผู้ป่วยหอบหืดได้ดี โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาร่วมกับ salbutamol แต่ ณ ขณะนี้ก็ยังมีข้อสรุปผลการสำรวจที่ขัดแย้งกันอยู่ โดยที่การฉีด Magnesium เข้าเส้นเลือดช่วยลดอาการกำเริบได้ในเด็ก แต่การควรเสริมไปจากการรักษาด้วย corticosteroid และ salbutamol
  • อาการเจ็บปวดจากความเสียหายที่ประสาทจากโรคมะเร็ง การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากความเสียหายที่เส้นประสาทจากมะเร็งได้หลายชั่วโมง
  • โรคสมองพิการ (Cerebral palsy) มีหลักฐานว่าการให้แมกนีเซียมกับสตรีมีครรภ์ก่อนการคลอดก่อนกำหนดจะลดความเสี่ยงที่ทารกจะเกิดมาพร้อมโรคสมองพิการได้
  • กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome (CFS)) การฉีดแมกนีเซียมอาจช่วยลดอาการเหนื่อยล้าได้ แต่ประโยชน์ข้อนี้ของแมกนีเซียมก็ยังคงเป็นแค่ความเชื่อเท่านั้น
  • อาการปวดศีรษะเป็นชุด (Cluster headache) การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะเป็นชุดได้
  • มะเร็งลำไส้และทวารหนัก งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียมเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้และทวารหนักที่ลดลง กระนั้นข้อมูลจากงานวิจัยอื่น ๆ กลับกล่าวว่าแมกนีเซียมอาจลดความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ได้จริง แต่ไม่ใช่กับมะเร็งทวารหนัก
  • อาการเจ็บหน้าอก (angina) เนื่องจากหลอดเลือดแดงอุดตัน การรับประทานแมกนีเซียมอาจช่วยลดอาการปวดหน้าอกจากลิ่มเลือดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) ได้ 
  • โรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic fibrosis) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานแมกนีเซียมทุกวันนาน 8 สัปดาห์จะช่วยให้ปอดของเด็กที่ป่วยเป็นโรคซิสติก ไฟโบรซิสแข็งแรงขึ้น
  • เบาหวาน (Diabetes) การทานอาหารที่มีแมกนีเซียมเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานที่ลดลงในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน งานวิจัยในเรื่องผลกระทบของแมกนีเซียมในผู้ป่วยเบาหวานประเภท 2 ยังคงมีข้อมูลที่ขัดแย้งกันอยู่ สำหรับผู้ป่วยเบาหวานประเภท 1 นั้น แมกนีเซียมอาจชะลอการเกิดปัญหาทางประสาทที่เกิดจากเบาหวานได้
  • โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) การทานแมกนีเซียมร่วมกับกรดมาลิก malic acid (Super Malic tablets) อาจช่วยลดความเจ็บปวดจากโรคไฟโบรมัยอัลเจียได้ อีกทั้งการทาน magnesium citrate ทุกวันนาน 8 สัปดาห์ก็อาจช่วยลดอาการของโรคนี้ได้เช่นกัน
  • สูญเสียการได้ยิน การทานแมกนีเซียมอาจป้องกันภาวะสูญเสียการได้ยินของผู้ที่ได้ยินเสียงดังได้ อีกทั้งการรับประทานแมกนีเซียมยังช่วยลดอาการไม่ได้ยินของผู้ที่สูญเสียการได้ยินกะทันหันที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเสียงดังได้อีกด้วย การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดยังอาจช่วยให้ภาวะสูญเสียการได้ยินกะทันหันดีขึ้นด้วย
  • โรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) (ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจเพิ่มขึ้น) ที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำจะมีโอกาสเป็นโรคอ้วนลงพุงมากกว่าผู้ที่มีระดับแมกนีเซียมปกติ 6-7 เท่า การบริโภคอาหารและอาหารเสริมที่มีแมกนีเซียมสูงยังเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนลงพุงในผู้หญิงและกลุ่มวัยรุ่น
  • โรคลิ้นหัวใจ (mitral valve prolapse) การทานแมกนีเซียมอาจช่วยลดการเกิดโรค mitral valve prolapse ในผู้ป่วยที่มีระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำได้
  • กระดูกพรุน (osteoporosis) การทานแมกนีเซียมอาจช่วยป้องกันการสูญเสียกระดูกในผู้หญิงสูงอายุที่เป็นโรคกระดูกพรุนได้ อีกทั้งการทานร่วมกับเอสโทรเจนและแคลเซียมกับอาหารเสริมวิตามินรวมยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกในกลุ่มผู้หญิงสูงวัยได้ดีกว่าการใช้เอสโทรเจนเพียงอย่างเดียว
  • ความเจ็บปวดหลังผ่าตัดมดลูก (hysterectomy) การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัดกำจัดมดลูกได้ อีกทั้งยังมีหลักฐานว่าการใช้แมกนีเซียมปริมาณมากที่ 3 กรัมตามด้วย 500 mg ต่อชั่วโมงสามารถลดความไม่สบายตัวหลังจากนั้นได้อีก อย่างไรก็ตามหากเป็นการใช้ในปริมาณที่ต่ำกว่านี้อาจไม่มีประสิทธิภาพในใด ๆ และอาจจะเพิ่มความเจ็บปวดขึ้นได้
  • ความเจ็บปวดหลังผ่าตัด เมื่อฉีดแมกนีเซียมร่วมกับยาระงับประสาทหรือให้คนไข้หลังผ่าตัดอาจยืดระยะเวลาก่อนที่จะเกิดความเจ็บปวดขึ้นได้ และยังอาจลดความจำเป็นของการใช้ยาแก้ปวดหลังผ่าตัดลงอีกด้วย
  • กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome (PMS)) การทานแมกนีเซียมอาจบรรเทาอาการ PMS อย่างอารมณ์แปรปรวนและท้องอืดได้ โดยการทานแมกนีเซียมนี้ยังช่วยป้องกันอาการปวดไมเกรนก่อนมีประจำเดือนได้อีกด้วย
  • อาการเจ็บหน้าอกเนื่องจากการบีบเกร็งของหลอดเลือด (vasospastic angina) การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยป้องกันการบีบเกร็งของหลอดเลือดในผู้ที่มีอาการปวดหน้าอกจากอาการดังกล่าวที่เส้นเลือดแดงที่ขนส่งเลือดไปยังหัวใจได้

ภาวะที่แมกนีเซียมอาจไม่สามารถรักษาได้

  • คอเลสเตอรอล และไขมัน LDL  การได้ทานแมกนีเซียมไม่มีผลอย่างมีนัยยะสำคัญกับการลดระดับไขมัน LDL และคอเลสเตอรอล
  • หัวใจวาย โดยทั่วไปแล้วการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดหรือการรับประทานนั้นไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหลังประสบกับภาวะหัวใจวายได้
  • เมาที่สูง (Altitude sickness) งานวิจัยกล่าวว่าการทาน magnesium citrate ทุกวันโดยแบ่งเป็นสามโดสเริ่มจาก 3 วันก่อนปีนเขาไปจนถึงปีนลงเขาไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเมาที่สูงได้ (ควรใช้ dexamethasone และ acetazolamide)
  • ประสิทธิภาพด้านกีฬา งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการทานแมกนีเซียมจะช่วยลดผลจากการนอนหลับไม่เพียงพอต่อประสิทธิภาพด้านกีฬา โดยงานวิจัยอื่นได้กล่าวอีกว่าการทานอาหารเสริมแมกนีเซียม (Easymag, Sanofi-Aventis) ทุกวันนาน 12 สัปดาห์จะช่วยเพิ่มความเร็วในการเดินของผู้หญิงสูงอายุได้ แต่การทานแมกนีเซียมนั้นไม่อาจเพิ่มความทนทานหรือกำลังระหว่างกิจกรรมด้านกีฬาได้แต่อย่างใด
  • อาการปวดเรื้อรังหลังบาดเจ็บ งานวิจัยกล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดเป็นเวลา 4 ชั่วโมงต่อวันนาน 5 วันไม่อาจลดอาการปวดของผู้ที่มีอาการเจ็บปวดหลังการบาดเจ็บ
  • แมงกะพรุนต่อย งานวิจัยกล่าวว่าการทานยา fentanyl ในขณะที่กำลังได้รับแมกนีเซียมทางเส้นเลือดไม่อาจลดอาการปวดหลังถูกแมงกะพรุนต่อยได้
  • กล้ามเนื้อบีบรัด/ตะคริว การทานอาหารเสริมแมกนีเซียมไม่อาจลดความถี่หรือความรุนแรงของอาการตะคริวได้
  • ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการทาครีมแมกนีเซียม (MagPro) ที่กล้ามเนื้อนานหนึ่งอาทิตย์ไม่อาจเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานของกล้ามเนื้อได้
  • ความเสียหายที่ประสาทจากการใช้ยารักษามะเร็ง oxaliplatin งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการทานแมกนีเซียมไม่อาจป้องกันความเสียหายที่เส้นประสาทจากการใช้ยารักษามะเร็งตัวนี้ได้
  • ตะคริวกินขาในช่วงกลางคืน งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานแมกนีเซียมนาน 4 สัปดาห์ไม่ได้ป้องกันอาการตะคริวในช่วงกลางคืนได้
  • ถูกกระทบกระแทกที่ศีรษะ งานวิจัยกล่าวว่าแมกนีเซียมไม่อาจช่วยหรือลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ทีประสบเหตุรุนแรงที่ศีรษะได้
  • โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle cell disease) งานวิจัยพบว่าการใช้ magnesium sulfate เข้าเส้นเลือดทุกชั่วโมงในปริมาณ 8 โดสไม่ได้ส่งผลดีต่อเด็กที่ป่วยเป็นโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียวแต่อย่างใด
  • ตายคลอด (Stillbirths) การทานอาหารเสริมแมกนีเซียมระหว่างตั้งครรภ์ไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการตายคลอดของทารกได้
  • บาดทะยัก (Tetanus) การทานแมกนีเซียมไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยบาดทะยักได้แม้จะเทียบกับการรักษาตามปรกติ อย่างไรก็ตามการทานแมกนีเซียมอาจลดระยะเวลาที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลลงแม้ข้อมูลนี้ยังคงเป็นที่ขัดแย้งกันอยู่ก็ตาม

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าใช้แมกนีเซียมรักษาได้หรือไม่

  • โรคพิษสุรา (Alcoholism) การทานแมกนีเซียมอาจเพิ่มคุณภาพการนอนหลับของผู้ที่ติดสุราและกำลังอยู่ในช่วงการเลิกสุรา อย่างไรก็ตามการฉีดแมกนีเซียมอาจไม่สามารถลดอาการจากการถอนสุราได้
  • ได้รับพิษ Aluminum phosphide มีงานวิจัยที่กล่าวว่าการทานแมกนีเซียมจะลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ที่ได้รับพิษ aluminum phosphide ได้ แต่งานวิจัยอื่น ๆ กลับแย้งว่าแมกนีเซียมไม่มีผลต่อพิษชนิดนี้แต่อย่างใด
  • ภาวะวิตกกังวล (Anxiety) งานวิจัยกล่าวว่าการทานแมกนีเซียม, ผลซานจา (hawthorn), และแคลิฟอร์เนียป็อปปี้ (Sympathyl) อาจช่วยรักษาภาวะวิตกกังวลชนิดอ่อนถึงปานกลางได้
  • โรคสมาธิสั้น (Attention deficit-hyperactivity disorder (ADHD)) เด็กที่ป่วยเป็น ADHD อาจมีระดับแมกนีเซียมต่ำได้ โดยงานวิจัยกล่าวว่าการทานแมกนีเซียมสามารถช่วยรักษา ADHD ในเด็กกลุ่มนี้ที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำได้
  • โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) งานวิจัยกล่าวว่าการทานผลิตภัณฑ์แมกนีเซียม (Magnesiocard) อาจให้ผลคล้ายกับการใช้ลิเทียม (lithium) ในผู้ป่วยอารมณ์สองขั้วบางรายได้
  • โรคหัวใจ งานวิจัยในเรื่องผลกระทบของการบริโภคแมกนีเซียมในอาหารกับโรคหัวใจยังคงไม่สอดคล้องกัน บ้างก็กล่าวว่าการเพิ่มการบริโภคแมกนีเซียมจากอาหารนั้นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจที่ลดลง แต่งานวิจัยอื่น ๆ กลับกล่าวว่าการเพิ่มปริมาณเช่นนี้ไม่ส่งผลต่อความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ บ้างก็กล่าวว่าไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ ระหว่างการบริโภคแมกนีเซียมกับโรคหัวใจ
  • ภาวะซึมเศร้า (Depression) งานวิจัยพบว่าการทานแมกนีเซียมนาน 6 สัปดาห์สามารถลดอาการซึมเศร้าในผู้ใหญ่ที่มีอาการอ่อนถึงปานกลางได้ แต่การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดเพียงโดสเดียวนั้นไม่อาจลดอาการใด ๆ ลงได้เมื่อเทียบในช่วงระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ผู้ที่ได้รับแมกนีเซียมทุกวันในอาหารที่ 76-360 mg อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าที่ลดลง ส่วนผู้ที่ได้รับในปริมาณที่มากหรือน้อยกว่านั้นจะไม่ลดความเสี่ยงต่อภาวะนี้ลง อีกทั้งยังเป็นการด่วนสรุปเกินไปที่จะทราบว่าการทานอาหารเสริมแมกนีเซียมสามารถช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าได้หรือไม่
  • ความดันโลหิตสูง งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการทานแมกนีเซียมสามารถลดเลขตัวล่างของความดันโลหิตลงได้ (diastolic blood pressure) ประมาณ 2 mmHg กระนั้นการลดลงนี้อาจจะมีค่าน้อยเกินที่จะส่งผลต่อความดันโลหิต อีกทั้งยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้แมกนีเซียมกับเลขความดันโลหิตตัวบน (systolic blood pressure) ที่ขัดแย้งซึ่งกันและกันอยู่
  • สมองทารกเสียหายจากการขาดออกซิเจน งานวิจัยกล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยทารกที่มีความเสียหายที่สมองจากการขาดออกซิเจนในระยะสั้นได้เท่านั้น
  • นิ่วในไต การทานแมกนีเซียมอาจป้องกันการเกิดนิ่วในไตซ้ำซากได้ แต่กระนั้นการใช้ยาอย่าง chlorthalidone (Hygroton) ก็อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
  • ปวดหลังส่วนล่าง งานวิจัยกล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดทุก ๆ 4 ชั่วโมงนาน 2 สัปดาห์ในขณะที่กำลังทานแมกนีเซียมทุกวันนาน 4 สัปดาห์อาจช่วยลดอาการปวดหลังของผู้ที่มีปัญหาปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังได้
  • ภาวะมาเนีย (mania) งานวิจัยกล่าวว่าการทานแมกนีเซียมร่วมกับยา verapamil สามารถลดอาการมาเนียได้ดีกว่าการใช้ยา verapamil เพียงอย่างเดียว งานวิจัยอื่น ๆ กล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดสามารถลดปริมาณการใช้ยาอื่น ๆ ในการจัดการควบคุมอาการมาเนียชนิดรุนแรงลงได้
  • ปวดศีรษะไมเกรน (Migraine headaches) การทานแมกนีเซียมปริมาณสูงอาจช่วยลดความถี่การเกิดและความรุนแรงของอาการไมเกรนลง แต่งานวิจัยอื่นกล่าวว่าแมกนีเซียมไม่ได้ส่งผลต่ออาการไมเกรน ซึ่งมีงานวิจัยไม่กี่ชิ้นที่กล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจลดอาการไมเกรนลงได้ แม้ว่างานวิจัยอื่น ๆ นอกจากนั้นจะกล่าวว่าการใช้แมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดไม่อาจบรรเทาอาการปวดได้ก็ตาม
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple sclerosis (MS)) การทานแมกนีเซียมอาจลดอาการตึงหรือแข็งของกล้ามเนื้อในผู้ป่วย MS ได้
  • การพักฟื้นหลังผ่าตัด งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการทานลูกอมยาแมกนีเซียม (magnesium lozenge) นาน 30 นาทีก่อนผ่าตัดจะลดอาการเจ็บคอจากการสอดท่อช่วยหายใจได้
  • ตะคริวกินขาที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ งานวิจัยเรื่องการใช้แมกนีเซียมกับอาการตะคริวที่ขาจากการตั้งครรภ์ยังคงไม่สอดคล้องกัน บ้างก็แสดงให้เห็นว่าการทานแมกนีเซียมอาจลดอาการตะคริวระหว่างตั้งครรภ์ได้ บ้างก็กล่าวว่าแมกนีเซียมไม่ส่งผลใด ๆ ต่ออาการนี้
  • คลอดก่อนกำหนด การให้แมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจป้องกันการบีบรัดตัวของมดลูกเมื่อคลอดก่อนกำหนดได้ โดยงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าแมกนีเซียมสามารถชะลอการคลอดได้นาน 48 ชั่วโมงเมื่อเทียบกับการใช้ยาปกติ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนก็ยังเชื่อว่าแมกนีเซียมอาจส่งผลเสียต่อมารดาและเด็กได้เช่นกัน
  • ภาวะขาอยู่ไม่สุข (restless legs syndrome; RLS) การทานแมกนีเซียมอาจลดปริมาณการเคลื่อนไหวและเพิ่มระยะเวลาการนอนหลับของผู้ป่วยโรคขาอยู่ไม่สุขได้ อย่างไรก็ตามบทบาทของแมกนีเซียมกับโรคนี้ยังคงไม่แน่ชัด เนื่องจากผู้ป่วยภาวะนี้บางรายจะมีระดับแมกนีเซียมในเลือดสูงอยู่แล้วก็ได้
  • โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ยังคงมีหลักฐานเกี่ยวกับผลจากการใช้อาหารเสริมแมกนีเซียมหรือทานอาหารอุดมด้วยแมกนีเซียมกับโรคหลอดเลือดสมองที่ไม่สอดคล้องซึ่งกันและกันอยู่ แต่ก็มีรายงานว่าแมกนีเซียมอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ชายได้ แต่ณ ขณะนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการทานอาหารเสริมแมกนีเซียมจะให้ผลเช่นนี้ บ้างก็กล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจส่งผลดีต่อผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง แต่งานวิจัยอื่นกลับกล่าวว่าแมกนีเซียมไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือพิการในผู้คนส่วนมากได้
  • ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (subarachnoid hemorrhage) ยังคงมีหลักฐานเกี่ยวกับผลของการใช้แมกนีเซียมควบคุมอาการตกเลือดในสมองที่ปนเปกันอยู่ บ้างก็กล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดจะลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและภาวะเจ้าหญิง-เจ้าชายนิทรา (vegetative state) ลงได้ อย่างไรก็ตามข้อมูลจากงานวิจัยอื่น ๆ กลับแย้งว่าแมกนีเซียมไม่ได้มีประโยชน์เช่นนี้
  • เสียชีวิตจากหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน (Sudden cardiac death) งานวิจัยเบื้องต้นบางชิ้นกล่าวว่าการบริโภคแมกนีเซียมปริมาณสูงนั้นเชื่อมโยงกับโอกาสต่อการเสียชีวิตจากหัวใจหยุดเต้นกะทันหันได้ อย่างไรก็ตามก็ยังคงไม่แน่ชัดว่าการทานอาหารเสริมแมกนีเซียมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะนี้ได้หรือไม่ อีกทั้งการให้แมกนีเซียมทางเส้นเลือดก็อาจไม่ส่งผลดีเช่นนี้ (ควรใช้กรณีหัวใจเต้นผิดจังหวะ Torsade de pointes)
  • ภาวะพิษจากยาต้านซึมเศร้า tricyclic งานวิจัยกล่าวว่าการเติมแมกนีเซียมในยาหยดเข้าเส้นเลือดไม่อาจช่วยผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากยาต้านซึมเศร้า tricyclic ได้
  • ลดน้ำหนัก งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยแคลเซียม, แมกนีเซียม, และแลคทูโลส (lactulose) นาน 1 ปีสามารถลดไขมันร่างกายได้เล็กน้อย แต่การใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ไม่อาจลดน้ำหนักร่างกาย, อัตราส่วนไขมันในร่างกาย, หรือขนาดรอบเอวได้ เพราะส่วนที่ลดลงไปคือปริมาณน้ำในกระแสเลือด
  • ไข้ละอองฟาง (Hay fever)
  • การติดเชื้อที่ผิวหนัง (เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์รักษาแผล)
  • ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary incontinence) งานวิจัยไม่สามารถสรุปว่าไม่มีความเกี่ยวพันกับปริมาณ แคลเซียม และแมกนีเซียมในภาวะ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • ภาวะสุขภาพอื่น  

จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านประสิทธิผลของแมกนีเซียมเพิ่มเติม

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของแมกนีเซียม

แมกนีเซียมถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้คนส่วนมากเมื่อรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม หรือใช้ยาตามที่แพทย์สั่งและใช้ผลิตภัณฑ์ฉีดเข้าร่างกายอย่างถูกต้อง บางคนอาจประสบกับผลข้างเคียงจากการใช้แมกนีเซียมอย่างปวดท้อง หน้าแดง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง  หัวใจเต้นช้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น และผลข้างเคียงอื่น ๆ ได้

ปริมาณแมกนีเซียมที่น้อยกว่า 350 mg ต่อวัน (310 - 420 mg) นั้นจัดว่าปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ส่วนมาก เมื่อบริโภคในปริมาณสูงนั้นจะถูกจัดว่าอาจจะไม่ปลอดภัยเนื่องจากแมกนีเซียมสามารถเข้าสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ได้ อย่างหัวใจเต้นผิดปรกติ, ความดันโลหิตตกลง, สับสน, หายใจช้าลง, โคม่า, และเสียชีวิต

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ:

สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร: แมกนีเซียมถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้หญิงมีครรภ์หรือแม่ที่ต้องให้นมบุตรเมื่อบริโภคในปริมาณที่น้อยกว่า 350 mg ต่อวัน แมกนีเซียมในรูปแบบยาฉีดหรือฉีดเข้าเส้นเลือด (intravenously (by IV)) ก่อนคลอดนั้นถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัย ซึ่งแมกนีเซียมจะจัดว่าอาจจะไม่ปลอดภัยหากจะให้คนกลุ่มนี้ใช้ในปริมาณมาก

เด็ก: เด็กส่วนมากสามารถรับแมกนีเซียมได้อย่างค่อนข้างปลอดภัย โดยปริมาณที่ปลอดภัยนั้นจะมีปริมาณที่น้อยกว่า 80 mg ต่อวันสำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี, 130 mg สำหรับเด็กอายุ 4-8 ปี, และ 240 mg สำหรับเด็กอายุ 9 - 13 ปีขึ้นไป หากเป็นการใช้แมกนีเซียมปริมาณที่มากกว่านั้นจะถูกจัดว่าค่อนข้างไม่ปลอดภัย

โรคพิษสุรา: การติดสุราจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดแมกนีเซียมขึ้น

ภาวะเลือดออกผิดปรกติ: แมกนีเซียมอาจชะลอการเกิดลิ่มเลือดได้ ซึ่งทางทฤษฎีแล้วการทานแมกนีเซียมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออกหรือฟกช้ำในกลุ่มผู้ป่วยภาวะเลือดออกผิดปรกติได้ง่ายขึ้น

เบาหวาน: เบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดแมกนีเซียมขึ้น หากเป็นโรคเบาหวานที่ถูกควบคุมไม่ดีจะลดปริมาณแมกนีเซียมที่ร่างกายดูดซึมลง

สูงวัย: ผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดแมกนีเซียมมากขึ้นเนื่องจากร่างกายดูดซับแมกนีเซียมได้น้อยลง และมักประสบกับโรคภัยที่ส่งผลต่อการดูดซึมนี้บ่อยครั้ง

สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัด (Heart block): ไม่ควรให้แมกนีเซียมปริมาณสูงกับผู้ที่มีปัญหาภาวะนี้

โรคที่ส่งผลต่อการดูดซึมแมกนีเซียม: การดูดซับแมกนีเซียมของร่างกายจะลดลงได้จากหลาย ๆ ภาวะ เช่นการติดเชื้อที่กระเพาะอาหาร, โรคภูมิคุ้มกัน, โรคลำไส้อักเสบ, และอื่น ๆ

ปัญหาที่ไตอย่างโรคไตวาย: อวัยวะไตที่ทำงานไม่ดีจะทำการกำจัดแมกนีเซียมออกจากร่างกายลำบากขึ้น ซึ่งการทานแมกนีเซียมเข้าไปมากขึ้นจะทำให้มีแมกนีเซียมสะสมในร่างกายมากจนอาจไปถึงระดับที่เป็นอันตรายได้ ดังนั้นหากคุณมีปัญหาที่ไตไม่ควรได้รับแมกนีเซียม

กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless leg syndrome): ผู้ป่วยภาวะนี้อาจมีระดับแมกนีเซียมสูงในร่างกาย ซึ่งยังคงไม่แน่ชัดว่าแมกนีเซียมเป็นตัวการที่ทำให้เกิดภาวะนี้หรือไม่เนื่องจากก็มีผู้ป่วยภาวะนี้บางรายที่มีปัญหาขาดแมกนีเซียมเช่นกัน

การใช้แมกนีเซียมร่วมกับยาชนิดอื่น

ใช้แมกนีเซียมร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

ยาปฏิชีวนะบางตัวส่งผลต่อกล้ามเนื้อ โดยยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้จะถูกเรียกว่า aminoglycosides แมกนีเซียมเองก็ส่งผลต่อกล้ามเนื้อเช่นกัน ดังนั้นการทานยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้กับฉีดยาแมกนีเซียมอาจทำให้เกิดปัญหากล้ามเนื้อขึ้นได้ ตัวอย่างยาปฏิชีวนะ aminoglycosides มีทั้ง amikacin (Amikin), gentamicin (Garamycin), kanamycin (Kantrex), streptomycin, tobramycin (Nebcin), และอื่น ๆ 

  • ยาปฏิชีวนะ (Tetracycline antibiotics) กับแมกนีเซียม

แมกนีเซียมสามารถเข้ายึดเกาะกับ tetracyclines ในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งจะลดปริมาณ tetracyclines ที่ร่างกายสามารถดูดซึมลง ดังนั้นการทานแมกนีเซียมร่วมกับ tetracyclines จะลดประสิทธิภาพของยา tetracyclines ลง เพื่อเลี่ยงการตีกันเช่นนี้ควรทานแคลเซียม 2 ชั่วโมงก่อนหรือ 4 ชั่วโมงหลังทานยา tetracyclines ตัวอย่าง tetracyclines มีทั้ง demeclocycline (Declomycin), minocycline (Minocin), และ tetracycline (Achromycin)

  • ยาปฏิชีวนะ (Quinolone antibiotics) กับแมกนีเซียม 

แมกนีเซียมสามารถเข้ายึดเกาะกับ Quinolone ในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งจะลดปริมาณ Quinolone ที่ร่างกายสามารถดูดซึมลง ดังนั้นการทานแมกนีเซียมร่วมกับ Quinolone จะลดประสิทธิภาพของยา Quinolone ลง เพื่อเลี่ยงการตีกันเช่นนี้ควรทานแคลเซียม 2 ชั่วโมงก่อนหรือ 4 ชั่วโมงหลังทานยา Quinolone  ตัวอย่าง Quinolone มีทั้ง ciprofloxacin (Cipro), enoxacin (Penetrex), norfloxacin (Chibroxin, Noroxin), sparfloxacin (Zagam), trovafloxacin (Trovan), and grepafloxacin (Raxar)

  • Bisphosphonates กับแมกนีเซียม

แมกนีเซียมจะลดปริมาณการดูดซับ bisphosphate ของร่างกายลง ดังนั้นการทานแมกนีเซียมร่วมกับ bisphosphate สามารถลดประสิทธิภาพของ bisphosphate ลงได้ เพื่อเลี่ยงการตีกันเช่นนี้ควรทาน bisphosphate ก่อนแมกนีเซียมอย่างน้อยสองชั่วโมงหรือใช้ยาในวันหลัง ตัวอย่างยา bisphosphate มีทั้ง alendronate (Fosamax), etidronate (Didronel), risedronate (Actonel), tiludronate (Skelid), และอื่น ๆ

  • ยาสำหรับความดันโลหิตสูง (Calcium channel blockers) กับแมกนีเซียม

แมกนีเซียมอาจลดความดันโลหิตลงได ดังนั้นการทานแมกนีเซียมร่วมกับยาสำหรับลดความดันโลหิตสูงอาจทำให้ความดันเลือดของคุณตกลงต่ำเกินไปได้ ตัวอย่างยาที่ควบคุมความดันโลหิตสูงมีทั้ง nifedipine (Adalat, Procardia), verapamil (Calan, Isoptin, Verelan), diltiazem (Cardizem), isradipine (DynaCirc), felodipine (Plendil), amlodipine (Norvasc), และอื่น ๆ

  • ยาคลายกล้ามเนื้อกับแมกนีเซียม

แมกนีเซียมอาจช่วยคลายกล้ามเนื้อได้ ดังนั้นการทานแมกนีเซียมร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงจากการคลายกล้ามเนื้อได้ ตัวอย่างยาคลายกล้ามเนื้อมีทั้ง carisoprodol (Soma), pipecuronium (Arduan), orphenadrine (Banflex, Disipal), cyclobenzaprine, gallamine (Flaxedil), atracurium (Tracrium), pancuronium (Pavulon), succinylcholine (Anectine), และอื่น ๆ

  • ยาขับน้ำ (Potassium-sparing diuretics) กับแมกนีเซียม

ยาขับน้ำบางประเภทสามารถเพิ่มระดับแมกนีเซียมในร่างกายขึ้นได้ ดังนั้นการทานยากลุ่มนี้ร่วมกับแมกนีเซียมอาจทำให้มีแมกนีเซียมในร่างกายมากเกินไปได้ โดยยาขับน้ำที่เพิ่มระดับแมกนีเซียมมีดังนี้  amiloride (Midamor), spironolactone (Aldactone), และ triamterene (Dyrenium)

ปริมาณยาที่ใช้

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้ถูกศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ผู้ใหญ่

รับประทาน:

  • ปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน (Recommended Dietary Allowances (RDA)) สำหรับธาตุแมกนีเซียมคือ: ชายและหญิงอายุ 19-30 ปีคือ 400 mg และ 310 mg; ชายและหญิงอายุ 31 ปีขึ้นไปคือ 420 mg และ 320 mg; สำหรับสตรีมีครรภ์อายุ 14-18 ปีคือ 400 mg; 19-30 ปีคือ 350 mg; 31-50 ปีคือ 360 mg; สำหรับผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตรอายุ 14-18 ปีคือ 360 mg; 19-30 ปีคือ 310 mg; 31-50 ปีคือ 320 mg ส่วนปริมาณสารอาหารสูงสุด (upper intake level (UL)) ต่อวันของแมกนีเซียมสำหรับทุกคนที่มีอายุเกิน 8 ปีรวมถึงสตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตรคือ 350 mg
  • สำหรับท้องผูก: magnesium citrate 8.75-25 กรัม มักจะเป็น 150-300 mL ในรูปของสารละลาย 290 mL; magnesium hydroxide 2.4-4.8 กรัม 30 ml (สองช้อนโต๊ะ); magnesium sulfate 10-30 กรัม; และใช้เกลือแมกนีเซียมเป็นการรักษาครั้งคราวในปริมาณที่ 8 oz ต่อน้ำหนึ่งแก้วถ้วน
  • สำหรับอาหารไม่ย่อย: magnesium hydroxide 400-1200 mg สี่ครั้งต่อวัน, magnesium oxide 800 mg ต่อวัน
  • สำหรับภาวะขาดแมกนีเซียม: magnesium sulfate 3 กรัมทุก ๆ 6 ชั่วโมง แบ่งเป็นสี่ครั้ง, สารละลาย magnesium chloride 5% ทุกวันนาน 16 สัปดาห์, น้ำแร่ที่อุดมด้วยแมกนีเซียม (Hepar) 100 mg/L, magnesium lactate 10.4 mmol ทุกวันนาน 3 เดือน พยายามเลี่ยงการใช้ magnesium oxide และ magnesium carbonate
  • สำหรับภาวะหัวใจเต้นผิดปรกติ (arrhythmias): magnesium-DL-hydrogen aspartate 2.163 mg และ potassium-DL-hydrogen aspartate 2.162 mg ทุกวันนาน 21 วัน
  • สำหรับอาการปวดหน้าอกจากหลอดเลือดอุดตัน: magnesium oxide 800-1200 mg ทุกวันนาน 3 เดือน
  • สำหรับเบาหวาน: สำหรับเบาหวานประเภท 2 = magnesium chloride 2.5 กรัมในสารละลาย 50 mL ทุกวันนาน 16 สัปดาห์, น้ำทะเลสาบเกลือที่มีปริมาณแมกนีเซียมสูง 300 mL ที่เจือจางด้วยน้ำสะอาดที่ประกอบด้วยแมกนีเซียม 100 mg ต่อ 100 mL ทุกวันนาน 30 วัน, แมกนีเซียม 360 mg ทุกวันนาน 4-16 สัปดาห์; สำหรับเบาหวานประเภท 1 = อาหารเสริม magnesium gluconate (Ultramagnesium) 300 mg ทุกวันนาน 5 ปี
  • สำหรับโรคไฟโบรมัยอัลเจีย: Magnesium hydroxide ร่วมกับกรดมาลิก (Super Malic tablets), magnesium citrate 300 mg ทุกวันนาน 8 สัปดาห์
  • สำหรับภาวะสูญเสียการได้ยิน: magnesium aspartate 167 mg ผสมกับน้ำมะนาว 200 mL ทุกวันนาน 8 สัปดาห์ หรือเป็นหนึ่งโดสเดี่ยว ๆ
  • สำหรับคอเลสเตอรอลสูง: magnesium oxide 1 กรัมนาน 6 สัปดาห์
  • สำหรับโรคอ้วนลงพุง: ผลิตภัณฑ์ magnesium aspartate (Magnesiocard) 365 mg ทุกวันนาน 6 เดือน
  • สำหรับโรคลิ้นหัวใจ (mitral valve prolapse): magnesium carbonate 1200-1800 mg ทุกวันนาน 5 สัปดาห์
  • สำหรับโรคกระดูกพรุน: magnesium hydroxide 300-1800 mg ทุกวันนาน 6 เดือน ตามด้วย magnesium hydroxide 600 mg ต่อวันนาน 18 เดือน, magnesium citrate 1830 mg ทุกวันนาน 30 วัน นอกจากเอสโทรเจนให้บริโภคแมกนีเซียม 600 mg ร่วมกับแคลเซียมและอาหารเสริมวิตามินรวม 500 mg ทุกวันนาน 1 ปี
  • อาการปวดหลังผ่าตัด: ยาลูกอมแมกนีเซียม (Magnesium-Diasporal lozenge, Med Ilac) ที่ประกอบด้วยเกลือ magnesium citrate 610 mg นาน 20 นาทีก่อนผ่าตัด
  • สำหรับกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS): magnesium oxide 333 mg ต่อวันตลอดสองรอบเดือน ส่วนการบริโภคธาตุแมกนีเซียมปริมาณสูงที่ 360 mg สามครั้งต่อวันจะเริ่มขึ้นจากวันที่ 15 ของรอบเดือนจนกว่าจะมีประจำเดือน, ธาตุแมกนีเซียม 360 mg สามครั้งต่อวันนาน 2 เดือน, แมกนีเซียม 300 mg ร่วมกับวิตามิน B6 50 mg 

IV:

  • สำหรับภาวะขาดแมกนีเซียม: ปริมาณที่เริ่มตามปรกติสำหรับภาวะขาดแมกนีเซียมไม่รุนแรงคือ magnesium sulfate intramuscularly (IM)  1 กรัมทุก ๆ 6 ชั่วโมง 4 โดส สำหรับภาวะขาดรุนแรงนั้นให้ใช้ magnesium sulfate 5 กรัมเป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพื่อการป้องกันภาวะขาดแมกนีเซียม ผู้ใหญ่จะได้รับธาตุแมกนีเซียมที่ 60-96 mg ทุกวัน
  • สำหรับความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ (pre-eclampsia กับ eclampsia): magnesium sulfate 4-5 กรัมตามด้วย magnesium sulfate 4-5 กรัมทุก ๆ 4 ชั่วโมง หรือ magnesium sulfate 1-3 กรัมต่อชั่วโมง ปริมาณที่ใช้ไม่ควรเกิน 30-40 กรัมต่อวัน ปริมาณ magnesium sulfate สูงสุด (9-14 กรัม) ตามด้วยปริมาณน้อย (2.5-5 กรัมทุก ๆ 4 ชั่วโมงนาน 24 ชั่วโมง)
  • สำหรับภาวะหัวใจเต้นผิดปรกติ (torsades de pointes): magnesium sulfate 1-6 กรัมหลายนาที ตามด้วยการหยดยาทีละหยด (IV infusion)
  • สำหรับภาวะหัวใจเต้นผิดปรกติ (arrhythmias): สำหรับลดภาวะหัวใจเต้นผิดปรกติหลังหัวใจวายคือ magnesium sulfate 8 กรัมในสารละลาย 250 mL ในช่วง 12 ชั่วโมง; สำหรับภาวะหัวใจเต้นถี่ผิดปรกติ หยดยา magnesium sulfate 5 กรัมในสารละลาย 100 mL; ปริมาณครึ่งหนึ่งที่ใช้เป็นเวลา 20 นาทีตามด้วยเศษที่เหลืออีก 2 ชั่วโมง สำหรับภาวะหวัใจเต้นเร็วผิดปรกติ ฉีด magnesium chloride 1-4 กรัม หนึ่งโดสในช่วง 5 นาที สำหรับภาวะหัวใจเต้นผิดปรกติจากเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจคือ magnesium sulfate 2 กรัมในสารละลาย 10 mL ทางเส้นเลือดในระยะเวลา 1-10 นาที ตามด้วย magnesium sulfate 5-10 กรัมในสารละลาย 250-500 mL ในช่วง 5 ชั่วโมง
  • สำหรับอาการเจ็บปวดจากความเสียหายที่เส้นประสาทที่เกี่ยวกับมะเร็ง: magnesium sulfate 0.5-1 กรัมแบบโดสเดี่ยว และฉีด 50% magnesium sulfate  1-2 mL ในช่วง 5-10 นาที
  • สำหรับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD): magnesium sulfate 1.2 กรัมทางเส้นเลือดโดยใช้ยาพ่น, magnesium sulfate 1.2-2 กรัมในสารละลาย 100-150 mL เป็นเวลา 20 นาที
  • สำหรับอาการปวดศีรษะเป็นชุด: magnesium sulfate 1 กรัมในช่วง 5 นาที หรือ magnesium sulfate 1 กรัม
  • สำหรับอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัดมดลูก: magnesium sulfate ในสารละลายหยดเข้าเส้นเลือด 3 กรัม ตามด้วยการฉีด magnesium sulfate 0.5 กรัมเข้าเส้นเลือดต่อชั่วโมงนาน 20 ชั่วโมง
  • สำหรับความเจ็บปวดหลังการผ่าตัด: แมกนีเซียม 5-50 mg/kg ทางเส้นเลือดด้วยการหยดสารละลายต่อเนื่องที่ 6 mg/kg ต่อชั่วโมงตามระยะเวลาผ่าตัดถึง 48 ชั่วโมง และแมกนีเซียมร่วมกับยาแก้ปวด 3.7-5.5 กรัมภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด
  • สำหรับอาการเจ็บหน้าอกจากการบีบรัดของหลอดเลือด (vasospastic angina): แมกนีเซียม 65 mg/น้ำหนักร่างกายทางเส้นเลือดเป็นเวลา 20 นาที
  • สำหรับหอบหืด: magnesium sulfate 1-2 กรัมเป็นเวลา 20-30 นาที หรือ magnesium sulfate 78 mg/kg/ชั่วโมงทางเส้นเลือดระหว่าง และ 30 นาทีก่อนเข้ารับการทดสอบการทำงานปอด

ยาฉีด:

  • สำหรับภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ (pre-eclampsia กับ eclampsia): magnesium sulfate เจือจางในน้ำเกลือ 4 กรัมเข้าเส้นเลือดเป็นเวลา 10-15 นาที ตามด้วย magnesium sulfate 5 กรัมแบบฉีดที่กล้ามเนื้อ และ magnesium sulfate 2.5 หรือ 5 กรัมฉีดเข้าร่างกายทุก ๆ 4 ชั่วโมงนาน 24 ชั่วโมง
  • สำหรับกลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (CFS): สารละลายที่ประกอบด้วย magnesium sulfate 1 กรัมฉีดเข้าร่างกายหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์นาน 6 สัปดาห์

ยาพ่น:

  • สำหรับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD): ยา salbutamol 2.5 mg ร่วมกับ magnesium sulfate 2.5 mL (151 mg ต่อโดส) โดยพ่นสามครั้งในระยะเวลาห่างกัน 30 นาที

เด็ก

รับประทาน:

  • ปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน (Recommended Dietary Allowances (RDA)) สำหรับธาตุแมกนีเซียมคือ: อายุ 1-3 ปีคือ 80 mg; อายุ 9-13 ปีคือ 240 mg; อายุ 14-18 ปีคือ 410 mg (เด็กชาย) และ 360 mg (เด็กหญิง) สำหรับทารกอายุน้อยกว่าหนึ่งปีจะมีค่าปริมาณสารอาหารที่เพียงพอ (adequate intake (AI)) คือ 30 mg จากคลอดจนถึงอายุ 6 เดือน และ 75 mg จากอายุ 7-12 เดือน ปริมาณสารอาหารสูงสุดต่อวัน (upper intake level (UL)) สำหรับแมกนีเซียมของเด็กอายุ 1-3 ปีคือ 65 mg และ 110 mg สำหรับเด็กอายุ 4-8 ปี
  • สำหรับโรคซิสติก ไฟโบรซิส: magnesium-glycine 300 mg ต่อวันนาน 8 สัปดาห์

IV:

  • สำหรับหอบหืด: magnesium sulfate 40 mg/kg มากถึง 2 กรัมด้วยการฉีดเข้าเส้นเลือดในสารละลาย 100 mL ในช่วงเวลา 20 นาที

อ้างอิง:

Alan S L Yu, Clinical manifestations of magnesium depletion, Harry Statland and Solon Summerfield Professor of Medicine, University of Kansas Medical Center, 23 AUG 2017

นางสาว ปัทมาภรณ์   อักษรชู, ปริมาณแมกนีเซียมและสังกะสีในอาหาร (Magnesium and zinc contents of food) (http://nutrition.anamai.moph.g...)

...

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์