Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
ภูมิแพ้

ลมพิษ สาเหตุ อาการ วิธีรักษาป้องกันและการดูแลตนเอง

ดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อมีอาการแสบร้อน ผื่นคัน บวมแดง จากลมพิษ
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,806,658 คน

ลมพิษ สาเหตุ อาการ วิธีรักษาป้องกันและการดูแลตนเอง

เคยไหมรู้สึกแสบร้อนที่ผิวหนัง มีผื่นแดงเป็นปื้นๆ หรือเป็นวงๆ และมีอาการคันอย่างมาก สัญญาณนี้อาจบ่งชี้ว่า "คุณกำลังเป็นลมพิษ" บางครั้งอยู่ๆ ก็เกิดลมพิษขึ้นแบบเป็นๆ หายๆ บางครั้งก็เป็นแบบเรื้อรัง รับประทานยากาแพ้ หรือทายาก็หาย พอหมดฤทธิ์ยาก็กลับมาเป็นอีก ลักษณะเหล่านี้อันตราย หรือไม่ ต้องดูแลรักษาและป้องกันอย่างไรให้ถูกวิธี 

ลมพิษ คืออะไร

ลมพิษ คือ หนึ่งในกลุ่มอาการของปฏิกิริยาตอบสนองจากโรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยมักมีผื่นนูนขึ้นตามผิวหนัง มีสีออกขาวล้อมรอบไปด้วยผื่นสีแดงมีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กปะปนกันไป มักมาพร้อมกับอาการคัน หากเป็นมากจะรู้สึกแสบร้อนที่ผิวหนังจนไม่สามารถสัมผัส หรือหยิบจับสิ่งของได้

โรคลมพิษแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามระยะเวลาและอาการ ได้แก่

1. ชนิดเฉียบพลัน (Acute urticaria) คือ ลักษณะของลมพิษที่เกิดขึ้นมาและหายไปอย่างรวดเร็ว ส่วนมากจะใช้ระยะเวลาประมาณ 48 ชั่วโมง หรือเป็นติดต่อกันไม่เกิน 6 สัปดาห์
2. ชนิดเรื้อรัง (Chronic urticaria) คือ ลักษณะของลมพิษที่มีอาการเป็นๆ หายๆ ต่อเนื่องกันนานกว่า 6 สัปดาห์ขึ้นไป แม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวันไม่น้อย

สาเหตุของการเกิดลมพิษ

ลมพิษไม่มีสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด ส่วนหนึ่งเกิดจากสภาวะที่ร่างกายปล่อยสาร "ฮีสตามีน (Histamine)" และสารอื่นๆ เข้าสู่กระแสเลือดเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลมาจากสิ่งกระตุ้น หรือสิ่งเร้าภายนอก เช่น แสงแดด ฝุ่น สารพิษต่างๆ รวมถึงความเครียด การรับประทานยาแก้ปวด การรับประทานอาหารบางชนิด หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 

นอกจากนี้ยังพบว่า สาเหตุของลมพิษชนิดเฉียบพลันมักเกิดจากอาการแพ้ ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำลายตัวเอง หรือแพ้ภูมิตัวเอง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น โรคไทรอยด์ โรคลูปัส (แพ้ภูมิตัวเอง)

อาการของลมพิษ

อาการของลมพิษเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยจะเห็นผิวหนังนูนแดง มีจำนวนผื่นน้อยบ้างเยอะบ้าง และมีขนาดแตกต่างกันไป รวมทั้งมีอาการคัน หรือแสบร้อนบริเวณดังกล่าว พบได้ทั้งบริเวณใบหน้า แขน ขา และลำตัว 

การวินิจฉัยลมพิษ

แพทย์จะสอบถามอาการเบื้องต้น ซักประวัติการเป็นโรคอื่นๆ หรือประวัติการรักษาปัญหาสุขภาพต่างๆ ของผู้ป่วย เพื่อหาสาเหตุและปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดลมพิษ หากพบว่า ผู้ป่วยมีอาการลมพิษบ่อยครั้ง แพทย์อาจใช้การทดสอบทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด การตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ อย่างละเอียด

ภาวะแทรกซ้อนของลมพิษ

ภาวะแทรกซ้อนจากลมพิษพบได้ประมาณ 25% ในผู้ป่วยระยะเฉียบพลัน และประมาณ 50% ในผู้ป่วยระยะเรื้อรัง ที่ลมพิษอาจพัฒนาไปเป็น "แองจิโออีดีมา (Angioedema)"  คือ ผู้ป่วยจะมีอาการบวมของเนื้อเยื่อในชั้นลึกของผิวซึ่งรุนแรงกว่าลมพิษมาก 

อีกภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้คือ "ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน (Anaphylaxis)"  ที่ทำให้มีอาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก ชีพจรต่ำ หัวใจเต้นเร็ว ฯลฯ หากไม่รักษาอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ฉะนั้นหากมีอาการเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน หรือมีอาการแทรกซ้อน ควรรีบเข้ารับการรักษาโดยด่วน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน

รักษาลมพิษได้อย่างไรบ้าง

การรักษาในเบื้องต้นคือ ทายาแก้แพ้บริเวณผิวหนังที่เป็นผื่นแดง แต่หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อรับยาที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยวิธีการรักษาที่แพทย์แนะนำจะมีทั้งแบบใช้ยาทาและยารับประทานเพื่อช่วยควบคุมอาการให้ดีขึ้นตามลำดับ เช่น คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) ไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine) ไซโปรเฮปตาดีน (Cyproheptadine) และเซทริซีน (Cetrizine)

วิธีป้องกันลมพิษ

วิธีป้องลมพิษที่ดีที่สุดคือ การหาสาเหตุที่ทำให้เกิดลมพิษ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการ โดยสังเกตว่า ตนเองมีอาการเกิดขึ้นเมื่อร่างกายสัมผัสกับสิ่งใด แล้วพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น ที่สำคัญควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงขึ้น

วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นลมพิษ

  • ควรออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยง หรือมีสิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เกิดอาการ
  • ไม่ควรสัมผัสกับผื่นลมพิษโดยตรง
  • ควรทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่มีผื่นด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำเกลือ แล้วเช็ดให้แห้ง
  • ทายา หรือรับประทานยาแก้แพ้
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ไม่ควรเครียด หรือวิตกกังวลมากเกินไป 
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

แม้ลมพิษจะไม่อันตรายร้ายแรงเหมือนโรคอื่นๆ แต่ก็อาจทำให้หลายคนรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว รบกวนการทำงานได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ และหากมีอาการเกิดขึ้นก็ควรหาวิธีรักษาให้เร็วที่สุด หรือไปพบแพทย์เฉพาะด้านเพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาต่อไป


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป