มะเร็งและโรคร้าย

คู่มือ โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza หรือ Flu) ฉบับสมบูรณ์

ทั้งอาการ การติดต่อ การป้องกัน การวินิจฉัยโรค การรักษา และภาวะแทรกซ้อน
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 15, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 303,597 คน

คู่มือ โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza หรือ Flu) ฉบับสมบูรณ์

โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่พบได้บ่อยตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ แม้จะเป็นโรคที่ไม่อันตรายแต่เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี ดังนั้น การรู้จักวิธีรักษาที่ถูกต้องก็จะช่วยรักษาโรคให้หายเร็วขึ้น และหากรู้จักวิธีการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะป่วยได้เช่นกัน

โรคไข้หวัดใหญ่ คืออะไร?

โรคไข้หวัดใหญ่ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า influenza หรือ flu เป็นโรคที่มีการติดเชื้อจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ อาการของโรคจะมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงอาการที่รุนแรง โดยเชื้อชนิดนี้มีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิด นอกจากจะทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ในคนแล้ว ยังเกิดในสัตว์ เช่น หมู นก และม้า แต่โดยทั่วไปแล้วไวรัสที่อยู่ในสัตว์ชนิดใดก็จะก่อให้เกิดโรคเฉพาะในสัตว์ชนิดนั้น เช่น ไวรัสไข้หวัดนกก็จะเกิดโรคในสัตว์ปีกเป็นหลัก แต่สำหรับข่าวที่เคยดังมาหลายปีก่อน เกี่ยวกับโรคไข้หวัดนกนั้น เกิดจากการที่ไวรัสมีการกลายพันธุ์ ทำให้มีการติดต่อมายังมนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

โฆษณาจาก HonestDocs
แอบให้ดูก่อนใคร! ดีลสุขภาพและความงาม ลดสูงสุด 50%

เริ่มซื้อจริง 24 กุมภานี้ จำกัดแค่ดีลละ 20 ดีล รีบมาจองก่อน คลิก

Nurse in the hospital picture id681654226

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่คือ เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ โดยเชื้อชนิดนี้จะอยู่ในน้ำมูก เสมหะ หรือน้ำลายของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอหรือจาม หรือการสัมผัสสิ่งของ เครื่องใช้ที่มีเชื้อโรค 

ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดธรรมดา

สำหรับความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดธรรมดา คือ ไข้หวัดธรรมดา มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดต่าง ๆ เช่น "โคโรนาไวรัส" (Corona virus) และ "ไรโนไวรัส" (Rhinovirus) โดยจะมีอาการเจ็บคอ อ่อนเพลีย เป็นไข้ คันจมูก ไอจาม น้ำมูกไหล แน่นจมูก และรู้สึกไม่สบายตัว

ส่วนไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อ Influenza virus ซึ่งเป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นจมูก คอ หลอดลม และปอด โดยเชื้อจะลามเข้าไปที่ปอดจนทำให้เกิดอาการปอดบวม ผู้ป่วยจะมีไข้สูง มีอาการปวดศีรษะ ปวดตามตัว และปวดตามกล้ามเนื้อเป็นอย่างมาก ไข้หวัดใหญ่พบได้ในทุกวัย แต่จะพบมากที่สุดในวัยเด็ก แต่อัตราการเสียชีวิตจากการเป็นโรคไข้หวัดใหญ่มักเกิดกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคตับ โรคไต และโรคหัวใจ เป็นต้น

สายพันธุ์ของโรคไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่เป็นไข้หวัดที่มีระดับความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา แต่อาการเริ่มแรกมักไม่แตกต่างกันนัก ซึ่งอาการของแต่ละคนยังแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อ ไข้หวัดใหญ่แบ่งได้เป็น 2 สายพันธุ์หลักๆ โดยในแต่ละสายพันธุ์จะแบ่งตระกูลย่อยได้ออกมาอีกเป็น 4 ชนิดด้วยกัน

  1. ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แบ่งออกเป็น H1N1 และ H3N2 เป็นไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรง หากแพร่ระบาดแล้วจะควบคุมได้ยากกว่าชนิดอื่นๆ เชื้อที่ตรวจพบในร่างกายมีความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ได้สูง และสามารถแพร่กระจายจากสัตว์สู่คนได้ด้วย
  2. ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B แบ่งออกเป็นตระกูล Victoria และ Yamagata เป็นไวรัสที่จะพบเชื้อได้ในคนเท่านั้น อาการไม่รุนแรงเท่าสาพันธุ์ A ส่วนมากจะเกิดการแพร่ระบาดในช่วงฤดูหนาว เพราะสภาพแวดล้อมที่เชื้อไวรัสชนิดนี้ชอบคืออากาศเย็นและแห้ง โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนมกราคมที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ กลุ่มเสี่ยงที่หากได้รับเชื้อแล้วอาการจะรุนแรงคือผู้ป่วยโรคปอด โรคหัวใจ เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ

ความแตกต่าง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B

หากเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ขึ้นมา อาการของสายพันธุ์ A จะมีความรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์ B อยู่มาก เพราะสามารถกลายพันธุ์ แลกเปลี่ยนสายพันธุกรรม ระหว่างไวรัสของมนุษย์กับหมู หรือ นกและสัตว์ปีกต่างๆ ทำให้เกิดไวรัสลูกผสมที่มีโอกาสระบาดในวงกว้างและรุนแรงมาก เช่น ไวรัส A H1N1 (2009) เกิดจากการผสมของไวรัสสายพันธุ์ของคน หมู และนก ที่เกิดการระบาดขึ้นทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว แล้วสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ด้วย ผู้ป่วยที่ติดไวรัสสายพันธุ์ A จึงต้องระมัดระวังตัวเอง ใส่ผ้าปิดจมูก หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้คนแออัด เพราะหากคนอื่นได้รับเชื้อ และรักษาไม่ถูกวิธี ก็เสี่ยงที่ไวรัสจะเกิดการกลายพันธุ์ได้ง่าย การรักษาก็จะทำได้ยุ่งยากมากขึ้น

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่

อาการของผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มักจะมีอาการของไข้สูง ตัวร้อน รู้สึกหนาว มีอาการปวดเมื่อยตามตัวและตามกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในบริเวณหลัง ศีรษะ ต้นแขน ต้นขา เบื่ออาหาร ขมในคอ มีน้ำมูกใสๆ ไอแห้ง คัดจมูก และรู้สึกจุกแน่นในท้อง สำหรับอาการแต่ละช่วงจะมีการแบ่งย่อยออกไป โดยสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

โฆษณาจาก HonestDocs
แอบให้ดูก่อนใคร! ดีลสุขภาพและความงาม ลดสูงสุด 50%

เริ่มซื้อจริง 24 กุมภานี้ จำกัดแค่ดีลละ 20 ดีล รีบมาจองก่อน คลิก

Nurse in the hospital picture id681654226
  1. ช่วงของระยะฟักตัว 1-4 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ไข้หวัดใหญ่ไม่มีโรคแทรกซ้อนใดๆ โดยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหาร ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดบริเวณรอบดวงตา ปวดแขนปวดขา มีอาการเจ็บคอ คอแดง มีน้ำมูกใส ตัวร้อนแดง ตาแดง มีไข้สูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส และมักมีอาการอาเจียนหรือท้องเดิน โดยจะเป็นไข้ประมาณ 2-4 วัน แล้วไข้จึงค่อยๆ ลดลง แต่อาการคัดจมูก และแสบคอยังคงอยู่ ซึ่งอาจจะหายได้ในช่วงเวลาประมาณ 1 สัปดาห์
  2. ช่วงที่ไข้หวัดใหญ่มีอาการรุนแรงและมักเกิดโรคแรกซ้อนที่ระบบอื่น จะพบการอักเสบของเยื้อหุ้มหัวใจ โดยผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก หรือบางครั้งมีอาการหัวใจวาย อาจพบอาการเยื้อหุ้มสมองหรือสมองอักเสบ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยปวดศีรษะอย่างมาก และมีอาการซึมลงตามมา บางรายอาจมีอาการระบบทางเดินหายใจผิดปกติ เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดบวม โดยผู้ป่วยจะมีอาการแน่นหน้าอกและเหนื่อยง่าย 

ระยะเวลาการป่วย บางรายอาจหายในเวลาไม่กี่วัน แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายจะมีอาการไอและปวดตามเนื้อตัวนานถึง 2 สัปดาห์ หรือในกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้นคือผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคปอดบวม โรคหัวใจ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็ก

อาการของเด็กจะคล้ายคลึงกับผู้ใหญ่ เพียงแต่ในเด็กมักจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง และถ่ายเหลวมากกว่า 

ส่วนในเด็กเล็กจะสังเกตได้จากอาการร้องไห้งอแง อยู่ไม่นิ่ง บางรายอาจมีอาการคัดแน่นจมูก ในเด็กทารกมักมีอาการง่วงซึมและไม่ค่อยดื่มนมหรือรับประทานอาหาร และอาจมีอาการหายใจลำบากได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้ดูดเสมหะและน้ำมูกออกก่อนที่จะป้อนนมหรือก่อนเข้านอน โดยแนะนำให้ใช้น้ำเกลือหยอดจมูกเล็กน้อยเพื่อช่วยให้ดูดเสมหะและน้ำมูกที่เหนียวขึ้นได้สะดวกยิ่งขึ้น ส่วนในเด็กโต แนะนำให้สามารถใช้น้ำเกลือหยอดจมูกก่อนสั่งน้ำมูก

อาการแทรกซ้อนของการเป็นโรคไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่ โดยมากมักจะหายเองตามธรรมชาติ โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่บางรายก็อาจหากเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ที่พบได้บ่อยที่สุดคือ โรคไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ หูชั้นกลาง และหูชั้นในอักเสบ รวมทั้งเกิดภาวะปอดอักเสบ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ ล้วนเกิดจากแบคทีเรียจำพวก "นิวโมคอคคัส" (Pneumococcus) หรือแบคทีเรีย "สแตปฟิโลคอคคัส" (Staphylococcus) ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่มีความรุนแรงมากที่สุดมักเกิดในเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ป่วยเรื้อรังทางปอดหรือหัวใจ รวมทั้งผู้ที่สูบบุหรี่จัด แต่ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการแทรกซ้อนมีโอกาสเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตมีน้อยมาก

อาการไข้หวัดใหญ่ที่ควรพบแพทย์

ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะแสดงอาการแตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็นตามช่วงวัย ได้ดังนี้

1. ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในวัยเด็ก

เด็กจะมีอาการไข้สูงติดต่อกันเป็นเวลานาน แม้รับประทานยาลดไข้แต่ยังคงมีไข้ที่สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส หายใจหอบ หายใจลำบาก ผิวเริ่มเป็นสีม่วง ดื่มน้ำและรับประทานอาหารน้อย มีอาการซึม ไม่สบายตัว โดยอาจมีอาการมากกว่า 7 วัน แม้ว่าไข้จะลดแล้วแต่อาจยังหายใจหอบ 

2. ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในวัยผู้ใหญ่

วัยผู้ใหญ่มีอาการไข้สูงติดต่อกันเป็นเวลานาน หายใจลำบาก หายใจหอบ เจ็บและแน่นหน้าอก ครั่นเนื้อ ครั่นตัว อาจมีอาการหน้ามืดและเป็นลม รวมทั้งอาเจียน  รับประทานอาหารได้น้อย 

3. ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง

ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคหัวใจ โรคตับ โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคมะเร็ง โรคไต หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด และพบแพทย์ทันทีเมื่อสงสัยว่าจะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่

4. ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการดังนี้

ผู้ป่วยที่มีอาการขาดน้ำ ไอหรือมีเสมหะที่มีเลือดปนออกมา หายใจลำบาก หายใจหอบ ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีเขียว มีไข้ขึ้นสูงจนถึงขั้นมีอาการเพ้อ ผู้ป่วยที่มีอาการลักษณะนี้ควรเข้าพบแพทย์โดยด่วน เพื่อรักษาอย่างทันท่วงที

โรคไข้หวัดใหญ่ร้ายแรงยิ่งกว่าโรคไข้หวัดธรรมดา ดังนั้นไม่ควรปล่อยหรือหายารับประทานเอง เพราะอาจมีโรคแทรกซ้อนตามมา ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้

ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีไข้ 

พบได้ในผู้ป่วยบางราย ซึ่งอาจค่อยมีไข้หรือไม่มีไข้เลยก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ที่มีไข้หรือไม่มีไข้ ก็สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ทั้งสิ้น

การทดสอบอาการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

การวินิจฉัยการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จะใช้การซักประวัติ สอบถามอาการต่าง ๆ เป็นหลัก โดยเฉพาะหากเกิดในช่วงที่มีไข้หวัดใหญ่ระบาด การส่งตรวจวินิจฉัยสามารถทำได้โดยการเก็บสารคัดหลั่งจากโพรงทางด้านหลังของช่องจมูก หรือจากเสมหะ โดยการส่งตรวจดังกล่าวจะทำก็ต่อเมื่อมีข้อสงสัย ดังนี้

  • สงสัยว่าอาจเป็นการติดเชื้อจากสาเหตุอื่น
  • ยืนยันการวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่ เพื่อเริ่มให้ยารักษา
  • เก็บรวบรวมจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
  • ร่วมกับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค เพื่อรวบรวมสถิติเกี่ยวกับการเกิดไข้หวัดใหญ่ชนิดต่าง ๆ

ทั้งนี้การส่งตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray) จะทำในผู้ป่วยที่สงสัยว่าอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ เช่น อาการปอดบวม เป็นต้น

วิธีการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่จะรักษาตามอาการ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้ยาต้านไวรัสโดยเฉพาะ หรือผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรครุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาเป็นรายๆ เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการปอดบวม จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด

กรณีที่ในบ้านมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ สมาชิกที่เหลือจำเป็นต้องป้องกันให้ดี เพราะโรคไข้หวัดใหญ่ติดต่อผ่านทางการสัมผัสละอองฝอยจากการไอและจาม ซึ่งละอองฝอยนี้จะมีเชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่ เมื่อเชื้อสัมผัสกับทางเดินหายใจหรือเยื่อบุต่างๆ เช่น เยื่อบุตา เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายของผู้อื่นได้ ดังนั้นผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

วิธีป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

แหล่งอาหารต่อต้านไข้หวัดใหญ่ 

วิธีการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สามารถปฏิบัติตามสุขบัญญัติแห่งชาติ โดยเน้นในเรื่องของการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน 

- ควรให้ร่างกายพักผ่อนให้มากๆ 

- หมั่นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ทุกวัน โดยควรเพิ่มปริมาณของผักและผลไม้ให้มากขึ้น

-หมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนหยิบอาหารรับประทาน และควรล้างมือให้สะอาด เมื่อผ่านการสัมผัสหรือจับต้องสิ่งของชนิดต่างๆ 

-หลีกเลี่ยงการคลุกคลีและสัมผัสกับผู้ป่วย ไม่ควรอยู่ในที่ที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก 

- ควรรักษาของใช้ส่วนตัว เช่น ช้อน แก้วน้ำ และจานชาม หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 

-ไม่ควรใช้มือขยี้ตา เพราะอาจทำให้เกิดอาการอักเสบ แถมยังเป็นช่องทางในการทำให้เชื้อโรคสัมผัสกับเยื่อบุตาได้ง่าย

- สวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ

การป้องกันไข้หวัดใหญ่ด้วยการฉีดวัคซีน

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไข้หวัดใหญ่ ทั้งนี้สาเหตุที่ต้องฉีดวัคซีนทุกปี (ต่างจากวัคซีนอื่นๆ ที่สามารถป้องกันโรคนั้นๆ ได้ตลอดชีวิต) เนื่องจากสายพันธุ์ของไวรัสมีความแตกต่างกันในแต่ละปี และภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งนักวิจัยกำลังพัฒนาวัคซีนที่ครอบคลุมไวรัสไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

ทั้งนี้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกตัวทำขึ้นเพื่อป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ 3 หรือ 4 สายพันธุ์ ซึ่งหน่วยงานด้านการเฝ้าระวังการระบาดของไข้หวัดใหญ่ระดับโลกแนะนำว่าเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดมากที่สุดในฤดูไข้หวัดใหญ่ที่กำลังมาถึง โดยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่ จะฉีดเข้าที่กล้ามเนื้อต้นแขน แต่ในทารกและเด็กเล็กจะฉีดที่ต้นขา

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่ได้มีประสิทธิภาพ 100% คือ ผู้ที่ฉีดวัคซีนก็มีโอกาสเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ แต่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน

ใครควรฉีดวัคซีน ?

ทุกคนที่อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละครั้ง ตามคำแนะนำของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค และกลุ่มคนต่อไปนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ รวมไปถึงคนที่ทำงานกับคนที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ด้วย ได้แก่

  • คนในครอบครัวหรือผู้ดูแลเด็กที่อายุน้อยกว่าหกเดือน
  • ทุกคนที่อายุหกเดือนขึ้นไปที่มีโรคหัวใจหรือโรคปอดเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคไต โรคเลือด หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์
  • ผู้ที่อาศัยในบ้านพักผู้ป่วยหรือบ้านพักคนชรา
  • บุคคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

ผลข้างเคียงของวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ผลข้างเคียงที่พบมากที่สุดคือ อาการปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน บางคนอาจมีไข้ต่ำๆ และปวดเมื่อยเนื้อตัว มีบางกรณีซึ่งเกิดได้น้อยมากคือ มีอาการแพ้วัคซีนอย่างรุนแรงที่เรียกว่า อะนาไฟแล็กซิส (Anaphylaxis)

อีกกรณีของผลข้างเคียงจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่พบได้น้อยมากอีกเช่นกัน คือ กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barre syndrome) เป็นความผิดปกติของเส้นประสาท ซึ่งจะมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีอาการอ่อนแรงนานเป็นสัปดาห์หรือเกิดขึ้นถาวรก็ได้

ภูมิต้านทานจะคงอยู่นานเท่าไร?

การศึกษาพบว่าภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดลงภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังจากได้รับวัคซีนหรือติดเชื้อ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ภูมิคุ้มกันจะคงอยู่แค่ฤดูเดียวหลังจากฉีดวัคซีนหรือได้รับเชื้อและไม่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ในฤดูต่อไปได้ ดังนั้นการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีจะช่วยลดโอกาสเป็นไข้หวัดใหญ่ได้มาก

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
วิธีหาอุปกรณ์คลุมศีรษะโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายระหว่างการทำเคมีบำบัด
วิธีหาอุปกรณ์คลุมศีรษะโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายระหว่างการทำเคมีบำบัด

วิกผม หมวกมีปีก หมวกแก๊ป และผ้าพันคอที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง