Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

ปากแห้ง สาเหตุ อาการ วิธีรักษาป้องกันและการดูแลตนเองเมื่อปากแห้ง

ปากแห้งไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำน้อย หรืออากาศที่หนาวเย็นเท่านั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการ มาเรียนรู้สาเหตุที่ทำให้ปากแห้ง และวิธีการดูแลรักษาอย่างครบถ้วน!
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,245,537 คน

ปากแห้ง สาเหตุ อาการ วิธีรักษาป้องกันและการดูแลตนเองเมื่อปากแห้ง

“ปากแห้ง” เป็นหนึ่งในปัญหากวนใจของใครหลายคน ซึ่งไม่ได้เกิดจากสภาพอากาศหนาวเย็น หรือการดื่มน้ำไม่เพียงพอเท่านั้น แต่ยังเกิดได้จากปัจจัยอื่นๆ อีกด้วย จะดีกว่าไหมหากเราสามารถดูแลอาการปากแห้งได้อย่างถูกวิธี และรับมือป้องกันเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีก

ทำความรู้จักปากแห้ง

ปากแห้งเกิดจากปริมาณน้ำลายที่มีน้อย หรือเรียกว่าภาวะน้ำลายแห้ง (Xerostomia) ซึ่งเป็นภาวะที่ต่อมน้ำลายไม่สามารถผลิตน้ำลายเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในปากได้เป็นปกติ จึงทำให้มีอาการปากแห้งตามมา

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจตับวันนี้ เริ่มที่ 637 บาท พร้อมจองคิวรพ.ให้ ไม่ต้องรอ

เซลล์ตับเสียแล้วซ่อมไม่ได้ ดื่มเหล้าบ่อย อ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันสูง หรือมีโรคตับ ควรตรวจอยู่เสมอ

Istock 1037536402

บางรายอาจรู้สึกไม่สบายในปาก เกิดอาการคอแห้ง กระหายน้ำ และตามมาด้วยภาวะขาดน้ำ ซึ่งภาวะดังกล่าวเกิดจากผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด แต่เมื่อผู้ป่วยมีอายุเพิ่มมากขึ้น สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคปากแห้งก็จะไม่ค่อยรุนแรงมากนัก และสามารถรักษาได้หลายวิธี แต่หากผู้ป่วยมีอาการของโรคปากแห้งที่ผิดปกติ ก็ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ และรักษาอย่างถูกจุด 

สาเหตุที่ทำให้ปากแห้ง

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคปากแห้ง เกิดจากต่อมน้ำลายในปากไม่มีการผลิตน้ำลายออกมา ดังนั้นภายในปากจึงไม่มีความชุ่มชื้นที่เพียงพอ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้การทำงานของต่อมน้ำลายผิดปกติจนทำให้ปากแห้งนั้นมีดังนี้

  • เกิดจากภาวะขาดน้ำ สาเหตุนี้อาจเกิดจากการป่วย เป็นไข้ หรือจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เสียเหงื่อปริมาณมาก เกิดอาการอาเจียน ท้องเสีย และถูกไฟไหม้ เป็นต้น
  • เกิดจากผลข้างเคียงของการใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคซึมเศร้า ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก และยาแก้ปวด
  • เกิดจากผลข้างเคียงของโรคประจำตัว เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง โรคพาร์กินสัน โรคเบาหวาน โรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic fibrosis) โรคอัลไซเมอร์ โรคความดันโลหิตสูง โรคเลือดจาง โรคไขข้ออักเสบ และการติดเชื้อในช่องปาก นอกจากนี้ยังรวมไปถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น กลุ่มอาการโจเกรน และการติดเชื้อเอชไอวี
  • เกิดจากเส้นประสาทเสียหาย บางครั้งเกิดจากการผ่าตัด หรือการได้รับบาดเจ็บที่บริเวณศีรษะ และบริเวณคอ ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะปากแห้งได้เช่นเดียวกัน
  • เกิดจากผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็ง เมื่อผู้ป่วยมะเร็งได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด อาจทำให้เกิดการกระทบต่อการผลิตน้ำลายได้ ซึ่งในส่วนของรังสีบำบัดซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยได้รับการฉายแสงที่บริเวณศีรษะและคอ ก็สามารถสร้างความเสียหายต่อต่อมน้ำลายได้เช่นกัน
  • เกิดจากการใช้สารเสพติด เช่น ยาเสพติด สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ ล้วนแต่ทำให้เกิดอาการปากแห้งได้ง่ายมาก อีกทั้งยังทำให้อาการปากแห้งรุนแรงขึ้น และสร้างความเสียหายต่อฟันได้
  • เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของวัย ผู้สูงอายุจะมีภาวะของการเกิดโรคปากแห้งสูง เนื่องจากการใช้ยาต่างๆ การเปลี่ยนแปลงของสมรรถภาพของร่างกาย การมีโรคประจำตัว การป่วย และการได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย   

อาการของโรคปากแห้ง

อาการโรคปากแห้งที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เกิดจากภาวะขาดน้ำและความเครียดวิตกกังวล

แต่สำหรับอาการปากแห้งที่เกิดขึ้นแบบต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งอาจเป็นสัญญาณของการเป็นโรค และการเจ็บป่วยจากการเป็นโรคบางชนิด ทั้งนี้อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เจ็บคอ คอแห้ง เสียงแหบ มีความรู้สึกแห้งและเหนียวภายในปาก

มีแผลในปาก มีรอยแตกที่มุมปาก หรือริมฝีปาก รู้สึกกระหายน้ำบ่อย ลิ้นแห้ง แดง และหยาบ มีกลิ่นปาก มีอาการแสบในปากโดยเฉพาะที่บริเวณลิ้น เกิดปัญหาในการพูด การรับรู้รสชาติ การเคี้ยวและกลืนอาหาร รวมทั้งการใส่ฟันปลอม 

วิธีรักษาโรคปากแห้ง

สำหรับการรักษาโรคปากแห้งในทางการแพทย์นั้น จะขึ้นอยู่กับสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว ซึ่งแพทย์ได้แนะนำ และให้การรักษาด้วยวิธีดังนี้

  • กรณีเกิดจากผลข้างเคียงการใช้ยา แพทย์จะปรับเปลี่ยนปริมาณยาที่ใช้ หรืออาจเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่น
  • แพทย์อาจสั่งยาพิโลคาร์พีน (Pilocarpine) ซึ่งเป็นยาที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการผลิตน้ำลาย ซึ่งยาชนิดนี้มักใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการปากแห้งจากการรับการรักษาด้วยการฉายรังสี รวมทั้งผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มอาการโจเกรน นอกจากนี้ยาพิโลคาร์พีนอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ทำให้ปวดศีรษะ หรือมีเหงื่อออกจำนวนมาก ดังนั้นผู้ป่วยที่ใช้ยาตัวนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อยู่เสมอ
  • รักษาด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในปาก ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้มีทั้งชนิดที่สั่งโดยแพทย์ และชนิดที่ผู้ป่วยสามารถหาซื้อมาใช้ได้เอง เช่น น้ำยาบ้วนปาก น้ำลายเทียม หรือจะเป็นสารที่ให้ความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงภายในปาก ซึ่งจะมีทั้งในรูปแบบที่เป็นสเปรย์ เจล และยาอม

14 วิธีป้องกันปากแห้ง

  1. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างน้อยควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้ว
  2. หมั่นทำให้ปากชุ่มชื้นอยู่เสมอ โดยการจิบน้ำเย็น หรือเครื่องดื่มต่างๆ ที่ปราศจากน้ำตาล
  3. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีรสชาติเผ็ด และเค็มจัด เนื่องจากอาหารเหล่านี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองในปาก
  4. เคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกอมที่ปราศจากน้ำตาล สามารถช่วยป้องกันปากแห้งได้ เนื่องจากวิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้ต่อมน้ำลายผลิตน้ำลายออกมาได้มากขึ้น
  5. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และงดการสูบบุหรี่
  6. ในกรณีที่มีอาการปากแห้งมาก ควรสอบถามเภสัชเพื่อซื้อน้ำลายเทียมมาใช้ ซึ่งควรอยู่ภายใต้คำแนะนำอย่างเคร่งครัด
  7. ไม่ควรซื้อยาแก้แพ้ หรือยาลดน้ำมูกมารับประทานเอง เพราะอาจทำให้อาการที่เป็นอยู่แย่ลง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชก่อนใช้ยา
  8. ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ใช้ไหมขัดฟัน และน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ร่วมด้วย
  9. สำหรับใครที่มักหายใจทางปาก ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และฝึกหายใจทางจมูกบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการปากแห้งได้ง่าย
  10. ใช้เครื่องทำความชื้นเพิ่มความชื้นในอากาศขณะที่นอนหลับ
  11. หมั่นไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจสุขภาพในช่องปากและฟัน
  12. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการเลียปากบ่อยๆ เพราะน้ำลายจะดูดเอาความชุ่มชื้นออกจากปาก ทำให้ปากแห้ง แตก และดำคล้ำง่าย หากเลี่ยงพฤติกรรมการเลียปากได้ อาการปากแห้งก็จะลดลง และทำให้ปากคงความชุ่มชื้นไว้ดังเดิมได้
  13. ควรเลือกใช้ลิปสติกที่มีส่วนผสมจากมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น หรือบำรุงผิวริมฝีปากไปพร้อมๆ กัน และควรเลือกใช้ลิปสติกที่มีส่วนผสมจากสารกันแดด เพราะแสงแดดจะทำลายผิวปากให้หมองคล้ำ ซึ่งจะทำให้ปากแห้งด้วยนั่นเอง
  14. หลีกเลี่ยงการสครับผิวริมฝีปากบ่อยๆ เพราะการสครับจะยิ่งทำให้ปากแห้งหนักมากขึ้น

วิธีดูแลตนเองเมื่อปากแห้ง

หากประสบกับปัญหาปากแห้ง ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ อย่างน้อยควรดื่มให้มากกว่าวันปกติ จิบน้ำเย็น หรือเครื่องดื่มที่ปราศจากน้ำตาลบ่อยๆ
  • อมลูกอม หรือเคี้ยวหมากฝรั่งปราศจากน้ำตาล เพื่อช่วยกระตุ้นให้ต่อมน้ำลายสามารถผลิตน้ำลายออกมาได้มากขึ้น
  • หากมีอาการริมฝีปากแห้ง และแตก ควรบำรุงริมฝีปากด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีส่วนช่วยในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปาก
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน และแอลกอฮอล์ รวมทั้งควรงดสูบบุหรี่ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้จะยิ่งทำให้อาการปากแห้งแย่ลงกว่าเดิม

ปากแห้ง นำมาซึ่งปัญหาปากแตก ลอก เป็นขุย และยังง่ายต่อการดำคล้ำอีกด้วย ถึงแม้ว่าปากจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่การดูแลให้สุขภาพดีอยู่เสมอ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง เพื่อที่จะได้อวดยิ้มสวยซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ทุกคนมั่นใจในตัวเองได้ดีอยู่เสมอ


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป