ภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้แบ่งได้ 4 ประเภท และการรักษาเมื่อรู้ตัวว่าเป็นภูมิแพ้

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 4, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 18 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 494,284 คน

โรคภูมิแพ้แบ่งได้ 4 ประเภท และการรักษาเมื่อรู้ตัวว่าเป็นภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายไวต่อโปรตีนหรือสารก่อภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อม ซึ่งปกติแล้วสารเหล่านี้จะไม่มีผลอันตรายต่อผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ ในทางกลับกัน ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้จะไวต่อฝุ่น เชื้อราในอากาศ ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ หรือแม้แต่อาหารที่รับประทานเป็นประจำ โดยโรคนี้จัดเป็นโรคที่พบบ่อยมากที่สุดในประเทศไทย เรียกได้ว่ามีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศเลยทีเดียวที่จะพบปัญหาโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เกิดจากอะไร

1. กรรมพันธุ์ หากในครอบครัวมีคนเป็นภูมิแพ้ 2 ใน 4 คน นั่นหมายความว่า อัตราเสี่ยงของรุ่นต่อไปก็จะมีเพิ่มขึ้น ยิ่งหากพ่อหรือแม่เป็น ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นไปด้วย โดยมีการค้นพบว่า หากพ่อหรือแม่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ด้วยเช่นกัน โดยมีโอกาสเป็นประมาณ 30 - 50% แต่หากเป็นโรคภูมิแพ้กันทั้งพ่อและแม่ ลูกที่เกิดมาก็จะมีโอกาสเป็นมากขึ้นประมาณ 50 - 70% ในขณะที่เด็กที่พ่อแม่ที่ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้เลยจะมีโอกาสเป็นอยู่ที่ 10% เท่านั้น และเด็กผู้ชายจะเป็นมากกว่าเด็กผู้หญิง 

2. สิ่งแวดล้อม สารก่อภูมิแพ้มักเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเป็นส่วนใหญ่ ทำให้คนเราเป็นภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อมได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการสูดดม การรับประทาน หรือการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น การทำงานบ้านที่ต้องเจอกับฝุ่น การออกไปนอกบ้านที่ต้องเจอกับควันและมลพิษ การแพ้ขนแมวหรือขนสุนัข ล้วนแต่เป็นสาเหตุของการเกิดภูมิแพ้ได้ทั้งสิ้น ซึ่งสารก่อภูมิแพ้บางอย่างก็สังเกตได้ง่าย เช่น อาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเลที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่มีคนแพ้มากที่สุด คนที่แพ้อาจมีผื่นลมพิษขึ้นทันทีภายในครึ่งชั่วโมงเท่านั้น นอกจากสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นตัวกระตุ้นแล้ว ยังอาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วยที่ทำให้อาการภูมิกำเริบหรือเป็นรุนแรงขึ้นได้ เช่น อากาศที่หนาวเย็นจนเกินไป อากาศที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน ความเครียด เป็นต้น

กลไกของการเกิดโรคภูมิแพ้

อาการของภูมิแพ้เริ่มต้นจากการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เมื่อสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม เช่น การสูดดม การสัมผัสกับผิวหนัง หรือการรับประทาน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะตอบสนองสารก่อภูมิแพ้เหล่านั้นด้วยการหลั่งสารก่อการอักเสบต่างๆ ซึ่งจะกระตุ้นให้เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันผลิตแอนติบอดี (Antibody) ที่เรียกว่า อิมมูโนโกลบูลิน อี (IgE) ขึ้นมาต่อสารก่อภูมิแพ้นั้น ๆ เมื่อภายในร่างกายมีแอนติบอดีแล้ว ก็จะทำให้ร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้นและไวขึ้น

หลังจากนั้น ในครั้งต่อไปที่ร่างกายได้รับหรือมีการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ดังกล่าวอีกครั้ง ระบบภูมิคุ้มกันและแอนติบอดีก็จะตอบสนอง และกระตุ้นเซลล์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแมสต์เซลล์ (Mast cell) ให้หลั่งสารชื่อว่าฮีสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของอาการที่ไม่พึงประสงค์ของโรคภูมิแพ้ออกมา ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองต่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น ผิวหนัง จมูก คอ และปอดตามมา

สารก่อภูมิแพ้

จากการสำรวจผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในไทย พบว่าส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากแพ้ไรฝุ่นหรือฝุ่นในบ้านเป็นอันดับแรก รองลงมาคือแมลงสาบ ละอองเกสรพืช และขนสัตว์ นอกจากนี้อาการของโรคภูมิแพ้ยังสามารถรุนแรงยิ่งขึ้น หากผู้ป่วยได้รับการกระตุ้นจากกลิ่น เช่น ควันบุหรี่ หรือกลิ่นเหม็นฉุนต่างๆ ดังนั้น เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าแพ้อะไรกันแน่ ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ควรเข้ารับการทดสอบสารก่อภูมิแพ้กับผิวหนัง เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารดังกล่าว และยังสามารถใช้เป็นแนวทางในการพิจารณารักษาด้วยการฉีดวัคซีนได้ด้วย แต่หากไม่ได้รับการทดสอบ ก็ควรพยายามเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ดังต่อไปนี้

ไรฝุ่น

  • ควรจัดห้องนอนให้โล่ง ไม่วางพรม ตุ๊กตา และผ้าม่านไว้ในห้องนอน หรือนำไปซักทำความสะอาดด้วยน้ำร้อนสม่ำเสมอ เพราะเป็นแหล่งสะสมของไรฝุ่นได้ 
  • หมั่นซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มเป็นประจำ โดยใช้น้ำที่มีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ซักเป็นเวลา 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • คลุมที่นอน ปลอกหมอน และหมอนข้าง ด้วยผ้าใยสังเคราะห์พิเศษที่สามารถป้องกันไม่ให้ตัวไรฝุ่นลอดผ่านได้

แมลงสาบ

  • กำจัดแหล่งอาหารของแมลงสาบ โดยเอาขยะทิ้งลงในถุงขยะหรือถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด
  • ใช้ยาฆ่าแมลงและกับดักแมลงสาบ

สัตว์เลี้ยง

  • ควรเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่มีขน
  • ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรเลี้ยงนอกบ้าน และอาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงทุกสัปดาห์
  • ใช้เครื่องดูดฝุ่นและเครื่องกรองอากาศ

เกสรหญ้า

  • ควรตัดหญ้าและวัชพืชบริเวณรอบบ้านบ่อยๆ เพื่อลดจำนวนเกสร
  • ไม่ควรตัดต้นไม้ 
  • ในช่วงที่มีละอองเกสรดอกไม้มาก ควรปิดประตู หน้าต่าง และใช้เครื่องปรับอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศ
  • ทำกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ในช่วงเช้าแทน เพราะละอองเกสรมักจะลอยปลิวในช่วงเย็น

นอกจากนี้ควรเลี่ยงสารระคายเคืองต่างๆ ที่อาจทำให้อาการกำเริบได้ เช่น ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย กลิ่นฉุน น้ำหอม ควันธูป และฝุ่นละอองจากที่ต่างๆ รวมทั้งควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะมีการพบว่าผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีอาการแย่ลงเมื่ออยู่ในภาวะเครียดหรืออดนอน ดังนั้นจึงควรดูแลสุขภาพให้ดี อย่าปล่อยให้ตัวเองเครียดและนอนน้อย ส่วนในกรณีที่เกิดอาการโรคหืดกำเริบจากการออกกำลังกาย การพ่นยาขยายขนาดหลอดลมก่อนการออกกำลังกาย 15 - 30 นาที จะช่วยป้องกันอาการหอบระหว่างออกกำลังกายได้

อาการโดยรวมของโรคภูมิแพ้

อาการที่เกิดจากปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันมักจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาทีหลังจากที่ร่างกายได้รับหรือสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ โดยอาการทั่วๆ ไปที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่ จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก เยื่อบุตาขาวแดง คันตา น้ำตาไหล หอบ ไอ มีผื่นคันสีแดง รวมถึงยังทำให้ผู้ป่วยโรคหืดมีอาการเพิ่มมากขึ้นได้

แม้อาการแพ้ที่เกิดขึ้นนั้นมักจะไม่รุนแรง แต่ผู้ป่วยบางรายก็อาจเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่รุนแรงแบบเฉียบพลัน หรือที่เรียกว่าแอนาฟิแล็กซิส (Anaphylaxis) ได้ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะช็อก ความดันต่ำ ไม่รู้สึกตัว หายใจหอบเหนื่อย ผื่นผิวหนัง ชีพจรเบาและเร็ว คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ หายใจมีเสียงวี้ดรุนแรง และมีอันตรายถึงชีวิตได้ ผู้ป่วยควรการรักษาทางการแพทย์ในทันที โดยอาการที่รุนแรงนี้มักเกิดจากโรคแพ้อาหาร แพ้ยากลุ่มเพนิซิลิน (Penicillin) และแพ้พิษของแมลง 

โรคภูมิแพ้ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท

โดยแบ่งตามอวัยวะที่เป็น ได้แก่ โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง โรคภูมิแพ้ประเภทแพ้อาหาร และโรคภูมิแพ้ที่มีอาการผสมกันในหลายระบบของร่างกาย ซึ่งรุนแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

โรคภูมิแพ้ > โรคภูมิแพ้ : แพ้อากาศ ผื่นเรื้อรัง กับ ทรานสเฟอร์ ...

1. ภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจหรือโรคแพ้อากาศ

ภูมิแพ้ชนิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับจมูก เพราะจมูกเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบทางเดินหายใจ ที่ช่วยกรองฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอม และช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกายก่อนที่สิ่งต่างๆ จะผ่านลงไปสู่หลอดลม ซึ่งภายในจมูกจะมีโพรงจมูกและเยื่อบุโพรงจมูก ซึ่งเมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้เป็นระยะเวลายาวนานจะเกิดการอักเสบ ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดนี้จึงมีการตอบสนองต่อกลิ่นหรืออากาศที่หายใจเข้าไปค่อนข้างสูงและไวกว่าคนปกติ โดยเฉพาะเกสรดอกไม้ ฝุ่น ไรฝุ่น ควันต่างๆ และขนสัตว์

อาการของโรค
จะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล แต่มีน้ำมูกสีใส จามบ่อย คันในจมูก และมีเสมหะไหลลงคอ โดยไม่มีไข้ร่วมด้วย บางครั้งอาจมีอาการคันตา และมักจะมีอาการเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ อาการของโรคจะเป็นหนักและบ่อยขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ช่วงเวลาที่มักจะทำให้เกิดโรคได้ง่ายคือช่วงเช้าและกลางคืน ซึ่งจะเป็นอยู่ประมาณ 2 - 3 ชม. แล้วอาการก็จะดีขึ้น นอกจากนั้นยังต้องระวังโรคแทรกซ้อน อย่างโรคไซนัสและนอนกรนด้วย 

การดูแลรักษา
สำหรับการรักษาในเด็กทารก ควรให้ดื่มนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน เพราะในนมแม่มีสารภูมิคุ้มกันสูงและช่วยต้านทานโรคภูมิแพ้ ส่วนผู้ใหญ่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ครบทั้ง 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอประมาณ 3 - 4 วัน/สัปดาห์ และควรดูแลห้องนอนไม่ให้สกปรก หมั่นซักและนำเครื่องนอนออกตากแดดเพื่อฆ่าตัวไรฝุ่น โดยซักด้วยน้ำร้อน 60 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาที เพื่อฆ่าตัวไรฝุ่น และนำไปตากแดดให้แห้ง ไม่ควรใช้หมอนหรือที่นอนที่ทำจากนุ่น ไม่ใช้พรม เลือกใช้ผ้าใยสังเคราะห์พิเศษคลุมที่นอนและหมอนเพื่อป้องกันไรฝุ่น หรือเลือกใช้เครื่องกรองอากาศหากอยู่ในห้องแอร์ และงดการสูบบุหรี่ในบ้าน หากต้องการใช้ยา ให้ใช้ยาต้านฮีสตามีนหรือยาแก้แพ้แบบรับประทาน ยาลดจมูกบวม แก้คัดจมูก ส่วนใครที่มีอาการหอบหืดก็ใช้ยาพ่นจมูกเป็นประจำเพื่อป้องกัน

โรคภูมิแพ้ทางจมูกสัมพันธ์กับโรคหืดอย่างไร

อาการของคนที่ป่วยเป็นโรคหืด คือ จะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจหอบ เหนื่อยง่าย หายใจมีเสียงดังหวีด อาการมักจะเป็นๆ หายๆ หรือในบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนเป็นทุกคืน ซึ่งสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยยาขยายหลอดลม แต่ก็ทำได้เพียงควบคุมอาการในเฉพาะช่วงแรกๆ เท่านั้น หลังจากนั้นอาจต้องใช้ยาบ่อยขึ้นและใช้ในปริมาณที่มากขึ้น ทั้งนี้ บางครั้งโรคหืดที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงอาการไอในช่วงเวลากลางคืนโดยไม่มีเสียงหวีดดังออกมา อาจมีเพียงอาการแน่นอกก็ได้ หรือบางคนก็เกิดอาการแน่นหน้าอกเฉพาะในช่วงเวลาที่ออกกำลังกาย ทำให้การวินิจฉัยโรคบางครั้งทำได้ยาก และที่หลายคนนึกไม่ถึงคือโรคภูมิแพ้ทางจมูกนั้นสามารถเกิดขึ้นร่วมกันกับโรคหืดได้สูงถึง 70 - 80% ถ้าควบคุมอาการได้ไม่ดีมากพอ

2. ภูมิแพ้ในระบบผิวหนัง ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ

<a href='/what-is-dandruff' target='_blank'>โรคผิวหนังอักเสบ</a>ติดเชื้อ (ตอนที่ 3) - TodayHealth.org | สุขภาพดี ...

ผื่นผิวหนังอักเสบเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีแนวโน้มถ่ายทอดทางพันธุกรรมมากที่สุด ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีผิวหนังที่ไวต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว ทั้งสภาพอากาศร้อน เย็น แห้ง ชื้น รวมไปถึงเชื้อโรคและสารเคมีที่ระคายผิวหนัง มักมีอาการมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว เพราะความชื้นในอากาศต่ำ หรือแม้แต่ความเครียด วิตกกังวลมากเกินไปก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการกำเริบได้ นอกจากนี้ผู้ที่ครอบครัวไม่เคยมีประวัติการเป็นภูมิแพ้ก็สามารถเป็นได้เช่นกัน เพราะอาจมีความผิดปกติซ่อนเร้นอยู่ในยีนส์ แต่ไม่แสดงอาการออกมา 

อาการของโรค
มีอาการคัน เกิดตุ่มนูน หรือผื่นแดง หากเป็นมานานจนเข้าสู่ระยะเรื้อรังจะพบเป็นแผ่นหนา แข็ง และมีขุย จนทำให้ผิวเป็นรอยแผลเป็น มักเกิดขึ้นบริเวณหน้า คอ ข้อพับ ข้อศอก มือ และเท้า พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ในบางรายตุ่มหรือผื่นอาจมีหนองร่วมด้วยเพราะเกิดการติดเชื้อ

การดูแลรักษา
หลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้โรคกำเริบมากขึ้น เช่น ไม่ปรับอุณหภูมิให้ต่ำจนเกินไปเมื่อต้องอยู่ในห้องแอร์ ไม่อาบน้ำที่มีอุณหภูมิเย็นหรือร้อนจัด และควรหลีกเลี่ยงมลภาวะหรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากจนแพ้เหงื่อ อาบน้ำได้ตามปกติ แต่ให้ใช้สบู่อ่อนๆ เน้นฟอกบริเวณข้อพับ ขาหนีบ ลำคอ และรักแร้ และเมื่ออาบเสร็จให้ใช้ผ้าซับให้แห้งแทนการถูหรือเช็ดแรงๆ รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น นมวัว ขนมปัง อาหารทะเล เป็นต้น 

ส่วนในรายที่ต้องรับประทานยา ให้รับประทานยาในกลุ่มต้านฮิสตามีนหรือยาแก้แพ้เพื่อลดอาการ หรือใช้ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ลดการอักเสบของผื่นผิวหนัง แต่ยาตัวนี้ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะโรคกลุ่มนี้ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน จึงอาจมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นได้

ภูมิแพ้ทางผิวหนังที่พบบ่อย

โรคภูมิแพ้ทางผิวหนังที่พบได้ส่วนใหญ่เป็นลักษณะผื่นแพ้สัมผัส หรือลมพิษ

ผื่นแพ้สัมผัส (Allergic contact dermatitis) คืออาการที่ผิวหนังอักเสบเมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ โดยทั่วไปจะแสดงอาการภายใน 1-7 วัน ลักษณะของผื่นจะคล้ายทรายละเอียด และต่อมาอาจสังเกตว่าผิวลอก เมื่อนานไปผิวหนังบริเวณดังกล่าวจะหนาตัวและมีสีคล้ำขึ้น หรือหากมีอาการแพ้มากขึ้นก็จะมีน้ำเหลืองซึมออกมา ผื่นพวกนี้เป็นเฉพาะที่ และอยู่นานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน

ลมพิษ เกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น การได้รับยาบางอย่าง การได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไป การติดเชื้อบางอย่าง หรืออาจเกิดจากภาวะเครียด ผื่นที่เกิดขึ้นมีขนาดใหญ่เล็กไม่เท่ากัน อาจเป็นตุ่มนูนสีแดงหรือสีชมพู รู้สึกคันมาก และขึ้นกระจายไปทั่วร่างกาย ต่อมาตุ่มเหล่านี้จะขยายเป็นปื้นหนา บางตุ่มอาจมีขนาดเล็ก 

ผื่นภูมิแพ้ (Atopic dermatitis) มักเกิดร่วมกับภูมิแพ้ทางเดินหายใจ มีอาการผิวหนังแห้งและคันมาก ผิวหนังไวต่อสารภายนอกที่มาสัมผัส ทำให้มีผื่นขึ้นแบบเป็นๆ หายๆ 

ผื่นแพ้ยา โดยทั่วไปมักเกิดจากการแพ้ยาปฏิชีวนะหรือยาแก้ปวด อาจมีอาการคล้ายหัด คือมีผื่นคันขึ้นทั้งตัว หรือเป็นผื่นแพ้ยาแบบลมพิษ อาจมีตุ่มน้ำพองใสหรือมีน้ำเหลืองอยู่ภายใน หากอาการรุนแรงผิวจะลอกทั้งตัวเหมือนถูกน้ำร้อนลวก

หลายคนอาจมีคำถามว่าแล้วอาการผดผื่นคันตามบริเวณผิวหนังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายถือเป็นอาการของภูมิแพ้ด้วยหรือไม่ ซึ่งก็เป็นไปได้ที่อาการผดผื่นคันจะเกิดจากภูมิแพ้ แต่ความจริงแล้วยังมีอีกหลากหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดผดผื่นได้เช่นกัน เช่น ผื่นที่เกิดหลังจากเป็นไข้หรือเผชิญอากาศร้อนจัด โรคหัด อีสุกอีใส อาหารเป็นพิษ กลาก หิด หรือยุงและแมลงสัตว์กัดต่อย เป็นต้น

3. ภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร

ใครแพ้อาหาร ฟังทางนี้ • สุขภาพน่ารู้ - การดูแลสุขภาพผิว โยคะ ลด ...

อาการแพ้ชนิดนี้เกิดจากปฏิกิริยาที่ไวต่ออาหารที่รับประทานเข้าไป ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ อาการแพ้อาหารที่พบได้บ่อยมักเป็นปฏิกิริยาการแพ้ชนิดที่เกิดขึ้นโดยเฉียบพลัน และยังมีปฏิกิริยาแพ้อีกประเภทหนึ่ง คือ ปฏิกิริยาของการแพ้ชนิดแฝงที่เกิดจากการแพ้โปรตีนบางชนิด ซึ่งมักจะไม่ก่อให้เกิดอาการ แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อต้องรับประทานอาหารที่มีโปรตีนชนิดนั้นอยู่เรื่อยๆ เช่น อาหารกลุ่มนม ไข่ ถั่ว จนเกินขีดที่ภูมิคุ้มกันจะรับไหว ก็จะเกิดอาการขึ้นมาทันทีแบบไม่ทันตั้งตัวและอาจรุนแรงกว่า ภูมิแพ้ชนิดแฝงนี้ยังเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น หวัดเรื้อรัง หูน้ำหนวกเรื้อรัง ไซนัสอักเสบเรื้อรัง ข้ออักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ หรือบางกรณีก็พบร่วมกับความผิดปกติทางอารมณ์ เช่น ภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง หรือภาวะสมาธิสั้น ซึ่งโดยรวมแล้วเกิดจากภาวะความไม่สมดุลที่มีอยู่ในร่างกายนั่นเอง

อาการของโรค
ผู้ที่มีอาการแพ้ประเภทนี้อาจมีอาการทันทีหรือ 2 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหาร แม้ว่าจะรับประทานอาหารที่แพ้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ตาม อาการที่พบได้ คือ มีผิวหนังอักเสบหรือเป็นลมพิษแบบเฉียบพลัน บวมบริเวณริมฝีปาก หน้า ลิ้น คอ และส่วนอื่นของร่างกาย คัดจมูก หายใจหอบ เจ็บหน้าอก ปวดท้อง ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าอาการทรุดหนักอาจจะช็อกหมดสติ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้

การดูแลรักษา
ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่แพ้ หรือถ้าเกิดอาการแพ้ ให้รีบรับประทานยาแก้แพ้ Cetirizine ส่วนผู้ที่เป็นภูมิแพ้อาหารแบบแฝง ควรงดอาหารชนิดนั้นเป็นเวลา 3 - 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายกำจัดออกไปได้หมดก่อน และควรไปพบแพทย์เพื่อรับการซักประวัติและการรักษาที่ถูกต้อง โดยอาจต้องมีการทดสอบอาหารที่ทำให้แพ้ เพื่อดูว่าร่างกายมีการตอบสนองอย่างไร สำหรับในรายที่แพ้มากๆ หรือเกิดปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรง อาจต้องได้รับยาฉีดชนิด Epinephrine และงดอาหารที่แพ้ไปเลย 

4. ภูมิแพ้ที่เกิดจากหลายระบบร่วมกัน

เป็นโรคภูมิแพ้ที่มีอาการหลายชนิดหรือกระทบต่อหลายระบบในร่างกายตั้งแต่ 2 ระบบขึ้นไป บางคนอาจเป็นโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจร่วมกับโรคภูมิแพ้อาหาร เช่น มีอาการแพ้อากาศ คัดจมูก จามบ่อย มีน้ำมูก แต่ก็มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย และอาเจียนร่วมด้วย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันมีแนวโน้มของผู้ที่เป็นภูมิแพ้ในหลายระบบเพิ่มมากขึ้น เพราะสภาพแวดล้อมและการใช้ชีวิตของคนเมืองที่แย่ลงเรื่อยๆ ทำให้ตอนนี้คนหนึ่งคนสามารถเป็นภูมิแพ้ได้แทบจะทุกระบบแล้ว

อาการของโรค

  • ภูมิแพ้ที่ตา เรียกว่าเยื่อบุตาอักเสบ จะมีอาการเคืองตา แสบตา หรือคันที่หัวตา น้ำตาไหล และหนังตาบวม
  • ภูมิแพ้ที่จมูก เรียกว่าเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบหรือโรคภูมิแพ้อากาศ จะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล มีน้ำมูกมีสีใส จามบ่อย คันจมูก มีเสมหะในลำคอ และคันเพดานปากหรือคอ
  • ภูมิแพ้ที่ผิวหนัง เรียกว่าโรคผิวหนังอักเสบ จะมีอาการคัน มีผดผื่นขึ้นตามตัว มักเป็นผื่นแห้ง แดง มีสะเก็ดบางๆ ในเด็กเล็กมักเป็นที่แก้ม ก้น หัวเข่า และข้อศอก ในผู้ใหญ่มักเป็นที่ข้อพับของแขนและขา นอกจากนั้นอาจมีผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสกับสารบางชนิดที่แพ้ได้ เช่น ผงซักฟอก เครื่องสำอาง โดยมีลักษณะเป็นตุ่มนูนคันหรือใหญ่เป็นปื้นนูนแดงและคันมากที่เรียกว่า "ลมพิษ" ซึ่งมักจะเกิดจากการแพ้อาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเล การแพ้แมลงกัดต่อย และการแพ้ยา
  • ภูมิแพ้ที่ระบบทางเดินอาหาร หรือเรียกว่าโรคแพ้อาหาร จะทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปากบวม ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาหารที่พบว่าเป็นสาเหตุให้เกิดอาการ ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่ว อาหารทะเล ผักและผลไม้บางชนิด ผงชูรส สารกันบูด สารแต่งกลิ่นและสี เป็นต้น 

การดูแลรักษา

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ รวมทั้งผักและผลไม้ รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่เสมอ
  • กำจัดสิ่งที่เป็นพิษภายในบ้าน หมั่นทำความสะอาดและเปลี่ยนเครื่องนอนทุกสัปดาห์ หากจำเป็นต้องทำความสะอาดเอง ควรใช้ผ้าปิดปากและจมูก หรือสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นขณะทำความสะอาดด้วย นอกจากนั้นควรล้างแผ่นกรองฝุ่นของเครื่องปรับอากาศทุกๆ 2 สัปดาห์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้สดชื่น ไม่เครียดหรือวิตกกังวลมากจนเกินไป 
  • หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่แออัด 
  • งดเลี้ยงสัตว์ที่มีขนทุกชนิด เพื่อเลี่ยงการได้รับสารก่อภูมิแพ้ สัตว์ที่ผู้เป็นโรคนี้สามารถเลี้ยงได้อย่างปลอดภัยคือปลา
  • อาจต้องงดการนำดอกไม้เข้าบ้าน เพราะละอองเกสรดอกไม้เป็นสิ่งก่อภูมิแพ้ชั้นดี 
  • ในผู้ที่ต้องการใช้ยาในการรักษา ให้ใช้ยาในกลุ่มยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาทาผิวหนัง ยาสูดหรือพ่น และยาหยอดตา ในการรักษาเบื้องต้น แต่ในรายที่เป็นหนักอาจต้องเปลี่ยนเป็นยาฉีดหรืออาจถึงขั้นต้องผ่าตัดเลยก็ได้

อย่างไรก็ดี การดูแลตัวเอง ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการรักษาโรคภูมิแพ้ เพราะเมื่อเป็นแล้วจะมีโอกาสหายค่อนข้างน้อย ต่อให้มียาดีมารักษา แต่ดูแลตัวเองไม่ดี ก็ไม่สามารถหายได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นโรคนี้จะต้องรู้จักดูแลตัวเองตามคำแนะนำดังที่กล่าวไว้ข้างต้น และหลีกเลี่ยงสถานที่ อาหาร และความเสี่ยงต่างๆ ให้มากที่สุด พร้อมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง 

นิสัยการบริโภคอาหารแบบไหนที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย

พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้องอาจมีผลเสียถึงขั้นทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ฉะนั้นอย่ามองข้ามโรคภัยที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคเหล่านี้เป็นอันขาด

  1. รับประทานแต่อาหารทอด การรับประทานอาหารทอดเป็นประจำจะทำให้ร่างกายได้รับสารปรุงแต่งและสารอนุมูลอิสระในปริมาณมากเกินไป ซึ่งจะขัดขวางกระบวนการย่อยอาหารของกระเพาะอาหาร และกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  2. รับประทานทุกอย่างที่ขวางหน้า นิสัยที่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์ อาหารปิ้งย่าง และอาหารที่ให้พลังงานสูงโดยไม่เลือก ย่อมทำให้รับประทานอาหารที่เป็นต้นเหตุของโรคภูมิแพ้เข้าไปด้วย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย เมื่อสะสมมากเข้าก็จะกลายเป็นโรคภูมิแพ้ในที่สุด
  3. รับประทานอาหารรสจัด อาหารรสจัดสามารถทำให้อาการแพ้ของผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจอักเสบและอาการผิวหนังอักเสบหนักกว่าเดิม
  4. ช่างเลือกและไม่ชอบรับประทานผักผลไม้ ผักและผลไม้มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมาก หากร่างกายได้รับสารเหล่านี้ไม่เพียงพอจะส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้
  5. ดื่มน้ำเย็นหลังออกกำลังกาย การดื่มน้ำเย็นหลังออกกำลังกายจะเป็นการกระตุ้นหลอดลม ทำให้เกิดอาการไอ แน่นหน้าอก และเกิดอาการหอบหืดได้ง่าย
  6. รับประทานอาหารในปริมาณมากเกินไป การรับประทานจนอิ่มมากเกินไปไม่เพียงส่งผลเสียต่อการย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหารเท่านั้น แต่ยังอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ที่กระทบต่อเส้นประสาทบริเวณทางเดินอาหาร ทำให้ลำไส้ผิดปกติและมีอาการอื่นๆ ตามมา เช่น ท้องเสียอย่างรุนแรง ท้องอืด เป็นต้น
  7. รับประทานไปด้วย คุยไปด้วย การทำเช่นนี้เป็นการเพิ่มความเครียดและเป็นตัวกระตุ้นระบบประสาท เพิ่มโอกาสให้ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้มีอาการแพ้กำเริบตามมา

แพทย์มีการตรวจวินิจฉัยอย่างไรจึงรู้ว่าเป็นภูมิแพ้

การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้สามารถทำได้โดยการสังเกตอาการที่เข้ากันกับโรคนี้ โดยมีอาการที่เป็นๆ หายๆ และมักจะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นภูมิแพ้ร่วมด้วย และอาจทำการตรวจเพิ่มเติมอีกหลายวิธี เช่น การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง การเจาะเลือดเพื่อหาสาเหตุของอาการแพ้ หรือการทดสอบสมรรถภาพของปอดเพื่อระบุว่าเป็นโรคหืดหรือไม่

โรคภูมิแพ้รุนแรงแค่ไหน สามารถหายเองได้หรือไม่ ?

โรคภูมิแพ้สามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดไหนด้วย เพราะในบางชนิดไม่มีทางรักษาให้หายได้ เช่น หากแพ้อาหาร ถ้าหยุดรับประทานอาหารชนิดนั้นไปสักระยะเวลาหนึ่งก็อาจจะหายขาดได้ สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และโรคหืด โอกาสหายของโรคภูมิแพ้ชนิดนี้มีน้อยมาก ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการรักษาและความรุนแรงของโรคด้วย

ผลกระทบและภาวะแทรกซ้อนจากโรคภูมิแพ้

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อาจเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ขึ้นด้วย เช่น โรคไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก ปวดหัวไมเกรน โรคหอบหืด โรคหูชั้นกลางอักเสบ และโรคผิวหนังอักเสบ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนักมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคโพรงจมูกอักเสบอันเป็นผลมาจากการเป็นภูมิแพ้หรือแพ้อากาศที่จะมีอาการแทรกซ้อนอย่างไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หรือนอนกรนได้บ่อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนรบกวนการนอนหลับ ทำให้นอนหลับไม่สนิทหรือนอนไม่อิ่ม และในบางครั้งก็ส่งผลให้เกิดการหยุดหายใจในขณะหลับได้ นอกจากนี้ยังส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่กว่าเดิมอีกด้วย เนื่องจากฤทธิ์ของยารักษาโรคภูมิแพ้จะทำให้มีอาการง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา จนมีผลกระทบต่อการเรียนหรือการทำงานในที่สุด

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ควรดูแลรักษาตัวอย่างไร

สิ่งสำคัญของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ คือ ต้องดูแลตัวเองให้ดี เลี่ยงสิ่งที่แพ้ และใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการรุนแรงขึ้นหรือยาที่ใช้ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ผู้ป่วยควรรีบเข้าพบแพทย์ก่อนวันนัด รวมทั้งควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจดูว่ามีอาการแทรกซ้อนอะไรหรือไม่ และปรับการรักษาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ปัจจุบันมียาหลายชนิดที่ช่วยควบคุมและบรรเทาอาการที่เกิดจากโรคภูมิแพ้ได้ ดังนี้

  1. ยาบรรเทาอาการคัดจมูก (Decongestants) สามารถใช้ในการรักษาอาการคัดจมูกในระยะเวลาสั้นๆ
  2. ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamine) ช่วยลดและป้องกันอาการของโรคภูมิแพ้ได้
  3. ยาสเตียรอยด์ (Steroids) สามารถลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้นจากการหลั่งสารฮีสตามีนได้
  4. การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ ซึ่งเป็นการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย โดยเริ่มฉีดจากทีละน้อย และเพิ่มปริมาณเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ จนร่างกายเริ่มชินกับสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ ซึ่งผู้ป่วยที่ควรได้รับการรักษาแบบนี้ คือ ผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยก่อนที่จะรักษาด้วยวิธีนี้ต้องมั่นใจก่อนว่าผู้ป่วยแพ้อะไร เพื่อจะได้นำสารที่แพ้มาฉีดวัคซีนได้อย่างถูกต้อง โดยวิธีการรักษาแบบนี้จะต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่องอย่างน้อย 3 - 5 ปี

วิธีป้องกันโรคภูมิแพ้

  1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ควรเปิดหน้าต่างให้อากาศในห้องถ่ายเท ทำความสะอาดพื้นห้องเป็นประจำ กำจัดสิ่งของที่ขึ้นรา หลีกเลี่ยงการกองทับของนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ และใช้เครื่องกำจัดไรฝุ่นและฝุ่นละอองภายในบ้าน ควันบุหรี่ ขนสัตว์ และเกสรดอกไม้
  2. ดื่มน้ำให้มากเพื่อช่วยละลายเสมหะได้ และช่วยในการขับของเหลวออกจากร่างกาย โดยผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ควรดื่มน้ำไม่ต่ำกว่า 8 แก้วต่อวัน
  3. นอนหลับให้เพียงพอและใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบวินัย ไม่ควรทำงานหักโหมจนเกินไป เพราะสภาพร่างกายที่สมบูรณ์และการพักผ่อนที่เพียงพอมีส่วนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้ดี และป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
  4. ออกกำลังกายแต่พอดีอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายสามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้รับมือกับอาการแพ้ได้ โดยอาจเป็นการเดินเล่น ว่ายน้ำ หรือวิ่งเหยาะๆ แต่ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหมนานเกิน 90 นาที เพราะร่างกายจะปล่อยฮอร์โมนเครียดไปกดระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเป็นเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ 
  5. ระวังอาหารที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่ได้รับคำยืนยันจากแพทย์ว่ามีสาเหตุจากอาหาร ควรหยุดรับประทานอาหารนั้น ๆ
  6. คงอุณหภูมิในห้องนอนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ควรปรับอุณหภูมิต่ำจนเกินไป และอาจใช้พัดลมช่วยให้อากาศในห้องถ่ายเทและรักษาอุณหภูมิให้คงที่ เพราะส่วนมากผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มักจะมีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ 
  7. ปกป้องดวงตาจากสารก่อภูมิแพ้ ควรสวมแว่นตาเมื่อออกนอกบ้าน หากมีประวัติเป็นโรคเยื่อบุนัยน์ตาอักเสบจากภูมิแพ้ เพื่อป้องกันเกสรดอกไม้หรือฝุ่นละอองไม่ให้เข้าตา
  8. รักษาสภาพจิตใจให้แจ่มใส ลดความเครียด ทำจิตใจให้สบาย เพราะความเครียดและสุขภาพจิตที่ไม่ดีจะส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปด้วย เป็นสาเหตุให้เกิดอาการแพ้ได้

อาหารเสริมช่วยเรื่องภูมิแพ้ได้จริงหรือ?

ปัจจุบันมีอาหารเสริมหลายชนิดที่อ้างสรรพคุณในการบรรเทาหรือป้องกันโรคภูมิแพ้ ใครก็ตามที่อยากลองใช้ดูควรทำความเข้าใจด้วยว่าในการเลือกซื้ออาหารเสริมนั้น ไม่ควรเชื่อคำโฆษณาที่เกินจริง ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ และศึกษาถึงผลลัพธ์ที่จะได้จากผลิตภัณฑ์นั้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ขณะรับประทานควรจะสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วย 

ตัวอย่างอาหารเสริมที่มีวางขายสำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ มีดังนี้

  • น้ำมันจมูกข้าวสาลี (Wheatgerm oil) ทำจากจมูกข้าวสาลีที่สดใหม่ นำมาผ่านกระบวนการสกัดด้วยความเย็น มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวและวิตามินหลายชนิดที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดอาการแพ้บริเวณโพรงจมูก แต่ห้ามใช้ขณะเป็นหวัด
  • สารคาเทซิน เป็นสารโพลีฟินอลส์ชนิดหนึ่งที่ได้จากชาเขียว ไม่มีกาแฟอีน มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระได้ดี จากผลการทดลองพบว่าสามารถช่วยบรรเทาอาการโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้
  • เอ็นไซม์บรอมีเลน (Bromelain) เป็นส่วนประกอบที่ได้จากรากของต้นสับปะรด มีคุณสมบัติช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการอักเสบและช่วยย่อยโปรตีน ช่วยบรรเทาอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน
  • น้ำมันโบราจ (Borage oil) ได้จากเมล็ดของต้นโบราจในกระบวนการสกัดด้วยความเย็น มีกรดแกมมาไลโนเลนิก (GLA-gamma-linolenic acid) ซึ่งจะช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง คงความชุ่มชื้น กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และช่วยให้สภาพร่างกายดีขึ้น
  • สารสกัดจากเมล็ดองุ่น มีส่วนประกอบของสารโปรยานิดินส์ (Procyanidins) ที่ช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระส่วนเกินในร่างกาย ช่วยบรรเทาอาการแพ้ของร่างกายและผิวหนัง

แม้ว่าอาหารเสริมอาจช่วยปรับสภาพร่างกายได้ แต่ก็ไม่มีอาหารเสริมชนิดใดหรือยี่ห้อใดสามารถทดแทนสารอาหารที่ได้รับจากการกินอาหารในแต่ละมื้อได้ หากอาการภูมิแพ้กำเริบจึงควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้องเป็นดีที่สุด

ผักและผลไม้ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

การรับประทานผักและผลไม้มีประโยชน์มากมาย สำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ก็เช่นเดียวกัน โดยมีงานวิจัยชี้ว่า การเน้นรับประทานผักผลไม้จะช่วยให้คุณต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ได้ดีขึ้น เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดและควบคุมอาการอักเสบจากโรคภูมิแพ้ได้

การได้รับสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่พอเหมาะมีส่วนช่วยปรับสภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยสารแต่ละชนิดในผลไม้ส่งผลต่อโรคภูมิแพ้ดังนี้

  • วิตามินซี ช่วยลดผลกระทบและการอักเสบที่เกิดจากสารฮิสตามีนที่ร่างกายปล่อยออกมาเมื่อมีปฏิกิริยาแพ้ จึงช่วยบรรเทาและป้องกันการเกิดอาการแพ้ได้ พบได้มากในผลไม้ตระกูลส้ม สตรอว์เบอร์รี แอปเปิล และแตงโม
  • วิตามินเอ มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มเยื่อบุผิวในร่างกาย และปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้สมดุล พบมากในผักผลไม้สีส้มหรือสีเหลือง เช่น แครอท ฟักทอง มะละกอสุก มะม่วงสุก เป็นต้น
  • สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ของเซลล์ต่างๆ ลดการอักเสบ บรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ ผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ หัวหอม ผักใบเขียว สตรอว์เบอร์รี บูลเบอร์รี ราสเบอร์รี กะหล่ำปลีม่วง เป็นต้น
  • แมกนีเซียม มีสรรพคุณต้านสารฮิสตามีนที่ร่างกายปล่อยออกมาเมื่อเกิดปฏิกิริยาแพ้ จึงช่วยยับยั้งอาการแพ้ต่างๆ รวมทั้งช่วยขยายหลอดลมและเพิ่มการคลายตัวของกล้ามเนื้อหลอดลม แรุธาตุชนิดนี้พบได้มากในอัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และรำข้าวสาลี

แม้ผลไม้จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ แต่สำหรับบางคนผลไม้บางชนิดก็อาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้ ดังนั้น คุณควรสังเกตอาการของตนเองหลังจากรับประทานด้วย โดยเฉพาะผู้ที่แพ้สารลาเท็กซ์ (Latex) ง่าย ซึ่งมักจะแพ้ผลไม้บางชนิดเช่นกัน หากพบว่าตัวเองแพ้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ทำจากลาเท็กซ์ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานกล้วย มะละกอ มะเขือเทศ กีวี่ เชอร์รี สตรอว์เบอร์รี และผลไม้ที่มียางมาก หรือปรุงให้สุกทุกครั้งก่อนนำมารับประทาน เพื่อป้องกันอาการแพ้ 

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่