การรักษา

อาการน้ำมูกไหล

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 806,748 คน

อาการน้ำมูกไหล

อาการน้ำมูลไหล เป็นอาการที่มีของเหลว (หรือน้ำมูก) ที่ถูกสร้างขึ้นจากเนื้อเยื่อและเส้นเลือดในโพรงจมูกส่วนเกินจำนวนมากไหลออกมาจากโพรงจมูก น้ำมูกที่ไหลออกอาจเป็นได้ทั้งของเหลวใสหรือขุ่นเหนียว อาการน้ำมูกไหลเกิดขึ้นจากการระคายเคืองหรือจากการอักเสบของเนื้อเยื่อในจมูก อาการน้ำมูกไหลสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายติดเชื้อ เช่น โรคหวัดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย หรือไม่ได้ติดเชื้อแต่ได้รับสารก่อภูมิแพ้ก็ทำให้เกิดน้ำมูกไหลได้เช่นเดียวกัน

น้ำมูกไหลที่เกิดจากไข้หวัด

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

น้ำมูกไหลที่เกิดจากไข้หวัดธรรมดาเป็น อาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ไวรัสชนิดหลักที่ก่อให้เกิดโรคคือไรโนไวรัส (rhinovirus) ประมาณ 30 ถึง 50 เปอร์เซนต์ รองลงมาคือ โคโรนาไวรัส (coronavirus) ที่ประมาณ 10 ถึง 15 เปอร์เซนต์ อาการร่วมที่อาจเกิดขึ้นด้วยคือ อาการไอ คัดจมูก เจ็บคอ หรือมีไข้ ซึ่งปกติแล้วสามารถหายเป็นปกติได้เองภายใน 7 ถึง 10 วัน ยังมีความเข้าใจผิดอยู่มากว่า น้ำมูกข้นสีเหลืองเขียวเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งความจริงแล้วสีของน้ำมูกและเสมหะไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าร่างกายติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การสังเกตสีของเสมหะจะมีประโยชน์เฉพาะกรณีที่เสมหะเป็นเลือดเท่านั้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์

ยาสำหรับลดอาการน้ำมูกไหลที่เกิดจากไข้หวัด

ยาแก้แพ้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆคือ ยาแก้แพ้รุ่นแรก (first-generation antihistamine) อธิบายสั้นๆได้ว่าเป็นยาแก้แพ้กลุ่มที่ทำให้ง่วง และกลุ่มที่สองคือ ยาแก้แพ้รุ่นที่สอง (second generation) หรือยาแก้แพ้กลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วง        

ยาแก้แพ้รุ่นแรก (first-generation antihistamine) เป็นยาที่ใช้สำหรับรักษาอาการน้ำมูกไหลเนื่องจากหวัด มีกลไกคือยับยั้งการทำงานของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งเป็นสารที่หลั่งขึ้นจากการตอบสนองด้านภูมิคุ้มกันของร่างกาย ยาแก้แพ้รุ่นแรกสามารถซึมผ่านเข้าสู่สมองไปออกฤทธิ์กดระบบประสาทได้ ผลคือทำให้พบอาการง่วงซึมได้เมื่อใช้ยากลุ่มนี้ นอกจากนี้แล้วยาแก้แพ้รุ่นแรกยังมีกลไกยับยั้งสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน (acetylcholine) ทำให้เกิดผลข้างเคียงอีกกลุ่มหนึ่งคืออาการแห้ง (ซึ่งกลไกนี้เองที่ให้น้ำมูกแห้ง) ได้แก่ ปากแห้ง คอแห้ง น้ำมูกข้น และอาการข้างเคียงอื่น ได้แก่ ตาพร่า ปัสสาวะคั่ง แรงดันในลูกตาเพิ่ม ใจสั่น ยากลุ่มนี้มีข้อควรระวังคือ ไม่ใช้ยาในผู้ป่วยสูงอายุ โรคหัวใจ ต้อหิน ต่อมลูกหมากโต เนื่องจากผลข้างเคียงอาจทำให้อาการของโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่แล้วรุนแรงขึ้น

ยาในกลุ่มนี้ที่นิยมใช้ได้แก่ คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine) ขนาดรับประทานคือ 4 มิลลิกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ไม่รับประทานเกิน 24 มิลลิกรัมต่อวัน บรอมเฟนิรามีน (brompheniramine) ขนาดรับประทานเช่นเดียวกันกับคลอเฟนิรามีนคือ 4 มิลลิกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine) ขนาดรับประทานคือ 25 ถึง 50 มิลลิกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงและไม่เกิน 150 มิลลิกรัมใน 1 วัน ยาไดเฟนไฮดรามีนยังมีข้อบ่งใช้อื่น คือ บรรเทาอาการเมารถ เมาเรือ (motion sickness) นอกจากนี้มีการรายงานการศึกษาว่าการรักษาน้ำมูกไหลที่เกิดจากไข้หวัดด้วยการใช้ยานั้น ยาแก้แพ้รุ่นแรกให้ประสิทธิภาพดีกว่ายาแก้แพ้รุ่นที่สอง

น้ำมูกไหลที่เกิดจากการแพ้

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

น้ำมูกไหลที่เกิดจากการแพ้ เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ (allergen) เช่น ฝุ่นละออก เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น เมื่อร่างกายสัมผัสสารเหล่านี้จะตอบสนองโดยการหลั่งฮีสตามีน (histamine) อาการน้ำมูกไหลที่เกิดขึ้นมักเป็นน้ำมูกใส และมีอาการอื่นที่เด่นชัดว่าเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ร่วมด้วย เช่น การมีผื่น หรือรู้สึกคัน

ยาสำหรับลดอาการน้ำมูกไหลที่เกิดจากสารก่อภูมิแพ้

ยาแก้แพ้ที่ใช้กับอาการนี้ แนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้รุ่นที่สอง หรือยาแก้กลุ่มที่ไม่ก่อให้เกิดอาการง่วง กลไกในการออกฤทธิ์ของยาเป็นแบบเดียวกันกับยาแก้แพ้รุ่นแรก คือยับยั้งการหลั่งฮีสตามีนซึ่งเป็นต้นเหตุโดยตรงของอาการแพ้ แต่ยากลุ่มนี้จะไม่ซึมผ่านเข้าสู่สมอง ทำให้ไม่พบผลข้างเคียง คืออาการง่วงซึม หรืออาจพบได้น้อยมากในยาบางตัว นอกจากนี้ยายังไม่มีฤทธิ์ในการยับยั้งสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน ทำให้ไม่เกิดผลข้างเคียงปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ปัสสาวะคั่ง แรงดันในลูกตาเพิ่ม ใจสั่น อย่างในยารุ่นแรกด้วย

ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ เซเทอริซีน (cetirizine) ขนาดรับประทานคือ 10 มิลลิกรัม วันละหนึ่งครั้ง หรือแบ่งรับประทาน 5 มิลลิกรัม วันละสองครั้ง ลอราทาดีน (loratadine) ขนาดรับประทานคือ 10 มิลลิกรัมวันละหนึ่งครั้ง เฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine) ขนาดรับประทานคือ 120 มิลลิกรัม วันละหนึ่งครึ่ง จะเห็นได้ว่ายากลุ่มนี้มีความถี่ในการรับประทานต่ำกว่ายารุ่นแรกคือ รับประทานเพียงวันละหนึ่งครั้ง เนื่องจากตัวยาสามารถออกฤทธิ์ได้ยาวนานกว่า ยาเลโวเซเทอริซีน (levocetirizine) คือยาที่เป็นโครงสร้างออกฤทธิ์ของเซเทอริซีนเช่นเดียวกันกับยา เดสรอลาทาดีน (desloratadine) ที่เป็นโครงสร้างที่ออกฤทธิ์ของยา ลอราทาดีน ซึ่งอาจพบว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าและผลข้างเคียงน้อยกว่า ซึ่งอาการหวัดที่เกิดจากภูมิแพ้นั้นนอกจากการใช้ยารักษาแล้ว ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงหรือกำจัดสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ การใช้หน้ากากอนามัยในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดการสัมผัสกับสารก่อแพ้ในอากาศ

ดังนั้นแล้วการเลือกใช้ยาสำหรับลดน้ำมูกจึงได้สังเกตถึงต้นตอของน้ำมูกว่าเกิดจากอะไร การใช้ยากลุ่มหนึ่งกับอีกโรคหนึ่งอาจไม่เกิดประสิทธิภาพดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังอาจเกิดอันตรายจากผลข้างเคียงของยาอีกด้วย การเลือกใช้ยาแก้แพ้จึงไม่ใช่การเลือกเพียงผลข้างเคียงเฉพาะอาการง่วงซึมหรือไม่ง่วงซึมเท่านั้น

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่