Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

Magnesium (แมกนีเซียม)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 22 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,973,003 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 06/03/2562

แมกนีเซียม (Magnesium) คือแร่ธาตุที่จำเป็นต่อโครงสร้างของกระดูกที่แข็งแรง คนเราสามารถรับแมกนีเซียมได้จากอาหาร แต่บางครั้งอาจต้องได้รับจากการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแมกนีเซียม หรือเรียกว่าอาหารเสริมแมกนีเซียม ตามความจำเป็นหรือเมื่อมีระดับแมกนีเซียมในร่างกายต่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีที่อยู่ในภาวะขาดแมกนีเซียม (Magnesium deficiency) นอกจากนี้แมกนีเซียมยังเชื่อมโยงกับโรคต่างๆ อย่างโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ความดันโลหิตสูง มือสั่น กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก ลมชัก อ่อนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวานหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ และโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) 

โฆษณาจาก HonestDocs
🦷รีเทนเนอร์หาย หรือ จัดฟันใกล้เสร็จ? ก็ทำรีเทนเนอร์ลด 30-50% ได้

ไม่ว่าคุณจะอยากได้ "แบบใส" หรือ "แบบลวด" เราก็มีให้คุณครบจบที่เดียว เริ่มต้นเพียง 1,750 บาท เท่านั้น

%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8cadsinternal ad

อาหารที่มีใยอาหาร (Fiber) สูงมักอุดมไปด้วยแมกนีเซียม เช่น พืชตระกูลถั่ว (Legumes) โดยเฉพาะอัลมอนด์ ธัญพืชทั้งเมล็ด ผักต่างๆ (โดยเฉพาะบร็อคโคลี สควอซ (หรือก็คือพืชผักกลุ่มฟักทอง ฟัก แฟง แตงชนิดต่างๆ มะระ ซูกินี ชะโยเต บวบ น้ำเต้า) และผักใบเขียว) เมล็ดพืช ผลิตภัณฑ์จากนม เนื้อสัตว์ ช็อคโกแลต และกาแฟ น้ำที่มีการผสมแร่ธาตุมากมายก็นับว่าเป็นแหล่งของแมกนีเซียมได้เช่นกัน

มีคนใช้วิธีรับประทานแมกนีเซียมเพื่อป้องกันภาวะขาดแมกนีเซียม อีกทั้งยังใช้เป็นยาระบายเพื่อเตรียมลำไส้สำหรับการผ่าตัดหรือการตรวจวินิจฉัยโรค และใช้เป็นยาลดกรด ช่วยภาวะอาหารไม่ย่อยได้อีกด้วย

บางคนใช้แมกนีเซียมสำหรับโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด อย่างอาการเจ็บหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง โรคลิ้นหัวใจรั่วแต่กำเนิด (Idiopathic mitral valve prolapse) โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน (Coronary artery disease) ภาวะหลอดเลือดสมอง และหัวใจวาย

แมกนีเซียมยังใช้รักษาโรคสมาธิสั้น (Attention deficit-hyperactivity disorder (ADHD)), ภาวะวิตกกังวล (Anxiety) กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome (CFS)), โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia), โรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic fibrosis), ภาวะติดสุรา (Alcoholism), การพักฟื้นหลังผ่าตัด, บรรเทาอาการตะคริวกินขาในช่วงกลางคืนและระหว่างตั้งครรภ์, ปวดศีรษะไมเกรน, อาการปวดระยะยาวที่เรียกว่ากลุ่มอาการเจ็บปวดเฉพาะที่ (Complex regional pain syndrome), กระดูกพรุน (Osteoporosis), กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome (PMS)), ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary incontinence), ภาวะที่ทำให้เกิดอาการแสบร้อนและบวมแดงที่แขนขาที่เรียกว่าอีริโทรเมลัลเจีย (Erythromelalgia), กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless legs syndrome (RLS)), หอบหืด (Asthma), ไข้ละอองฟาง (Hay fever), โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple sclerosis) การป้องกันภาวะสูญเสียการได้ยิน และมะเร็ง

แมกนีเซียมยังนำไปรับประทานเพื่อลดน้ำหนัก ส่วนนักกีฬาใช้เพื่อบำรุงกำลัง แต่ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

โฆษณาจาก HonestDocs
🦷รีเทนเนอร์หาย หรือ จัดฟันใกล้เสร็จ? ก็ทำรีเทนเนอร์ลด 30-50% ได้

ไม่ว่าคุณจะอยากได้ "แบบใส" หรือ "แบบลวด" เราก็มีให้คุณครบจบที่เดียว เริ่มต้นเพียง 1,750 บาท เท่านั้น

%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8cadsinternal ad

บางคนใช้แมกนีเซียมทาผิวเพื่อรักษาแผลติดเชื้อ น้ำร้อนลวก และฝีฝักบัว (Carbuncles) และเพื่อเร่งการสมานแผล การประคบเย็นด้วยแมกนีเซียมใช้รักษาภาวะติดเชื้อที่ผิวหนังรุนแรงที่เกิดจากแบคทีเรีย หรือโรคไฟลามทุ่ง (Erysipelas) และใช้ประคบร้อนเพื่อรักษาภาวะติดเชื้อที่อยู่ใต้ผิวหนังชั้นลึก

การฉีดแมกนีเซียมเข้าร่างกายเพื่อวัตถุประสงค์ด้านโภชนาการและรักษาภาวะขาดแมกนีเซียม มักใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อที่ตับอ่อน ภาวะผิดปกติด้านการดูดซับแมกนีเซียม และโรคตับแข็ง (Cirrhosis) อีกทั้งมีการฉีดเพื่อใช้รักษาภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์และภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์อื่นๆ อีกด้วย

การฉีดแมกนีเซียมใช้เพื่อควบคุมอาการชัก รักษาอาการหัวใจเต้นผิดปกติหลังประสบกับภาวะหัวใจวาย และรักษาภาวะหัวใจหยุดเต้น (Cardiac arrest) อีกทั้งการฉีดแมกนีเซียมยังรักษาโรคหอบหืดและภาวะแทรกซ้อนที่ปอดอื่นๆ 

นอกจากนี้ยังใช้สำหรับไมเกรนและอาการปวดศีรษะ การได้รับพิษ เจ็บปวด สมองบวม ผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด ได้รับแรงกระแทกที่ศีรษะ เลือดออก โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle cell disease) ป้องกันโรคสมองพิการ (Cerebral palsy) และเพื่อรักษาบาดทะยัก (Tetanus) อีกด้วย

ประโยชน์ของแมกนีเซียม

แมกนีเซียมจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและบำรุงกระดูก จำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย สำหรับกระเพาะอาหารนั้น แมกนีเซียมจะช่วยปรับสมดุลกรดในกระเพาะและทำให้อุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น

