ภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้แบ่งได้ 4 ประเภท และการรักษาเมื่อรู้ตัวว่าเป็นภูมิแพ้

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ค. 15, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 23 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 333,905 คน

โรคภูมิแพ้แบ่งได้ 4 ประเภท และการรักษาเมื่อรู้ตัวว่าเป็นภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายไวต่อโปรตีนหรือสารก่อภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อม ซึ่งปกติแล้วสารเหล่านี้จะไม่มีผลอันตรายต่อผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้จะไวต่อ ฝุ่น เชื้อราในอากาศ ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ หรือแม้แต่อาหารที่รับประทานเป็นประจำ โรคภูมิแพ้จัดอยู่ในโรคที่พบบ่อยมากที่สุดในประเทศไทย เรียกได้ว่าประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศจะมีปัญหาโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้มีสาเหตุมาจากอะไร

1. กรรมพันธุ์ ถ้าในครอบครัวมีคนเป็นภูมิแพ้ 2 ใน 4 คน นั่นหมายถึงว่า อัตราเสี่ยงของรุ่นต่อไปก็จะมีเพิ่มขึ้น ยิ่งถ้าพ่อหรือแม่เป็น ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นไปด้วย และเด็กผู้ชายจะเป็นมากกว่าเด็กผู้หญิง

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

2. สิ่งแวดล้อม สารก่อภูมิแพ้มักจะเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเป็นส่วนใหญ่ ทำให้คนมักจะเป็นภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อมมากกว่า ไม่ว่าจะเข้าโดยการหายใจ การรับประทาน หรือการสัมผัส สารก่อภูมิแพ้บางอย่างสังเกตได้ง่าย เช่น อาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเลเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่มีคนแพ้มากที่สุด คนที่แพ้อาจมีผื่นลมพิษทันทีภายในครึ่งชั่วโมงเท่านั้น หรือการทำงานบ้านที่ต้องเจอกับฝุ่น การออกไปนอกบ้านที่ต้องเจอกับควันและมลพิษ การแพ้ขนของแมวหรือสุนัข ล้วนแต่เป็นสาเหตุของการเกิดภูมิแพ้ได้ทั้งสิ้น

นอกจากนี้อาจจะมีปัจจัยอื่นร่วมที่ทำให้อาการกำเริบหรือเป็นรุนแรงขึ้น เช่น อากาศที่หนาวเย็นจนเกินไปหรืออากาศเปลี่ยนกะทันหัน

สารก่อภูมิแพ้

จากการสำรวจพบว่าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในไทยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากไรฝุ่น ฝุ่นบ้าน เป็นอันดับแรก รองลงมาก็มีสาเหตุมาจากแมลงสาบ ละอองเกสรพืช และขนสัตว์ เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าแพ้อะไรกันแน่ก็ควรมีการทดสอบกับผิวหนังในผู้ที่เป็นภูมิแพ้ เพื่อจะได้รู้และหลีกเลี่ยง และยังใช้เป็นแนวทางในการพิจารณารักษาด้วยการฉีดวัคซีนด้วย ในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการทดสอบก็ควรเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ดังนี้

ไรฝุ่น

  • ให้จัดห้องนอนให้โล่ง ควรระวังไม่เอาพรม ตุ๊กตา และผ้าม่านเอาไว้ในห้อง
  • หมั่นซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มอยู่เสมอ โดยใช้น้ำที่มีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • คลุมที่นอน ปลอกหมอน หมอนข้าง ด้วยผ้าใยสังเคราะห์พิเศษที่สามารถป้องกันไม่ให้ตัวไรฝุ่นลอดผ่านได้

แมลงสาบ

  • กำจัดแหล่งอาหารของแมลงสาบ โดยเอาขยะทิ้งลงในถุงขยะหรือถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด
  • ใช้ยาฆ่าแมลงและกับดักแมลงสาบ

สัตว์เลี้ยง

  • ควรเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่มีขน
  • ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรเลี้ยงนอกบ้าน และอาบน้ำทุกอาทิตย์
  • ใช้เครื่องดูดฝุ่นและเครื่องกรองอากาศ

เกสรหญ้า

  • ควรตัดหญ้าและวัชพืชบริเวณบ้านบ่อย ๆ เพื่อลดจำนวนเกสร
  • ไม่ควรตัดต้นไม้ 
  • ในช่วงที่มีละอองเกสรดอกไม้มาก ควรปิดประตู หน้าต่าง และใช้เครื่องปรับอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศ
  • กิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ ให้ทำในช่วงเช้า เพราะละอองเกสรมักจะลอยปลิวในช่วงเย็น

นอกจากนี้ควรเลี่ยงสารระคายเคืองต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้อาการกำเริบได้ เช่น ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย กลิ่นฉุน น้ำหอม ควันธูป และฝุ่นละอองจากที่ต่าง ๆ รวมทั้งควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะมีการพบว่าผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีอาการแย่ลงเมื่ออยู่ในภาวะเครียด อดนอน ดังนั้นจึงควรดูแลสุขภาพ อย่าให้ตัวเองเครียดและนอนน้อย ในกรณีที่เกิดอาการโรคหืดกำเริบจากการออกกำลังกาย การพ่นยาขยายขนาดหลอดลมก่อนการออกกำลังกาย 15 - 30 นาทีจะช่วยป้องกันอาการหอบระหว่างออกกำลังกายได้

กลไกของการเกิดโรคภูมิแพ้

เมื่อใดที่ร่างกายของคนเราได้รับสารภูมิแพ้ก็จะเกิดการกระตุ้นทำให้ร่างกายสร้างภูมิชนิด IgE ซึ่งภูมินี้จะเข้าไปกระตุ้น Mast cell ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ทำให้ร่างกายหลั่งสารเคมีหลากชนิดออกมา ไม่ว่าจะเป็น histamine หรือ prostaglandin ซึ่งสารเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการคัดจมูกและน้ำมูกไหล

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

ผลกระทบจากโรคภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย

ถึงแม้ว่าโรคภูมิแพ้จะไม่ก่อให้เกิดผลเสียถึงแก่ชีวิต แต่การเกิดปฏิกิริยาของโรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรงก็อาจทำให้เกิด anaphylaxis และนอกจากนั้นอาจจะพบโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ขึ้น เช่น โรคไซนัสอักเสบ โรคหอบหืด โรคหูชั้นกลางอักเสบ และโรคผิวหนังอักเสบ ในส่วนของการมีโรคแทรกซ้อนอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนักมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากผู้ป่วยมีอาการคัดจมูกเรื้อรังก็ควรระวังเรื่องโรคแทรกซ้อนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ยังมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่กว่าเดิมอีกด้วย เนื่องจากฤทธิ์ยาจะทำให้มีอาการง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา จนมีผลกระทบต่อการเรียนหรือการทำงานในที่สุด

 

ปัจจัยที่มีส่วนกระตุ้นทำให้เกิดโรคภูมิแพ้

ปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ ฝุ่นละออง ไรฝุ่น ขนสัตว์ และเกสรดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนี้อาการของโรคภูมิแพ้ยังสามารถเป็นหนักมากขึ้น หากผู้ป่วยได้รับการกระตุ้นจากกลิ่น เช่น ควันบุหรี่ หรือกลิ่นเหม็นฉุนต่าง ๆ ที่เป็นกลิ่นแรง ๆ

การตอบสนองต่อการรักษา

  1. หากตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาแก้แพ้อย่าง antihistamine แล้วทำให้เกิดผลดี ก็จะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้
  2. หากตอบสนองต่อยาประเภทพ่นจมูกอย่าง steroid ก็แสดงว่าเกิดอาการภูมิแพ้เช่นกัน

การหาโรคแทรกซ้อน

  1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้นั้นมักจะมีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคผิวหนังอักเสบและโรคหอบหืด หากไม่ควบคุมอาการของโรคก็อาจจะทำให้เป็นโรคหอบหืดหรือโรคผิวหนังอักเสบแบบกำเริบได้
  2. ผู้ป่วยจะมีอาการของโรคไซนัสอักเสบ มีอาการหูชั้นกลางอักเสบ โรคนอนกรน ฟันกร่อนที่เกิดจากการนอนกัดฟัน และโรคริดสีดวงจมูก ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรเข้าพบแพทย์เพื่อหาโรคแทรกซ้อนดังกล่าว
  3. มีโรคหลากหลายชนิดที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ หนึ่งในนั้นก็คือโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยนั่นเอง

โรคภูมิแพ้ สามารถแบ่งออกเป็น 4 โรคตามอวัยวะที่เป็น

ได้แก่ การเกิดภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ทางผิวหนัง ภูมิแพ้ประเภทแพ้อาหาร รวมไปถึงการเกิดอาการผสมกันในหลายระบบของร่างกายที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

โรคภูมิแพ้ > โรคภูมิแพ้ : แพ้อากาศ ผื่นเรื้อรัง กับ ทรานสเฟอร์ ...

1. ภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจหรือโรคแพ้อากาศ

 ภูมิแพ้ชนิดนี้จะเกี่ยวข้องกับจมูก เพราะจมูกเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบทางเดินหายใจ เพื่อใช้กรองฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอม และใช้ปรับอุณหภูมิของร่างกายก่อนที่จะผ่านลงไปสู่หลอดลม ซึ่งภายในจมูกจะมีโพรงจมูก และเมื่อเยื่อบุโพรงจมูกสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้เป็นระยะเวลายาวนานก็จะเกิดการอักเสบ ผู้เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดนี้จะมีการตอบสนองทางกลิ่นหรืออากาศที่หายใจเข้าไปค่อนข้างสูงและไวกว่าคนปกติ โดยเฉพาะกับเกสรดอกไม้ ฝุ่น ไรฝุ่น ควันต่าง ๆ และขนสัตว์

อาการของโรค

จะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล (น้ำมูกสีใส ) จามบ่อย คันในจมูก และมีเสมหะไหลลงคอ โดยไม่มีอาการไข้ร่วมด้วย บางครั้งอาจมีอาการคันตา และมักจะมีอาการเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ อาการของโรคจะเป็นหนักและบ่อยขึ้นเมื่อเข้าสู่ ฤดูหนาว ช่วงเวลาที่มักจะทำให้เกิดโรคได้ง่ายคือ ช่วงเช้าและกลางคืน จะเป็นอยู่ประมาณ 2 - 3 ชม. แล้วอาการก็จะดีขึ้น ให้ระวังโรคแทรกซ้อน คือ โรคไซนัสและนอนกรน 

การดูแลรักษา

สำหรับเด็กทารก ควรให้ดื่มนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน เพราะในนมแม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี และต้านทานต่อโรคภูมิแพ้ สำหรับผู้ใหญ่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชต่อร่างกายให้ครบทั้ง 5 หมู่ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอประมาณ 3 - 4 วัน/สัปดาห์ และควรดูแลห้องนอนไม่ให้สกปรก หมั่นซักและนำเครื่องนอนออกตากแดดเพื่อฆ่าตัวไรฝุ่น ไม่ควรใช้หมอนหรือที่นอนที่ทำจากนุ่น ไม่ใช้พรม และงดการสูบบุหรี่ในบ้าน  เลือกใช้ผ้าใยสังเคราะห์พิเศษคลุมที่นอนและหมอนเพื่อป้องกันไรฝุ่น หรือเลือกใช้เครื่องกรองอากาศสำหรับผู้ที่อยู่ห้องแอร์ 

หรือถ้าต้องการใช้ยา ก็ให้ใช้ยาต้านฮีสตามีนหรือยาแก้แพ้แบบรับประทาน ยาลดจมูกบวม แก้คัดจมูก สำหรับใครที่มีอาการหอบหืดก็ให้ใช้ยาพ่นจมูกเป็นประจำเพื่อป้องกัน

แนะนำ : ซักผ้าอย่างไรเพื่อกำจัดไรฝุ่นให้สิ้นซาก

ซักด้วยน้ำร้อน 60 องศา นาน 15-20 นาที เพื่อฆ่าตัวไรฝุ่นและตากแดดให้แห้ง

2. ภูมิแพ้ในระบบผิวหนัง ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ

<a href='/what-is-dandruff' target='_blank'>โรคผิวหนังอักเสบ</a>ติดเชื้อ (ตอนที่ 3) - TodayHealth.org | สุขภาพดี ...

เป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีแนวโน้มทางพันธุกรรมมากที่สุด ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีผิวหนังที่ไวต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว ทั้งสภาพอากาศร้อน เย็น แห้ง ชื้น เชื้อโรคและสารเคมีที่ระคายผิวหนัง ผื่นผิวหนังอักเสบ มักมีอาการมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว เพราะความชื้นในอากาศต่ำ หรือแม้แต่ความเครียด วิตกกังวลมากเกินไปก็สามารถกระตุ้นโรคให้กำเริบได้ ผู้ที่ครอบครัวไม่เคยมีประวัติการเป็นภูมิแพ้ก็สามารถเป็นได้เช่นกัน เพราะความผิดปกติซ่อนเร้นอยู่ในยีนส์ของครอบครัวผู้ที่เป็น 

อาการของโรค

จะมีอาการคัน เกิดตุ่มนูน หรือผื่นแดง ถ้าผื่นนี้เป็นมานานจนเข้าสู่ระยะเรื้อรังจะพบเป็นแผ่นหนา แข็ง มีขุย ทำให้ผิวเป็นรอยแผลเป็น มักจะเป็นบริเวณ หน้า คอ ข้อพับ ข้อศอก มือ และเท้า พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ หรือในบางราย ตุ่มหรือผื่นอาจมีหนองร่วมด้วยเพราะเกิดการติดเชื้อ

การดูแลรักษา

หลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้โรคกำเริบมากขึ้น เช่น ไม่ปรับอุณหภูมิให้ต่ำจนเกินไปเมื่อต้องอยู่ในห้องแอร์ ไม่อาบน้ำที่มีอุณหภูมิเย็นหรือร้อนจัด และควรหลีกเลี่ยงมลภาวะหรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก อาบน้ำตามปกติ ให้ใช้สบู่อ่อน ๆ เน้นฟอกบริเวณ ข้อพับ ขาหนีบ ลำคอ และรักแร้ และเมื่ออาบเสร็จก็ให้ใช้ผ้าซับให้แห้งแทนการถูหรือเช็ดแรง ๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น นมวัว ขนมปัง และอาหารทะเล เป็นต้น 

ในรายที่ต้องรับประทานยา ให้รับประทานยาในกลุ่มฮีสตามีนหรือยาแก้แพ้เพื่อลดอาการ โดยให้รับประทานวันละ 2-3 ครั้งติดต่อกัน เว้น 5-7 วัน หรือใช้ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบของผื่นผิวหนัง แต่ยาตัวนี้ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะโรคกลุ่มนี้ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นได้

3. ภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร

ใครแพ้อาหาร ฟังทางนี้ • สุขภาพน่ารู้ - การดูแลสุขภาพผิว โยคะ ลด ...

เกิดจากปฏิกิริยาที่ไวต่ออาหาร ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ เมื่อรับอาหารบางชนิดที่แพ้เข้าไป ปฏิกิริยาการแพ้อาหารที่พบได้บ่อยจะเป็นปฏิกิริยาการแพ้ชนิดที่เกิดขึ้นโดยเฉียบพลัน และยังมีปฏิกิริยาของภูมิแพ้อีกประเภทหนึ่ง คือ ปฏิกิริยาของการแพ้ชนิดแฝง ในปฏิกิริยาภูมิแพ้แบบนี้มักจะไม่เกิดอาการแพ้ แต่ปัญหาจะเกิด เมื่อต้องรับประทานอาหารที่มีโปรตีนชนิดนั้นอยู่เรื่อย ๆ เช่น อาหารกลุ่มนม ไข่ ถั่ว จนเกินขีดที่ภูมิคุ้มกันจะรับไหว ก็จะเกิดอาการขึ้นมาทันทีแบบไม่ทันตั้งตัวและอาจจะรุนแรงกว่า ภูมิแพ้ชนิดแฝงนี้ยังเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น หวัดเรื้อรัง หูน้ำหนวกเรื้อรัง ไซนัสอักเสบเรื้อรัง ข้ออักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ หรือบางกรณีพบร่วมกับความผิดปกติทางอารมณ์ เช่น ภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง ภาวะสมาธิสั้น ซึ่งโดยรวมแล้วเกิดจากภาวะความไม่สมดุลที่มีอยู่ในร่างกายนั่นเอง

อาการของโรค

อาการของผู้ที่แพ้ อาจจะเกิดขึ้นทันทีหรืออาจจะนาน 2 ชม. หลังจากรับประทานอาหาร แม้ว่าจะรับประทานอาหารที่แพ้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยอาการที่พบได้ คือ มีผิวหนังอักเสบหรือเป็นลมพิษแบบเฉียบพลัน บวมบริเวณริมฝีปาก หน้า ลิ้น คอ และส่วนอื่นของร่างกาย คัดจมูก หายใจหอบ เจ็บหน้าอก ปวดท้อง ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าอาการทรุดหนักก็อาจจะช็อกหมดสติ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้

การดูแลรักษา

ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่แพ้ หรือถ้าเกิดอาการ ให้รีบรับประทานยาแก้แพ้ Cetirizine โดยในผู้ที่เป็นภูมิแพ้อาหารแบบแฝง ควรงดอาหารชนิดนั้นเป็นเวลา 3 - 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายกำจัดออกไปได้หมดก่อน และควรไปพบแพทย์ รับการซักประวัติเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง อาจจะต้องมีการทดสอบอาหารที่ทำให้แพ้ เพื่อดูว่าร่างกายมีการตอบสนองอย่างไร หรือถ้าในรายที่แพ้มาก ๆ ก็อาจจะได้รับยาฉีดชนิด Epinephrine และงดอาหารที่แพ้ไปเลย 

4. ภูมิแพ้ที่เกิดจากหลายระบบร่วมกัน

เกิดในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้หลายระบบหรือหลายชนิด (ตั้งแต่ 2 ระบบขึ้นไป) ในคนคนเดียว บางคนอาจเป็นโรคภูมิแพ้อากาศ คัดจมูก จามบ่อย มีน้ำมูก (ระบบทางเดินหายใจ) แต่ก็มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน ซึ่งเป็นอาการของภูมิแพ้อาหารร่วมด้วย (ระบบทางเดินอาหาร) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งจากกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันมีแนวโน้มของผู้ที่เป็นภูมิแพ้ในหลายระบบเพิ่มมากขึ้น เพราะสภาพแวดล้อมและการใช้ชีวิตของคนเมือง ที่แย่ลงเรื่อย ๆ  ทำให้ตอนนี้คนหนึ่งคนสามารถเป็นภูมิแพ้ได้แทบจะทุกระบบแล้ว

อาการของโรค

  • เป็นที่ตา: เรียกว่า เยื่อบุตาอักเสบ จะมีอาการเคืองตา แสบตา หรือคันที่หัวตา น้ำตาไหล และหนังตาบวม
  • เป็นที่จมูก: เรียกว่า เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบหรือโรคภูมิแพ้อากาศ จะมีอาการ คัดจมูก น้ำมูกไหล (น้ำมูกมีสีใส) จามบ่อย คันจมูก มีเสมหะไหลลงคอ และคันเพดานปากหรือคอ
  • เป็นที่ผิวหนัง: เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบ จะมีอาการคัน มีผดผื่นขึ้นตามตัว ผื่นมักแห้ง แดง มีสะเก็ดบาง ๆ ในเด็กเล็ก มักเป็นที่แก้ม ก้น หัวเข่า และข้อศอก ในผู้ใหญ่มักเป็นที่ข้อพับของแขนและขา นอกจากนั้นผิวหนังอาจเกิดการอักเสบจากการสัมผัสกับสารบางชนิดที่แพ้ได้ เช่น ผงซักฟอก เครื่องสำอาง จะเป็นตุ่มนูนคันหรือใหญ่เป็นปื้นนูนแดงและคันมากที่เรียกว่า "ลมพิษ" ซึ่งมักจะเกิดจากการแพ้อาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเล แพ้แมลงกัดต่อย และการแพ้ยา
  • เป็นที่ระบบทางเดินอาหาร: เรียกว่า โรคแพ้อาหาร จะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ปากบวม ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาหารที่พบว่าเป็นสาเหตุให้เกิดอาการ ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่ว อาหารทะเล ผักและผลไม้บางชนิด ผงชูรส สารกันบูด สารแต่งกลิ่นและสี 

การดูแลรักษา

  • ดูแลตัวเอง โดยการหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ รวมทั้งผักและผลไม้ รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่เสมอ
  • กำจัดสิ่งที่เป็นพิษภายในบ้าน หมั่นทำความสะอาด และเปลี่ยนเครื่องนอนทุกสัปดาห์  ถ้าจำเป็นต้องทำความสะอาดเอง ควรใช้ผ้าปิดปากและจมูก หรือสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นขณะทำความสะอาดด้วย นอกจากนั้นควรล้างแผ่นกรองฝุ่นของเครื่องปรับอากาศทุก ๆ 2 สัปดาห์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้สดชื่น ไม่เครียด หรือวิตกกังวลมากจนเกินไป หลีกเลี่ยงสถานที่ที่แออัด 
  • งดเลี้ยงสัตว์ที่มีขนทุกชนิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งก่อภูมิแพ้ และอาจจะต้องงดการนำดอกไม้เข้าบ้าน เพราะละอองเกสรดอกไม้เป็นสิ่งก่อภูมิแพ้ชั้นดี สัตว์ที่ผู้เป็นโรคนี้สามารถเลี้ยงได้อย่างปลอดภัยคือปลา
  • ในผู้ที่ต้องการใช้ยาในการรักษา ให้ใช้ยาในกลุ่มยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาทาผิวหนัง ยาสูดหรือพ่น และยาหยอดตา เป็นการรักษาเบื้อต้น แต่ถ้าในรายที่เป็นหนักก็อาจจะต้องเปลี่ยนเป็นยาฉีดหรืออาจจะถึงขั้นต้องผ่าตัดเลยก็ได้

 อย่างไรก็ดี การดูแลตัวเอง ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของโรคภูมิแพ้ เพราะเมื่อเป็นแล้ว โอกาศหายค่อนข้างมีน้อย ต่อให้มียาดีมารักษา แต่ดูแลตัวเองไม่ดี ก็ไม่สามารถหายได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นแล้ว ต้องรู้จักวิธีการดูแลตัวเอง ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น และหลีกเลี่ยงต่อสถานที่ อาหาร และความเสี่ยงต่าง ๆ ให้มากที่สุด พร้อมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง 

ผดผื่นคันเป็นอาการของภูมิแพ้หรือไม่

อาการผดผื่นคันตามบริเวณผิวหนังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ผื่นที่เกิดหลังจากเป็นไข้หรืออากาศร้อนจัด โรคหัด อีสุกอีใส อาหารเป็นพิษ ลมพิษ กลาก หิด หรือยุงและแมลงสัตว์กัดต่อย เป็นต้น

ภูมิแพ้ทางผิวหนังที่พบบ่อย

a11.gif อาการภูมิแพ้ทางผิวหนังเกิดจากผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ถูกกระตุ้นจากสารก่อภูมิแพ้และแสดงอาการออกมาทางผิวหนัง ไม่ติดต่อไปยังผู้ใกล้ชิด โรคภูมิแพ้ทางผิวหนังมีดังนี้

ผื่นแพ้สัมผัส (allergic contact dermatitis) คืออาการที่ผิวหนังอักเสบเมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ โดยทั่วไปจะแสดงอาการภายใน 1-7 วัน ลักษณะของผื่นจะคล้ายทรายละเอียด และต่อมาอาจจะลอก เมื่อเป็นนาน ๆ จะมีผื่นหนาและมีสีคล้ำขึ้น ถ้ามีอาการแพ้มากขึ้นก็จะมีน้ำเหลืองซึมออกมา ผื่นพวกนี้จะเป็นเฉพาะที่ และอยู่นานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน

ลมพิษ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ได้รับยาบางอย่าง ได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไป ติดเชื้อบางอย่าง หรือเกิดจากภาวะเครียด ผื่นมีขนาดใหญ่เล็กไม่เท่ากัน อาจเป็นตุ่มนูนสีแดงหรือสีชมพู คันมาก ขึ้นกระจายทั่วร่างกาย ตุ่มเหล่านี้จะขยายเป็นปื้นหนา บางตุ่มอาจเล็ก ผื่นภูมิแพ้ (atopic dermatitis) มักเกิดร่วมกับภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ผิวหนังจะแห้งและคันมาก ผิวหนังไวต่อสารภายนอกที่มาสัมผัส ทำให้มีผื่นขึ้นเป็น ๆ หาย ๆ ผื่นแพ้ยา โดยทั่วไปมักเกิดจากการแพ้ยาปฏิชีวนะหรือยาแก้ปวด อาจมีอาการคล้ายหัด คือมีผื่นคันขึ้นทั้งตัว หรือเป็นผื่นแพ้ยาแบบลมพิษ อาจมีตุ่มน้ำพองใสหรือมีน้ำเหลืองอยู่ภายใน ถ้าอาการรุนแรงผิวจะลอกทั้งตัวเหมือนถูกน้ำร้อนลวก

นิสัยการบริโภคอาหารแบบไหนที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย

นิสัยการบริโภคที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้อิ่มในหนึ่งมื้อ แต่ก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ฉะนั้นอย่ามองข้ามโรคภัยที่เกิดจากนิสัยการบริโภค

  1. รับประทานแต่อาหารทอด การรับประทานอาหารทอดเป็นประจำจะทำให้ร่างกายได้รับสารปรุงแต่งและสารอนุมูลอิสระในปริมาณมากเกินไป ซึ่งจะขัดขวางกระบวนการย่อยอาหารของกระเพาะอาหาร และกระตุ้นอาการแพ้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  2. รับประทานทุกอย่างที่ขวางหน้า นิสัยที่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์ อาหารปิ้งย่าง และอาหารที่ให้พลังงานสูงโดยไม่เลือก ย่อมทำให้รับประทานอาหารที่เป็นต้นเหตุของโรคภูมิแพ้เข้าไปด้วย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย เมื่อสะสมมากเข้าก็จะกลายเป็นโรคภูมิแพ้ในที่สุด
  3. รับประทานอาหารรสจัด อาหารรสจัดจะทำให้อาการแพ้ของผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจอักเสบและผิวหนังอักเสบหนักกว่าเดิม
  4. ช่างเลือกและไม่ชอบรับประทานผักผลไม้ ผักและผลไม้มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระในประมาณมาก หากร่างกายได้รับสารเหล่านี้ไม่เพียงพอจะส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  5. ดื่มน้ำเย็นหลังออกกำลังกาย การดื่มน้ำเย็นหลังออกกำลังกายจะเป็นการกระตุ้นหลอดลม ทำให้เกิดอาการไอ แน่นหน้าอก และเกิดอาการหอบหืดได้ง่าย
  6. รับประทานในปริมาณมากเกินไป การรับประทานจนอิ่มมากเกินไป ไม่เพียงส่งผลเสียต่อการย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหารเท่านั้น ยังอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ของเส้นประสาทบริเวณทางเดินอาหาร ทำให้ลำไส้ผิดปกติ เช่น ท้องเสียอย่างรุนแรง ท้องอืด เป็นต้น
  7. รับประทานไปด้วย คุยไปด้วย การทำเช่นนี้จะเป็นการเพิ่มความเครียดและกระตุ้นประสาท เป็นการเพิ่มโอกาสให้อาการแพ้กำเริบสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ หากรู้จักลดความเครียดและผ่อนคลายจะมีส่วนช่วยลดการเกิดอาการแพ้และหอบหืดได้


แพ้แมลงกัดต่อย (Insect Sting Allergy)

การถูกแมลงกัดต่อย ได้แก่ ผึ้ง ต่อ แตน มดคันไฟ จะทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้พิษของสัตว์เหล่านี้ที่ถูกฉีดเข้าที่ผิวหนัง อย่างไรก็ตามคนส่วนมากมักไม่แพ้พิษของแมลงเหล่านี้ แต่อาการปวดที่เกิดขึ้นจากการต่อยอาจทำให้สับสนว่าเป็นอาการปวดธรรมดาหรืออาการแพ้กันแน่ ดังนั้นการรู้ให้แน่ชัดระหว่างปฏิกิริยาธรรมดาและปฏิกิริยาแพ้จะทำให้คุณรู้ว่าเมื่อไรควรไปพบแพทย์  

 

ภาพรวม

ผู้คนส่วนใหญ่จะไม่แพ้แมลงกัดต่อย การรู้ความแตกต่างระหว่างปฏิกิริยาการแพ้กับปฏิกิริยาปกติจะช่วยลดความกังวลและช่วยป้องกันการเสียค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็น

คนหลายพันคนในหนึ่งปีไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลโดยมีสาเหตุจากแมลงกัดต่อย จากการคาดการณ์พบว่าปฏิกิริยาการแพ้อย่างรุนแรงถึงชีวิตจะพบอยู่ที่ 0.4-0.8% ในเด็ก และ 3% ในผู้ใหญ่ และมีคนอย่างน้อย 90-100 คนต่อปีเสียชีวิตจากการแพ้แมลงกัดต่อยอย่างรุนแรง หรือที่เรียกว่า anaphylaxis

แมลงสัตว์กัดต่อยมีอาการอย่างไร

  • ปวด
  • ผิวแดง
  • บวมบริเวณที่โดนกัดต่อย รวมถึงบริเวณรอบ ๆ
  • ผื่นลมพิษ
  • คัน
  • อาการแพ้อย่างรุนแรงเฉียบพลัน (anaphylaxis) ซึ่งพบได้น้อย อาการแพ้นี้เป็นอันตรายถึงชีวิต เพราะว่าจะส่งผลต่อระบบหายใจและทำให้ร่างกายมีภาวะช็อก

การจัดการเกี่ยวกับการแพ้แมลงกัดต่อยและการรักษา

  • หลีกเลี่ยงแมลง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแมลง
  • ฉีดยาอีพิเนฟฟิน (อะดรีนาลีน) ทันที หากมีอาการของการแพ้อย่างรุนแรงเกิดขึ้น

อาการของการแพ้แมลงกัดต่อย

ความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้นหลังจากโดนแมลงกัดต่อยจะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล ปฏิกิริยาการตอบสนองทั่วไปจะเป็นอาการปวด บวม แดง เฉพาะบริเวณที่โดนกัดต่อย สามารถฆ่าเชื้ออย่างง่ายด้วยการล้างด้วยสบู่และน้ำ และให้ประคบน้ำแข็งเพื่อลดบวม

สำหรับปฏิกิริยาเฉพาะที่ที่ใหญ่ขึ้น หมายถึง มีอาการบวมมากกว่าบริเวณที่โดนกัดต่อย เช่น โดนกัดต่อยที่ปลายแขน แต่มีอาการบวมทั้งแขน เป็นต้น แม้ว่าจะดูน่ากลัว แต่กรณีนี้มักจะรักษาด้วยวิธีเดียวกันกับปฏิกิริยาปกติโดยทั่วไป แต่ถ้ามีอาการปวดอย่างผิดปกติหรือมีปฏิกิริยาเกิดขึ้นเป็นวงกว้างมาก ๆ อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์  และปฏิกิริยานี้อาจเป็นนาน 2-3 วัน ดังนั้นแพทย์อาจสั่งยาต้านฮีสตามีน (ยาแก้แพ้) และยาสเตียรอยด์ในบางครั้งเพื่อบรรเทาอาการ

มดคันไฟ ต่อ แตน สามารถต่อยซ้ำได้ แต่ผึ้งเมื่อต่อยแล้วจะทิ้งเหล็กในไว้ที่ผิวหนังของผู้ที่ถูกต่อย ซึ่งเหล็กในควรเอาออกด้วยการขูดดีกว่าการหมุนดึงออก เพื่อป้องกันการกระจายของพิษภายในผิวหนัง

เกือบทุกคนที่โดนมดคันไฟกัดจะมีอาการคัน ผื่นลมพิษเฉพาะที่ หรือมีตุ่มนูนที่บริเวณที่โดนกัด และอาการมักจะลดลงภายใน 30-60 นาที หลังจากนั้นจะตามด้วยตุ่มน้ำใสภายใน 4 ชั่วโมง และมักจะมีหนองภายในตุ่มเหล่านั้นใน 8-24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามสิ่งที่เห็นคือเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว และตุ่มพุพองนี้จะมีโอกาสติดเชื้อได้น้อยถ้าไม่ถูกเปิดออก เมื่อหายดีแล้วอาจทิ้งรอยแผลเป็นไว้ได้

การรักษาหลังจากถูกมดคันไฟกัดมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อซ้ำซ้อน ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อตุ่มน้ำนั้นแตกออก การล้างทำความสะอาดตุ่มน้ำพุพองนั้นด้วยสบู่และน้ำจะช่วยป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อนได้ อย่าพยายามเปิดแผลตุ่มน้ำนั้น การใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดขี้ผึ้งทาที่ตุ่ม และการใช้ยาต้านฮีสตามีน (ยาแก้แพ้) อาจช่วยบรรเทาอาการคันที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยานี้ได้

ปฏิกิริยาร้ายแรงที่เกิดจากแมลงสัตว์กัดต่อยคืออาการแพ้ ซึ่งถ้าเกิดอาการแพ้ขึ้นต้องรับได้การดูแลรักษาจากแพทย์ทันที อาการของปฏิกิริยาแพ้อาจมีอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้

  • ลมพิษ คัน และบวม มากกว่าบริเวณที่โดนกัดต่อย
  • ปวดเกร็งท้อง อาเจียน คลื่นไส้หรือท้องเสียรุนแรง
  • แน่นหน้าอก หายใจลำบาก
  • เสียงแหบ หรือบวมที่ลิ้นหรือลำคอ หรือกลืนลำบาก

อาการแพ้อย่างรุนแรงหรือ anaphylaxis สามารถเกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่นาทีหลังจากถูกต่อยและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากมียาอีพิเนฟฟิน (อะดรีนาลีน) แบบพกพาต้องฉีดทันที และเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษา การแพ้รุนแรงอาจมีอาการดังนี้

  • เวียนศีรษะหรือความดันโลหิตต่ำลงอย่างมาก
  • หมดสติหรือหัวใจวาย

ผู้ที่เคยเกิดอาการแพ้หลังจากโดนแมลงกัดต่อย จะมีโอกาส 60% ที่จะเกิดอาการแพ้แบบเดิมหรือแย่กว่าเดิมเมื่อโดนกัดต่อยในครั้งต่อไป

การวินิจฉัย

หากคุณกังวลว่าคุณอาจแพ้แมลงกัดต่อย ให้เข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้จะซักประวัติทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง สอบถามถึงการถูกแมลงกัดต่อยในอดีต (เคยถูกกัดมากี่ครั้งแล้วและเคยโดนกัดที่ไหนบ้าง) สอบถามถึงอาการในครั้งนี้ (คุณรู้สึกอย่างไรหลังโดนกัด ระยะเวลาของอาการนานแค่ไหน และทำอย่างไรอาการถึงดีขึ้น) และถามถึงอาการอื่น ๆ ที่เป็นร่วมด้วย

แพทย์จะตรวจเพิ่มเติมเพื่อวินิจฉัยอาการแพ้แมลงกัดต่อย เช่น การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง การตรวจเลือด หรือการทดสอบใต้ผิวหนัง (intradermal skin test)

ในการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (skin-prick test) แพทย์จะหยดของเหลวที่มีส่วนประกอบของพิษจากแมลงลงบนหลังหรือท้องแขนด้านล่าง และจะใช้เข็มปลอดเชื้อขนาดเล็กสะกิดที่บริเวณหยดน้ำนั้นเพื่อให้ของเหลวเข้าสู่ผิวหนังด้านใน หากมีตุ่มนูนเกิดขึ้นภายใน 15-20 นาที หมายถึงมีอาการแพ้ต่อพิษของสัตว์เหล่านั้น สำหรับการตรวจเลือด แพทย์จะเจาะเลือดของคุณไปตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อหาสารต้านภูมิแพ้ต่อแมลง หรือที่เรียกว่า IgE antibodies

หากผลการตรวจไม่สามารถสรุปได้ เช่น ผลจากการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังหรือผลจากการตรวจเลือดให้ผลเป็นลบ แต่ประวัติทางการแพทย์ของคุณบ่งชี้ว่าคุณเคยมีปฏิกิริยาการแพ้มาก่อน แพทย์จะแนะนำให้ทดสอบภูมิแพ้ด้วยวิธีใต้ผิวหนัง (intradermal skin test) ต่อไป โดยการทดสอบใต้ผิวหนังนี้ ของเหลวที่ประกอบด้วยพิษจากแมลงจะถูกฉีดเข้าใต้ผิวหนังในปริมาณเล็กน้อย และจะวัดขนาดของตุ่มที่นูนขึ้นมาภายใน 15 นาทีหลังจากฉีดเพื่อดูปฏิกิริยาการแพ้ การทดสอบนี้มีความแม่นยำมากกว่าการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังโดยการสะกิด (skin-prick test) หรือการตรวจเลือดเพื่อหาสารภูมิคุ้มกัน IgE

ความรุนแรงของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นที่ผิวหนังหรือค่าตัวเลขที่ได้จากการตรวจเลือดในครั้งนี้ จะไม่สามารถบอกความรุนแรงของอาการแพ้ที่จะเกิดขึ้นหากโดนแมลงกัดต่อยในครั้งถัดไปได้

การจัดการและการรักษา

การแพ้แมลงกัดต่อยจะรักษาด้วย 2 ขั้นตอนนี้

  • ขั้นตอนแรก คือ การรักษาอย่างเร่งด่วนหากมีอาการร้ายแรงเกิดขึ้น
  • ขั้นตอนที่สอง คือ การรักษาเชิงป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้แมลง (venom immunotherapy)

ปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงที่อันตรายถึงชีวิตสามารถเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์ทันที การรักษาอย่างเร่งด่วน ได้แก่ การให้ยา อีพิเนฟฟิน ยาแก้แพ้ และในบางกรณีอาจจะต้องมีการให้ยาสเตียรอยด์ การให้สารน้ำ (น้ำเกลือ) การให้ออกซิเจน และการรักษาอื่นร่วมด้วย หากอาการเริ่มคงที่แล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งคืนก่อนที่จะกลับบ้านได้

การฉีดยาอีพิเนฟฟิน (epinephrine) ด้วยตนเอง มักจ่ายให้ผู้ป่วยไว้เผื่อเกิดอาการแพ้ฉุกเฉิน เพื่อเป็นยาช่วยชีวิต ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติการแพ้ในอดีตและจำเป็นต้องใช้ยาฉีดอีพิเนฟฟินต้องไม่ลืมที่จะพกยานี้ติดตัวตลอดเวลา อย่างไรก็ตามการใช้ยาฉีดนี้เพียง 1 ครั้งอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ไขอาการแพ้ที่เกิดขึ้น ดังนั้นให้ไปพบแพทย์ทันทีหลังโดนแมลงสัตว์กัดต่อย

การฉีดวัคซีนภูมิแพ้แมลง (venom immunotherapy)

การรักษาระยะยาวหากเกิดการแพ้แมลงกัดต่อย คือ การฉีดวัคซีนภูมิแพ้แมลง (venom immunotherapy) ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง ทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยาแพ้จากแมลงกัดต่อยในอนาคตได้

การฉีดวัคซีนภูมิแพ้แมลงนี้จะใช้การฉีดพิษของแมลงในปริมาณน้อย ๆ และค่อย ๆ เพิ่มขนาดขึ้นอย่างช้า ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพ้ขึ้น วิธีนี้สามารถลดความเสี่ยงต่อการแพ้แมลงกัดต่อยในอนาคตได้ ซึ่งได้ผลดีในคนทั่วไป ผู้ที่เคยใช้ชีวิตอยู่กับความเสี่ยงของการเกิดปฏิกิริยารุนแรงจากแมลงกัดต่อยจะสามารถกลับมามีชีวิตปกติได้เหมือนคนทั่วไปภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์จนถึงเดือน

ถ้าคุณคิดว่าคุณแพ้แมลงกัดต่อย ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ แพทย์จะเก็บข้อมูลประวัติในอดีตและให้คุณตรวจเพิ่มเติม เพื่อบอกว่าคุณควรเข้ารับการตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนัง และควรเข้ารับการฉีดวัคซีนภูมิแพ้แมลงหรือไม่

หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกแมลงกัดต่อย

การเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีในการหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกแมลงกัดต่อย ได้แก่ มดคันไฟ ผึ้ง ต่อ แตน จะทำให้คุณใช้ชีวิตในหน้าร้อนได้อย่างมีความสุข แมลงกัดต่อยมักพบในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และช่วงต้นของฤดูฝน ยาไล่แมลง เช่น ยากันยุง ไม่สามารถป้องกันการกัดต่อยของแมลงเหล่านี้ได้ ต่อและแตนจะทำรังในพุ่มไม้ ต้นไม้ และตามอาคาร ดังนั้นควรใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งเมื่อต้องทำงานหรือต้องเล่นในพื้นที่เหล่านี้ หลีกเลี่ยงการเปิดกระป๋องน้ำหวานขณะรับประทานอาหารกลางแจ้งหรือไปปิกนิก เพื่อลดโอกาสที่จะเจอผึ้งต่อยขณะอยู่กลางแจ้ง

วิธีการที่มีประสิทธิภาพในการฆ่ามดคันไฟคือการใช้เหยื่อล่อ เหยื่อมักประกอบไปด้วยน้ำมันถั่วเหลืองและข้าวโพดคั่วร่วมกับสารเคมี เหยื่อจะถูกมดงานเก็บไปที่รังและนำไปให้ราชินีมดกิน ซึ่งจะทำให้มดตายยกรัง โดยใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะเห็นผล

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้แนะนำให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแมลงกัดต่อย

  • หลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าแตะหรือเดินเท้าเปล่าในพื้นหญ้า เพราะผึ้งอาจหาอาหารบนวัชพืชสีขาวที่เติบโตในสนามหญ้าก็ได้
  • ไม่ตบตีแมลงที่บินอยู่ หากจำเป็นให้ใช้แปรงปัดออกไป หรือรอให้แมลงออกไปจากบริเวณนั้นเอง
  • ไม่ดื่มเครื่องดื่มจากกระป๋อง เพราะแมลงอาจเข้าไปในกระป๋องเพื่อดูดกินน้ำหวานในกระป๋องได้
  • เมื่อต้องรับประทานอาหารนอกบ้าน พยายามเก็บอาหารในภาชนะที่มีฝาปิดตลอดเวลา
  • กระป๋องต่าง ๆ ที่เป็นขยะควรเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิด
  • หลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ใส่ผม โคโลญจน์ และที่ระงับกลิ่นกาย
  • หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าสีสด
  • การทำสวนควรทำด้วยความระมัดระวัง สวมถุงเท้า รองเท้า และถุงมือสำหรับทำสวน เพื่อป้องกันการกัดต่อยของแมลงที่มือและเท้า หากเจอกองเนินดินบางอย่างให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้
  • ดูแลกระจกรถและหน้าต่างรถให้ทำงานได้ดี และปิดกระจกเวลาขับรถ
  • นำยาที่แพทย์สั่งติดตัวเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำหากคุณถูกแมลงกัดต่อย ซึ่งยานี้จะใช้ในกรณีฉุกเฉินระหว่างทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการหรือรับการรักษาเพิ่มเติม

ถ้าคุณเคยมีอาการแพ้จากแมลงกัดต่อย การเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

 

มดคันไฟกัด

การรักษาเมื่อแพ้มดคันไฟกัด

การรักษาเมื่อแพ้มดคันไฟกัดมีสองขั้นตอน ดังนี้

  • ขั้นตอนแรก คือ การรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อรักษาอาการแพ้ร้ายแรงที่เกิดขึ้น
  • ขั้นตอนที่สอง คือ การรักษาเชิงป้องกัน โดยการฉีดวัคซีนป้องกันการแพ้มดคันไฟ

ปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรงถึงแก่ชีวิตสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและจำเป็นต้องรักษาอย่างเร่งด่วน การรักษาแบบเร่งด่วนคือการให้ยาฉีดอีพิเนฟฟิน ยาต้านฮีสตามีน (ยาแก้แพ้) และในบางกรณีต้องมีการให้ยาสเตียรอยด์ ให้สารน้ำ (น้ำเกลือ) ให้ออกซิเจน และการรักษาอื่นร่วมด้วย เมื่ออาการคงที่แล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดตลอดคืนก่อนที่จะกลับบ้านได้

การฉีดยาอีพิเนฟฟินมักถูกจ่ายให้ผู้ป่วยไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อรักษาอาการแพ้ ผู้ที่เคยมีอาการแพ้เกิดขึ้นและจำเป็นต้องใช้อีพิเนฟฟินต้องพกยานี้ติดตัวเสมอ อย่างไรก็ตามการใช้ยาฉีดอีพิเนฟฟิน 1 ครั้งอาจไม่เพียงพอต่อการรักษาอาการแพ้ที่เกิดขึ้น ดังนั้นให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหลังโดนมดคันไฟกัด

อาการปกติที่เกิดหลังจากโดนมดคันไฟกัดเป็นอย่างไรและรักษาอย่างไร

ความรุนแรงของอาการหลังโดนมดคันไฟกัดจะแตกต่างกันแล้วแต่คน หนึ่งในความแตกต่างหลัก ๆ ของมดคันไฟและแมลงอื่น ๆ คือ เหตุการณ์ที่โดนมดคันไฟกัดจะโดนหลาย ๆ ตัว เพราะหากรังของมดคันไฟถูกรบกวน จะมีมดหลายร้อยถึงหลักพันตัวตอบสนองต่อการรบกวนนี้ นอกจากนี้มดแต่ละตัวสามารถกัดซ้ำได้ด้วย มดแต่ละตัวจะกัดและยึดขากรรไกรกับผิวหนังและกัดซ้ำอีกหลายครั้ง เมื่อมดคันไฟกัดและยึดขากรรไกรไว้กับผิวหนังจะทำให้ดึงออกยาก ต้องดึงออกทีละตัว ไม่สามารถปัดออกทีเดียวทั้งหมดได้

เกือบทุกคนที่โดนมดคันไฟกัดจะมีอาการคัน มีผื่นลมพิษ หรือมีตุ่มนูนเกิดขึ้นที่บริเวณที่ถูกกัด และอาการจะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป 30-60 นาที และตามด้วยตุ่มพุพองขนาดเล็กภายใน 4 ชั่วโมง และมีหนองเกิดขึ้นภายในตุ่มภายในระยะเวลา 8-24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามสิ่งที่เห็นคือเซลล์ที่ตายแล้ว และโอกาสติดเชื้อมักมีน้อยหากตุ่มนี้ไม่ได้ถูกเปิดออก เมื่อหายดีแล้วจะเกิดเป็นรอยแผลเป็น

รักษาเมื่อถูกมดคันไฟกัดมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน ซึ่งจะเกิดขึ้นหากตุ่มหนองพุพองแตกออก การล้างตุ่มพุพองด้วยสบู่และน้ำจะช่วยป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อนได้ อย่าพยายามทำให้ตุ่มพุพองแตกออก ถ้าตุ่มเปิดออกเองโดยไม่ตั้งใจ ต้องใส่ใจดูแลตุ่มบริเวณนั้นโดยรักษาความสะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ การใช้ยาทาสเตียรอยด์ชนิดขี้ผึ้งและการรับประทานยาแก้แพ้อาจช่วยบรรเทาอาการคันที่เกิดขึ้นได้

การฉีดวัคซีนป้องกันการแพ้มดคันไฟคืออะไร ?

การรักษาในระยะยาวเพื่อป้องกันการแพ้มดคันไฟกัด เรียกว่า การฉีดวัคซีนที่สกัดจากตัวมดคันไฟ (ไม่ใช่พิษของมดอย่างเดียว) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้หรือด้านโรคภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะช่วยป้องกันการแพ้มดคันไฟกัดในอนาคตได้

การฉีดวัคซีนนี้จะเป็นการฉีดด้วยปริมาณน้อย ๆ และค่อย ๆ เพิ่มขนาดขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการแพ้เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดการแพ้มดคันไฟกัดในอนาคตได้ โดยได้ผลดีในคนทั่วไป ผู้ป่วยที่เคยแพ้มดคันไฟกัดอย่างรุนแรงจะมีชีวิตเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปได้หลังจากฉีดวัคซีนไปแล้วเป็นสัปดาห์จนถึงเดือน

หากคุณคิดว่าตัวคุณแพ้มดคันไฟกัด ให้เข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจากประวัติในอดีตและให้ตรวจเพิ่มเติม เพื่อประเมินคุณควรตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนังเพิ่มเติมและต้องฉีดวัคซีนหรือไม่

แพทย์มีการตรวจวินิจฉัยอย่างไรจึงรู้ว่าเป็นภูมิแพ้

การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้สามารถทำได้โดยการสังเกตอาการที่เข้ากันกับโรคนี้ การมีอาการที่เป็น ๆ หาย ๆ มักจะมีประวัติครอบครัวร่วมด้วย และอาจจะตรวจเพิ่มเติมอีกหลายวิธี เช่น ทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง การเจาะเลือดเพื่อหาสาเหตุของอาการแพ้ หรือทดสอบสมรรถภาพของปอดเพื่อระบุว่าเป็นโรคหืดหรือไม่

การรักษาภูมิแพ้ด้วยยา

สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับดังนี้

  1. ยาบรรเทาอาการอักเสบ เช่น ยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสตามีน และยาขยายหลอดลม
  2. ยาต้านการอักเสบ เช่น ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก หรือสูดทางปาก
  3. การใช้วัคซีนภูมิแพ้ ซึ่งเป็นการรักษาโรคด้วยการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย โดยเริ่มจากทีละน้อย ๆ และเพิ่มปริมาณเข้าไปมากขึ้นเรื่อย ๆ จนร่างกายเริ่มชินกับสารก่อภูมิแพ้นั้น ซึ่งผู้ป่วยที่ควรได้รับการรักษาแบบนี้ คือ ผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยก่อนที่จะรักษาด้วยวิธีนี้ต้องมั่นใจก่อนว่าผู้ป่วยแพ้อะไร เพื่อจะได้นำสารที่แพ้มาฉีดวัคซีนได้อย่างถูกต้อง โดยวิธีการรักษาแบบนี้จะต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่องอย่างน้อย 3 - 5 ปี

โรคภูมิแพ้รุนแรงแค่ไหน และสามารถหายเองได้หรือไม่ ?

โรคภูมิแพ้สามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดไหนด้วย ในบางชนิดก็ไม่มีทางหาย เช่น หากแพ้อาหาร ถ้าหยุดรับประทานอาหารชนิดนั้นไปสักระยะเวลาหนึ่ง อาจจะหายขาดได้ สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และโรคหืด โอกาสหายของโรคภูมิแพ้ชนิดนี้น้อยมาก ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการรักษาและความรุนแรงของโรค

ผลข้างเคียงแทรกซ้อน

ผู้ป่วยที่เป็นโพรงจมูกอักเสบอันเป็นผลมาจากการเป็นภูมิแพ้หรือแพ้อากาศจะมีภาวะแทรกซ้อนได้บ่อย คือ เป็นไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ นอนกรน ซึ่งสิ่งเหล่านี้รบกวนการนอนหลับ ในบางครั้งก็เกิดการหยุดหายใจในขณะหลับได้

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ควรดูแลตัวเองอย่างไร

สิ่งสำคัญของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ คือ ต้องดูแลตัวเองให้ดี เลี่ยงสิ่งที่แพ้ และใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยควรรีบเข้าพบแพทย์ก่อนวันนัดหากมีอาการรุนแรงขึ้น หรือยาที่ใช้ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ซึ่งก็ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อหาว่ามีเหตุแทรกซ้อนอะไรหรือไม่เพื่อปรับการรักษา

การรักษาโรคภูมิแพ้

แม้ว่าการรักษาโรคภูมิแพ้จะมีหลายวิธี แต่การรักษาและป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุ นอกจากนี้ยังมียาหลายชนิดที่ช่วยควบคุมและรักษาอาการที่เกิดจากโรคภูมิแพ้ ได้แก่

  1. ยาบรรเทาอาการคัดจมูก (decongestants) สามารถใช้ในการรักษาอาการคัดจมูกในระยะเวลาสั้น ๆ
  2. ยาต้านฮีสตามีน (antihistamine) สามารถลดอาการและป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
  3. ยาสเตียรอยด์ (steroids) สามารถลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้นจากฮีสตามีนได้

วิธีป้องกันโรคภูมิแพ้

  1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ควรเปิดหน้าต่างให้อากาศในห้องถ่ายเท ทำความสะอาดพื้นห้องเป็นประจำ กำจัดสิ่งของที่ขึ้นรา หลีกเลี่ยงการกองทับของนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ ใช้เครื่องกำจัดไรฝุ่น ฝุ่นละอองภายในบ้าน ควันบุหรี่ ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ เป็นต้น
  2. ดื่มน้ำให้มาก น้ำสามารถละลายเสมหะได้ มีส่วนช่วยในการขับของเหลวออกจากร่างกาย ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ควรดื่มน้ำไม่ต่ำกว่าแปดแก้วต่อวัน
  3. นอนหลับให้เพียงพอและใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบ ไม่ทำงานหักโหมจนเกินไป สภาพร่างกายที่สมบูรณ์และการพักผ่อนที่เพียงพอมีส่วนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้ดี ป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
  4. ระวังอาหารที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่ได้รับคำยืนยันจากแพทย์ว่ามีสาเหตุจากอาหารควรหยุดรับประทานอาหารนั้น ๆ
  5. การนอนในห้องปรับอากาศ ส่วนมากผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มักจะมีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ จึงไม่ควรปรับอุณหภูมิต่ำจนเกินไป อาจใช้พัดลมช่วยให้อากาศในห้องถ่ายเทและรักษาอุณหภูมิให้คงที่
  6. ปกป้องดวงตา ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคเยื่อบุนัยน์ตาอักเสบจากภูมิแพ้ ควรสวมแว่นตาเมื่อออกนอกบ้าน เพื่อป้องกันเกสรดอกไม้หรือฝุ่นละอองไม่ให้เข้าตา จะทำให้อาการกำเริบ
  7. รักษาสภาพจิตใจให้ปกติ ลดความเครียด ทำจิตใจให้สบาย เพราะความเครียดและสุขภาพจิตใจที่ไม่ปกติจะส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เป็นสาเหตุให้เกิดอาการแพ้ได้







ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่