น้ำมันปลา (Fish oil)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 23, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 25 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 759,875 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 06/03/2562

น้ำมันปลาช่วยบำรุงสมอง

น้ำมันปลา (Fish oil) มีอยู่ในปลาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยปลาเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำมันที่มีประโยชน์ที่เรียกว่า กรดไขมันโอเมก้าสาม (omega-3 fatty acids) เช่น แมกคาเรล ปลาเฮร์ริง ทูน่า แซลม่อน ตับปลาคอด กระเพาะปัสสาวะปลาวาฬ และกระเพาะปัสสาวะแมวน้ำ โดยกรดไขมันโอเมก้าสามที่สำคัญที่สุดที่อยู่ในน้ำมันปลาคือ eicosapentaenoic acid (EPA) กับ docosahexaenoic acid (DHA)

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

น้ำมันปลาได้รับการยอมรับว่าช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์และใช้กับภาวะอื่นๆ มากมาย ผู้คนนิยมกินน้ำมันปลาเพื่อรักษาภาวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับหัวใจและกระแสเลือด บางคนกินน้ำมันปลาเพื่อลดระดับคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ และความดันโลหิต น้ำมันปลายังใช้เพื่อป้องกันโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) เช่นเดียวกับป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดแดง อาการปวดหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ การผ่าตัดบายพาส หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นเร็ว ป้องกันลิ่มเลือด และความดันโลหิตสูงหลังการปลูกถ่ายหัวใจ

น้ำมันปลาใช้แก้ปัญหาเกี่ยวกับไตมากมาย อย่างโรคไต ไตล้มเหลว และภาวะแทรกซ้อนที่ไตที่เกี่ยวกับเบาหวาน (diabetes) ตับแข็ง (cirrhosis) โรคเบอร์เกอร์ (Berger's disease (IgA nephropathy)) การปลูกถ่ายหัวใจ หรือจากการใช้ยาที่เรียกว่า cyclosporine

ปลาเป็นอาหารบำรุงสมอง บางคนรับประทานปลาเพื่อช่วยบรรเทาอาการจากภาวะซึมเศร้า (depression), โรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder), โรคสมาธิสั้น (psychosis, attention deficit-hyperactivity disorder (ADHD)), โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease), โรคการประสานงานของประสาทและกล้ามเนื้อผิดปกติ (developmental coordination disorder), ปวดศีรษะไมเกรน, โรคลมชัก (epilepsy), จิตเภท (schizophrenia), ภาวะจิตใจผิดปกติจากเหตุการณ์รุนแรง (post-traumatic stress disorder), และภาวะบกพร่องทางจิต (mental impairment)

บางคนรับประทานน้ำมันปลาเพื่อรักษาอาการตาแห้ง ต้อกระจก (cataracts) ต้อหิน (glaucoma) และความเสื่อมโทรมของกล้ามเนื้อจากอายุที่มากขึ้น (age-related macular degeneration (AMD)) ซึ่งโรคข้างต้นต่างเป็นภาวะที่พบในผู้สูงอายุที่อาจนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงทางสายตาได้ อีกทั้งน้ำมันปลายังช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนกับดวงตาที่เกิดจากเบาหวานได้อีกด้วย

การรับประทานน้ำมันปลาใช้รักษาแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจาก Helicobacter pylori (H. pylori), การอักเสบของลำไส้, โรคตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis), ภาวะทางพันธุกรรมที่เรียกว่า phenylketonuria, ภาวะแพ้ salicylate, โรคโครห์น (Crohn's disease), กลุ่มอาการเบเซ็ต (Behcet's syndrome) และโรคเรย์เนาด์ (Raynaud's syndrome)

ผู้หญิงสามารถรับประทานน้ำมันปลาเพื่อป้องกันอาการปวดประจำเดือน ปวดเต้านม และภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์อย่างแท้งบุตรได้ (รวมไปถึงภาวะที่เรียกว่ากลุ่มอาการต้านฟอสโฟลิพิด (antiphospholipid syndrome)) ความดันโลหิตสูงในช่วงอายุครรภ์มาก คลอดก่อนกำหนด ทารกเจริญช้า และกระตุ้นการเจริญเติบโตของทารก

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

การรับประทานน้ำมันปลาสำหรับลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย และเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อก็สามารถทำได้ หรือแม้แต่ลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย มะเร็ง ปอดบวม (pneumonia) โรคปอด ภูมิแพ้ตามฤดูกาล กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (chronic fatigue syndrome) และเพื่อป้องกันหลอดเลือดกลับไปตีบแคบหลังการผ่าตัดขยายหลอดเลือดก็ได้ด้วย

น้ำมันปลายังใช้กับโรคเบาหวาน, อาการก่อนมีเบาหวาน, หอบหืด, โรคที่มีความบกพร่องในการประสานสัมพันธ์ของร่างกาย เรียกว่า dyspraxia, โรคความบกพร่องทางการอ่าน (dyslexia), โรคผิวหนัง (eczema), ออทิสติก (autism), ภาวะอ้วน (obesity), กระดูกอ่อนแอหรือกระดูกพรุน (osteoporosis), โรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis (RA)), ข้อเสื่อม (osteoarthritis), สะเก็ดเงิน (psoriasis), โรคพุ่มพวง (systemic lupus erythematosus (SLE)), โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis), HIV/AIDS, โรคซิสติกไฟโบรซิส (cystic fibrosis), โรคเหงือก, โรคลายม์ (Lyme disease), โรคเม็ดเลือดรูปเคียว (sickle cell disease), และป้องกันน้ำหนักลดจากการใช้ยาต้านมะเร็งบางชนิด

น้ำมันปลายังสามารถใช้ผ่านทางเส้นเลือดได้ (Intravenously injection (IV)) เพื่อรักษาอาการผิวหนังแตกและคัน (สะเก็ดเงิน) ภาวะติดเชื้อในเลือด โรคซิสติกไฟโบรซิส แผลกดทับ และโรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ อีกทั้งยังมีฤทธิ์ในการป้องกันความเสียหายบนตับของผู้ที่ต้องเข้ารับการให้อาหารทางเส้นเลือดดำเป็นระยะเวลานานอีกด้วย

ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินสามารถทาน้ำมันปลาบนผิวหนังได้

น้ำมันปลาทำงานอย่างไร?

ประโยชน์อันมากล้นของน้ำมันปลาอาจมาจากกรดไขมันโอเมก้า 3 เอง เป็นที่น่าสนใจว่าร่างกายมนุษย์ไม่สามารถผลิตไขมันประเภทนี้เองได้ และไม่สามารถกลั่นกรดโอเมก้า 3 จากกรดไขมันโอเมก้า 6 ได้ งานวิจัยมากมายได้ศึกษากับ EPA และ DHA ซึ่งเป็นกรดโอเมก้า 3 สองชนิดที่มักรวมอยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากน้ำมันปลา

กรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยลดความเจ็บปวดและอาการบวมลง จึงเป็นเหตุที่ทำให้น้ำมันปลาสามารถใช้กับโรคสะเก็ดเงินหรือตาแห้งได้ โดยกรดไขมันเหล่านี้ยังป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากกับภาวะหัวใจบางประเภท

การใช้ยาและประสิทธิภาพของน้ำมันปลา

ภาวะที่น้ำมันปลามีประสิทธิภาพ

  • ไตรกลีเซอร์ไรด์สูง งานวิจัยส่วนมากพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและอาหารที่อุดมด้วยน้ำมันปลาสามารถลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ได้จริง ผลเช่นนี้มักจะมีมากขึ้นกับผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอร์ไรด์สูงมาก อีกทั้งปริมาณน้ำมันปลาที่บริโภคเข้าไปก็ส่งผลต่อการลดลงของไตรกลีเซอร์ไรด์เช่นกัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาที่มีประโยชน์เช่นนี้คือ Lovaza, Omtryg, และ Epanova ซึ่งต่างก็ได้รับการยอมรับโดย FDA อย่างเป็นทางการ

ภาวะที่อาจใช้น้ำมันปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ป้องกันการอุดตันซ้ำหลังการผ่าตัดขยายหลอดเลือด งานวิจัยกล่าวว่าน้ำมันปลาสามารถลดอัตราการอุดตันซ้ำของหลอดเลือดได้มากถึง 45% เมื่อรับประทานก่อนเข้ารับการผ่าตัดขยายหลอดเลือดอย่างน้อย 3 สัปดาห์ และหลังจากผ่าตัด 1 เดือน แต่หากเป็นการรับประทานก่อนผ่าตัด 2 เดือนจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
  • แท้งบุตรในผู้หญิงที่มีภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเองที่เรียกว่ากลุ่มอาการต้านฟอสโฟลิพิด (antiphospholipid syndrome) การรับประทานน้ำมันปลาอาจจะสามารถป้องกันการแท้งบุตรและเพิ่มอัตราการตั้งท้องสำเร็จของผู้หญิงที่เป็นโรคต้านฟอสโฟลิพิดได้
  • โรคสมาธิสั้น (Attention deficit-hyperactivity disorder (ADHD)) ในเด็ก การรับประทานน้ำมันปลาจะเพิ่มสมาธิ การทำงานทางสมอง และพฤติกรรมของเด็ก ADHD ที่มีอายุ 8-13 ปีได้ การศึกษาวิจัยอื่นพบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาที่ประกอบด้วยน้ำมันปลาและน้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส (evening primrose oil) (Eye Q, Novasel) สามารถเพิ่มการทำงานทางสมองและพฤติกรรมของเด็ก 7-12 ปีที่ป่วยเป็น ADHD ได้จริง
  • โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) การรับประทานน้ำมันปลาร่วมกับการบำบัดรักษาโรคอารมณ์สองขั้วตามปกติสามารถบรรเทาอาการของโรคซึมเศร้า แต่ไม่อาจบรรเทาอาการฟุ้งพล่าน (mania) ในผู้ป่วยอารมณ์สองขั้วได้
  • น้ำหนักลดจากมะเร็ง การรับประทานน้ำมันปลาปริมาณสูงอาจช่วยชะลอน้ำหนักที่หายไปจากโรคมะเร็งในผู้ป่วยบางรายได้ โดยการใช้น้ำมันปลาในปริมาณที่น้อยเกินจะไม่ส่งผลเช่นนี้ นักวิจัยบางท่านเชื่อว่าการชะลอการสูญเสียน้ำหนักในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งได้นั้นเกิดจากฤทธิ์ที่ช่วยลดอาการจากภาวะซึมเศร้าและช่วยปรับอารมณ์ของบรรดาผู้ป่วยให้ดีขึ้นนั่นเอง
  • โรคหัวใจ (Heart disease) การรับประทานปลาจะช่วยให้หัวใจมีสุขภาพดี ปลอดจากโรคหัวใจ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจเองก็สามารถลดความเสี่ยงต่างๆ จากโรคของตนได้ด้วยการรับประทานปลา แต่สำหรับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลานั้นยังคงไม่ชัดเจน ผู้ที่รับประทานยาสำหรับโรคหัวใจอย่าง “สแตติน” และผู้ที่รับประทานปลาในปริมาณที่เพียงพออาจไม่ได้ผลจากการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาก็เป็นได้
  • การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery bypass surgery) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาจะป้องกันไม่ให้ทางเบี่ยงหลอดเลือดตีบตันซ้ำ
  • ความดันโลหิตสูงจากยา cyclosporine Cyclosporine คือยาสำหรับลดความเสี่ยงการปฏิเสธอวัยวะใหม่ที่ต้องใช้หลังการปลูกถ่ายอวัยวะ การรับประทานน้ำมันปลาจะช่วยป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงจากการใช้ยาตัวนี้
  • ความเสียหายที่ไตจากการใช้ยา cyclosporine Cyclosporine คือยาสำหรับลดความเสี่ยงการปฏิเสธอวัยวะใหม่ที่ต้องใช้หลังการปลูกถ่ายอวัยวะ การรับประทานน้ำมันปลาจะช่วยป้องกันความเสียหายที่ไตจากการใช้ยาตัวนี้ น้ำมันปลายังช่วยเพิ่มกระบวนการทำงานของไตช่วงพักฟื้นของผู้ป่วยที่ร่างกายปฏิเสธอวัยวะปลูกถ่ายที่กำลังใช้ยา Cyclosporine อีกด้วย
  • โรคความผิดปกติด้านพัฒนาการประสานงานของอวัยวะ (Developmental coordination disorder (DCD)) การรับประทานน้ำมันปลา (80%) กับน้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส (20%) อาจช่วยเพิ่มความสามารถในการอ่าน สะกดคำ และพฤติกรรมของเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการประสานงานของอวัยวะที่มีอายุ 5-12 ปีได้ อย่างไรก็ตาม น้ำมันปลาอาจไม่ช่วยในเรื่องทักษะการเคลื่อนไหว
  • ปวดประจำเดือน (dysmenorrhea) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าน้ำมันปลาเพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับวิตามินบี12 สามารถลดระยะเวลาเจ็บปวดและลดความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวดในช่วงปวดประจำเดือนของผู้หญิงได้
  • ภาวะผิดปกติด้านการเคลื่อนไหวในเด็ก (dyspraxia) การรับประทานน้ำมันปลาที่ประกอบด้วยน้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส น้ำมันไทม์ และวิตามินอีก (Efalex, Efamol Ltd) อาจช่วยลดความผิดปกติด้านการเคลื่อนไหวในเด็กป่วย dyspraxia ได้
  • มะเร็งเยื่อบุมดลูก (Endometrial cancer) มีหลักฐานบางชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่รับประทานไขมันปลาประมาณ 2 มื้อต่อสัปดาห์จะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุมดลูกน้อยลง
  • หัวใจล้มเหลว งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการบริโภคน้ำมันปลาที่สูงทั้งจากอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวที่ลดลง
  • ปลูกถ่ายหัวใจ การรับประทานน้ำมันปลาจะช่วยสงวนการทำงานของไตและลดความดันโลหิตระยะยาวหลังการปลูกถ่ายหัวใจ
  • คอเลสเตอรอลผิดปกติจากการรักษา HIV/AIDS มีบางงานวิจัยที่กล่าวว่าน้ำมันปลาสามารถลดไตรกลีเซอร์ไรด์ในผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลผิดปกติที่เกิดจากการรักษา HIV/AIDS ได้ อีกทั้งยังมีรายงานว่าการรับประทานน้ำมันปลาจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในกลุ่มตัวอย่างนี้ได้ด้วย แม้ผลสรุปจะยังคงไม่สอดคล้องกันอยู่ก็ตาม
  • ความดันโลหิตสูง น้ำมันปลาสามารถลดความดันโลหิตในผู้ป่วยที่มีปัญหาความดันเลือดสูงได้เล็กน้อย และอาจมีส่วนช่วยเพียงเล็กน้อยก็เป็นได้ เพราะในกลุ่มตัวอย่าง ผู้ป่วยที่มีปัญหาไม่สามารถควบคุมความดันได้ก็กำลังใช้ยาลดความดันโลหิตอยู่เช่นกัน
  • โรคไตประเภทที่เรียกว่า IgA nephropathy งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าการใช้น้ำมันปลาในระยะยาวจะส่งผลดี โดยน้ำมันปลาสามารถชะลอการสูญเสียการทำงานของไตในคนไข้ที่มีความเสี่ยงสูงที่เป็น IgA nephropathy น้ำมันปลาอาจส่งผลอย่างมากเมื่อรับประทานในปริมาณมาก อีกทั้งจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดในกลุ่มผู้ป่วย IgA nephropathy ที่มีระดับโปรตีนในเลือดสูง
  • กระดูกพรุน (osteoporosis) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานน้ำมันปลาเพียงอย่างเดียว หรือรับประทานร่วมกับแคลเซียมและน้ำมันอิฟนิงพริมโรสสามารถชะลอการสูญเสียกระดูกและเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกต้นขา (femur) และสันหลังของผู้สูงวัยที่ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนได้ แต่การรับประทานน้ำมันปลาไม่ได้ชะลอการสูญเสียกระดูกในผู้สูงอายุที่มีโรคข้อเสื่อมที่เข่าอย่างเดียว
  • โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) มีหลักฐานที่กล่าวว่าการให้น้ำมันปลาทางหลอดเลือดดำ (intravenously (by IV)) สามารถลดความรุนแรงของโรคสะเก็ดเงินได้ อีกทั้งหากนำน้ำมันปลาไปทาบนผิวหนังก็จะช่วยให้อาการของโรคนี้ดีขึ้น แต่การรับประทานไม่ได้ส่งผลต่อโรคนี้แต่อย่างใด
  • โรคจิต (Psychosis) งานวิจัยบางชิ้นพบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาอาจช่วยป้องกันโรคจิตในวัยรุ่นและผู้ใหญ่อายุน้อยที่มีอาการไม่แรงไม่ให้มากขึ้นได้ โดยผลจากน้ำมันปลานี้ยังไม่ได้นำไปทดสอบกับผู้สูงอายุ
  • โรคเรย์เนาด์ (Raynaud's syndrome) มีหลักฐานบางชิ้นกล่าวว่าการรับประทานน้ำมันปลาจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคเรย์เนาด์มีความทนทานต่อหวัดมากขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ป่วยโรคเรย์เนาด์ที่เกิดจากภาวะที่เรียกว่าโรคหนังแข็งแบบลุกลาม (progressive systemic sclerosis) จะไม่ได้รับประโยชน์จากการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาเช่นนี้
  • คอเลสเตอรอลผิดปกติหลังจากการปลูกถ่ายไต งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานน้ำมันปลาเพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับยาลดระดับคอเลสเตอรอลสามารถช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลของผู้มีปัญหาคอเลสเตอรอลผิดปกติหลังการปลูกถ่ายไตได้
  • โรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis (RA)) การรับประทานน้ำมันปลาเพียงอย่างเดียว หรือร่วมกับยา naproxen (Naprosyn) สามารถช่วยให้อาการจาก RA ดีขึ้นได้ ผู้ที่รับประทานน้ำมันปลาจะมีอาการเจ็บปวดลดลงจนมีการใช้ยาแก้ปวดน้อยลง อีกทั้งการให้น้ำมันปลาเข้าเส้นเลือดเองก็สามารถลดบวมและข้อแข็งในผู้ป่วย RA ได้อีกด้วย
  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) การบริโภคปลาในปริมาณที่พอเหมาะ (1 หรือ2 ครั้งต่อสัปดาห์) จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองลง 27% แต่หากเป็นการบริโภคในปริมาณที่สูงมาก (รับประทานปลามากกว่า 46 กรัมต่อวัน) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้ขึ้นอย่างมาก การรับประทานปลาไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองของผู้ที่ต้องใช้ยาแอสไพริน (aspirin) ในการป้องกันโรคนี้อยู่แล้ว

ภาวะที่น้ำมันปลาอาจไม่สามารถรักษาได้

  • เจ็บหน้าอก (angina) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือเพิ่มสุขภาพหัวใจของผู้ที่มีปัญหาเจ็บหน้าอก อีกทั้งยังมีหลักฐานบางชิ้นที่กล่าวว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกเกี่ยวกับโรคหัวใจ
  • หลอดเลือดแดงแข็งตัว (atherosclerosis) งานวิจัยบางชิ้นพบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาอาจลดการลุกลามของ atherosclerosis ได้เล็กน้อย ส่วนงานวิจัยส่วนมากยังคงเชื่อว่าน้ำมันปลาไม่ได้ชะลอการลุกลามของโรคนี้หรือทำให้อาการดีขึ้นแต่อย่างใด
  • ผิวหนังหลุดสะเก็ดและคัน (eczema) งานวิจัยพบว่าน้ำมันปลาไม่ได้ช่วยให้อาการจากโรคผิวหนังดีขึ้น อีกทั้งงานวิจัยส่วนมากก็แสดงให้เห็นว่าการรับประทานน้ำมันปลาในช่วงตั้งครรภ์ไม่อาจป้องกันทารกจากโรคผิวหนังได้ แต่เด็กที่รับประทานปลาอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ จะมีความเสี่ยงนี้ลดลง (เด็กอายุ 1-2 ปี)
  • หัวใจเต้นผิดปกติ (atrial fibrillation) บางงานวิจัยกล่าวว่าผู้ที่รับประทานปลา 5 ครั้งขึ้นไปภายใน 1 สัปดาห์จะมีความเสี่ยงลดลงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ แต่งานวิจัยส่วนมาเชื่อว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาหรือไขมันปลาไม่ได้ลดความเสี่ยงนี้แต่อย่างใด
  • ภาวะสมองผิดปกติเนื่องจากปัญหาการสูบฉีดเลือด (โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด (cerebrovascular disease)) งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการรับประทานปลาจะลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดได้ แต่งานวิจัยคุณภาพสูงกลับชี้แจงว่าน้ำมันปลาไม่ได้มีสรรพคุณเช่นนี้
  • ตับแข็ง (cirrhosis) การรับประทานน้ำมันปลาไม่ได้ช่วยให้ปัญหาตับดีขึ้น
  • เจ็บขาจากปัญหาการไหลเวียนเลือด (claudication) การรับประทานน้ำมันปลาไม่ได้ช่วยเพิ่มระยะทางการเดินของผู้ป่วยที่มีปัญหาเจ็บขาจากการไหลเวียนโลหิตไม่ดี
  • การทำงานทางจิต งานวิจัยบางชิ้นได้กล่าวว่าการรับประทานหรือบริโภคปลาที่มีปริมาณน้ำมันสูงเชื่อมโยงกับการเพิ่มขึ้นของการทำงานทางจิตและลดการลดลงทางจิตของผู้สูงวัยได้ แต่หลักฐานส่วนมากยังไม่มีข้อมูลเรื่องการทำงานทางจิตในผู้สูงวัยหรือในผู้ใหญ่อายุน้อยหรือเด็ก
  • โรคเหงือก (gingivitis) การรับประทานน้ำมันปลาไม่ได้ช่วยให้อาการของโรคเหงือกอักเสบดีขึ้น
  • การติดเชื้อ Helicobacter pylori (H.pylori) การรับประทานน้ำมันปลาไม่ได้ช่วยให้ภาวะติดเชื้อ H.pylori ดีขึ้นแต่อย่างใดเมื่อนำไปเทียบกับการใช้ยาตามปกติ
  • HIV/AIDS มีหลักฐานบางชิ้นที่พบว่าการรับประทานอาหารอัดแท่งที่ประกอบด้วยน้ำมันปลาไม่ได้เพิ่มจำนวนเซลล์ CD4 ในผู้ที่มีเชื้อ HIV อีกทั้งการรับประทานยาที่ประกอบด้วยน้ำมันปลาก็ไม่ได้ลดปริมาณเชื้อ HIV ในเลือดลงแต่อย่างใด
  • เจ็บเต้านม (mastalgia) การรับประทานน้ำมันปลาไม่ได้ลดอาการเจ็บเต้านมระยะยาวแต่อย่างใด
  • ปวดศีรษะไมเกรน (Migraine headaches) การรับประทานน้ำมันปลาไม่ได้ช่วยลดความรุนแรงหรือความถี่ของอาการปวดไมเกรนลง
  • ข้อเสื่อม (Osteoarthritis) การรับประทานน้ำมันปลาที่มีกลูโคซามีนซัลเฟต (glucosamine sulfate) ไม่ได้ลดอาการจากโรคข้อเสื่อมเมื่อเทียบกับการใช้กลูโคซามีนซัลเฟตเพียงอย่างเดียว อีกทั้งการรับประทานน้ำมันปลาเองก็ไม่ได้เพิ่มความแข็งแรงของกระดูกในกลุ่มผู้ป่วยข้อเสื่อม
  • ปอดบวม (Pneumonia) งานวิจัยประชากรพบว่าไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคปลากับความเสี่ยงต่อการเกิดปอดบวม
  • ปลูกถ่ายไต งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าน้ำมันปลาไม่ได้ช่วยให้ผู้ป่วยที่เข้ารับการปลูกถ่ายไตมีชีวิตยืนยาวขึ้น อีกทั้งยังไม่ได้ช่วยป้องกันการปฏิเสธอวัยวะด้วย
  • ภาวะเลือดเป็นพิษ (sepsis) งานวิจัยกล่าวว่าการฉีดน้ำมันปลาเข้าเส้นเลือดไม่ได้เพิ่มอัตราการรอดชีวิตหรือลดการบาดเจ็บที่สมองในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดเป็นพิษแต่อย่างใด
  • หัวใจเต้นจังหวะเร็วผิดปกติ (ventricular arrhythmias) งานวิจัยประชากรพบว่าการรับประทานปลามากๆ ไม่มีผลต่อความเสี่ยงการเกิดหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ แต่งานวิจัยทางการแพทย์กลับเห็นแย้งซึ่งกันและกัน บ้างกล่าวว่าการรับประทานน้ำมันปลาทุกวันไม่ได้ส่งผลต่อความเสี่ยงนี้ แต่บ้างก็พบว่าการรับประทานน้ำมันปลานาน 11 เดือนจะชะลอการเกิดภาวะนี้ขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม โดยสรุปแล้วนั้น น้ำมันปลาไม่ได้ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ที่มีปัญหาหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

ภาวะที่น้ำมันปลาอาจจะไม่ได้ผล

  • เบาหวาน (Diabetes) การรับประทานน้ำมันปลาไม่ได้ลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ใดอย่าง กระนั้นน้ำมันปลาก็ยังมีประโยชน์อื่นต่อผู้ป่วยเบาหวาน อย่างลดระดับไขมันในเลือดที่เรียกว่าไตรกลีเซอร์ไรด์ เป็นต้น

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าน้ำมันปลารักษาได้หรือไม่

  • ปัญหาสายตาที่เกี่ยวข้องกับอายุ มีหลักฐานว่าผู้ที่รับประทานปลามากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์จะมีความเสี่ยงต่อปัญหาสายตาที่เกี่ยวกับอายุที่มากขึ้นน้อยลง แต่งานวิจัยทางการแพทย์กลับพบว่าการรับประทานน้ำมันปลานาน 5 ปีไม่ได้ป้องกันปัญหานี้
  • ภูมิแพ้ตามฤดูกาล (ไข้ละอองฟาง (hayfever)) งานวิจัยกล่าวว่าแม่ที่รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาระหว่างช่วงท้ายของการตั้งครรภ์อาจจะเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเกิดภูมิแพ้ในเด็กได้ แต่งานวิจัยอื่นกล่าวแย้งว่าน้ำมันปลาไม่ได้ช่วยลดโอกาสเกิดภูมิแพ้ในเด็กแม้มารดาจะรับประทานน้ำมันปลาระหว่างการตั้งครรภ์ก็ตาม
  • โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease) มีหลักฐานที่กล่าวว่าน้ำมันปลาสามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ก็สรุปได้ว่าน้ำมันปลาไม่อาจป้องกันการเสื่อมถอยของกระบวนการคิดของผู้ป่วยส่วนมากที่เคยถูกวินิจฉัยว่าเป็นอัลไซเมอร์ได้
  • หอบหืด (Asthma) งานวิจัยกล่าวว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาอาจช่วยรักษาอาการหอบหืดได้แค่บางอาการ โดยพบว่าการรับประทานน้ำมันปลาจะช่วยให้หายใจดีขึ้นและลดความจำเป็นในการใช้ยาลง งานวิจัยชิ้นอื่นแสดงให้เห็นว่าน้ำมันปลาไม่ได้ลดความรุนแรงของหอบหืดในเด็ก แต่อาจจะช่วยป้องกันหอบหืดในเด็กเล็กหากแม่รับประทานน้ำมันปลาขณะตั้งครรภ์พวกเขาอยู่ แต่หากเป็นการรับประทานน้ำมันปลาขณะที่ต้องให้นมนั้นจะไม่ส่งผลดีใดๆ โดยสรุปแล้ว งานวิจัยกล่าวว่าน้ำมันปลาไม่ได้ช่วยรักษาโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นมาแล้ว
  • ออทิสติก/ปัญญาอ่อน (Autism) การศึกษาขนาดเล็กชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าการรับประทานน้ำมันปลาอาจช่วยลดความตื่นตัวของเด็กพิเศษได้ แต่การศึกษานี้ยังมีจุดด้อยอยู่มาก ในขณะที่งานวิจัยอื่นๆ กลับแสดงให้เห็นว่าการรับประทานน้ำมันปลาไม่ได้ช่วยลดความตื่นตัวของพวกเขาแต่อย่างใด
  • มะเร็ง งานวิจัยในเรื่องผลกระทบของน้ำมันปลากับการป้องกันมะเร็งได้มีผลสรุปที่ขัดแย้งกัน บ้างก็กล่าววาการรับประทานปลาหรือมีระดับโอเมก้า 3 ในเลือดที่สูงจะเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อมะเร็ง อย่างมะเร็งช่องปาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งต่อมลูกหมากที่ลดลง  แต่งานวิจัยชิ้นอื่นกลับกล่าวว่าการรับประทานปลาไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งแต่อย่างใด
  • ต้อกระจก (Cataracts) มีหลักฐานที่กล่าวว่าการรับประทานปลา 3 ครั้งต่อสัปดาห์สามารถลดความเสี่ยงต่อต้อกระจกได้เล็กน้อย
  • กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome (CFS)) มีหลักฐานที่ขัดแย้งกันในเรื่องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันปลากับน้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส (Efamol Marine) ในการลดอาการของ CFS 
  • โรคไตเรื้อรัง มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าน้ำมันปลาอาจมีส่วนช่วยผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่เข้ารับการฟอกไต แต่ยังไม่ชัดเจนว่าน้ำมันปลาจะช่วยผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตย่ำแย่หรือไม่
  • คอเลสเตอรอลผิดปรกติจากการใช้ clozapine Clozapine คือยาที่ใช้รักษาจิตเภท (schizophrenia) โดยมีหลักฐานที่กล่าวว่าการรับประทานน้ำมันปลาจะลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ลง แต่จะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลรวมและคอเลสเตอรอลลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (low-density lipoprotein (LDL) ในกลุ่มผู้ที่มีปัญหาระดับคอเลสเตอรอลผิดปกติจากการใช้ยา clozapine
  • ภาวะสมองบกพร่อง (cognitive impairment) งานวิจัยบางชิ้นได้กล่าวว่าการรับประทานน้ำมันปลาทุกวันนาน 12 เดือนอาจช่วยเพิ่มการทำงานในส่วนความจำของผู้ที่มีการทำงานของสมองน้อยผิดปกติได้
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal cancer) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานน้ำมันปลาระหว่างการทำเคมีบำบัดอาจชะลอการลุกลามของเนื้อร้ายในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้
  • โรคโครห์น (Crohn's disease) งานวิจัยเรื่องผลกระทบของน้ำมันปลากับโรคโครห์นยังคงขัดแย้งกันเองอยู่ บ้างพบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปลาบางชนิด (Purepa, Tillotts Pharma) สามารถลดการเกิดอาการของโรคโครห์นซ้ำได้ แต่งานวิจัยอื่นกลับไม่พบว่าน้ำมันปลามีประโยชน์เช่นนี้
  • โรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic fibrosis) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานน้ำมันปลาสามารถเพิ่มการทำงานของปอดของผู้ป่วยโรคซิสติกไฟโบรซิสได้ อย่างไรก็ตาม หากเป็นการให้น้ำมันปลาเข้าเส้นเลือดนั้นกลับพบว่าไม่ได้มีประโยชน์เช่นนี้
  • สูญเสียความทรงจำ (dementia) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานปลาอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อมได้ แต่งานวิจัยชิ้นอื่นกลับแย้งว่าไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคปลากับความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมแต่อย่างใด
  • ภาวะซึมเศร้า (Depression) ยังคงมีหลักฐานเรื่องผลกระทบของการรับประรับประทานน้ำมันปลารักษาโรคซึมเศร้าที่ไม่สอดคล้องกันอยู่ บ้างพบว่าน้ำมันปลาร่วมกับยาต้านซึมเศร้าสามารถลดอาการของโรคได้ในบางคน แต่งานวิจัยชิ้นอื่นพบว่าน้ำมันปลาไม่ได้ช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้นแต่อย่างใด กระนั้นความขัดแย้งของการศึกษานี้อาจเป็นผลมาจากปริมาณ EPA และ DHA ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือจากความรุนแรงของภาวะซึมเศร้าของกลุ่มตัวอย่างก่อนเข้ารับการรักษาก็เป็นได้
  • ความเสียหายที่ไตในผู้ป่วยเบาหวาน (diabetic nephropathy) มีหลักฐานกล่าวว่าการรับประทานน้ำมันปลาไม่ได้ช่วยให้ไตของผู้ป่วยเบาหวานทำงานดีขึ้น
  • ความเสียหายที่ตาของผู้ป่วยเบาหวาน (diabetic retinopathy) การบริโภคน้ำมันปลาปริมาณสูงเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อความเสียหายที่ดวงตาผู้ป่วยเบาหวานที่น้อยลง
  • ตาแห้ง มีรายงานว่าผู้หญิงที่บริโภคน้ำมันปลาจากอาหารสูงเกี่ยวโยงกับความเสี่ยงต่อภาวะตาแห้งที่น้อยลง แต่ผลกระทบในเรื่องของการใช้น้ำมันปลากับตาแห้งยังคงนับว่าไม่สอดคล้องกันอยู่ บ้างพบว่าน้ำมันปลาสามารถลดอาการจากตาแห้งอย่างเจ็บตา การมองเห็นไม่ชัดเจน และตาอ่อนไหวมากขึ้นได้ แต่น้ำมันปลาก็ไม่ได้ช่วยให้สัญญาณหรืออาการอื่นๆ ดีขึ้น อย่างเช่นการผลิตน้ำตาและความเสียหายที่พื้นผิวของดวงตา การรับประทานน้ำมันปลายังไม่ได้ช่วยให้อาการตาแห้งดีขึ้นเมื่อกำลังใช้การรักษาตาแห้งวิธีอื่นอยู่
  • โรคความบกพร่องทางการอ่าน (Dyslexia) การรับประทานน้ำมันปลาอาจช่วยให้เด็กที่มีภาวะ dyslexia มองเห็นในช่วงกลางคืนดีขึ้นได้
  • ระดับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดผิดปกติ (dyslipidemia) มีหลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้น้ำมันปลากับเรื่องระดับไขมันและคอเลสเตอรอลที่ขัดแย้งกันเองอยู่ บางงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานน้ำมันปลาสามารถลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ ลดคอเลสเตอรอลไลโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (LDL) และเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลไลโพโปรตีนความหนาแน่นสูง (HDL) ในผู้ที่มีปัญหาระดับคอเลสเตอรอลผิดปกติได้ ในขณะที่งานวิจัยชิ้นอื่นไม่พบว่าน้ำมันปลามีสรรพคุณเช่นนี้
  • โรคไตชนิดลุกลาม (ไตวายระยะสุดท้าย) มีหลักฐานที่กล่าวว่าน้ำมันปลาสามารถลดการอักเสบในผู้ที่เป็นโรคไตชนิดลุกลามได้
  • โรคลมชัก (Epilepsy) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานกรดไขมันโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลาทุกวันนาน 10 สัปดาห์จะลดอาการชักในผู้ที่มีปัญหาลมชักที่ดื้อยาได้
  • ปวดกล้ามเนื้อเนื่องจากออกกำลังกาย งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าการรับประทานน้ำมันปลาทุกวันนาน 1-6 เดือนทั้งก่อนและระหว่างออกกำลังกายไม่อาจป้องกันอาการปวดกล้ามเนื้อที่ข้อศอกหรือเข่าได้ แต่งานวิจัยอื่นๆ กล่าวว่าการรับประทานน้ำมันปลาสามารถลดอาการปวดจากการออกกำลังกายยืดเข่าได้
  • ป้องกันการอุดตันของทางเบี่ยง (grafts) ที่ใช้ในการฟอกไต การรับประทานน้ำมันปลาอาจช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดขึ้นในท่อไตเทียม อีกทั้งยังช่วยให้ท่อหรือทางเบี่ยงใช้การได้นานขึ้น แต่จำต้องมีงานวิจัยมาศึกษาปริมาณของน้ำมันปลาที่เหมาะสมต่อไป
  • ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน (Prediabetes) งานวิจัยกล่าวว่าน้ำมันปลาสามารถป้องกันการพัฒนาจากภาวะก่อนโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้
  • พัฒนาการของทารก มีหลักฐานที่กล่าวว่ามารดาที่รับประทานปลาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาระหว่างตั้งครรภ์อาจส่งเสริมพัฒนาการด้านสมองของเด็กได้ ซึ่งการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขณะให้นมบุตรนั้นจะไม่ได้ผลเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม การให้นมที่ผสมน้ำมันปลาแก่ทารกจะส่งผลดีต่อการมองเห็นของทารกก็ต่อเมื่อพวกเขามีอายุ 2 เดือน
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple sclerosis) การรับประทานผลิตภัณฑ์น้ำมันปลา (MaxEPA) ไม่ได้ลดระยะเวลา ความถี่ หรือความรุนแรงของการเกิดอาการจากโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
  • ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการรับประทานน้ำมันปลาทุกวันนาน 90-150 วันร่วมกับออกกำลังกายแบบต้าน (resistance strength training) 90 วันอาจเพิ่มการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและความแข็งแรงให้กับผู้หญิงอายุมากที่มีสุขภาพดีได้
  • ลดน้ำหนัก งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าการรับประทานปลาจะเพิ่มอัตราการลดน้ำหนักและลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่มีน้ำหนักร่างกายมากที่มีความดันโลหิตสูงได้ อีกทั้งยังพบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลา (Hi-DHA, NuMega) จะลดไขมันร่างกายลงเมื่อรับประทานร่วมกับการออกกำลังกาย แต่หลักฐานอื่นๆ กล่าวว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาอีกชนิด (Lovaza) ไม่ได้ช่วยผู้ที่มีน้ำหนักมากลดน้ำหนักแต่อย่างใด
  • ตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis) มีหลักฐานที่กล่าวว่าการป้อนสารอาหารอย่างน้ำมันปลาทางเส้นเลือด (intravenously (IV)) จะลดจำนวนวันที่ต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไตของผู้ป่วยที่มีภาวะตับอ่อนอักเสบรุนแรงได้
  • โรคฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria (PKU)) มีหลักฐานที่กล่าวว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากน้ำมันปลาจะเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหว การประสานงาน และการมองเห็นของเด็กที่ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรมหายากที่เรียกว่า phenylketonuria ได้
  • ภาวะทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง (Post-traumatic stress disorder (PTSD)) มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ประกอบด้วยโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลากับเรื่องการให้สุขภาพจิตศึกษา (psychoeducation) ไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อผู้ป่วย PTSD แต่อย่างใด
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ มีหลักฐานที่กล่าวว่าการรับประทานน้ำมันปลาหรือรับประทานอาหารทะเลระหว่างตั้งครรภ์สามารถป้องกันการคลอดก่อนกำหนดได้ อย่างไรก็ตาม น้ำมันปลาไม่อาจช่วยป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างมีครรภ์ได้
  • เด็กที่คลอดก่อนกำหนด (Prematurity) นมเด็กที่ผสมกับกรดไขมันจากน้ำมันปลาและน้ำมันโบราจ (borage oil) อาจช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านระบบประสาทของทารกที่คลอดก่อนกำหนดได้ โดยเฉพาะกับทารกเพศชาย
  • แผลกดทับ (pressure ulcers) งานวิจัยกล่าวว่าการเสริมอาหารผู้ป่วยติดเตียงด้วยน้ำมันปลาทั้งแบบป้อนทางสายอาหารหรือ IV เป็นเวลา 28 วันอาจชะลอการเกิดแผลกดทับได้
  • ภาวะแพ้ซาลิไซเลต (Salicylate intolerance) งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการรับประทานน้ำมันปลาอาจทำให้อาการจากภาวะแพ้ซาลิไซเลต อย่างเช่นหอบหืดและคันดีขึ้นได้ 
  • จิตเภท (Schizophrenia) มีรายงานว่าน้ำมันปลาสามารถบรรเทาอาการของจิตเภทในผู้หญิงมีครรภ์ได้ แต่งานวิจัยชิ้นอื่นๆ กลับกล่าวว่า น้ำมันปลาที่มีสารเคมีที่เรียกว่ากรด alpha-lipoic ไม่อาจลดอาการจิตเภทได้อย่างใด
  • โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคีย (Sickle cell disease) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานน้ำมันปลาสามารถลดความเจ็บปวดที่เกิดกับผู้ป่วยโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียวได้
  • โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Systemic lupus erythematosus (SLE)) การศึกษาหนึ่งพบว่าน้ำมันปลาสามารถช่วยให้อาการของ SLE ดีขึ้น ในขณะที่การศึกษาอื่นยังไม่พบผลใดๆ จากการใช้น้ำมันปลากับโรคนี้
  • โรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผล (ulcerative colitis) งานวิจัยเรื่องผลกระทบของน้ำมันปลากับการรักษาโรคลำไส้ใหญ่ชนิดเป็นแผลยังคงมีผลการศึกษาที่ขัดแย้งกันอยู่
  • ต้อหิน (Glaucoma)
  • กลุ่มอาการบาเซ็ต (Behcet's syndrome)
  • การป้องกันบาดแผลที่ตับในผู้ที่ต้องเข้ารับอาหารทางเส้นเลือดดำ
  • ภาวะสุขภาพอื่นๆ

จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านประสิทธิผลของน้ำมันปลาเพิ่มเติม

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของน้ำมันปลา

น้ำมันปลาปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ส่วนมากเมื่อรับประรับประทานในปริมาณต่ำ (3 กรัมลงไปต่อวัน) แม้จะยังมีข้อกังขาเรื่องความปลอดภัยเมื่อบริโภคในปริมาณที่สูง การรับประทานมากกว่า 3 กรัมต่อวันอาจป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือด ซึ่งจะเพิ่มโอกาสการฟกช้ำและเลือดออกขึ้น

สารอาหารจากน้ำมันปลาที่มากเกินไปอาจเข้าไปลดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและลดความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับการติดเชื้อ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่กำลังใช้ยากดการทำงานของภูมิคุ้มกัน (เช่นผู้ป่วยที่ผ่านการปลูกถ่ายอวัยวะ) ต้องยิ่งระมัดระวังเป็นพิเศษ

การใช้น้ำมันปลาในปริมาณมากควรดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์

น้ำมันปลาอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น เรอ มีกลิ่นปาก แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ ถ่ายเหลว ผื่นขึ้น และเลือดกำเดาออก ส่วนการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาพร้อมอาหารหรือแช่แข็งไว้มักจะลดผลข้างเคียงเหล่านี้

น้ำมันปลาสำหรับฉีดเข้าเส้นเลือดปลอดภัยเมื่อใช้ในระยะสั้น โดยสามารถใช้สารละลายกรดไขมันโอเมก้า 3 ได้อย่างปลอดภัยในระยะเวลา 1-4 สัปดาห์

การบริโภคน้ำมันปลาปริมาณมากจากแหล่งอาหารทั่วไปนั้นจัดว่าอาจไม่ปลอดภัย โดยเนื้อปลาบางชนิด (อย่างเช่นฉลาม ปลาอินทรี และแซลมอนที่โตในฟาร์มเลี้ยง) อาจมีการปนเปื้อนสารปรอทและสารเคมีจากแหล่งที่อยู่อาศัยและจากอุตสาหกรรม ทำให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลามีความปลอดภัยกว่าเนื่องจากปราศจากเคมีเหล่านี้นั่นเอง

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ

เด็ก น้ำมันปลาสำหรับเด็กปลอดภัยเมื่อรับประทานอย่างเหมาะสม น้ำมันปลาสามารถป้อนให้กับทารกผ่านทางสายอาหารได้นานถึง 9 เดือน แต่สำหรับเด็กเล็กยังไม่ควรรับประทานปลามากกว่า 2 ออนซ์ต่อสัปดาห์ น้ำมันปลาที่ให้ทางเส้นเลือดแก่เด็กนั้นจัดว่าปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เด็กยังไม่ควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำมันปลาปริมาณมากเนื่องจากอาจจะไม่ปลอดภัย เพราะไขมันปลาบางชนิดอาจประกอบด้วยสารพิษอย่างปรอท ทำให้การรับประทานอาหารปนเปื้อนนี้บ่อยครั้งอาจเข้าไปสร้างความเสียหายกับสมอง จิตใจ และอาจทำให้เด็กตาบอดหรือชักได้

สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร น้ำมันปลาถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยเมื่อรับประทานอย่างเหมาะสม การรับประทานน้ำมันปลาระหว่างตั้งครรภ์อาจไม่ส่งผลต่อตัวอ่อนในครรภ์ กระนั้นก็มีข้อควรเลี่ยงคือผู้หญิงทั้งที่กำลังตั้งครรภ์และอาจจะตั้งครรภ์ควรเลี่ยงการรับประทานปลาฉลาม ปลาดาบ ปลาอินทรี และปลาไทล์เพราะอาจมีการปนเปื้อนสารปรอทนั่นเอง อีกทั้งควรจำกัดปริมาณปลาที่บริโภคในแต่ละสัปดาห์ให้ไม่เกิน 12 ออนซ์ (ประมาณ 3-4 มื้อต่อสัปดาห์) เมื่อจะบริโภคน้ำมันปลาในปริมาณมากๆ อาจจะไม่ปลอดภัยเนื่องจากเสี่ยงต่อสารปรอทนั่นเอง

โรคอารมณ์สองขั้ว การรับประทานน้ำมันปลาอาจทำให้อาการของโรคนี้มีมากขึ้นได้

โรคตับ น้ำมันปลาอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือดในผู้ที่มีบาดแผลที่ตับเนื่องจากโรคภัยได้

ภาวะซึมเศร้า การรับประทานน้ำมันปลาอาจทำให้อาการของโรคนี้มีมากขึ้นได้

เบาหวาน มีข้อกังวลว่าการรับประทานน้ำมันปลาปริมาณสูงอาจทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยากขึ้น

Familial adenomatous polyposis มีข้อกังวลว่าการรับประทานน้ำมันปลาอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในผู้ป่วยภาวะนี้

ความดันโลหิตสูง น้ำมันปลาสามารถลดระดับแรงดันโลหิตและอาจทำให้ความดันเลือดตกลงจนต่ำเกินไปได้หากกำลังใช้ยารักษาความดันอยู่

HIV/AIDS และภาวะอื่น ที่ทำให้การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่ำ การบริโภคน้ำมันปลาปริมาณมากจะกดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันร่างกายลง อาจทำให้เกิดปัญหาสำหรับผู้ที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันต่ำอยู่แล้วได้

ผู้ใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้า (defibrillator) (อุปกรณ์ที่ฝังเข้าร่างกายเพื่อป้องกันการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าน้ำมันปลาอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติในผู้ป่วยที่ฝังเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจได้ ดังนั้นหากคุณเป็นคนกลุ่มนี้ควรเลี่ยงการใช้น้ำมันปลาเพื่อความปลอดภัย

ภูมิแพ้อาหารทะเลหรือปลา ผู้ที่มีภาวะแพ้อาหารทะเลอาจมีปฏิกิริยาแพ้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาเช่นกัน ซึ่ง ณ ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่าผู้คนมีอาการแพ้อาหารทะเลแบบไหนบ้าง ซึ่งจนกว่าจะมีข้อมูลมากขึ้น ควรเลี่ยงการรับประทานหรือรับประทานน้ำมันปลาอย่างระมัดระวัง

การใช้น้ำมันปลาร่วมกับยาชนิดอื่น

ใช้น้ำมันปลาร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • ยาควบคุมการมีบุตร (Contraceptive drugs) กับน้ำมันปลา

น้ำมันปลาอาจช่วยลดระดับไขมันในเลือดบางชนิดลงได้ โดยไขมันเหล่านี้เรียกว่าไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งยาคุมกำเนิดเองก็อาจมีฤทธิ์ลดประสิทธิภาพของน้ำมันปลาได้ด้วยการลดระดับไขมันเหล่านี้ในเลือด โดยตัวอย่างยาควบคุมการมีบุตรมีดังนี้ ethinyl estradiol กับ levonorgestrel (Triphasil), ethinyl estradiol กับ norethindrone (Ortho-Novum 1/35, Ortho-Novum 7/7/7) และอื่น ๆ

  • ยาความดันโลหิตสูง (Antihypertensive drugs) กับน้ำมันปลา

น้ำมันปลาอาจลดความดันโลหิตลงได้ ดังนั้นการรับประทานน้ำมันปลาร่วมกับยาความดันอาจทำให้ความดันโลหิตของคุณตกลงจนต่ำเกินไปได้ โดยตัวอย่างยาที่ควบคุมความดันโลหิตสูงมีดังนี้ captopril (Capoten), enalapril (Vasotec), losartan (Cozaar), valsartan (Diovan), diltiazem (Cardizem), Amlodipine (Norvasc), hydrochlorothiazide (HydroDiuril), furosemide (Lasix) และอื่นๆ มากมาย

  • Orlistat (Xenical, Alli) กับน้ำมันปลา

Orlistat (Xenical, Alli) คือยาสำหรับลดน้ำหนัก โดยออกฤทธิ์ด้วยการป้องกันไม่ให้ลำไส้ดูดซับไขมันจากอาหาร มีข้อกังวลว่ายา Orlistat (Xenical, Alli) อาจลดกระบวนการดูดซับน้ำมันปลาเช่นเดียวกัน เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงของการตีกันเช่นนี้จึงควรรับประทาน Orlistat (Xenical, Alli) กับน้ำมันปลาในเวลาที่ห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

คอยสังเกตอาการเมื่อต้องใช้น้ำมันปลาร่วมกับยาเหล่านี้

  • ยาสำหรับชะลอการเกิดลิ่มเลือด (Anticoagulant / Antiplatelet drugs) กับน้ำมันปลา

น้ำมันปลาอาจชะลอการเกิดลิ่มเลือดได้ ดังนั้นการรับประทานน้ำมันปลาร่วมกับยาเหล่านี้อาจทำให้ฤทธิ์การชะลอลิ่มเลือดมีมากขึ้นจนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออกหรือฟกช้ำขึ้น ตัวอย่างยาชะลอลิ่มเลือดมีดังนี้ aspirin, clopidogrel (Plavix), diclofenac (Voltaren, Cataflam, และอื่น ๆ), ibuprofen (Advil, Motrin, และอื่น ๆ), naproxen (Anaprox, Naprosyn, และอื่น ๆ), dalteparin (Fragmin), enoxaparin (Lovenox), heparin, warfarin (Coumadin) และอื่นๆ

ปริมาณยาที่ใช้

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้รับการศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ผู้ใหญ่

รับประทาน

  • สำหรับภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูง น้ำมันปลา 1-15 กรัมต่อวันนาน 6 เดือน หรือน้ำมันปลาที่มี EPA 1.45-2.70 กรัม และ DHA 1.05-1.80 กรัมต่อวันนาน 2-12 สัปดาห์
  • สำหรับโรคหัวใจ น้ำมันปลาที่ DHA และ/หรือ EPA 0.6-10 กรัม กรัมต่อวันนาน 1 เดือนถึง 9 ปี
  • สำหรับป้องกันและแก้ไขการลุกลามของภาวะเส้นเลือดแดงแข็งหลังการผ่าตัดขยายหลอดเลือด น้ำมันปลา 6 กรัมทุกวันเริ่มจาก 1 เดือนก่อนเข้ารับการผ่าตัดขยายหลอดเลือด และต่อเนื่องไปอีก 1 เดือนหลังจากผ่าตัด ตามด้วย 3 กรัมทุกวันเป็นเวลา 6 เดือน อีกทั้งยังมีการใช้น้ำมันปลา 15 กรัมทุกวันนาน 3 สัปดาห์ก่อนผ่าตัดและหลังจากผ่าตัด 6 เดือน
  • สำหรับป้องกันการแท้งบุตรในผู้หญิงที่มีภาวะ antiphospholipid antibody syndrome และมีประวัติแท้งมาก่อนในอดีต น้ำมันปลาที่มีสัดส่วน EPA กับ DHA ที่ 1:5 ขนาด 5.1 กรัมนาน 3 ปี
  • สำหรับโรคสมาธิสั้น (ADHD) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาที่ประกอบด้วยน้ำมันปลา 400 mg และน้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส 100 mg (Eye Q, Novasel) 6 แคปซูลต่อวัน นาน 15 สัปดาห์ อีกทั้งรับประทานกรดไขมันโอเมก้า 3 250 mg ที่มี phosphatidylserine ต่ออีก 3 เดือนทุกวัน
  • สำหรับโรคอารมณ์สองขั้ว น้ำมันปลาที่มี EPA 6.2 กรัม และมี DHA อีก 3.4 กรัมทุกวันนาน 4 เดือน อีกทั้งให้รับประทานน้ำมันปลาที่มี EPA 1-6 กรัมนาน 12-16 สัปดาห์ หรือกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ประกอบด้วย EPA กับ DHA 4.4-6.2, 2.4-3.4 กรัมตามลำดับนาน 4-16 สัปดาห์
  • สำหรับมะเร็งลำไส้และทวารหนัก น้ำมันปลา (Omega-3, Phytomare, Governador Celso Ramos) ที่ประกอบด้วย EPA และ DHA 360 และ 240 mg ทุกวันในปริมาณ 2 กรัมนาน 9  สัปดาห์ร่วมกับการเข้ารับบำบัดเคมี
  • สำหรับชะลอน้ำหนักลดในผู้ป่วยมะเร็ง ผลิตภัณฑ์น้ำมันปลา (ACO Omega-3, Pharmacia) 30 mL ที่มี EPA 4.9 กรัม และ DHA 3.2 กรัมนาน 4 สัปดาห์ หรือน้ำมันปลาที่ประกอบด้วย EPA กับ DHA 4.7 กรัมกับ 2.8 กรัมตามลำดับนาน 6 สัปดาห์ นอกจากนั้นควรรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโภชนาการน้ำมันปลาที่ประกอบด้วย EPA 1.09 กรัม และ DHA 0.96 กรัมต่อกระป๋องอีก 2 กระป๋อง และดื่มทุกวันนาน 7 สัปดาห์
  • สำหรับเปิดหลอดเลือดหลังการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือด น้ำมันปลาที่ประกอบด้วย EPA 2.04 กรัม และ DHA 1.3 กรัมในปริมาณ 4 กรัมทุกวันนานหนึ่งปี
  • สำหรับอาการตาแห้ง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาที่มี EPA 360-1680 mg และ DHA 240-560 mg นาน 4-12 สัปดาห์ บางคนเลือกใช้ผลิตภัณฑี่มีสัดส่วนไขมันทั้งสองดังที่กล่าวไป (PRN Dry Eye Omega Benefits softgels) หรือบางคนก็เลือกผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วย EPA 450 mg, DHA 300 mg, และน้ำมันเมล็ดลินิน (flaxseed) อีก 1,000 mg (TheraTears Nutrition, Advanced Nutrition Research; Caruso’s Natural Health UltraMAX fish oil) นาน 90 วัน
  • สำหรับความดันโลหิตสูงที่เกิดจากการใช้ยา cyclosporine กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ 3-4 กรัมต่อวันนาน 6 เดือนหลังการปลูกถ่ายหัวใจ และน้ำมันปลา 2-18 กรัมทุกวันนาน 1-12 เดือนหลังการปลูกถ่ายไต
  • สำหรับปัญหาไตที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา cyclosporine เพื่อป้องกันการปฏิเสธอวัยวะปลูกถ่าย น้ำมันปลา 12 กรัมทุกวันนาน 2 เดือนหลังการปลูกถ่ายตับ และ 6 กรัมทุกวันนาน 3 เดือนหลังการปลูกถ่ายไต
  • สำหรับอาการปวดประจำเดือน ปริมาณ EPA ในน้ำมันปลาต่อวันที่ 1080 mg และ DHA ที่ 720 mg ร่วมกับวิตามิน E 1.5 mg ต่อวันนาน 2 เดือน และ 500-2,500 mg ต่อวันนาน 2-4 เดือน
  • สำหรับภาวะหัวใจล้มเหลว กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ 600-4300 mg ต่อวันนาน 12 เดือน และน้ำมันปลา 1 กรัมนานประมาณ 2.9 ปี
  • ปลูกถ่ายหัวใจ น้ำมันปลาที่ประกอบด้วย EPA 46.5% และ DHA 37.8% 4 กรัมทุกวันนาน 1 ปี
  • สำหรับระดับคอเลสเตอรอลผิดปกติจากการรักษา HIV/AIDS ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลา 2 แคปซูล (Omacor, Pronova BioPharma) ที่ประกอบด้วย EPA 460 mg และ DHA 380 mg 2 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 12 สัปดาห์
  • สำหรับความดันโลหิตสูง น้ำมันปลาทุกวันที่ 4-15 กรัม โดยจะแบ่งโดสเป็นครั้งเดียวหรือแยกก็ได้เป็นเวลานาน 36 สัปดาห์ และกรดไขมันโอเมก้า 3 3-15 กรัมทุกวันนาน 4 สัปดาห์
  • สำหรับสงวนการทำงานของไตในผู้ป่วยโรค IgA nephropathy ชนิดรุนแรง น้ำมันปลา 1-12 กรัมต่อวันนาน 2-4 ปี และน้ำมันปลา 3 กรัมร่วมกับยา renin-angiotensin system blocker (RASB) ทุกวันนาน 6 เดือน
  • สำหรับกระดูกพรุน แคปซูลที่มีส่วนประกอบของน้ำมันปลาและอิฟนิ่งพริมโรส 500 mg 4 เม็ดต่อวัน โดยควรแบ่งกิน 3 ครั้งพร้อมอาหารร่วมกับแคลเซียมคาร์โบเนต 600 mg นาน 18 เดือน
  • สำหรับโรคสะเก็ดเงิน แคปซูลน้ำมันปลาที่ประกอบด้วย EPA 3.6 กรัม และ DHA 2.4 กรัมทุกวันนาน 15 สัปดาห์ร่วมกับการบำบัด UVB 
  • สำหรับโรคจิต แคปซูลน้ำมันปลาที่ประกอบด้วย EPA 700 mg และ DHA 480 mg ที่ผสมกับ tocopherols และกรดไขมันโอเมก้า 3 อื่น ๆ ทุกวันนาน 12 สัปดาห์
  • สำหรับโรคเรย์เนาด์ น้ำมันปลาที่ประกอบด้วย EPA 3.96 กรัม และ DHA 2.64 กรัมทุกวันนาน 12 สัปดาห์
  • สำหรับระดับคอเลสเตอรอลผิดปกติหลังการปลูกถ่ายไต น้ำมันปลา 6 กรัมทุกวันนาน 3 เดือน
  • สำหรับโรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ น้ำมันปลา 10 กรัมทุกวัน หรือน้ำมันปลาที่ประกอบด้วย EPA 0.5-4.6 กรัม และ DHA 0.2-3.0 กรัม บางครั้งอาจใช้ร่วมกับวิตามิน E 15 IU เป็นเวลามากถึง 15 เดือน

การฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ (Intravenously injection (IV))

  • สำหรับโรคสะเก็ดเงิน สารละลายน้ำมันปลา 100-200 mL ที่มี EPA 2.1-4.2 กรัม และ DHA 2.1-4.2 กรัม (Omegavenous, Fresenius) โดยให้ทุกวันเป็นเวลา 10-14 วัน
  • สำหรับโรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ กรดไขมันโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลา 0.1-0.2 mg/kg ทุกวันนาน 7 วัน อีกทั้งให้ใช้สารละลายน้ำมันปลา 0.2 กรัม/kg (Omegaven, Fresenius-Kabi) ติดต่อกันนาน 14 วัน ตามด้วยรับประทานน้ำมันปลา 0.05 กรัมทุกวันนาน 20 สัปดาห์

ทาบนผิวหนัง

  • สำหรับโรคสะเก็ดเงิน ทาสารละลายน้ำมันปลาใต้ผ้าปิดแผลเป็นเวลา 6 ชั่วโมงทุกวันนาน 4 สัปดาห์

เด็ก

รับประทาน

  • สำหรับภาวะผิดปกติด้านพัฒนาการประสาทงานในเด็ก น้ำมันปลาที่ EPA 558 mg และ DHA 174 mg โดยแบ่งปริมาณที่ใช้เป็น 3 ครั้งต่อวันนาน 3 เดือน และใช้กับเด็กที่อายุ 5-12 ปี
  • สำหรับรักษาภาวะที่การเคลื่อนไหวผิดปกติในเด็กจนมีการประสานงานของอวัยวะไม่ดี ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาที่ประกอบด้วยน้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส น้ำมันไทม์ และวิตามินอี (Efalex, Efamol Ltd) ทุกวันนาน 4 เดือน

ที่มาของข้อมูล

Fish Oil (https://www.webmd.com/vitamins...)

Ruairi Robertson, 13 Benefits of Taking Fish Oil (https://www.healthline.com/nut...), 18 December 2018.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์