ภาวะที่ใช้แมกนีเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ท้องผูก (Constipation) การรับประทานแมกนีเซียมสามารถช่วยระบายอาการท้องผูกและใช้เตรียมลำไส้ก่อนเข้ารับกระบวนการทางการแพทย์ต่างๆ ได้
  • ภาวะอาหารไม่ย่อย (Indigestion) การรับประทานแมกนีเซียมเป็นยาลดกรด (Antacid) จะช่วยลดอาการแสบร้อนกลางอกได้ องค์ประกอบของแมกนีเซียมหลายประเภทสามารถใช้ได้ แต่แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์จะออกฤทธิ์เร็วที่สุด
  • ภาวะขาดแมกนีเซียม (Magnesium deficiency) การรับประทานแมกนีเซียมสามารถช่วยรักษาและป้องกันภาวะขาดแมกนีเซียมได้ดี ภาวะนี้มักจะเกิดกับผู้ป่วยโรคตับ หัวใจล้มเหลว อาเจียนหรือท้องร่วง ไตทำงานผิดปกติ และภาวะสุขภาพอื่นๆ
  • ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ (Pre-eclampsia กับ Eclampsia) การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดจัดว่าเป็นการรักษาหลักของการลดความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ (Pre-eclampsia) และภาวะครรภ์เป็นพิษ (Eclampsia) งานวิจัยกล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมจะช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการชักได้
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะที่เรียกว่า Torsades de pointes การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดสามารถรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เรียกว่า Torsades de pointes ได้

ภาวะที่อาจใช้แมกนีเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • หัวใจเต้นผิดจังหวะหรืออาร์ริทเมีย (Arrhythmias) การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดสามารถรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เรียกว่า อาร์ริทเมียได้
  • หอบหืด (Asthma) การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยรักษาอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลันได้ อย่างไรก็ตาม การรักษาวิธีนี้อาจจะให้ผลต่อเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยการใช้แมกนีเซียมในรูปของยาพ่นอาจช่วยเรื่องการหายใจของผู้ป่วยหอบหืดได้ดี โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาร่วมกับยาซาลบูทามอล (Salbutamol) แต่ ณ ขณะนี้ยังมีข้อสรุปของผลการสำรวจที่ขัดแย้งกันอยู่ การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดช่วยลดอาการกำเริบได้ในเด็ก แต่ควรเป็นการเสริมเพิ่มไปจากการรักษาด้วยยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) และยาซาลบูทามอล
  • อาการเจ็บปวดจากความเสียหายที่ประสาทจากโรคมะเร็ง การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากความเสียหายที่เส้นประสาทจากมะเร็งได้หลายชั่วโมง
  • โรคสมองพิการ (Cerebral palsy) มีหลักฐานว่าการให้แมกนีเซียมกับสตรีมีครรภ์ก่อนคลอดก่อนกำหนดจะลดความเสี่ยงที่ทารกจะเกิดมาพร้อมโรคสมองพิการได้
  • อาการปวดศีรษะชนิดคลัสเตอร์ (Cluster headache) การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะชนิดคลัสเตอร์หรือปวดเป็นชุดๆ แต่ละครั้งนาน 1 ชั่วโมง เป็นเวลาเดิมของทุกวันหรือติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง หรืออาจรุนแรงหลายเดือน และมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำตาไหล น้ำมูกไหล ลืมตาลำบาก ปวดขมับ ปวดเบ้าตา เป็นต้น
  • อาการเจ็บหน้าอก (Angina) เนื่องจากหลอดเลือดแดงอุดตัน การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจช่วยลดอาการปวดหน้าอกจากลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease) ได้ 
  • โรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic fibrosis) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแมกนีเซียมทุกวันนาน 8 สัปดาห์จะช่วยให้ปอดของเด็กที่ป่วยเป็นโรคซิสติก ไฟโบรซิสแข็งแรงขึ้น
  • เบาหวาน (Diabetes) การรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวานในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน แม้งานวิจัยในเรื่องผลกระทบของแมกนีเซียมในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยังคงมีข้อมูลที่ขัดแย้งกันอยู่ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นั้น แมกนีเซียมอาจชะลอการเกิดปัญหาทางประสาทที่เกิดจากเบาหวานได้
  • โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) การรับประทานแมกนีเซียมร่วมกับกรดมาลิก (Malic acid (Super Malic tablets)) อาจช่วยลดความเจ็บปวดจากโรคไฟโบรมัยอัลเจียได้ อีกทั้งการรับประทานแมกนีเซียมซิเตรท (Magnesium Citrate) ทุกวันนาน 8 สัปดาห์ก็อาจช่วยลดอาการของโรคนี้ได้เช่นกัน
  • สูญเสียการได้ยิน การรับประทานแมกนีเซียมอาจป้องกันภาวะสูญเสียการได้ยินของผู้ที่จำเป็นต้องอยู่ในที่เสียงดัง อีกทั้งการรับประทานแมกนีเซียมยังช่วยลดอาการไม่ได้ยินของผู้สูญเสียการได้ยินกะทันหันที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเสียงดังได้ การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดยังช่วยให้ภาวะสูญเสียการได้ยินกะทันหันดีขึ้นด้วย
  • คอเรสเตอรอลสูง (High cholesterol) การรับประทานแมกนีเซียมคลอไรด์ (Magnesium chloride) และแมกนีเซียมออกไซด์ (Magnesium oxide) ช่วยลดระดับสารลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (Low-density lipoprotein: LDL) หรือเรียกว่าไขมันเลว และระดับคอเรสเตอรอลโดยรวม และยังช่วยเพิ่มสารลิโพโปรตีนความหนาแน่นสูง (High-density lipoprotein: HDL) หรือไขมันดี ในคนที่มีระดับคอเรสเตอรอลสูง
  • โรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndromeความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจ คนที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำจะมีโอกาสเป็นโรคอ้วนลงพุงมากกว่าผู้ที่มีระดับแมกนีเซียมตามปกติ 6-7 เท่า การบริโภคอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีแมกนีเซียมสูงยังมีผลต่อการลดความเสี่ยงการเกิดโรคอ้วนลงพุงในผู้หญิงและกลุ่มวัยรุ่น
  • โรคลิ้นหัวใจ (Mitral valve prolapse) การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจช่วยลดการเกิดโรคลิ้นหัวใจในผู้ป่วยที่มีระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำได้
  • กระดูกพรุน (Osteoporosis) การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจช่วยป้องกันการสูญเสียกระดูกในผู้หญิงสูงอายุที่เป็นโรคกระดูกพรุนได้ อีกทั้งการรับประทานร่วมกับเอสโทรเจนและแคลเซียมกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินรวมยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกในกลุ่มผู้หญิงสูงวัยได้ดีกว่าการใช้เอสโทรเจนเพียงอย่างเดียว
  • ความเจ็บปวดหลังผ่าตัดมดลูก (Hysterectomy) การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดช่วยลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัดเอามดลูกออกได้ ยังมีหลักฐานว่าการใช้แมกนีเซียมในปริมาณมากที่ 3 กรัม ตามด้วย 500 มิลลิกรัม/ชั่วโมง สามารถลดความไม่สบายตัวหลังจากนั้นได้อีก อย่างไรก็ตาม หากเป็นการใช้ในปริมาณที่ต่ำกว่านี้อาจไม่มีประสิทธิภาพใดๆ และอาจจะเพิ่มความเจ็บปวดขึ้นได้
  • ความเจ็บปวดหลังผ่าตัด เมื่อฉีดแมกนีเซียมร่วมกับยาระงับประสาทหรือให้คนไข้หลังผ่าตัด อาจยืดระยะเวลาก่อนที่จะเกิดความเจ็บปวดขึ้นได้ และยังลดความจำเป็นของการใช้ยาแก้ปวดหลังผ่าตัดลงอีกด้วย
  • กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome (PMS)) การรับประทานแมกนีเซียมบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนอย่างอารมณ์แปรปรวนและท้องอืดได้ และยังช่วยป้องกันอาการปวดไมเกรนก่อนมีประจำเดือนอีกด้วย
  • อาการเจ็บหน้าอกเนื่องจากการบีบเกร็งของหลอดเลือด (Vasospastic angina) การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยป้องกันการบีบเกร็งของหลอดเลือดในผู้ที่มีอาการปวดหน้าอกจากเส้นเลือดแดงที่ขนส่งเลือดไปยังหัวใจได้

ภาวะที่แมกนีเซียมอาจไม่สามารถรักษาได้

  • มะเร็งลำไส้และทวารหนัก งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียมช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้และทวารหนัก ข้อมูลจากงานวิจัยอื่นๆ กลับกล่าวว่าแมกนีเซียมอาจลดความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ได้จริง แต่ไม่ใช่กับมะเร็งทวารหนัก
  • คอเลสเตอรอล และไขมัน LDL การได้รับประทานแมกนีเซียมไม่มีผลอย่างมีนัยยะสำคัญกับการลดระดับไขมัน LDL และคอเลสเตอรอล
  • หัวใจวาย โดยทั่วไปแล้วการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดหรือการรับประทานนั้นไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหลังประสบกับภาวะหัวใจวายได้
  • เมาที่สูง (Altitude sickness) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานแมกนีเซียมซิเตรททุกวันโดยแบ่งเป็น 3 ครั้ง เริ่มที่ 3 วันก่อนปีนเขา ไปจนถึงตอนลงเขา ไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเมาที่สูงได้ (ควรใช้ยาเดกซาเมธาโซน (Dexamethasone) และยาอะเซตาโซลาไมด์ (Acetazolamide)
  • เสริมประสิทธิภาพด้านกีฬา งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการรับประทานแมกนีเซียมจะช่วยลดผลจากการนอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพด้านกีฬา งานวิจัยอื่นกล่าวอีกว่าการรับประทานอาหารเสริมแมกนีเซียม (Easymag, Sanofi-Aventis) ทุกวันนาน 12 สัปดาห์จะช่วยเพิ่มความเร็วในการเดินของผู้หญิงสูงอายุได้ แต่การรับประทานแมกนีเซียมนั้นไม่อาจเพิ่มความทนทานหรือกำลังระหว่างกิจกรรมด้านกีฬาได้แต่อย่างใด
  • อาการปวดเรื้อรังหลังบาดเจ็บ งานวิจัยกล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดเป็นเวลา 4 ชั่วโมงต่อวัน นาน 5 วัน ไม่อาจลดอาการปวดของผู้ที่มีอาการเจ็บปวดหลังการบาดเจ็บ
  • แมงกะพรุนต่อย งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานยาเฟนตานิล (Fentanyl) ในขณะที่กำลังได้รับแมกนีเซียมทางเส้นเลือดไม่อาจลดอาการปวดหลังถูกแมงกะพรุนต่อยได้
  • กล้ามเนื้อบีบรัด/ตะคริว การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ไม่อาจลดความถี่หรือความรุนแรงของอาการตะคริวได้
  • ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการทาครีมแมกนีเซียม (MagPro) ที่กล้ามเนื้อนาน 1 สัปดาห์ไม่อาจเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานของกล้ามเนื้อได้
  • ความเสียหายที่ประสาทจากการใช้ยารักษามะเร็ง Oxaliplatin งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแมกนีเซียมไม่อาจป้องกันความเสียหายที่เส้นประสาทจากการใช้ยารักษามะเร็งตัวนี้ได้
  • ตะคริวกินขาในช่วงกลางคืน งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแมกนีเซียมนาน 4 สัปดาห์ ไม่ได้ป้องกันอาการตะคริวในช่วงกลางคืนได้
  • ถูกกระทบกระแทกที่ศีรษะ งานวิจัยกล่าวว่าอาหารเสริมชนิดนี้ไม่อาจช่วยหรือลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ที่ประสบเหตุรุนแรงที่ศีรษะได้
  • โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle cell disease) งานวิจัยพบว่าการฉีดแมกนีเซียมซัลเฟต (Magnesium sulfate) เข้าเส้นเลือดทุกชั่วโมงในปริมาณ 8 โดสไม่ได้ส่งผลดีต่อเด็กที่ป่วยเป็นโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียวแต่อย่างใด
  • ตายคลอด (Stillbirths) การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ระหว่างตั้งครรภ์ไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการตายคลอดของทารกได้
  • บาดทะยัก (Tetanus) การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยบาดทะยักได้แม้จะเทียบกับการรักษาตามปกติ อย่างไรก็ตาม การรับประทานแมกนีเซียมอาจลดระยะเวลาที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล แม้ข้อมูลนี้ยังคงขัดแย้งกันอยู่ก็ตาม

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานและยังไม่มีข้อสรุปว่าใช้แมกนีเซียมรักษาได้หรือไม่

  • โรคพิษสุรา (Alcoholism) การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจเพิ่มคุณภาพการนอนหลับของผู้ที่ติดสุราและกำลังอยู่ในช่วงการเลิกสุรา อย่างไรก็ตาม การฉีดแมกนีเซียมอาจไม่สามารถลดอาการถอนพิษสุราได้
  • ได้รับพิษอะลูมินัมฟอสไฟด์ (Aluminum phosphide poisoning) มีงานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้จะลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ที่ได้รับพิษอะลูมินัมฟอสไฟด์ได้ แต่งานวิจัยอื่นๆ กลับแย้งว่าแมกนีเซียมไม่มีผลต่อพิษชนิดนี้แต่อย่างใด
  • ภาวะวิตกกังวล (Anxiety) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานแมกนีเซียม ผลซานจา (Hawthorn) และแคลิฟอร์เนียป็อปปี้ เพียงช่วยรักษาภาวะวิตกกังวลชนิดอ่อนถึงปานกลาง แต่ไม่อาจใช้รักษาระดับรุนแรงได้
  • โรคสมาธิสั้น (Attention deficit-hyperactivity disorder (ADHD)) เด็กที่มีอาการสมาธิสั้นอาจมีระดับแมกนีเซียมต่ำ งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้สามารถช่วยรักษาเด็กกลุ่มอาการนี้ที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำได้ แต่ไม่เห็นผลการวิจัยในระยะยาว
  • โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานแมกนีซิโอการ์ด (Magnesiocard) อาจให้ผลคล้ายกับการใช้ลิเทียม (Lithium) ในผู้ป่วยอารมณ์สองขั้วได้เพียงบางราย
  • โรคหัวใจ งานวิจัยในเรื่องผลกระทบของการบริโภคแมกนีเซียมในอาหารกับโรคหัวใจยังคงไม่สอดคล้องกัน บ้างก็กล่าวว่าการเพิ่มการบริโภคอาหารที่มีแมกนีเซียมเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ แต่งานวิจัยอื่นกลับกล่าวว่าการเพิ่มปริมาณการบริโภคไม่ส่งผลต่อความเสี่ยงโรคหัวใจ บ้างก็ว่าไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่างการบริโภคแมกนีเซียมกับโรคหัวใจ
  • ภาวะซึมเศร้า (Depression) งานวิจัยพบว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้นาน 6 สัปดาห์สามารถลดอาการซึมเศร้าในผู้ใหญ่ที่มีอาการอ่อนถึงปานกลางได้ แต่การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดเพียงโดสเดียวนั้นไม่อาจลดอาการใดๆ ลงได้เมื่อเทียบในช่วงระยะเวลา 1 สัปดาห์ให้หลัง ผู้ที่ได้รับแมกนีเซียมทุกวันในอาหารที่ 76-360 มิลลิกรัม อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า ส่วนผู้ที่ได้รับในปริมาณที่มากหรือน้อยกว่านั้นจะไม่ลดความเสี่ยงต่อภาวะนี้ อย่างไรก็ตาม ยังเป็นการด่วนสรุปเกินไปที่จะบอกว่า การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้สามารถช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าได้หรือไม่
  • ความดันโลหิตสูง งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้สามารถลดเลขตัวล่างของความดันโลหิตลงได้ (Diastolic blood pressure) ประมาณ 2 mmHg การลดลงนี้อาจจะมีค่าน้อยเกินที่จะส่งผลต่อความดันโลหิต อีกทั้งยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้แมกนีเซียมกับเลขความดันโลหิตตัวบน (Systolic blood pressure) ที่ขัดแย้งซึ่งกันและกันอยู่
  • สมองเสียหายจากการขาดออกซิเจนในทารก งานวิจัยกล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยทารกที่มีความเสียหายที่สมองจากการขาดออกซิเจนในระยะสั้นได้เท่านั้น ไม่อาจช่วยในระยะยาวได้
  • นิ่วในไต การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจป้องกันการเกิดนิ่วในไตซ้ำซากได้ แต่การใช้ยาอย่าง Chlorthalidone (Hygroton) อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
  • ปวดหลังส่วนล่าง งานวิจัยกล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดทุกๆ 4 ชั่วโมงนาน 2 สัปดาห์ในขณะที่กำลังรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ทุกวันนาน 4 สัปดาห์อาจช่วยลดอาการปวดหลังของผู้ที่มีปัญหาปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังได้
  • ภาวะมาเนีย (Mania) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ร่วมกับยาเวอราปามิล (Verapamil) สามารถลดอาการมาเนียได้ดีกว่าการใช้ยาเวอราปามิลเพียงอย่างเดียว งานวิจัยอื่นๆ กล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดสามารถลดปริมาณการใช้ยาอื่นๆ ในการควบคุมอาการมาเนียชนิดรุนแรงลงได้ แต่ยังคงขาดหลักฐานในการรักษาที่หายขาด
  • ปวดศีรษะไมเกรน (Migraine headaches) การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ปริมาณมากอาจช่วยลดความถี่ของการเกิดไมเกรนลง แต่งานวิจัยอื่นกล่าวว่าแมกนีเซียมไม่ได้ส่งผลต่ออาการไมเกรน ซึ่งมีงานวิจัยไม่กี่ชิ้นที่กล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจลดอาการไมเกรนลงได้ แม้ว่างานวิจัยอื่นๆ จะกล่าวถึงการไม่บรรเทาอาการปวดแม้ใช้เข้าเส้นเลือดก็ตาม
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple sclerosis (MS)) การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจลดอาการตึงหรือแข็งของกล้ามเนื้อในผู้เป็นปลอกประสาทเสื่อมแข็งได้ แต่ไม่อาจรักษาได้
  • การพักฟื้นหลังผ่าตัด งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการรับประทานลูกอมยาแมกนีเซียม (Magnesium lozenge) ก่อนผ่าตัด 30 นาที จะลดอาการเจ็บคอจากการสอดท่อช่วยหายใจได้ แต่ไม่อาจบรรเทาอาการอื่นๆ หลังผ่าตัดได้
  • ตะคริวที่ขาของหญิงตั้งครรภ์ งานวิจัยเรื่องการใช้แมกนีเซียมกับอาการตะคริวที่ขาจากการตั้งครรภ์ยังคงไม่สอดคล้องกัน บ้างกล่าวว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจลดอาการตะคริวระหว่างตั้งครรภ์ได้ บ้างก็กล่าวว่าแมกนีเซียมไม่ส่งผลใดๆ ต่ออาการนี้
  • คลอดก่อนกำหนด การให้แมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจป้องกันการบีบรัดตัวของมดลูกเมื่อคลอดก่อนกำหนดได้ งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าแมกนีเซียมสามารถชะลอการคลอดได้นาน 48 ชั่วโมงเมื่อเทียบกับการใช้ยาปกติ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ยังเชื่อว่าแมกนีเซียมอาจส่งผลเสียต่อแม่และเด็กได้เช่นกัน
  • ภาวะขาอยู่ไม่สุข (Restless legs syndrome (RLS)) การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจลดปริมาณการเคลื่อนไหวและเพิ่มระยะเวลาการนอนหลับของผู้ป่วยโรคขาอยู่ไม่สุขได้ อย่างไรก็ตาม บทบาทของแมกนีเซียมกับโรคนี้ยังคงไม่แน่ชัด เนื่องจากผู้ป่วยภาวะนี้บางรายจะมีระดับแมกนีเซียมในเลือดสูงอยู่แล้วก็ได้
  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ยังคงมีหลักฐานเกี่ยวกับผลจากการใช้อาหารเสริมชนิดนี้หรือรับประทานอาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียมกับโรคหลอดเลือดสมองที่ไม่สอดคล้องซึ่งกันและกันอยู่ แต่ก็มีรายงานว่าแมกนีเซียมอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ชายได้ ขณะนี้จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้จะให้ผลเช่นใด บ้างก็กล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจส่งผลดีต่อผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง แต่งานวิจัยอื่นกลับกล่าวว่าคนส่วนมากไม่สามารถใช้แมกนีเซียมในการลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือพิการจากโรคหลอดเลือดสมองได้
  • ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Subarachnoid hemorrhage) ยังคงมีหลักฐานที่ปนเปกันอยู่เกี่ยวกับผลของการใช้แมกนีเซียมควบคุมอาการตกเลือดในสมองบ้างก็กล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดจะลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและภาวะเจ้าหญิง-เจ้าชายนิทรา (Vegetative state) ลงได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากงานวิจัยอื่นๆ กลับแย้งว่าแมกนีเซียมไม่ได้มีประโยชน์เช่นนี้
  • เสียชีวิตจากหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน (Sudden cardiac death) งานวิจัยเบื้องต้นบางชิ้นกล่าวว่าการบริโภคแมกนีเซียมปริมาณมากนั้นมีโอกาสน้อยที่จะเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตจากหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่แน่ชัดว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะนี้ได้หรือไม่ ก็แม้กระทั่งการให้แมกนีเซียมทางเส้นเลือดอาจไม่ส่งผลดีด้วยเช่นกัน (ควรใช้แมกนีเซียมกรณีหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Torsade de pointes))
  • ภาวะพิษจากยาต้านเศร้า (Tricyclic antidepressant drugs) งานวิจัยกล่าวว่าการให้แมกนีเซียมในยาทางเส้นเลือดไม่อาจช่วยผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากยาต้านเศร้ากลุ่มไตรไซคลิกได้
  • ลดน้ำหนัก งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม และแลคทูโลส (Lactulose) นาน 1 ปีสามารถลดไขมันร่างกายได้เล็กน้อย แต่การใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ไม่อาจลดน้ำหนัก อัตราส่วนไขมัน หรือขนาดรอบเอวได้ เพราะส่วนที่ลดลงไปคือปริมาณน้ำในกระแสเลือด
  • ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary incontinenceงานวิจัยไม่สามารถสรุปว่ามีความเกี่ยวพันระหว่างปริมาณแคลเซียมและแมกนีเซียมในภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome (CFS)การฉีดแมกนีเซียมอาจช่วยลดอาการเหนื่อยล้าได้ แต่ประโยชน์ข้อนี้ยังคงเป็นแค่ความเชื่อเท่านั้น

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของการใช้แมกนีเซียม

แมกนีเซียมค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้รับประทานในปริมาณที่เหมาะสมหรือใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง ใช้วิธีฉีดเข้าร่างกายในปริมาณและขนาดที่ถูกต้อง บางคนอาจประสบกับผลข้างเคียงจากการใช้แมกนีเซียม อย่างอาการปวดท้อง หน้าแดง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง หัวใจเต้นช้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น และผลข้างเคียงอื่นๆ ได้

โฆษณาจาก HonestDocs
🦷รีเทนเนอร์หาย หรือ จัดฟันใกล้เสร็จ? ก็ทำรีเทนเนอร์ลด 30-50% ได้

ไม่ว่าคุณจะอยากได้ "แบบใส" หรือ "แบบลวด" เราก็มีให้คุณครบจบที่เดียว เริ่มต้นเพียง 1,750 บาท เท่านั้น

%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8cadsinternal ad

สำหรับผู้ใหญ่ โดยมากปริมาณแมกนีเซียมที่น้อยกว่า 350 มิลลิกรัม/วัน (310-420 มิลลิกรัม) นั้นจัดว่าปลอดภัย หากบริโภคในปริมาณมากอาจจะไม่ปลอดภัยเนื่องจากแมกนีเซียมสามารถเข้าสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆ ได้ อย่างหัวใจเต้นผิดปกติ ความดันโลหิตตกลง สับสน หายใจช้าลง โคม่า และเสียชีวิต

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ

สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร อาหารเสริมชนิดนี้ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์หรือแม่ที่ต้องให้นมบุตรเมื่อบริโภคในปริมาณที่น้อยกว่า 350 มิลลิกรัม/วัน แมกนีเซียมในรูปแบบยาฉีดหรือฉีดเข้าเส้นเลือดช่วงก่อนคลอดมีความปลอดภัย แต่อาจไม่ปลอดภัยหากให้ใช้ในปริมาณมาก

เด็ก เด็กส่วนมากสามารถรับอาหารเสริมชนิดนี้ได้อย่างปลอดภัย โดยปริมาณที่ปลอดภัยนั้นได้แก่ สำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี มีปริมาณที่น้อยกว่า 80 มิลลิกรัม/วัน, สำหรับเด็กอายุ 4-8 ปี คือ 130 มิลลิกรัม และ สำหรับเด็กอายุ 9-13 ปีขึ้นไป คือ 240 มิลลิกรัม หากเป็นการใช้แมกนีเซียมปริมาณที่มากกว่านี้จะไม่ปลอดภัย

โรคพิษสุรา การติดสุราจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดแมกนีเซียมขึ้น

ภาวะเลือดออกผิดปกติ แมกนีเซียมอาจชะลอการเกิดลิ่มเลือดได้ ซึ่งทางทฤษฎีแล้วการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออกหรือฟกช้ำในกลุ่มผู้ป่วยภาวะเลือดออกผิดปกติได้ง่ายขึ้น

เบาหวาน เบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดแมกนีเซียมขึ้น หากเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ดีจะลดปริมาณแมกนีเซียมที่ร่างกายดูดซึมลง

ผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดแมกนีเซียมมากขึ้นเนื่องจากร่างกายดูดซับแมกนีเซียมได้น้อยลง และมักประสบกับโรคภัยที่ส่งผลต่อการดูดซึมนี้บ่อยครั้ง

สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัด (Heart block) ไม่ควรให้แมกนีเซียมปริมาณมากกับผู้ที่มีปัญหาภาวะนี้

โรคที่ส่งผลต่อการดูดซึมแมกนีเซียม การดูดซับแมกนีเซียมของร่างกายจะลดลงได้จากหลายๆ ภาวะ เช่น การติดเชื้อที่กระเพาะอาหาร โรคภูมิคุ้มกัน โรคลำไส้อักเสบ และอื่นๆ

ปัญหาที่ไตอย่างโรคไตวาย อวัยวะไตที่ทำงานไม่ดีจะทำการกำจัดแมกนีเซียมออกจากร่างกายได้ยาก การรับประทานแมกนีเซียมเข้าไปมากขึ้นจะยิ่งทำให้แมกนีเซียมสะสมในร่างกายมากจนอาจไปถึงระดับที่เป็นอันตรายได้ ดังนั้นหากคุณมีปัญหาที่ไตไม่ควรรับแมกนีเซียม

กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless leg syndrome) ผู้ป่วยภาวะนี้อาจมีระดับแมกนีเซียมสูงในร่างกาย ซึ่งยังคงไม่แน่ชัดว่าแมกนีเซียมเป็นตัวการที่ทำให้เกิดภาวะนี้หรือไม่ เนื่องจากก็มีผู้ป่วยภาวะนี้บางรายก็มีปัญหาขาดแมกนีเซียมเช่นกัน

การใช้แมกนีเซียมร่วมกับยาชนิดอื่น

ใช้แมกนีเซียมร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • ยาปฏิชีวนะอะมิโนไกลโคไซด์ (Aminoglycoside antibiotics)
    ยาปฏิชีวนะบางตัวส่งผลต่อกล้ามเนื้อ โดยยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้เรียกว่ายาอะมิโนไกลโคไซด์ (Aminoglycosides) แมกนีเซียมเองก็ส่งผลต่อกล้ามเนื้อเช่นกัน ดังนั้นการรับประทานยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้กับฉีดยาแมกนีเซียมอาจทำให้เกิดปัญหากล้ามเนื้อขึ้นได้ ตัวอย่างยาปฏิชีวนะอะมิโนไกลโคไซด์ มีทั้ง Amikacin (Amikin), Gentamicin (Garamycin), Kanamycin (Kantrex), Streptomycin, Tobramycin (Nebcin) และอื่นๆ 
  • ยาปฏิชีวนะเตตระไซคลิน (Tetracycline antibiotics)
    แมกนีเซียมสามารถเข้ายึดเกาะกับยาเตตระไซคลินในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งจะลดปริมาณยาเตตระไซคลินที่ร่างกายสามารถดูดซึมลง ดังนั้นการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ร่วมกับ tetracyclines จะลดประสิทธิภาพของยา tetracyclines ลง เพื่อเลี่ยงการตีกันเช่นนี้ควรรับประทานแคลเซียม 2 ชั่วโมงก่อนหรือ 4 ชั่วโมงหลังทานยา tetracyclines ตัวอย่าง tetracyclines มีทั้ง demeclocycline (Declomycin), minocycline (Minocin), และ tetracycline (Achromycin)
  • ยาปฏิชีวนะควิโนโลน (Quinolone antibiotics)
    แมกนีเซียมสามารถเข้ายึดเกาะกับยาควิโนโลนในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งจะลดปริมาณยาควิโนโลนที่ร่างกายสามารถดูดซึมลง ดังนั้นการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ร่วมกับยาควิโนโลนจะลดประสิทธิภาพของยา เพื่อเลี่ยงการตีกันเช่นนี้ควรรับประทานแคลเซียม 2 ชั่วโมงก่อนหรือ 4 ชั่วโมงหลังรับประทานยาควิโนโลน ตัวอย่างยาควิโนโลนมีทั้ง Ciprofloxacin (Cipro), Enoxacin (Penetrex), Norfloxacin (Chibroxin, Noroxin), Sparfloxacin (Zagam), Trovafloxacin (Trovan) และ Grepafloxacin (Raxar)
  • ยากลุ่มไบฟอสโฟเนตส์ (Bisphosphonates)
    แมกนีเซียมจะลดปริมาณการดูดซับยากลุ่มไบฟอสโฟเนตส์ของร่างกายลง ดังนั้นการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ร่วมกับยากลุ่มไบฟอสโฟเนตส์สามารถลดประสิทธิภาพของยาได้ เพื่อเลี่ยงการตีกันเช่นนี้ควรรับประทานยากลุ่มไบฟอสโฟเนตส์ก่อนแมกนีเซียมอย่างน้อย 2 ชั่วโมงหรือใช้ยาในวันหลัง ตัวอย่างยากลุ่มไบฟอสโฟเนตส์มีทั้ง Alendronate (Fosamax), Etidronate (Didronel), Risedronate (Actonel), Tiludronate (Skelid) และอื่นๆ
  • ยาสำหรับความดันโลหิตสูง (Calcium channel blockers)
    แมกนีเซียมอาจลดความดันโลหิตลงได้ ดังนั้นการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ร่วมกับยาสำหรับลดความดันโลหิตสูงอาจทำให้ความดันเลือดของคุณตกลงต่ำเกินไปได้ ตัวอย่างยาที่ควบคุมความดันโลหิตสูงมีทั้ง Nifedipine (Adalat, Procardia), Verapamil (Calan, Isoptin, Verelan), Diltiazem (Cardizem), Isradipine (DynaCirc), Felodipine (Plendil), Amlodipine (Norvasc) และอื่นๆ
  • ยาคลายกล้ามเนื้อ
    แมกนีเซียมอาจช่วยคลายกล้ามเนื้อได้ ดังนั้นการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงจากการคลายกล้ามเนื้อได้ ตัวอย่างยาคลายกล้ามเนื้อมีทั้ง Carisoprodol (Soma), Pipecuronium (Arduan), Orphenadrine (Banflex, Disipal), Cyclobenzaprine, Gallamine (Flaxedil), Atracurium (Tracrium), Pancuronium (Pavulon), Succinylcholine (Anectine) และอื่นๆ
  • ยาขับน้ำ (Potassium-sparing diuretics)
    ยาขับน้ำบางประเภทสามารถเพิ่มระดับแมกนีเซียมในร่างกายขึ้นได้ ดังนั้นการรับประทานยากลุ่มนี้ร่วมกับอาหารเสริมชนิดนี้อาจทำให้มีแมกนีเซียมในร่างกายมากเกินไปได้ โดยยาขับน้ำที่เพิ่มระดับแมกนีเซียมมีดังนี้ Amiloride (Midamor), Spironolactone (Aldactone) และ Triamterene (Dyrenium)

ปริมาณการใช้แมกนีเซียม

ผู้ใหญ่

  • ปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน (Recommended Dietary Allowances (RDA)) สำหรับธาตุแมกนีเซียมคือ
    ชายและหญิงอายุ 19-30 ปีคือ 400 มิลลิกรัม และ 310 มิลลิกรัม
    ชายและหญิงอายุ 31 ปีขึ้นไปคือ 420 มิลลิกรัม และ 320 มิลลิกรัม
    สำหรับสตรีมีครรภ์อายุ 14-18 ปีคือ 400 มิลลิกรัม; 19-30 ปีคือ 350 มิลลิกรัม; 31-50 ปีคือ 360 มิลลิกรัม
    สำหรับผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตรอายุ 14-18 ปีคือ 360 มิลลิกรัม; 19-30 ปีคือ 310 มิลลิกรัม; 31-50 ปีคือ 320 มิลลิกรัม
    ส่วนปริมาณสารอาหารสูงสุด (upper intake level (UL)) ต่อวันของแมกนีเซียมสำหรับทุกคนที่มีอายุเกิน 8 ปี รวมถึงสตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตรคือ 350 มิลลิกรัม
  • สำหรับอาการท้องผูก 
    แมกนีเซียมซิเตรท 8.75-25 กรัม มักจะเป็น 150-300 มิลลิลิตรในรูปของสารละลาย 290 มิลลิลิตร
    แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ 2.4-4.8 กรัม 30 มิลลิลิตร (2 ช้อนโต๊ะ)
    แมกนีเซียมซัลเฟต 10-30 กรัม
    และใช้เกลือแมกนีเซียมเป็นการรักษาครั้งคราวในปริมาณที่ 8 ออนซ์ ต่อน้ำ 1 แก้ว
  • สำหรับอาการอาหารไม่ย่อย แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ 400-1,200 มิลลิกรัม 4 ครั้ง/วัน หากเป็นแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ใช้ 800 มิลลิกรัม/วัน
  • สำหรับภาวะขาดแมกนีเซียม แมกนีเซียมซัลเฟต 3 กรัมทุกๆ 6 ชั่วโมง แบ่งเป็น 4 ครั้ง, สารละลายแมกนีเซียมคลอไรด์ 5% ทุกวันนาน 16 สัปดาห์, น้ำแร่ที่อุดมด้วยแมกนีเซียม (Hepar) 100 มิลลิกรัม/ลิตร, แมกนีเซียมแล็กเทต 10.4 mmol ทุกวันนาน 3 เดือน พยายามเลี่ยงการใช้แมกนีเซียมออกไซด์และแมกนีเซียมคาร์บอเนต
  • สำหรับภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ (Arrhythmias) magnesium-DL-hydrogen aspartate 2.163 มิลลิกรัม และ potassium-DL-hydrogen aspartate 2.162 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 21 วัน
  • สำหรับอาการปวดหน้าอกจากหลอดเลือดอุดตัน แมกนีเซียมออกไซด์ 800-1,200 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 3 เดือน
  • สำหรับเบาหวาน
    สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ใช้แมกนีเซียมคลอไรด์ 2.5 กรัมในสารละลาย 50 มิลลิลิตร ทุกวันนาน 16 สัปดาห์, น้ำเกลือทะเลสาบ (Salt lake water) ที่มีปริมาณแมกนีเซียมสูง 300 มิลลิลิตร และเจือจางด้วยน้ำสะอาดที่ประกอบด้วยแมกนีเซียม 100 มิลลิกรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร ทุกวันนาน 30 วัน, แมกนีเซียม 360 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 4-16 สัปดาห์
    สำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 ใช้อาหารเสริมแมกนีเซียมกลูโคเนต (Ultramagnesium) 300 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 5 ปี
  • สำหรับโรคไฟโบรมัยอัลเจีย แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ร่วมกับกรดมาลิก (Super Malic tablets), แมกนีเซียมซิเตรท 300 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 8 สัปดาห์
  • สำหรับภาวะสูญเสียการได้ยิน แมกนีเซียมแอสปาร์เทท 167 มิลลิกรัม ผสมกับน้ำมะนาว 200 มิลลิลิตร ทุกวันนาน 8 สัปดาห์
  • สำหรับภาวะคอเลสเตอรอลสูง แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ 1 กรัมนาน 6 สัปดาห์
  • สำหรับโรคอ้วนลงพุง ผลิตภัณฑ์แมกนีเซียมแอสปาร์เทท 365 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 6 เดือน
  • สำหรับโรคลิ้นหัวใจ (Mitral valve prolapseแมกนีเซียมคาร์บอเนท 1,200-1,800 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 5 สัปดาห์
  • สำหรับโรคกระดูกพรุน 
    แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ 300-1,800 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 6 เดือน ตามด้วย แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ 600 มิลลิกรัม/วันนาน 18 เดือน
    แมกนีเซียมซิเตรท 1,830 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 30 วัน
    นอกจากเอสโทรเจนให้บริโภคแมกนีเซียม 600 มิลลิกรัม ร่วมกับแคลเซียมและอาหารเสริมวิตามินรวม 500 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 1 ปี
  • อาการปวดหลังผ่าตัด ยาลูกอมแมกนีเซียม (Magnesium-Diasporal lozenge, Med Ilac) ที่ประกอบด้วยเกลือ แมกนีเซียมซิเตรท 610 มิลลิกรัม นาน 20 นาทีก่อนผ่าตัด
  • สำหรับกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) แมกนีเซียมออกไซด์ 333 มิลลิกรัม/วัน ตลอด 2 รอบเดือน ส่วนการบริโภคธาตุแมกนีเซียมปริมาณสูงที่ 360 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันจะเริ่มขึ้นจากวันที่ 15 ของรอบเดือนจนกว่าจะมีประจำเดือน, ธาตุแมกนีเซียม 360 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันนาน 2 เดือน, แมกนีเซียม 300 มิลลิกรัม ร่วมกับวิตามินบี 6 (Vitamin B6) 50 มิลลิกรัม 
  • สำหรับภาวะขาดแมกนีเซียม ปริมาณที่เริ่มตามปกติสำหรับภาวะขาดแมกนีเซียมไม่รุนแรงคือ ฉีดแมกนีเซียมซัลเฟต 1 กรัม ทุกๆ 6 ชั่วโมง 4 โดส สำหรับภาวะขาดแมกนีเซียมรุนแรงนั้นให้ใช้แมกนีเซียมซัลเฟต 5 กรัมเป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพื่อการป้องกันภาวะขาดแมกนีเซียม ผู้ใหญ่จะได้รับธาตุแมกนีเซียมที่ 60-96 มิลลิกรัม ทุกวัน
  • สำหรับความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ (Pre-eclampsia กับ Eclampsia) ฉีดแมกนีเซียมซัลเฟต 4-5 กรัมตามด้วย แมกนีเซียมซัลเฟต 4-5 กรัมทุกๆ 4 ชั่วโมง หรือแมกนีเซียมซัลเฟต 1-3 กรัมต่อชั่วโมง ปริมาณที่ใช้ไม่ควรเกิน 30-40 กรัม/วัน ปริมาณแมกนีเซียมซัลเฟตสูงสุด (9-14 กรัม) ตามด้วยปริมาณน้อย (2.5-5 กรัม ทุกๆ 4 ชั่วโมง นาน 24 ชั่วโมง)
  • สำหรับภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ (Torsades de pointesฉีดแมกนีเซียมซัลเฟต 1-6 กรัมหลายนาที ตามด้วยการหยดยา (IV infusion)
  • สำหรับภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ (Arrhythmiasรักษาโดยการฉีด
    สำหรับลดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติหลังหัวใจวายคือ แมกนีเซียมซัลเฟต 8 กรัมในสารละลาย 250 มิลลิลิตรในช่วง 12 ชั่วโมง
    สำหรับภาวะหัวใจเต้นถี่ผิดปกติ หยดยาแมกนีเซียมซัลเฟต 5 กรัมในสารละลาย 100 มิลลิลิตร ปริมาณครึ่งหนึ่งที่ใช้เป็นเวลา 20 นาทีตามด้วยเศษที่เหลืออีก 2 ชั่วโมง
    สำหรับภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ฉีดแมกนีเซียมคลอไรด์ 1-4 กรัม 1 โดสในช่วง 5 นาที
    สำหรับภาวะหัวใจเต้นผิดปกติจากเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ แมกนีเซียมซัลเฟต 2 กรัมในสารละลาย 10 มิลลิลิตร ทางเส้นเลือดในระยะเวลา 1-10 นาที ตามด้วยแมกนีเซียมซัลเฟต 5-10 กรัมในสารละลาย 250-500 มิลลิลิตร ในช่วง 5 ชั่วโมง
  • สำหรับอาการเจ็บปวดจากความเสียหายที่เส้นประสาทที่เกี่ยวกับมะเร็ง ฉีดแมกนีเซียมซัลเฟต 0.5-1 กรัมแบบโดสเดี่ยว และฉีด 50 % แมกนีเซียมซัลเฟต 1-2 มิลลิลิตร ในช่วง 5-10 นาที
  • สำหรับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ฉีดแมกนีเซียมซัลเฟต 1.2 กรัมทางเส้นเลือดโดยใช้ยาพ่น, แมกนีเซียมซัลเฟต 1.2-2 กรัมในสารละลาย 100-150 มิลลิลิตร เป็นเวลา 20 นาที
  • สำหรับอาการปวดศีรษะเป็นชุด ฉีดแมกนีเซียมซัลเฟต 1 กรัมในช่วง 5 นาที หรือแมกนีเซียมซัลเฟต 1 กรัม
  • สำหรับอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัดมดลูก ฉีดแมกนีเซียมซัลเฟตในสารละลายหยดเข้าเส้นเลือด 3 กรัม ตามด้วยการฉีดแมกนีเซียมซัลเฟตเข้าเส้นเลือด 0.5 กรัมต่อชั่วโมง นาน 20 ชั่วโมง
  • สำหรับความเจ็บปวดหลังการผ่าตัด ฉีดแมกนีเซียม 5-50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทางเส้นเลือดด้วยการหยดสารละลายต่อเนื่องที่ 6 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/ชั่วโมงตามระยะเวลาผ่าตัดถึง 48 ชั่วโมง และแมกนีเซียมร่วมกับยาแก้ปวด 3.7-5.5 กรัมภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด
  • สำหรับอาการเจ็บหน้าอกจากการบีบรัดของหลอดเลือด (Vasospastic anginaฉีดแมกนีเซียม 65 มิลลิกรัม/น้ำหนักร่างกายทางเส้นเลือดเป็นเวลา 20 นาที
  • สำหรับหอบหืด แมกนีเซียมซัลเฟต 1-2 กรัมเป็นเวลา 20-30 นาที หรือแมกนีเซียมซัลเฟต 78 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/ชั่วโมงทางเส้นเลือดระหว่าง และ 30 นาทีก่อนเข้ารับการทดสอบการทำงานปอด
  • สำหรับภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ (Pre-eclampsia กับ Eclampsia) แมกนีเซียมซัลเฟตเจือจางในน้ำเกลือ 4 กรัมเข้าเส้นเลือดเป็นเวลา 10-15 นาที ตามด้วยแมกนีเซียมซัลเฟต 5 กรัมแบบฉีดที่กล้ามเนื้อ และแมกนีเซียมซัลเฟต 2.5 หรือ 5 กรัมฉีดเข้าร่างกายทุกๆ 4 ชั่วโมง นาน 24 ชั่วโมง
  • สำหรับกลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (CFS) สารละลายที่ประกอบด้วยแมกนีเซียมซัลเฟต 1 กรัม ฉีดเข้าร่างกาย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ นาน 6 สัปดาห์
  • สำหรับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ยาซาลบูทามอล 2.5 มิลลิลิตร ร่วมกับแมกนีเซียมซัลเฟต 2.5 มิลลิลิตร (151 มิลลิลิตรต่อโดส) โดยพ่น 3 ครั้งในระยะเวลาห่างกัน 30 นาที

เด็ก

  • ปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน (Recommended Dietary Allowances (RDA)) สำหรับธาตุแมกนีเซียมคือ
    อายุ 1-3 ปีคือ 80 มิลลิกรัม
    อายุ 4-8 ปีคือ 130 มิลลิกรัม
    อายุ 9-13 ปีคือ 240 มิลลิกรัม
    อายุ 14-18 ปีคือ 410 มิลลิกรัม (เด็กชาย) และ 360 มิลลิกรัม (เด็กหญิง)
    สำหรับทารกอายุน้อยกว่า 1 ปีจะมีค่าปริมาณสารอาหารที่เพียงพอ (Adequate Intake (AI)) คือ 30 มิลลิกรัม จากคลอดจนถึงอายุ 6 เดือน และ 75 มิลลิกรัม สำหรับอายุ 7-12 เดือน
    ปริมาณสารอาหารสูงสุดต่อวัน (Upper Intake Level (UL)) สำหรับแมกนีเซียม
    เด็กอายุ 1-3 ปีคือ 65 มิลลิกรัม และสำหรับเด็กอายุ 4-8 ปี คือ 110 มิลลิกรัม
  • สำหรับโรคซิสติก ไฟโบรซิส แมกนีเซียมไกลซีน (Magnesium-glycine) 300 มิลลิกรัม/วัน นาน 8 สัปดาห์
  • สำหรับหอบหืด แมกนีเซียมซัลเฟต 40 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และมากถึง 2 กรัมด้วยการฉีดเข้าเส้นเลือดในสารละลาย 100 มิลลิลิตร ในช่วงเวลา 20 นาที

ที่มาของข้อมูล

  1. นางสาวปัทมาภรณ์ อักษรชู, รายงานการศึกษาวิจัยปี 2553 เรื่องปริมาณแมกนีเซียมและสังกะสีในอาหาร (Magnesium and zinc contents of food)
    (http://nutrition.anamai.moph.go.th/images/files/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A32_7_58.pdf), กลุ่มวิจัยอาหารเพื่อโภชนาการ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, 2553.
  2. Alan S L Yu, Clinical manifestations of magnesium depletion, (https://www.uptodate.com/contents/clinical-manifestations-of-magnesium-depletion), Harry Statland and Solon Summerfield Professor of Medicine, University of Kansas Medical Center, 23 August 2017.
  3. MAGNESIUM (https://www.webmd.com/vitamins/ai/ingredientmono-998/magnesium)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล