Cymbalta (Duloxetine) คือยาอะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ค. 21, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 29 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 339,829 คน

Cymbalta เป็นชื่อการค้าสำหรับ Duloxetine ยากล่อมประสาทที่ใช้รักษาอาการภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวลที่มีระยะเวลาอย่างน้อยหกเดือน เส้นประสาทปวดจากโรคเบาหวาน ปวดกล้ามเนื้อ (Fibromyalgia) ปวดกระดูก และกล้ามเนื้อในระยะยาว

Cymbalta เป็นยาในกลุ่ม serotonin-norepinephrine reuptake inhibitors (SNRIs) ยับยั้งการดูดกลับของสารสื่อประสาท 2 ตัวคือ serotonin และ norepinephrine ทำให้มีระดับสารในร่างกายมากขึ้น ซึ่งช่วยควบคุมอารมณ์และปิดกั้นสัญญาณความเจ็บปวดที่ส่งผ่านไปยังสมอง . หน่วยงานอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (USFDA) อนุมัติ duloxetine ในปี ค.ศ. 2004 ภายใต้ชื่อการค้า Cymbalta สำหรับบริษัท Lilly และอนุมัติยาเลียนแบบชื่อสามัญสำหรับบริษัทอื่น ๆ ในปี ค.ศ. 2013

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Clinical Practice ปี ค.ศ. 2012 กล่าวว่า Cymbalta สามารถลดอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับโรคข้อเข่าเสื่อม (osteoarthritis)  นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าการใช้ Cymbalta อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงน้อยกว่ายาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร และยากลุ่ม opioids เช่น มอร์ฟีนซึ่งมักจะนำไปสู่อาการท้องผูก แพทย์อาจพิจารณาเพิ่มยารักษาซึมเศร้า เช่น Cymbalta สำหรับผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม

ข้อควรระวัง Cymbalta กับการฆ่าตัวตาย

องค์การอาหารและยากำหนดให้ผู้ผลิตยา Cymbalta ต้องใส่คำเตือนในฉลากยาหรือบนกล่องเกี่ยวกับความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายในหมู่ผู้ที่ใช้เป็นยากล่อมประสาท ผู้ป่วยที่กินยา Cymbalta ซึ่งมีอายุ 24 ปีหรือน้อยกว่ามีความเสี่ยงคิดฆ่าตัวตายหรือมีพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่า แพทย์จึงมักไม่จ่ายยา Cymbalta ในผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

ความเสี่ยงที่มากที่สุด คือ ในช่วงเริ่มต้นของการรักษาหรือช่วงเพิ่มปริมาณยาของ Cymbalta ภาวะซึมเศร้าของคุณอาจยิ่งแย่ลงก่อนที่จะมีอาการดีขึ้นเมื่อคุณเริ่มต้นกินยา Cymbalta ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณมีอาการดังต่อไปนี้

  • คิดฆ่าตัวตาย
  • ก้าวร้าว
  • หงุดหงิด
  • ตื่นตระหนก
  • กังวลมาก
  • ร้อนรนกระวนกระวาย
  • กระทำการใด ๆ โดยไม่ไตร่ตรอง
  • ตื่นเต้นผิดปกติ

แพทย์จะตรวจสอบอาการเหล่านี้อย่างระมัดระวัง เมื่อคุณเริ่มกินยา Cymbalta ควรให้เพื่อนและสมาชิกในครอบครัวรับรู้เกี่ยวกับอาการข้างเคียงเหล่านี้ หากคุณมีความคิดฆ่าตัวตายหรือหากเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวคิดว่าคุณมีพฤติกรรมแปลก ๆ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

อาการถอนยาของ cymbalta

ควรกินยา Cymbalta ภายใต้การกำกับของแพทย์ อย่าหยุดกิน Cymbalta ด้วยตัวคุณเอง เพราะอาจก่อให้เกิดอาการถอนยาอย่างรุนแรง

อาการถอนยาของ cymbalta มีดังนี้

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02
  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • กังวล
  • เวียนหัว
  • ปวดหัว
  • รู้สึกเสียวซ่านและเหน็บชา
  • นอนไม่หลับ
  • เหงื่อออก
  • ฝันร้าย

ยา Cymbalta และภาวะน้ำหนักเพิ่ม

การวิจัยชี้ว่า Cymbalta และยารักษาภาวะซึมเศร้าอีกหลายตัว อาจก่อให้เกิดภาวะน้ำหนักผันผวนในผู้ป่วยที่รับประทานยานี้

การศึกษาในปี ค.ศ. 2011 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร The International Journal of Clinical Practice ระบุว่า พบภาวะน้ำหนักลดในช่วงเริ่มต้นของการรักษาสำหรับผู้ใช้ยา Cymbalta บางคน ซึ่งอาจอธิบายได้ว่า เกิดจากการเบื่ออาหารซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยานี้และในผู้ใช้ Cymbalta ในระยะยาวบางคน พบอาการน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่าน้ำหนักเริ่มต้นถึงร้อยละ 16 (โดยเฉพาะผู้ที่กิน Cymbalta เพื่อรักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (fibromyalgia)

มีการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า Cymbalta มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักในผู้ที่ใช้ยานี้รักษาภาวะซึมเศร้า

ข้อควรระวังของ Cymbalta

  • ห้ามใช้ Cymbalta กับผู้ป่วยที่มีโรคต้อหินมุมแคบ (narrow-angle glaucoma) ชนิดไม่สามารถควบคุมได้ Cymbalta จะทำให้อาการโรคต้อหินเลวร้ายลง ควรแจ้งแพทย์หากคุณมีปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับตา
  • ห้ามใช้ Cymbalta ในผู้ป่วยที่มีโรคตับ เพราะจะทำให้ตับเสียหายมากขึ้น
  • ห้ามกินพร้อมแอลกอฮอล์เพราะอาจเพิ่มผลข้างเคียงที่รุนแรงบางอย่างของ Cymbalta
  • Cymbalta อาจทำให้รู้สึกง่วงนอน ไม่ควรขับรถหรือใช้งานเครื่องจักรกลจนกว่าคุณจะรู้ว่ายามีผลต่อคุณอย่างไร
  • Cymbalta อาจก่อให้เกิดความดันโลหิตสูง เวียนหัวหรือวิงเวียน โดยเฉพาะขณะที่ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากนั่งหรือนอน
  • Cymbalta มีผลข้างเคียงค่อนข้างมากและอาจรบกวนการทำงานของยารักษาโรคหลายชนิด จึงควรแจ้งแพทย์หากคุณมีอาการแพ้ยาใด ๆ รวมทั้งยาแก้ซึมเศร้า

แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณกินยาประเภท monoamine oxidase inhibitor (MAOI) เช่น  Marplan, Nardil, Eldepryl, Emsam, Zelapar และ Parnate

ควรใช้ยานี้ด้วยความระมัดระวังหากคุณมีภาวะหรือโรคประจำตัวใด ๆ ตัวอย่างเช่น

  • ปัญหาเกี่ยวกับตับ
  • ปัญหาสายตา
  • ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ๆ
  • โรคหัวใจ
  • ความดันเลือดสูง
  • ภาวะชัก
  • เสพยาเสพติด
  • โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar)
  • โรคไต
  • เลือดออกผิดปกติ
  • ประวัติครอบครัวมีการฆ่าตัวตาย

การใช้ Cymbalta ในหญิงตั้งครรภ์

Cymbalta อาจเป็นอันตรายต่อการพัฒนาทารกในครรภ์ และตัวยาจะผ่านเข้าสู่น้ำนม ผู้ใช้จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

ผลข้างเคียงของ Cymbalta

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดของ Cymbalta คือ

  • คลื่นไส้
  • ปากแห้ง
  • ง่วงนอน
  • เมื่อยล้า
  • ท้องผูก
  • เบื่ออาหาร
  • เหงื่อออก

ผลข้างเคียงที่เป็นไปได้อื่น ๆ ได้แก่

  • ปวดหัว
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • โรคท้องร่วง
  • อาเจียน
  • กรดไหลย้อน
  • ปวดท้อง
  • ความสนใจทางเพศลดลง
  • ปัสสาวะมากขึ้น
  • เวียนหัว
  • อ่อนเพลีย
  • ตัวสั่น

ผลข้างเคียงร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นและควรพบแพทย์ฉุกเฉินทันที ได้แก่

  • มีรอยจ้ำหรือช้ำที่ผิดปกติหรือมีเลือดออก
  • เบื่ออาหารรุนแรง
  • อาการปวดท้อง
  • ตาหรือผิวหนังมีสีเหลือง (ดีซ่าน)
  • ปัสสาวะสีเข้ม
  • มีไข้ เหงื่อออก สับสน หัวใจเต้นเร็ว และกล้ามเนื้อเป็นก้อนแข็ง
  • อ่อนเพลียมาก
  • ใบหน้า ริมฝีปาก หรือลิ้นมีอาการบวม
  • ส่วนอื่น ๆ ในร่างกายมีอาการบวม
  • หายใจหรือกลืนลำบาก
  • ผื่นพองหรือลอก
  • เจ็บหน้าอก
  • หายใจลำบาก
  • ภาวะซึมเศร้ารุนแรง
  • ตื่นตระหนกเสียขวัญ

ปฏิกิริยาต่อยาอื่น ๆ ของ cymbalta

ควรตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ซึ่งรวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด ยาแผนโบราณทุกชนิด และสมุนไพรต่าง ๆ เสมอ เพราะยาให้ทั้งคุณและโทษ ดังนั้น เมื่อใช้ยาทุกครั้งควรปฏิบัติตามข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ ประเภทของยาที่มักมีปฏิกิริยากับ Cymbalta รวมถึง

  • MAOIs เช่น isocarboxazid (Marplan), linezolid (Zyvox) และ phenelzine (Nardil)
  • ยาป้องกันลิ่มเลือด เช่น warfarin (Coumadin, Jantoven)
  • ยารักษาอาการซึมเศร้า เช่น amitriptyline (Elavil) amoxapine (Asendin) clomipramine (Anafranil) และ ยากลุ่มselective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) เช่น fluoxetine (Prozac, Sarafem)
  • ยา OTC ทั่วไป เช่น ยาแอสไพริน, ibuprofen (Advil, Motrin) และ naproxen (Aleve)
  • ยาที่ใช้รักษาภาวะเจ็บป่วยทางจิตรวมทั้ง Lithium (Eskalith, Lithobid)
  • ยาขับปัสสาวะ
  • ยาโรคหัวใจและยาความดันโลหิต รวมทั้ง amiodarone (Cordarone) และ flecainide (Tambocor)
  • ยาแก้ปวดตามใบสั่งแพทย์ รวมทั้ง fentanyl (Abstral, Actiq, Fentora, Onsolis)
  • ยาที่ใช้รักษาอาการเสียดท้อง เช่น cimetidine (Tagamet) lansoprazole (Prevacid) และ omeprazole (Prilosec)
  • บางยาปฏิชีวนะ รวมทั้ง ciprofloxacin (Cipro) และอีนอกซาซิน (Penetrex)
  • ยาที่ใช้ในการรักษาอาการกรดไหลย้อน เช่น almotriptan (Axert) eletriptan (Relpax) และ frovatriptan (Frova)
  • สมุนไพร St. John's wort

Cymbalta อาจทำให้คุณรู้สึกง่วงนอนและส่งผลต่อการตัดสินใจ ไม่ควรขับรถหรือใช้งานเครื่องจักรกลจนกว่าจะรู้ถึงผลของยาที่ออกฤทธ์ต่อร่างกายคุณ การดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้ผลข้างเคียงบางอย่างของ Cymbalta รุนแรงขึ้น Cymbalta อาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ โดยเฉพาะเมื่อคุณลุกขึ้นเร็วเกินไปหลังจากนั่งหรือนอน

ขนาดยาที่ใช้ของ cymbalta

รูปแบบยาของ Cymbalta อยู่ในลักษณะแคปซูลที่ค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวยา ควรกินวันละครั้งหรือสองครั้งต่อวัน กลืนแคปซูลทั้งเม็ดพร้อมน้ำหนึ่งแก้ว ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ อย่าตัดหรือบดแคปซูลให้แตก อาจใช้เวลานานถึงสี่สัปดาห์หรือมากกว่า ร่างกายจึงจะตอบสนองต่อประโยชน์จากการรักษาของ Cymbalta

ขนาดยารักษาของ Cymbalta

  • สำหรับภาวะซึมเศร้า à 40-60 มิลลิกรัม/วัน
  • สำหรับอาการปวดเส้นประสาทเนื่องจากโรคเบาหวาน ความกังวล กล้ามเนื้ออ่อนแรง (fibromyalgia) หรือภาวะปวดกล้ามเนื้อและปวดกระดูก à 60 มิลลิกรัม/วัน

การได้รับยา Cymbalta เกินขนาด

อาการที่แสดงหลังการรับยาเกินขนาด ได้แก่

  • ง่วงนอน
  • โคม่า
  • มีอาการชัก
  • เวียนหัว
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ
  • อาเจียน
  • มีไข้ เหงื่อออก
  • สับสน
  • หัวใจเต้นแรง
  • กล้ามเนื้อตึง

หากคุณมีภาวะรับยา Cymbalta เกินขนาด ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

กรณีหยุดยาของ Cymbalta

ควรใช้ยา Cymbalta ตามคำสั่งแพทย์ อย่าหยุดใช้ยา Cymbalta ด้วยตัวเอง การหยุดกินยาทันทีอาจทำให้เกิดอาการถอนยา Cymbalta ดังนี้

  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • กังวล
  • เวียนหัว
  • ปวดหัว
  • เสียวซ่านและชา
  • นอนหลับยาก
  • เหงื่อออก
  • ฝันร้าย

กรณีลืมรับประทานยา ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ แต่หากใกล้เวลารับประทานยาครั้งต่อไป ให้ข้ามไปรับประทานยาในครั้งต่อไปได้เลยโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า

ลักษณะยา

Cymbalta 20 mg, green, capsule,

Cymbalta 60 mg, blue/yellow, capsule,

Cymbalta 30 mg, blue/white, capsule,

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม : หมอบอกฉันว่าหากกิน Cymbalta 60 mg ก่อนนอน จะทำให้ตื่นง่าย จริงหรือเปล่า?
คำตอบ : อาการนอนไม่หลับ เป็นหนึ่งในอาการข้างเคียงที่ระบุไว้ในฉลากยา

คำถาม: ฉันกิน Cymbalta เพื่อรักษาภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง (fibromyalgia) และภาวะซึมเศร้า ฉันพบว่า น้ำหนักตัวของฉันเพิ่มขึ้น 20 ปอนด์ ฉันควรแจ้งแพทย์ให้เปลี่ยนเป็น Prozac ดีหรือไม่?
คำตอบ: ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของ Cymbalta ได้แก่อาการคลื่นไส้ ปากแห้ง ท้องผูก ง่วงซึม เหงื่อและเบื่ออาหาร และน้ำหนักเปลี่ยนแปลง

การทดลองในคลินิก

  • ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วย Cymbalta นาน 10 สัปดาห์ น้ำหนักลดลงประมาณ 0.5 กิโลกรัม แต่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอก มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2 กิโลกรัม
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีปลายประสาทอักเสบ ผู้ป่วยรับการรักษาด้วย Cymbalta นานถึง 13 สัปดาห์ น้ำหนักลดลงประมาณ  1.1 กิโลกรัม แต่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอก มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2 กิโลกรัม
  • การศึกษาในผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง (fibromyalgia) ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วย Cymbalta นานถึง 26 สัปดาห์ น้ำหนักลดลงประมาณ  0.4 กิโลกรัม แต่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอก มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 0.3 กิโลกรัม
  • อีกหนึ่งการศึกษาใน fibromyalgia ระยะยาวนาน 60 สัปดาห์ซึ่งไม่มีการควบคุม ผู้ป่วยที่รับยา duloxetine มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.7 กก.  
  • จึงสรุปได้ว่า ภาวะลดลงหรือเพิ่มขึ้นของน้ำหนักเป็นผลข้างเคียงที่ชัดเจนของ Cymbalta

คำถาม : หากต้องการหยุดกินยา Cymbalta ต้องทำอย่างไร และผลข้างเคียงที่คาดว่าจะเจอมีอะไรบ้าง?
คำตอบ: การหยุดกินยา Cymbalta ควรจะค่อย ๆ ลดปริมาณยาภายใต้การดูแลของแพทย์ในระยะเวลาที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วย อาการข้างเคียงที่พบบ่อย เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ เมื่อยล้า ผิวแสบร้อน อาเจียน หงุดหงิด ฝันร้าย นอนไม่หลับ ท้องร่วง วิตกกังวล เหงื่อออกมาก

คำถาม: บริษัทประกันสุขภาพของฉันไม่ต้องการจ่ายค่ารักษาของ Cymbalta มียาตัวอื่นแทนหรือไม่? ฉันมีอาการปวดเส้นประสาทและมีภาวะซึมเศร้า
คำตอบ : ควรขอรายการยาที่ทางบริษัทประกันสุขภาพอนุญาตให้ใช้ แล้วจึงนำไปปรึกษาแพทย์ถึงการเปลี่ยนเป็นตัวยาที่เหมาะสม

คำถาม : ฉันกินยา Cymbalta ร่วมกับ Nexium  ยาตัวไหนที่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม?
คำตอบ: อาการเบื่ออาหารและน้ำหนักเปลี่ยนแปลง เป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยากลุ่ม selective serotonin and norepinephrine reuptake inhibitors (SSNRIs), ซึ่ง Cymbalta (duloxetine) จัดเป็นยากลุ่มนี้ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการน้ำหนักเพิ่มที่พบ

คำถาม : การดื่มเหล้าพร้อมกับทานยา Cymbalta  มีผลด้านลบอย่างไร?
คำตอบ :  แอลกอฮอล์และยา Cymbalta มีผลต่อสารเคมีในสมองตัวเดียวกัน จึงทำให้ Cymbalta อาจเพิ่มผลกระทบของแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย เช่น ภาวะซึมเศร้า หรือความสามารถในการทำงานกับเครื่องจักร การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ เช่น หนึ่งหรือสองแก้วอาจไม่เกิดผลข้างเคียงมากนัก แต่ยังทำให้เกิดอาการง่วงนอน

