การรักษา

อาการน้ำมูกไหล

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
อาการน้ำมูกไหล

อาการน้ำมูลไหล เป็นอาการที่มีของเหลว (หรือน้ำมูก) ที่ถูกสร้างขึ้นจากเนื้อเยื่อและเส้นเลือดในโพรงจมูกส่วนเกินจำนวนมากไหลออกมาจากโพรงจมูก น้ำมูกที่ไหลออกอาจเป็นได้ทั้งของเหลวใสหรือขุ่นเหนียว อาการน้ำมูกไหลเกิดขึ้นจากการระคายเคืองหรือจากการอักเสบของเนื้อเยื่อในจมูก อาการน้ำมูกไหลสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายติดเชื้อ เช่น โรคหวัดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย หรือไม่ได้ติดเชื้อแต่ได้รับสารก่อภูมิแพ้ก็ทำให้เกิดน้ำมูกไหลได้เช่นเดียวกัน

น้ำมูกไหลที่เกิดจากไข้หวัด

น้ำมูกไหลที่เกิดจากไข้หวัดธรรมดาเป็น อาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ไวรัสชนิดหลักที่ก่อให้เกิดโรคคือไรโนไวรัส (rhinovirus) ประมาณ 30 ถึง 50 เปอร์เซนต์ รองลงมาคือ โคโรนาไวรัส (coronavirus) ที่ประมาณ 10 ถึง 15 เปอร์เซนต์ อาการร่วมที่อาจเกิดขึ้นด้วยคือ อาการไอ คัดจมูก เจ็บคอ หรือมีไข้ ซึ่งปกติแล้วสามารถหายเป็นปกติได้เองภายใน 7 ถึง 10 วัน ยังมีความเข้าใจผิดอยู่มากว่า น้ำมูกข้นสีเหลืองเขียวเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งความจริงแล้วสีของน้ำมูกและเสมหะไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าร่างกายติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การสังเกตสีของเสมหะจะมีประโยชน์เฉพาะกรณีที่เสมหะเป็นเลือดเท่านั้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์

ยาสำหรับลดอาการน้ำมูกไหลที่เกิดจากไข้หวัด

ยาแก้แพ้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆคือ ยาแก้แพ้รุ่นแรก (first-generation antihistamine) อธิบายสั้นๆได้ว่าเป็นยาแก้แพ้กลุ่มที่ทำให้ง่วง และกลุ่มที่สองคือ ยาแก้แพ้รุ่นที่สอง (second generation) หรือยาแก้แพ้กลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วง        

ยาแก้แพ้รุ่นแรก (first-generation antihistamine) เป็นยาที่ใช้สำหรับรักษาอาการน้ำมูกไหลเนื่องจากหวัด มีกลไกคือยับยั้งการทำงานของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งเป็นสารที่หลั่งขึ้นจากการตอบสนองด้านภูมิคุ้มกันของร่างกาย ยาแก้แพ้รุ่นแรกสามารถซึมผ่านเข้าสู่สมองไปออกฤทธิ์กดระบบประสาทได้ ผลคือทำให้พบอาการง่วงซึมได้เมื่อใช้ยากลุ่มนี้ นอกจากนี้แล้วยาแก้แพ้รุ่นแรกยังมีกลไกยับยั้งสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน (acetylcholine) ทำให้เกิดผลข้างเคียงอีกกลุ่มหนึ่งคืออาการแห้ง (ซึ่งกลไกนี้เองที่ให้น้ำมูกแห้ง) ได้แก่ ปากแห้ง คอแห้ง น้ำมูกข้น และอาการข้างเคียงอื่น ได้แก่ ตาพร่า ปัสสาวะคั่ง แรงดันในลูกตาเพิ่ม ใจสั่น ยากลุ่มนี้มีข้อควรระวังคือ ไม่ใช้ยาในผู้ป่วยสูงอายุ โรคหัวใจ ต้อหิน ต่อมลูกหมากโต เนื่องจากผลข้างเคียงอาจทำให้อาการของโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่แล้วรุนแรงขึ้น

ยาในกลุ่มนี้ที่นิยมใช้ได้แก่ คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine) ขนาดรับประทานคือ 4 มิลลิกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ไม่รับประทานเกิน 24 มิลลิกรัมต่อวัน บรอมเฟนิรามีน (brompheniramine) ขนาดรับประทานเช่นเดียวกันกับคลอเฟนิรามีนคือ 4 มิลลิกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine) ขนาดรับประทานคือ 25 ถึง 50 มิลลิกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงและไม่เกิน 150 มิลลิกรัมใน 1 วัน ยาไดเฟนไฮดรามีนยังมีข้อบ่งใช้อื่น คือ บรรเทาอาการเมารถ เมาเรือ (motion sickness) นอกจากนี้มีการรายงานการศึกษาว่าการรักษาน้ำมูกไหลที่เกิดจากไข้หวัดด้วยการใช้ยานั้น ยาแก้แพ้รุ่นแรกให้ประสิทธิภาพดีกว่ายาแก้แพ้รุ่นที่สอง

น้ำมูกไหลที่เกิดจากการแพ้

น้ำมูกไหลที่เกิดจากการแพ้ เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ (allergen) เช่น ฝุ่นละออก เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น เมื่อร่างกายสัมผัสสารเหล่านี้จะตอบสนองโดยการหลั่งฮีสตามีน (histamine) อาการน้ำมูกไหลที่เกิดขึ้นมักเป็นน้ำมูกใส และมีอาการอื่นที่เด่นชัดว่าเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ร่วมด้วย เช่น การมีผื่น หรือรู้สึกคัน

ยาสำหรับลดอาการน้ำมูกไหลที่เกิดจากสารก่อภูมิแพ้

ยาแก้แพ้ที่ใช้กับอาการนี้ แนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้รุ่นที่สอง หรือยาแก้กลุ่มที่ไม่ก่อให้เกิดอาการง่วง กลไกในการออกฤทธิ์ของยาเป็นแบบเดียวกันกับยาแก้แพ้รุ่นแรก คือยับยั้งการหลั่งฮีสตามีนซึ่งเป็นต้นเหตุโดยตรงของอาการแพ้ แต่ยากลุ่มนี้จะไม่ซึมผ่านเข้าสู่สมอง ทำให้ไม่พบผลข้างเคียง คืออาการง่วงซึม หรืออาจพบได้น้อยมากในยาบางตัว นอกจากนี้ยายังไม่มีฤทธิ์ในการยับยั้งสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน ทำให้ไม่เกิดผลข้างเคียงปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ปัสสาวะคั่ง แรงดันในลูกตาเพิ่ม ใจสั่น อย่างในยารุ่นแรกด้วย

ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ เซเทอริซีน (cetirizine) ขนาดรับประทานคือ 10 มิลลิกรัม วันละหนึ่งครั้ง หรือแบ่งรับประทาน 5 มิลลิกรัม วันละสองครั้ง ลอราทาดีน (loratadine) ขนาดรับประทานคือ 10 มิลลิกรัมวันละหนึ่งครั้ง เฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine) ขนาดรับประทานคือ 120 มิลลิกรัม วันละหนึ่งครึ่ง จะเห็นได้ว่ายากลุ่มนี้มีความถี่ในการรับประทานต่ำกว่ายารุ่นแรกคือ รับประทานเพียงวันละหนึ่งครั้ง เนื่องจากตัวยาสามารถออกฤทธิ์ได้ยาวนานกว่า ยาเลโวเซเทอริซีน (levocetirizine) คือยาที่เป็นโครงสร้างออกฤทธิ์ของเซเทอริซีนเช่นเดียวกันกับยา เดสรอลาทาดีน (desloratadine) ที่เป็นโครงสร้างที่ออกฤทธิ์ของยา ลอราทาดีน ซึ่งอาจพบว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าและผลข้างเคียงน้อยกว่า ซึ่งอาการหวัดที่เกิดจากภูมิแพ้นั้นนอกจากการใช้ยารักษาแล้ว ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงหรือกำจัดสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ การใช้หน้ากากอนามัยในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดการสัมผัสกับสารก่อแพ้ในอากาศ

ดังนั้นแล้วการเลือกใช้ยาสำหรับลดน้ำมูกจึงได้สังเกตถึงต้นตอของน้ำมูกว่าเกิดจากอะไร การใช้ยากลุ่มหนึ่งกับอีกโรคหนึ่งอาจไม่เกิดประสิทธิภาพดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังอาจเกิดอันตรายจากผลข้างเคียงของยาอีกด้วย การเลือกใช้ยาแก้แพ้จึงไม่ใช่การเลือกเพียงผลข้างเคียงเฉพาะอาการง่วงซึมหรือไม่ง่วงซึมเท่านั้น

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่