คำถาม : Cymbalta ทำให้น้ำหนักเพิ่มหรือไม่?
คำตอบ: อาการข้างเคียงอย่างหนึ่งของ Cymbalta คือภาวะน้ำหนักเปลี่ยนแปลง ทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง

คำถาม: ฉันเพิ่งเริ่มใช้ Cymbalta และสังเกตว่า ฉันมีอาการคันเล็กน้อยเป็นระยะ ๆ บนใบหน้า แขน และขา อาการนี้เป็น ๆ หาย ๆ แต่ไม่มีผื่นหรือลมพิษ ฉันหวังว่าอาการคันจะหายไปเองเมื่อเริ่มคุ้นเคยกับยามากขึ้น อาการคันแบบนี้เป็นอันตรายต่อฉันหรือไม่?
คำตอบ:อาการคัน ไม่ใช่อาการข้างเคียงปกติของยาCymbalta ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจเป็นภาวะแพ้ยา

คำถาม: มีวิตามินหรืออาหารเสริมชนิดไหนที่จะช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น ขณะที่กิน Cymbalta 30mg เพื่อรักษาอาการซึมเศร้า ฉันไม่ต้องการกินยาที่อาจเกิดปฏิกิริยากัน
คำตอบ: วิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มพลังงานและปรับอารมณ์ คือ ทานวิตามินรวมทุกวัน วิตามินที่มีอยู่จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น อีกวิธีคือการออกกำลังกายเป็นประจำ เนื่องจากการออกกำลังกายจะปล่อยสาร endorphins ไม่แนะนำให้กินสมุนไพรสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้า เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักมีผลกับการออกฤทธิ์ยา

คำถาม: ขณะนี้ฉันกินยา Cymbalta 90 มก. เพื่อรักษาภาวะวิตกกังวลและเพื่อลดน้ำหนัก เนื่องจากเมื่อฉันมีภาวะเครียด ฉันจะกิน ฉันได้รับการผ่าตัดลำไส้ใหญ่เมื่อปีที่แล้วและมีภาวะพุงโต ตอนนี้น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นไม่ได้ลดลง แพทย์บอกให้ฉันลดปริมาณแคลอรี่ในอาหารที่กิน ฉันสงสัยว่ายาที่กินจะขัดขวางความพยายามลดน้ำหนักของฉันหรือไม่?
คำตอบ: ภาวะน้ำหนักเพิ่มหรือลดเป็นผลข้างเคียงของ Cymbalta

การทดลองในคลินิก

  • ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วย Cymbalta นาน 10 สัปดาห์ น้ำหนักลดลงประมาณ 0.5 กิโลกรัม แต่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอก มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2 กิโลกรัม
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีปลายประสาทอักเสบ ผู้ป่วยรับการรักษาด้วย Cymbalta นานถึง 13 สัปดาห์ น้ำหนักลดลงประมาณ  1.1 กิโลกรัม แต่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอก มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2 กิโลกรัม
  • การศึกษาในผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง (fibromyalgia) ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วย Cymbalta นานถึง 26 สัปดาห์ น้ำหนักลดลงประมาณ  0.4 กิโลกรัม แต่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอก มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 0.3 กิโลกรัม
  • อีกหนึ่งการศึกษาใน fibromyalgia ระยะยาวนาน 60 สัปดาห์ ซึ่งไม่มีการควบคุม ผู้ป่วยที่รับยา duloxetine มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.7 กก. ควรออกกำลังกายพร้อมกับการควบคุมอาหารร่วมด้วย

คำถาม: การกินแอลกอฮอล์ร่วมกับยา Cymbalta มีอันตรายอย่างไรหรือไม่?
คำตอบ : ขณะรับประทานยา Cymbalta (duloxetine) ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะตับถูกทำลาย ซึ่งจะแสดงอาการปวดท้อง มีไข้ต่ำ ๆ เบื่ออาหาร ปัสสาวะมีสีเข้ม อุจจาระสีเทา มีภาวะดีซ่าน (บริเวณผิวหนังหรือดวงตามีสีเหลือง) ควรปรึกษาแพทย์หากพบสัญญาณเหล่านี้ อย่าหยุดหรือเปลี่ยนปริมาณยา Cymbalta ที่คุณทานเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์

คำถาม: ปัจจุบันฉันกำลังทานยา Cymbalta เพื่อรักษาภาวะวิตกกังวล ยาตัวนี้มีผลต่อระบบเผาผลาญหรือน้ำหนักตัวหรือไม่? ฉันเคยรับการรักษาต่อมไทรอยด์เป็นพิษด้วยกัมมันตภาพรังสีไอโอดีนเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้ฉันใช้ Levoxyl รักษาแทน ดูเหมือนว่าในช่วงอายุ 40 ต่อมไทรอยด์และยากล่อมประสาทที่ฉันกินมีผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลที่สูงขึ้นแม้ฉันจะออกกำลังกายและควบคุมอาหารก็ตาม
ตอบ: ตามข้อมูลยา Cymbalta (duloxetine) มีรายงานว่า ระดับคอเลสเตอรอลที่เพิ่มขึ้นเป็นผลข้างเคียงของยาตัวนี้ที่พบไม่บ่อยนัก ส่วนน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเป็นผลข้างเคียงที่พบโดยทั่วไปของ Cymbalta (duloxetine) ผู้ป่วยแต่ละคนอาจตอบสนองยาแตกต่างกัน การเปลี่ยนยาในกลุ่มเดียวกันอาจไม่ช่วยเรื่องน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และอาจแสดงถึงระดับฮอร์โมนไทรอยด์ที่มีน้อยเกินไป คุณอาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อปรับขนาดยา Levoxyl

ถาม: ฉันเคยกินยา Cymbalta เพื่อรักษาอาการปวดบางอย่าง แต่บริษัทประกันของฉันนำยานี้ออกจากรายการยาที่ต้องจ่ายเงินให้ผู้ประกัน มียาอื่น ๆ ที่สามารถทดแทน Cymbalta นอกจากยา NSAIDS (nonsteroidal anti-inflammatory drugs) ไหม? ฉันรู้สึกระคายกระเพาะอาหารเมื่อกิน NSAIDS
ตอบ: ควรขอรายชื่อยาที่บริษัทประกันของคุณอนุมัติให้ใช้ และปรึกษาแพทย์ถึงยาที่เหมาะสม

คำถาม: ฉันกิน Cymbalta มาประมาณสี่เดือนและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10 ปอนด์ ทั้ง ๆ ที่ฉันคุมอาหารอย่างเข้มงวด แต่ไม่มีอะไรดีขึ้นและทำให้ฉันหดหู่มากขึ้น น้ำหนักที่เพิ่มเป็นผลข้างเคียงของ Cymbalta หรือไม่? ถ้าใช่มีตัวเลือกอื่นหรือไม่? ฉันกินยา Citalopram ก่อนหน้านี้และใช้ไม่ได้ผล
คำตอบ: ภาวะน้ำหนักเพิ่มเป็นอาการข้างเคียงทั่วไปของยาทั้งสองตัว >> citalopram ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) และ Cymbalta ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม selective serotonin and norepinephrine reuptake inhibitors (SSNRIs) ผู้ป่วยแต่ละคน จะตอบสนองต่อยาแต่ละตัวต่างกัน การเปลี่ยนยาเป็นตัวอื่นอาจไม่ช่วยให้อาการข้างเคียงลดลง ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาที่เหมาะสม

คำถาม: ปฏิกิริยาของ MS Contin, Percocet and Neurontin กับ Cymbalta เป็นอย่างไร?
คำตอบ: ยาทั้งสามตัวนี้ >> MS Contin, Percocet, Neurontin และ Cymbalta มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งอาจกดระบบประสาทส่วนกลางและระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นหากใช้ร่วมกัน อาการแสดงคือ ง่วงนอนมากขึ้น อัตราการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจลดลง อาจหมดสติ จึงควรเพิ่มความระมัดระวังในผู้ป่วยที่ใช้ยาประเภทนี้ร่วมกันและควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้สติและความกระฉับกระเฉงในการทำงาน เช่น เครื่องจักรกล จนกว่าจะรู้ถึงผลกระทบที่มีต่อร่างกายจากยาเหล่านี้

ถาม: ฉันกิน Cymbalta ขนาด 60 mg ทุกเช้า  อุณหภูมิร่างกายของฉันร้อนมากในเวลากลางคืน  Cymbalta ทำให้เกิดปัญหานี้หรือไม่?
ตอบ: ผู้ป่วยที่ใช้ยา Cymbalta (duloxetine) อาจเกิดอาการร้อนวูบวาบได้ประมาณ 2% เช่นเดียวกับอาการร้อนวูบวาบในวัยหมดประจำเดือน อาการที่แสดง คือ ใบหน้าและหน้าอกร้อน อีกทั้งยังสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนที่เหลือของร่างกาย อาจมีเหงื่อออกและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นในเวลากลางคืน จะเรียกว่าเหงื่อออกกลางคืน (night sweats)

ถาม: ฉันกินยา Cymbalta  สำหรับอาการปวดเรื้อรังได้ใช่ไหม จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่?
คำตอบ: Cymbalta (duloxetine) ใช้ในการรักษาภาวะซึมเศร้า โรคปวดเรื้อรังบริเวณกล้ามเนื้อ เอ็น (Fibromyalgia) ปลายประสาทอักเสบในคนที่มีโรคเบาหวาน (diabetic neuropathy) ผลข้างเคียงที่รายงานทั่วไปของ Cymbalta คือ ภาวะน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง โดยทั่วไปจะเป็นภาวะน้ำหนักลดเนื่องจากความอยากอาหารลดลง แต่ก็มีการศึกษาทางคลินิกพบภาวะน้ำหนักเพิ่มขึ้นในบางคนเช่นกัน

คำถาม: ควรใช้ Cymbalta ในตอนเช้าหรือเย็น? และควรแบ่งออกเป็นสองส่วนหรือไม่?
คำตอบ: Cymbalta (duloxetine) สามารถใช้วันละ 1 หรือ 2 ครั้ง แนะนำให้รับประทานยาในเวลาเดียวกันในทุก ๆ วัน ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์

คำถาม: แพทย์สั่งให้ฉันหยุดกินยา Cymbalta หลังหยุดกินได้สี่วัน ฉันเริ่มมีอาการมึนหัวเบา ๆ ฉันจะทำอย่างไรได้บ้าง?
ตอบ: ระบบภายในร่างกายใช้เวลาปรับตัวโดยไม่มีผลข้างเคียงจากยาตัวเดิมภายในสองถึงสามวันถัดไป อาจใช้ยาแก้ปวดอย่างรุนแรง เช่น แอสไพรินหรือ acetaminophen (Tylenol) หากจำเป็นสำหรับอาการปวดเล็กน้อยที่เกิดขึ้น การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกายเป็นประจำ การรับประทานน้ำสะอาดและการนอนหลับอย่างเพียงพอ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความอิดโรย หากภาวะนี้ไม่ดีขึ้นภาย 2-3 วันถัดมา ควรปรึกษาแพทย์

คำถาม: ฉันมีภาวะซึมเศร้าและปวดกล้ามเนื้อ(fibromyalgia) และใช้ Cymbalta ที่ 600 มก. ต่อวัน ฉันไม่แน่ใจในประสิทธิภาพของยาและต้องการที่จะหยุดยาที่ไม่จำเป็น ฉันหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ ฉันลดยาลงจาก 1,200 mg เหลือ 600mg ใน 6 สัปดาห์โดยไม่มีผลร้ายเกิดขึ้น จะเป็นอะไรไหมหากจะหยุดยาทั้งหมดตอนนี้? มีความจำเป็นต้องลดยาลงอย่างช้า ๆ หรือไม่?
ตอบ: Cymbalta (duloxetine) เป็นยาแก้ซึมเศร้าในกลุ่มยาที่เรียกว่า serotonin และ norepinephrine selective serotonin (SSNRIs) คุณไม่ควรหยุดยา Cymbalta อย่างฉับพลันเนื่องจากมีความเสี่ยงต่ออาการถอนยาอย่างรุนแรง การหยุดยา Cymbalta ควรค่อย ๆ ลดยาภายใต้การดูแลของแพทย์

Q: เกณฑ์การหยุดยา Cymbalta คืออะไร? ฉันใช้ยานี้เป็นเวลาประมาณ 5 ปี
ตอบ: Cymbalta เป็นยากลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRI) ที่ใช้รักษาภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล โรคระบบประสาทอักเสบจากโรคเบาหวาน (ปวดเส้นประสาท) และปวดกล้ามเนื้อ (fibromyalgia) การหยุดยากลุ่มที่รักษาภาวะซึมเศร้าหรือยาอื่น ๆ สำหรับโรคทางจิตทันที อาการของโรคอาจกลับมาและอาจรักษายากขึ้น และอาจเกิดอาการถอนยา ในผู้ป่วยที่ใช้ยา Cymbalta (duloxetine)

มีรายงานอาการต่อไปนี้หลังหยุดยาหรือลดขนาดยา: เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย รู้สึกเสียวซ่านตามผิวหนัง อาเจียน หงุดหงิด ฝันร้าย นอนไม่หลับ ท้องร่วง ความวิตกกังวล เหงื่อออกมากเกินไปและอาการเวียนศีรษะ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจสอบอาการเหล่านี้เมื่อหยุดการรักษาด้วยยา Cymbalta คุณควรลดปริมาณยาอย่างค่อยเป็นค่อยไปแทนที่จะหยุดยาอย่างกะทันหัน หากมีอาการข้างเคียงที่ไม่สามารถทนได้ อาจพิจารณาการกลับมาใช้ยาตามเดิม จากนั้นแพทย์อาจค่อย ๆ ลดปริมาณยาลง

คำถาม: ฉันอยากรู้ว่า หากใช้ Cymbalta 60 mg วันละ 2 ครั้ง และ Pamelor(Gabapentin+Requip)  ในเวลากลางคืน จะเป็นสาเหตุของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของฉันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่?
ตอบ: ยาที่มีส่วนประกอบของ Gabapentin จะมีอาการข้างเคียง คือ น้ำหนักเพิ่มขึ้น Cymbalta และ Pamelor (Gabapentin+Requip) จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักและความอยากอาหาร หากคุณมีการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักที่ผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์

ถาม: ฉันกิน Cymbalta เป็นเวลา 2 ปี และหยุดยาในระยะเวลา 105 วัน à 21 วันที่ 50 มก à 21 วันที่ 40 มก à จนถึงระดับยาที่ 0 ฉันหยุดยาอย่างสมบูรณ์เป็นเวลา 6 สัปดาห์แล้ว แต่มีผลข้างเคียงที่น่ากลัวมาก ฉันเป็นโรคไมเกรนจนถึงขนาดต้องเข้าห้องฉุกเฉิน ฉันรู้สึกตกใจง่าย วิงเวียนศีรษะ ร้องไห้บ่อย หนาวสั่น ไมเกรน สับสน และรู้สึกจมปลักไม่สามารถรับมือกับชีวิตได้ ไม่อยากเชื่อว่าไม่มีคำเตือนที่จริงจังในฉลากยาเกี่ยวกับอาการถอนยาเหล่านี้ ฉันไม่สามารถทำงานได้ บางครั้งฉันไม่สามารถขับรถเนื่องจากอาการวิงเวียนศีรษะ ฉันเคยไปหาหมอ ทำ CT สแกน และ MRI  ฉันเปลี่ยนจากผู้หญิงที่มีความสามารถมากไปสู่ผู้หญิงเศร้าและหดหู่ ฉันเคยได้รับผลรุนแรงในช่วง 2 ปีที่กินยากรณีลืมกินยา ฉันรู้สึกหดหู่มากจากผลข้างเคียงเหล่านี้ สามีและครอบครัวของฉันเข้าใจและช่วยฉันได้มากในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ฉันอยู่ตรงจุดที่สงสัยว่าฉันควรจะกลับไปกินยาแก้ซึมเศร้าอื่นๆ สักระยะหนึ่งหรือไม่?
ตอบ: ทุกคนตอบสนองต่อยาต่างกันไปโดยเฉพาะยาที่ใช้ในภาวะซึมเศร้า เช่น Cymbalta (ไม่มียาสามัญ แต่เป็นสารออกฤทธิ์คือ duloxetine) และเมื่อต้องการหยุดยา อาจใช้เวลานานหรือสั้นสำหรับแต่ละคนแตกต่างกันไป ฉะนั้น เป็นการดีกว่าหากจะลองใช้ยากล่อมประสาทบางตัว เวลา 105 วัน อาจเร็วไปสำหรับการหยุดยา ควรปรีกษาแพทย์เพื่อใช้ยาที่เหมาะสม

ถาม: เวลาที่ดีที่สุดในการทานยา Cymbalta คือเมื่อไร? ในฉลากยาระบุว่าเพียงหนึ่งครั้งต่อวัน
ตอบ: Cymbalta เป็นยาแก้ซึมเศร้าที่ทำให้เกิดอาการง่วงนอน คุณจึงสามารถทานก่อนนอนได้ แต่ในบางคนพบภาวะเพิ่มพลังงานและมีปัญหาในการนอนหลับจากCymbalta บางคนจึงเหมาะแก่การทานในตอนเช้ามากกว่า ดังนั้น อาจไม่สำคัญว่าจะทานยาเวลาไหน แต่พยายามทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

ถาม: ตัวยา Cymbalta จะคงอยู่ในร่างกายนานเท่าใดหลังหยุดใช้?
คำตอบ: Cymbalta (duloxetine) มีครึ่งชีวิต (เวลาที่กำจัดยา 50% จากร่างกาย) ประมาณ 12 ชั่วโมง ความเข้มข้นของยาในพลาสมาจะคงที่หลังหยุดยาไปประมาณ 3 วัน จะใช้เวลาประมาณ 5 วันในการกำจัดยา Cymbalta ออกจากร่างกายจนหมด

ถาม: Cymbalta มีผลต่อรูปแบบการนอนของคุณหรือไม่?
ตอบ: Cymbalta (duloxetine) มีรายงานว่า ก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับร้อยละ 10-20 มีรายงานบางฉบับกล่าวว่า ผู้ป่วยมักตื่นขึ้นมาในเวลากลางคืนซ้ำ ๆ กรณีนี้ ควรกินยาในตอนเช้า หากยังมีปัญหาเกี่ยวกับรูปแบบการนอนของคุณอยู่อาจต้องปรึกษาแพทย์

ถาม: ฉันหยุดกินยา Cymbalta มาเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์แล้ว มีผลข้างเคียงอะไรบ้างที่ฉันสามารถเจอได้หากหยุดยาโดยฉับพลัน?
ตอบ: การหยุดยา เช่น Cymbalta (duloxetine) ควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น แนะนำให้ลดขนาดลงเนื่องจากการหยุดยาทันทีอาจเกิดอาการถอนยารุนแรง ซึ่งอาจรวมถึงการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ หงุดหงิด กระวนกระวายใจ วิตกกังวล และซึมเศร้า

ถาม: Cymbalta ทำให้เหงื่อออกมากเกินไปหรือไม่?
ตอบ: หนึ่งในผลข้างเคียงของ Cymbalta คือ มีอาการเหงื่อออกมากเกินไป

ถาม: ฉันรู้สึกคันขณะพยายามจะหลับ ฉันพยายามจะเพิกเฉย แต่ไม่สามารถทนได้ ต้องเกา ส่วนมากบริเวณใบหน้า บางครั้งฉันจะเกาศีรษะ และจมูก ฉันยังมีอาการกระตุกเล็กน้อยที่เท้าและขา ฉันตื่นนอนด้วยอาการกระตุกที่เท้า ฉันเคยกิน Cymbalta เป็นเวลาหลายปี
ตอบ: อาการคันผิวหนังเป็นอาการข้างเคียงที่พบบ่อย อาจเกิดจากหลายสิ่งอย่างรอบตัว รวมถึงอาการแพ้อาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสกับผิวหนังและปัญหาเกี่ยวกับตับ

ถาม: Cymbalta ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่? ฉันอายุ 58 ปีและเคยกินยา Cymbalta 60 mg สำหรับภาวะซึมเศร้าและ Lexapro 10 มก. สำหรับภาวะวิตกกังวลเป็นเวลาประมาณสองปีแล้ว น้ำหนักตัวฉันเพิ่มประมาณ 40 ปอนด์ มันเกิดจาก Cymbalta หรือไม่? ฉันรู้สึกเหนื่อยและหดหู่ แพทย์บอกว่าฉันมีภาวะหมดประจำเดือน และควรใช้ Cymbalta ต่อไป
ตอบ: การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักจะเป็นผลข้างเคียงที่เป็นไปได้จากการใช้ Cymbalta ซึ่งอาจเป็นทั้งน้ำหนักเพิ่มหรือน้ำหนักลด

ถาม: Cymbalta ส่งผลต่อความจำและสมาธิหรือไม่? ฉันไปโบสถ์เมื่อวานนี้และไม่สามารถจำคำเทศน์ได้ เป็นเรื่องที่ทำให้ฉันรำคาญอย่างมาก ฉันอายุ 52 ปีและกินยา Cymbalta 30 มก.
ตอบ: จากข้อมูลยา การสูญเสียความจำหรือสมาธิไม่ได้เป็นผลข้างเคียงที่พบมากใน Cymbalta แต่จะพบอาการง่วงนอนและเวียนศีรษะ การสูญเสียความจำหรือสมาธิอาจเกิดจากหลาย ๆ ปัจจัย ควรปรึกษาแพทย์ถึงสาเหตุด้านนี้

ถาม: Cymbalta มียาเลียนแบบหรือยาชนิดสามัญหรือไม่?
ตอบ: Cymbalta (duloxetine) ยังอยู่ในช่วงเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรยาของผู้วิจัย จึงยังไม่มียาเลียนแบบ (ปัจจุบันมียาเลียนแบบ ดูเพิ่มเติมด้านล่าง)

ถาม: Cymbalta ทำงานเพื่อบรรเทาอาการปวด fibromyalgia ได้อย่างไร? เมื่อฉันลดขนาดยา Cymbalta ความเจ็บปวดของฉันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตอบ: Cymbalta (duloxetine) อยู่ในกลุ่มยาที่เรียกว่า selective serotonin และ norepinephrine reuptake inhibitors (SNRIs)  Cymbalta ใช้ในการรักษาภาวะซึมเศร้าและโรควิตกกังวลโดยทั่วไป (generalized anxiety disorder (GAD)) นอกจากนี้ Cymbalta ยังใช้ในการรักษาอาการปวดและการรู้สึกเสียวซ่าที่เกี่ยวข้องกับโรคระบบประสาทจากภาวะเบาหวานและอาการปวดกล้ามเนื้อ (fibromyalgia) Cymbalta ช่วยเพิ่มสารเคมีธรรมชาติในสมอง

ถาม: มียาที่สามารถทดแทน Cymbalta สำหรับอาการปวดกล้ามเนื้อ (fibromyalgia) ที่ไม่มีผลข้างเคียงจากอาการเหงื่อออกมากช่วงกลางคืนขณะหลับหรือไม่? ฉันเหงื่อออกมากแม้จะไม่มีผ้าคลุมเตียง ฉันทาน Cymbalta 60mg ก่อนนอน
ตอบ: ภาวะ Fibromyalgia เป็นอาการปวดเรื้อรังซึ่งอาจมีอาการร่วม เช่น ภาวะซึมเศร้า ปัญหาการนอนหลับและภาวะเมื่อยล้า

Fibromyalgia ยังคงเป็นโรคลึกลับและแพทย์ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ซึ่งยาแก้ปวดแบบดั้งเดิมมักไม่สามารถรักษาได้ ขณะนี้มียา 3 ตัวที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) สำหรับการรักษา fibromyalgia ได้แก่

  • Cymbalta (Duloxetine) มีผลข้างเคียง hyperhidrosis ซึ่งหมายถึง การขับเหงื่อมากเกินไป เกิดขึ้น 6-8%
  • Savella (Milnacipran) ซึ่งเป็นยารักษาภาวะซึมเศร้า ทำให้เหงื่อออก (hyperhidrosis) 9%
  • Lyrica (Pregabalin) ซึ่งเป็นยาป้องกันการชัก  ไม่มีผลข้างเคียงเป็นการขับเหงื่อมากเกินไป แต่มีผลข้างเคียงอื่น ๆ รวมถึงการบวมของปลายแขน ตาพร่ามัว และภาวะน้ำหนักเพิ่ม

มียาอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติจาก FDA สำหรับใช้ใน fibromyalgia

  • tricylic antidepressants (เช่น amitriptyline)
  • ยากันชัก (anti-seizure) เช่น Neurontin (gabapentin

ควรปรึกษาแพทย์กรณีต้องการเปลี่ยนยา

ถาม: Cymbalta ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้หรือไม่?
ตอบ: ในการทดลองในคลินิกเพื่อประเมินการใช้ Cymbalta ในผู้ป่วยโรคเบาหวานเพื่อรักษาอาการปวดเส้นประสาทพบว่า มีการเพิ่มระดับน้ำตาลเล็กน้อย fasting blood glucose levels และ Hemoglobin A1C blood levels

ถาม: ยาอะไรที่สามารถใช้กับ Cymbalta สำหรับผู้ที่มีอาการซึมเศร้าพร้อมกับวิตกกังวล?
ตอบ: การรักษาภาวะซึมเศร้าและความผิดปกติทางจิตอื่น ๆ มักเป็นกระบวนการการทดลองและการสังเกตข้อผิดพลาด ผู้ป่วยแต่ละคนอาจตอบสนองยาแตกต่างกัน ยาเหล่านี้ใช้เวลาในการปรับระบบภายในร่างกายของคุณ ดังนั้น จึงต้องใช้ความอดทนเพื่อพิจารณาว่ายาจะใช้ได้ดีกับคุณหรือไม่ และจำเป็นต้องใช้ยาตามที่แพทย์กำหนดเพื่อให้มั่นใจว่า ระดับยาในร่างกายของคุณได้รับการสร้างขึ้น

Cymbalta (duloxetine) เป็น serotonin norepinephrine reuptake ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าสำหรับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติเรื่องความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น  ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอจากยาแก้ซึมเศร้าอาจมีตัวเลือกในการรักษา คือ เพิ่มยากินเหล่านี้

  1. ยาลดความวิตกกังวล (alprazolam, lorazepam ฯลฯ)
  2.  ยารักษาโรคจืด เช่น Abilify (aripiprazole)
  3. ยาปรับอารมณ์ (mood stabilizer) เช่น Depakote (divalproex) เพื่อช่วยลดอาการซึมเศร้า

การเพิ่มยาเหล่านี้ควรอยู่ใต้คำแนะนำของแพทย์

ถาม: ฉันรู้สึกเหนื่อยมาก เป็นเพราะกินยา Cymbaltaหรือเปล่า?
ตอบ: ตามข้อมูลการใช้ยา Cymbalta พบว่า เกิดความรู้สึกเมื่อยล้าถึง 15% ของคนที่กินยา นับเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อย ซึ่งเป็นภาวะน่ารำคาญและสามารถขัดขวางกิจวัตรประจำวันได้

ถาม: การใช้ Cymbalta ในระยะยาวอาจเกิดอาการม่านตาอักเสบ (uveitis) ได้หรือไม่?
A: จากข้อมูลการใช้ยาของ Cymbalta ไม่พบรายการเชื่อมโยงใด ๆ กับภาวะม่านตาอักเสบ (uveitis)

ถาม: เวลาที่กินยา Cymbalta ควรเป็นเวลาไหน?
ตอบ: ควรใช้ยานี้ในเวลาเดียวกันทุกวัน จะเป็นเวลาไหนก็ได้ แต่ต้องมีความสม่ำเสมอตั้งแต่วันแรกเพื่อรักษาระดับยาในร่างกายของคุณไว้อย่างสม่ำเสมอ

ถาม: ฉันพยายามที่จะหยุดกินยาCymbalta เพราะตั้งครรภ์ แพทย์สูตินรีให้ฉันกินยา 1 เม็ด วันเว้นวัน และลดลงเป็น 1 เม็ดทุก 2 วัน จนเหลือ 1 เม็ดต่อสัปดาห์ แล้วหยุดยา แต่ผลที่เกิดขึ้นทำให้ฉันรู้สึกแย่ มีอะไรที่สามารถแทนที่ได้ไหมเพื่อลดอาการทุรนทุรายเมื่อหยุดยา และวิธีข้างต้นเป็นวิธีที่เหมาะสมในการหยุดยาไหม?
ตอบ: วิธีนี้น่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมในการหยุดยานี้ ยาหลายชนิดอาจมีผลต่อลูกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก คุณควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นหลังหยุดยา อาจมีวิธีบำบัดแบบอื่น ๆ ที่เหมาะสม

คำถาม: Cymbalta เป็นยาราคาแพง มียาเลียนแบบที่ฉันสามารถใช้แทนได้หรือไม่?
คำตอบ: Cymbalta (duloxetine) เป็นยาที่เรียกว่า SSRIs ใช้ในการรักษาภาวะซึมเศร้า มีการศึกษาชี้ให้เห็นว่า Cymbalta ให้ผลรักษาดีกว่ายาอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน

Cymbalta ยังใช้เพื่อรักษาอาการอื่น ๆ เช่น อาการปวดเส้นประสาท การเปลี่ยนยาขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายของแต่ละคน  การรักษาอาจมีตัวเลือกที่ถูกกว่า เช่น หากรักษาภาวะซึมเศร้า มียาอื่น เช่น citalopram (Celexa), fluoxetine (Prozac) ซึ่งมีราคาถูกกว่า ปรึกษาแพทย์เพื่อยาที่เหมาะสม

ถาม: ฉันกินยา Cymbalta เป็นเวลา 5 ปีหรือมากกว่าและเริ่มมีอาการวิงเวียนเมื่อลุกขึ้นยืน น่าจะเป็นผลข้างเคียงของยา ฉันควรจะบอกแพทย์เพื่อหยุดยาหรือไม่? มีความปลอดภัยที่จะใช้ยาต่อไปหรือไม่?
ตอบ: Cymbalta (duloxetine) ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ จึงควรเปลี่ยนไปใช้ยาอื่น ๆ เพื่อลดผลข้างเคียง มียาอีกหลายกลุ่มที่ใช้รักษาภาวะซึมเศร้า  ภาวะวิตกกังวล ภาวะตื่นตระหนก ไม่ควรหยุดกินยากลุ่มนี้ทันทีเพราะมักมีอาการข้างเคียงตามมา

ถาม: Cymbalta ก่อให้เกิดความวิตกกังวลได้หรือไม่?
คำตอบ: ความวิตกกังวลเป็นผลข้างเคียงที่มีรายงานจากการกินยา Cymbalta

ถาม: Cymbalta จะรบกวนเรื่องความจำหรือไม่? ฉันทานวันละ 30 มิลลิกรัมและดูเหมือนจะมีปัญหาในการจดจำสิ่งต่าง ๆ นั่นทำให้ฉันกลัวมาก
ตอบ: จากข้อมูลยา Cymbalta ไม่พบว่า ยานี้จะมีผลกระทบต่อเรื่องความจำโดยตรง แต่ผู้ผลิต (Lilly) ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ Cymbalta อาจลดระดับโซเดียมในเลือด (ยืนยันได้ด้วยการตรวจเลือดเท่านั้น) หนึ่งในอาการที่เป็นไปได้ของระดับโซเดียมในเลือดลดลง คือ ความจำเสื่อม และอาจจะทำให้อาการแย่ลงหากคุณกินยาอื่น ๆ ที่ทำให้สูญเสียน้ำ เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือมีสภาพร่างกายที่ทำให้ต้องสูญเสียน้ำ โรคไต และโรคตับที่รุนแรงอาจส่งผลต่อการทำลายยาโดยร่างกาย ทำให้มีระดับยาในร่างกายมากขึ้น à ทำให้ระดับโซเดียมลดลง มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาความจำมากขึ้นหลังกินยา ซึ่งอาจเป็นผลข้างเคียงที่เป็นไปได้ซึ่ง "ค้นพบ" หลังจากที่ยาวางขายออกมาและผู้ผลิตอาจอยู่ในระหว่างการประเมินอาการข้างเคียงนี้ของยา

ถาม: แพทย์สั่งให้ฉันกิน Prozac วันเว้นวันเป็นเวลาสามวันเพื่อให้ฉันหยุดกินยา Cymbalta แต่ฉันมีอาการวิงเวียนศีรษะมาก จะมีวิธีกำจัดอาการข้างเคียงนี้อย่างไร?
ตอบ: ผลข้างเคียงจาก Cymbalta (duloxetine) อาจมีตั้งแต่รู้สึกรำคาญจนถึงรุนแรง ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น อาจจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณยาของคุณชั่วคราวเพื่อควบคุมผลข้างเคียง

ถาม: ฉันมีภาวะไทรอยด์เป็นพิษ (hypothyroidism) และปวดกล้ามเนื้อ (fibromyalgia) ฉันกิน Cymbalta  ผลข้างเคียงที่ฉันอาจเจอมีอะไรบ้าง?
ตอบ: Cymbalta (duloxetine) เป็นยากล่อมประสาทที่ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลทั่วไป fibromyalgia และโรคระบบประสาทจากโรคเบาหวาน ผลข้างเคียงที่พบมากที่สุด คือ มีอาการคลื่นไส้ ปากแห้ง ท้องผูก นอนไม่หลับ วิงเวียนศีรษะ  อ่อนเพลีย ท้องเสีย เบื่ออาหาร เหงื่อออก อาเจียน ตาพร่ามัว ปวดศีรษะ ความต้องการทางเพศลดลง ตัวสั่น วิตกกังวล ความดันเพิ่มขึ้น และร้อนวูบวาบ บางส่วนของปฏิกิริยาที่รุนแรงมาก เช่น อยากฆ่าตัวตาย ชัก โรคต้อหิน เลือดออกผิดปกติ ปัสสาวะคั่ง และระดับโซเดียมลดลง

ถาม: ทำไม Cymbalta ถึงทำให้ความต้องการทางเพศลดลง? ฉันกิน 60mg ทุกวัน หากลดเหลือ30mg จะช่วยให้ดีขึ้นไหม?
A: การรักษาภาวะซึมเศร้าของ Cymbalta อาจทำให้เกิดความผิดปกติทางเพศหรือความใคร่ลดลงได้ มีการวิจัยทางคลินิกแสดงให้เห็นว่า การหย่อนสมรรถภาพทางเพศอาจเป็นอาการของโรคซึมเศร้าและไม่ใช่เกิดจากยา ผู้ผลิต Cymbalta ระบุว่า อาการความผิดปกติทางเพศเป็นผลข้างเคียงของยา และความรุนแรงหรือระดับความหย่อนสมรรถภาพทางเพศอาจขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล และอาจรุนแรงเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการรักษา ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการข้างเคียงนี้

ถาม: ฉันกินยา Cymbalta 60 mg มานานกว่าหนึ่งปี สำหรับอาการปวดกล้ามเนื้อ (fibromyalgia) ฉันกังวลว่ายาอาจทำลายตับของฉัน ฉันตรวจสุขภาพในระยะเวลา 6 เดือน แพทย์บอกให้ฉันกินยาต่อ นั่นใช่การทำลายตัวเองหรือไม่? ฉันยังสวย และมีสุขภาพดี ฉันอายุ 70 ปี
ตอบ: Cymbalta มีความเสี่ยงต่อภาวะตับถูกทำลายหรือตับวาย แต่ก็เกิดขึ้นน้อย ผู้ที่มีปัญหาภาวะตับหรือดื่มแอลกอฮอล์มากควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา Cymbalta  แพทย์สามารถตรวจเลือดเพื่อตรวจสอบความเสียหายของตับ

ถาม: ฉันใช้ Cymbalta เป็นเวลา 3 ปีแล้ว ขณะนี้แผนประกันสุขภาพของฉันมีการเปลี่ยนแปลงและฉันไม่สามารถจ่ายค่ายา Cymbalta ได้ ตอนนี้ฉันใช้ยาgabapentin และไม่ได้ผล มียาเลียนแบบของ Cymbalta ที่มีราคาไม่แพงไหม?
ตอบ: ในประเทศไทย ปัจจุบันมียาเลียนแบบ ดูเพิ่มเติม** ด้านล่าง

ถาม: ลูกชายของฉันได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar) แพทย์สั่งให้ทาน Cymbalta ยานี้ใช้สำหรับโรคอารมณ์สองขั้วด้วยหรือ?
ตอบ: Cymbalta ไม่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (USFDA) ในการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar) แต่มักใช้กัน (off-label treatment) ในการรักษาภาวะซึมเศร้า (manic depression) ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar)  ผู้ผลิต Cymbalta ระบุว่า ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตรุนแรง (manic episodes) เนื่องจากยานี้อาจทำให้เกิดอาการทางจิตรุนแรงขึ้น

ถาม: ฉันใช้ Cymbalta และยังคงมีอาการซึมเศร้า มียาตัวเลือกอื่น ๆ หรือไม่?
ตอบ: ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นเพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสม

ถาม: Cymbalta สามารถทำให้เกิดรอยฟกช้ำได้หรือไม่?
ตอบ: จากข้อมูลยา Cymbalta ไม่ได้ระบุว่า มีผลข้างเคียงทำให้เกิดรอยฟกช้ำ หากคุณพบรอยช้ำที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าปกติควรแจ้งแพทย์  รอยช้ำอาจเกิดขึ้นได้จากสภาวะสุขภาพเดิม และแพทย์อาจต้องการทดสอบเพื่อหาสาเหตุ การรักษารอยช้ำควรทำขณะที่ยังคงเป็นสีแดง อาจประคบเย็นด้วยน้ำแข็ง หรือถุงเจล (cold hot pack) เป็นเวลา 20-30 นาทีเพื่อลดอาการบวม ควรห่อน้ำแข็งด้วยผ้าขนหนู หากรอยช้ำอยู่บริเวณขา ควรยกเท้าให้สูงที่สุดในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังการบาดเจ็บ

Acetaminophen (ชื่อทางการค้า: Tylenol) หรือ ibuprofen (ชื่อทางการค้า: Motrin) อาจใช้ช่วยลดอาการปวด หลีกเลี่ยงยาแอสไพรินเนื่องจากจะชะลอการแข็งตัวของเลือดหลังผ่านไป 48 ชั่วโมง ควรใช้ผ้าประคบร้อนบริเวณรอยฟกช้ำเป็นเวลา 10 นาทีหรือประมาณ 2- 3 ครั้งต่อวัน ซึ่งจะทำให้เลือดไหลเวียนไปยังบริเวณที่ช้ำได้ดีขึ้น และผิวหนังสามารถดูดซึมเลือดได้เร็วขึ้น และรอยช้ำจะจางหายไป

ถาม: Cymbalta มีผลข้างเคียงทางเพศในผู้ชายหรือไม่?
ตอบ: ตามข้อมูลยา Cymbalta มีผลข้างเคียงทางเพศรวมถึงความใคร่ลดลง (libido or sex drive) หย่อนสมรรถนะทางเพศ (impotence) และความยากลำบากในการสำเร็จความใคร่ (difficulty having an orgasm) ผลข้างเคียงนี้พบได้ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ของคนที่กินยานี้ ถือเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อย แต่ละบุคคลอาจตอบสนองต่อยาแตกต่างกัน หากคุณประสบกับผลข้างเคียงนี้ ควรปรึกษากับแพทย์เพื่อเลือกใช้ยาอื่นดู

ถาม: ฉันกินยา Cymbalta เป็นเวลา 5 เดือนแล้ว และหยุดไป 3 วัน ตอนนี้ฉันมีอาการปวดหัวอย่างน่ารำคาญ อาการนี้จะหายไปเร็ว ๆ นี้หรือไม? ฉันควรจะทำอย่างไร?
ตอบ: การหยุดยา Cymbalta ทันที เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะอาจมีอาการถอนยา การหยุดยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ บางคนใช้ระยะเวลาสั้น ๆ ในขณะที่คนอื่น ๆ จำเป็นต้องใช้เวลาที่นานขึ้น การลดยาเร็วเกินไปหรือลดปริมาณยาที่มากเกินไป ผู้ป่วยอาจต้องกลับไปใช้ยาปริมาณที่สูงขึ้นหากมีอาการถอนยาเกิดขึ้น ระดับยาสูง-ต่ำ อาจใช้สลับไปมาได้หากจำเป็น จนกว่าจะลดปริมาณยาได้ จากนั้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ก็ลดยาลงอีกครั้ง บางคนอาจใช้ลักษณะกินยา วันเว้นวัน แล้วเปลี่ยนเป็น วันเว้นสามวัน อาการปวดหัวควรหายไปเมื่อร่างกายของคุณปรับตัวให้เข้ากับการใช้ยา แต่การปรับลดยาควรทำโดยการปรึกษาอย่างใกล้ชิดกับแพทย์

 ถาม: Cymbalta ก่อให้เกิดปัญหากับกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ได้หรือไม่?
ตอบ: ปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ที่อาจเกิดจากยา คือ อาการท้องผูก แพทย์อาจต้องใช้ยาระบายร่วมด้วย หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะสีเข้มหรืออุจจาระเป็นสีน้ำตาลหรือดำ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที อาจจำเป็นต้องหยุดยาและเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่น

ถาม: Cymbalta ทำให้เกิดฝันร้ายหรือไม่?
ตอบ: ความฝันที่ผิดปกติมีรายงานว่า เป็นผลข้างเคียงที่พบโดยทั่วไปของยา Cymbalta ได้ถึง 5 เปอร์เซ็นต์

ถาม: Cymbalta ส่งผลต่อภาวะหัวใจวาย (congestive heart failure) ได้หรือไม่?
ตอบ: ตามข้อมูลยาไม่มีการศึกษา คำเตือน หรือข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้ Cymbalta (duloxetine) ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวาย (congestive heart failure) เนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดหัวใจจะได้รับการยกเว้นจากการทดลองทางคลินิก

Duloxetin โดยสรุปและที่ใช้ในประเทศไทย

Duloxetine มีกลไกการออกฤทธิ์ที่สมองซึ่งทำให้เกิดสมดุลของสารสื่อประสาทที่มีชื่อว่า Serotonin และ Norepine phrine ส่งผลในการปรับระดับอารมณ์และความเจ็บปวดของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกบรรเทาลง

รูปแบบยาแผนปัจจุบันของยาดูล็อกซีทีนเป็นยาแคปซูลชนิดรับประทาน มีการดูดซึมจากระบบทางเดินอาหารได้ดี และกระจายตัวเข้าสู่ร่างกายได้ประมาณ 32 - 80% เมื่อยาเข้าสู่กระแสเลือดจะเกิดการจับตัวกับพลาสมาโปรตีนประมาณ 95% ตับจะเป็นอวัยวะที่คอยทำลายโครงสร้างของตัวยาอย่างต่อเนื่อง

ร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 12.1 ชั่วโมงเพื่อกำจัดยา 50% ออกจากกระแสเลือดด้วยการขับผ่านไปกับปัสสาวะและบางส่วนผ่านไปกับอุจจาระ

ข้อควรระวัง

  • การใช้ยา Duloxetine รักษาอาการวิตกกังวลในผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 7 ปีมักไม่ค่อยเกิดประสิทธิผลเท่าใดนัก
  • การใช้ยากับผู้สูงอายุจะต้องระวังเรื่องผลกระทบ เช่น ผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงได้ง่ายกว่าผู้ป่วยกลุ่มอายุอื่น
  • สตรีที่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรืออยู่ในภาวะให้นมบุตร à ยังไม่มีการศึกษาถึงความปลอดภัยในการใช้ยานี้กับผู้ป่วยกลุ่มนี้
  • ผู้เคยมีประวัติเป็นโรคลมชัก โรคหัวใจชนิดต่าง ๆ โรคความดันโลหิตสูง มีภาวะเลือดออกง่าย โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน โรคทางเดินกระเพาะอาหาร-ลำไส้/โรคทางเดินอาหาร โรคระบบทางเดินอาหาร โรคต้อหิน การใช้ยานี้กับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวข้างต้นอาจส่งผลกระทบต่ออาการป่วยจากโรคดังกล่าวให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น
  • ปฏิกิริยาระหว่างยากับยา Duloxetine ได้แก่ ยาแก้ปวด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาขับปัสสาวะ ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยาปฏิชีวนะบางประเภท เป็นต้น
  • หากเกิดอาการวิงเวียนหลังใช้ยา Duloxetine ควรนั่งพักหรือเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้า ๆ และหลีกเลี่ยงการขับขี่ยวดยานพาหนะหรือการทำงานที่ต้องควบคุมเครื่องจักร
  • อาจเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำซึ่งผู้ป่วยควรกลับมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อให้แพทย์พิจารณาปรับแนวทางการรักษา
  • ห้ามปรับขนาดการรับประทานหรือหยุดการใช้ยานี้ด้วยตัวผู้ป่วยเองโดยเด็ดขาด
  • ยานี้ยังอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกง่าย การทำงานของตับเปลี่ยนไป ระดับน้ำตาลในเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่เกิดอาการทางผิวหนังที่เรียกว่า Steven-Johnson syndrome ซึ่งผู้ป่วยต้องคอยสังเกตอาการเหล่านี้ระหว่างการใช้ยา Duloxetine

Duloxetine ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยจัดอยู่ในประเภทยาควบคุมพิเศษ มักไม่ค่อยพบเห็นตามร้านขายยาทั่วไป

ข้อบ่งใช้

  • บำบัดอาการโรคซึมเศร้า (Depression)
  • รักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ เอ็น และเนื้อเยื่ออ่อน (Fibromyalgia)
  • รักษาอาการโรควิตกกังวล (Generalized anxiety disorder)
  • รักษาอาการปวดจากเส้นประสาท (Painful neuropathy)

Duloxetine มีรูปแบบการจัดจำหน่ายในประเทศไทยเป็นยาแคปซูลชนิดรับประทานขนาด 20, 30, 40 และ 60 มิลลิกรัม/แคปซูล

ขนาดยารับประทาน

สำหรับอาการซึมเศร้า

  • ผู้ใหญ่: รับประทานเริ่มต้นครั้งละ 20 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ขนาดรับประทานที่ใช้คงระดับการรักษาอยู่ที่ 60 มิลลิกรัม วันละครั้ง หรือแบ่งรับประทานครั้งละ 30 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ขนาดรับประทานสูงสุดไม่เกิน 120 มิลลิกรัม/วัน ผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจปรับให้รับประทานวันละ 30 มิลลิกรัมเป็นเวลา 1 สัปดาห์ก่อนที่จะเพิ่มขนาดรับประทานเป็น 60 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็ก: ขนาดรับประทานยานี้ของเด็กมิได้ระบุไว้แน่ชัด เพราะยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกมารับรอง การใช้ยานี้ในเด็กจึงอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษาเป็นกรณี ๆ ไป

สำหรับอาการวิตกกังวล

  • ผู้ใหญ่: รับประทานเริ่มต้นครั้งละ 60 มิลลิกรัม วันละครั้ง ขนาดรับประทานที่ใช้คงระดับการรักษาอยู่ที่ 60 - 120 มิลลิกรัม วันละครั้ง ขนาดรับประทานสูงสุดไม่เกิน 120 มิลลิกรัม/วัน ผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจต้องปรับให้รับประทานวันละ 30 มิลลิกรัมเป็นเวลา 1 สัปดาห์ก่อนที่จะเพิ่มขนาดรับประทานเป็น 60 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กอายุ 7-17 ปี: รับประทานครั้งละ 30 มิลลิกรัม วันละครั้งเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จากนั้นแพทย์อาจปรับเพิ่มขนาดรับประทานเป็น 60 มิลลิกรัม วันละครั้ง ขนาดรับประทานที่ใช้คงระดับการรักษาอยู่ที่ 30 - 60 มิลลิกรัม วันละครั้ง ขนาดรับประทานสูงสุดไม่เกิน 120 มิลลิกรัม วันละครั้ง
  • เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี: ขนาดรับประทานยานี้มิได้ระบุไว้อย่างแน่ชัดเพราะยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกมารับรอง การใช้ยานี้ในเด็กจึงอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษาเป็นกรณี ๆ ไป

สำหรับอาการปวดกล้ามเนื้อ

  • ผู้ใหญ่: รับประทานเริ่มต้นครั้งละ 30 มิลลิกรัม วันละครั้งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ขนาดรับประทานที่ใช้คงระดับการรักษาอยู่ที่ 30 - 60 มิลลิกรัม วันละครั้ง
  • เด็ก: ขนาดรับประทานยานี้ของเด็กมิได้ระบุไว้แน่ชัดเพราะยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกมารับรอง การใช้ยานี้ในเด็กจึงอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษาเป็นกรณี ๆ ไป

Duloxetine สามารถรับประทานยาก่อนหรือพร้อมอาหารก็ได้

หากลืมรับประทานยาควรทำอย่างไร?

หากลืมรับประทานยา Duloxetine สามารถรับประทานเมื่อนึกขึ้นได้ หากเวลาใกล้เคียงกับการรับประทานยาในมื้อถัดไป ไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณยาเป็น 2 เท่า อย่างไรก็ตาม เพื่อประสิทธิผลของการรักษาควรรับประทานยา Duloxetine ให้ตรงเวลา

Duloxetine ผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียงของ Duloxetine มีดังนี้ เช่น มีอาการปวดท้อง มีผื่นคัน ตาพร่า หนาวสั่น อุจจาระมีสีคล้ำ รู้สึกสับสน ปัสสาวะน้อย ปัสสาวะมีสีเข้ม กลืนอาหารลำบาก เป็นลม ปวดกระบอกตา หัวใจเต้นผิดจังหวะ ปวดข้อและปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย แน่นหน้าอก อาเจียนเป็นเลือด ตาเหลืองและตัวเหลือง เป็นต้น ทั้งนี้ สำหรับผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นเลยก็เป็นได้ กรณีที่ได้รับยา Duloxetine เกินขนาดจะมีอาการท้องเสีย มีไข้ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ กล้ามเนื้อหดเกร็ง กระสับกระส่าย การทรงตัวลำบาก เหงื่อออกมาก อ่อนเพลีย และอาเจียน หากพบอาการดังกล่าวควรรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน

ข้อควรระวังการใช้ Duloxetine

  • ห้ามใช้กับผู้ที่แพ้ยานี้
  • ห้ามใช้ร่วมกับยากลุ่ม MAOI
  • ห้ามใช้ยานี้กับผู้ป่วยด้วยโรคตับและ/หรือ โรคไตขั้นรุนแรง
  • ห้ามใช้ยานี้กับสตรีตั้งครรภ์ และสตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตร เด็ก และผู้สูงอายุ หากไม่มีคำสั่งจากแพทย์
  • ห้ามปรับเปลี่ยนขนาดรับประทานหรือหยุดการใช้ยานี้เองโดยไม่มีการปรึกษาแพทย์

เฝ้าระวังในผู้ป่วยช่วงอายุวัยรุ่น เนื่องจากระหว่างการใช้ยานี้อาจมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หากมีอาการแพ้ยา เช่น อึดอัด/หายใจไม่ออก/หายใจลำบาก เจ็บแน่นหน้าอก มีผื่นขึ้นตามตัว ตัวบวม แขน-ขาบวม ให้รีบหยุดใช้ยานี้แล้วนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน การรับประทานยา Duloxetine ร่วมกับยา Dextromethorphan, Ergotamine หรือ Tramadol อาจทำให้เกิดอาการสับสน มีอาการประสาทหลอน ชัก หัวใจเต้นเร็ว มีไข้ หรือที่เรียกว่าสภาวะ Serotonin syndrome จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วมกัน

การรับประทานยาดูล็อกซีทีนร่วมกับยา Phenylephrine อาจทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและหัวใจทำงานมากขึ้น หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อาจทำให้อาการรุนแรงจนเป็นอันตราย หากจำเป็นต้องใช้ยาร่วมกัน แพทย์จะปรับขนาดรับประทานให้เหมาะสมเป็นกรณีไป การรับประทานยา Duloxetine ร่วมกับยา Alprazolam อาจเพิ่มอาการข้างเคียง เช่น วิงเวียน ง่วงนอน ขาดสมาธิ หากไม่มีความจำเป็นใด ๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วมกัน

การเก็บรักษายา Duloxetine

ควรเก็บยา Duloxetine ภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส (Celsius) ห้ามเก็บยาในช่องแช่แข็งของตู้เย็น เก็บในภาชนะที่ปิดมิดชิด พ้นแสงแดด ความร้อนและความชื้น เก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง และไม่เก็บยาในห้องน้ำหรือในรถยนต์

ยา Duloxetine ที่จำหน่ายในประเทศไทย

  • Cymbalta /Eli Lilly
  • Irenka /Lupin Pharmaceuticals Inc

เพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

การตรวจ Fasting blood sugar (FBS) คือ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากอดอาหาร 8 ชม. [โดยสามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ] เพื่อใช้ในการคัดกรองและวินิจฉัยผู้ที่มีอาการแสดงหรือมีปัจจัยเสี่ยงเป็นเบาหวาน นอกจากนั้นยังใช้เพื่อติดตามระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อประเมินผลการรักษาและตรวจป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดสูง [hyperglycemia] หรือระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ [hypoglycemia] เกินไปในผู้ป่วยเบาหวาน

Hb A1c (Hemoglobin A1c) เป็นการตรวจค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาและประเมินผลการรักษาในภาพรวมช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ว่าคุณสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้หรือไม่ และใช้เพื่อการคัดกรองและวินิจฉัยภาวะเบาหวานในปัจจุบันด้วย

การตรวจ Hb A1c สามารถดูผลการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในช่วงที่ผ่านมาเป็นเดือน ๆ ได้ เนื่องจากเป็นการนำผลของระดับน้ำตาลที่เกาะอยู่ที่ส่วนประกอบในเม็ดเลือดแดงที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน (hemoglobin) น้ำตาลนี้จะเกาะอยู่นานจนสิ้นอายุขัยของเม็ดเลือดแดง ซึ่งระยะเวลานานถึง 3 เดือน สามารถตรวจหาค่าเฉลี่ยได้นั่นเอง

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์