ยา

ยาและการรักษาโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่การรักษาที่มีประสิทธิภาพสามารถลดอาการและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยได้
เผยแพร่ครั้งแรก 12 ส.ค. 2019 อัปเดตล่าสุด 12 พ.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 6 นาที
ยาและการรักษาโรคภูมิแพ้

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • การรักษาโรคภูมิแพ้โดยหลักๆ จะแบ่งเป็น 3 วิธีคือ รักษาโดยรับประทานยาแก้แพ้ รักษาโดยฉีดวัคซีนภูมิแพ้ และรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  • ยาแก้แพ้จะมีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน ได้แก่ ยาชนิดน้ำ ยาชนิดเม็ด ยาชนิดพ่นจมูก ยาชนิดหยอดยา
  • การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ คือ การฉีดสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้เข้าไปในร่างกายทีละน้อย เพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานกับสารดังกล่าวจนอาการแพ้หายไป
  • การดูแลตนเองอย่างเหมาะสม และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง คืออีกวิธีที่จะช่วยให้อาการโรคภูมิแพ้ดีขึ้นได้ โดยหัวใจหลักจะอยู่ที่ การอยู่ให้ห่างจากสารก่อภูมิแพ้ทุกชนิดที่คุณเคยแพ้
  • หมั่นไปตรวจสุขภาพบ่อยๆ จะทำให้คุณรู้เท่าทันอาการแพ้ของร่างกายตนเองได้ (ดูแพ็กเกจตรวจภูมิแพ้ และภาวะแพ้ได้ที่นี่)

เพราะอาการโรคภูมิแพ้มักจะสร้างความรำคาญ และทำให้การดำเนินชีวิตของคุณลำบากขึ้น อีกทั้งยังจะทำให้สุขภาพของคุณย่ำแย่ลงกว่าเดิม ดังนั้นการหาวิธีรักษาภูมิแพ้ที่เหมาะสมกับตนเองจึงเป็นสิ่งที่คุณจะต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้คุณอยู่ร่วมกับโรคภูมิแพ้ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

การรักษาโรคภูมิแพ้จะแบ่งเป็น 3 วิธีคือ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

172
  1. การรักษาโดยการรับประทานยาแก้แพ้
  2. การรักษาโดยการฉีดวัคซีน
  3. การรักษาโดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง

1. การรักษาโรคภูมิแพ้โดยการรับประทานยาแก้แพ้

สรรพคุณหลักๆ ของยาแก้แพ้ที่จะช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้จะได้แก่ ลดน้ำมูก ลดอาการไอ จาม ผื่นลมพิษ อาการคันตามร่างกาย โดยรูปแบบของยาแก้แพ้ที่นิยมใช้กันจะแบ่งเป็น 4 แบบ คือ

  • ยาแก้แพ้แบบน้ำ (Liquids) มักนิยมใช้ในผู้ป่วยเด็กเล็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป และเด็กโตมากกว่า
  • ยาแก้แพ้แบบเม็ด (Pills) มักนิยมใช้ในผู้ป่วยวัยเด็กโตไปจนถึงวัยผู้ใหญ่
  • ยาแก้แพ้แบบพ่นจมูก (Nasal sprats) มักนิยมใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการแพ้เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคไซนัสอักเสบ
  • ยาแก้แพ้แบบหยอดตา (Eyes drops) ใช้เพื่อลดอาการระคายเคืองตา ตาแดง หรืออาการภูมิแพ้ที่เกิดบริเวณเยื่อบุตา

ยาแก้แพ้จะประกอบไปด้วยชื่อเรียกมากมาย แล้วแต่ชนิดของยา และการฤทธิ์รักษาอาการ ซึ่งโดยหลักๆ สามารถจำแนกได้ต่อไปนี้

  • ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamine) เพราะสารฮิสตามีน คือ สารสำคัญในร่างกายที่ทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้น ยาตัวนี้จึงจะมีกลไกต้านฤทธิ์ของสารดังกล่าว เช่น
  • ยาคลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine: C.P.M.) ซึ่งเป็นยาแก้แพ้ที่ได้รับความนิยมเนื่องจากราคาถูก และมีความปลอดภัยสูง 
  • ยาแก้คัดจมูก (Decongestants) เป็นยาแก้แพ้สำหรับลดอาการคัดจมูกโดยจะออกฤทธิ์ลดอาการบวมคั่งของเนื้อเยื่อ และเส้นเลือดฝอยภายในจมูก เช่น
    • ซูโอเอฟีดรีน (Pseudoephedrine)
    • ออกซ์ซีเมตาโซลีน (Oxymetazoline)
  • ยาป้องกันการหลั่งของเซลล์ในกระบวนการภูมิแพ้ จนทำให้เกิดอาการแพ้ (Mast Cell Stabilizer) เช่น 
  • ยาสเตียรอยด์ (Steroids) ช่วยลดอาการบวม และอักเสบ เช่น 
  • ยารักษาโรคหอบหืด (Asthma) เช่น 
    • ยายับยั้งไม่ให้ลิวโคไตรอีนจับกับตัวรับ (Leukotriene Receptor Antagonist: LTRAs)
    • ยาขยายหลอดลม (Bronchodilators)
  • ยาอิพิเนฟรินชนิดฉุกเฉิน (Emergency Epinephrine) มักถูกใช้สำหรับรักษาอาการภูมิแพ้เฉียบพลันรุนแรง (Anaphylaxis) 

กลุ่มของยาแก้แพ้จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน โดยแบ่งตามลักษณะการออกฤทธิ์

1. ยาแก้แพ้กลุ่มแรก หรือกลุ่มดั้งเดิม (First Generation Antihistamine) 

เป็นยาแก้แพ้กลุ่มแรกที่ได้รับการคิดค้นขึ้น แต่มีฤทธิ์รบกวนระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงซึม อ่อนเพลีย กระวนกระวาย นอนไม่หลับ เช่น

  • คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine)
  • ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine)
  • ไฮดรอไซซีน (hydroxyzine)

2. ยาแก้แพ้กลุ่มที่ 2 หรือ ยาต้านฮิสตามีนกลุ่มไม่ทำให้ง่วงซึม (Second Generation Antihistamine) 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

172

เป็นยาแก้แพ้กลุ่มแรกที่ถูกพัฒนาไม่ให้ออกฤทธิ์รบกวนระบบประสาทส่วนกลาง ผ่านการขยายโมเลกุลยาให้ใหญ่ขึ้น เพื่อลดการผ่านเข้าสู่สมองของยา จึงไม่ทำให้ผู้ป่วยง่วงซึม อ่อนเพลีย หรือประสิทธิภาพระบบการมองเห็นทำงานแย่ลง เช่น

  • เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องทำงานที่หากเกิดอาการง่วง จะเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรงได้ เช่น นักบิน คนขับรถ
  • ลอราทาดีน (Loratadine)
  • เซทิริซีน (Cetirizine)

อ่านเพิ่มเติม: รวมรายชื่อยาแก้แพ้ทั้ง 2 กลุ่ม

ปริมาณการรับประทานยาแก้แพ้แต่ละแบบ

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทุกเพศทุกวัยจะต้องปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยาแก้แพ้ทุกชนิด อีกทั้งปริมาณการรับประทานยาในผู้ป่วยแต่ละรายยังแตกต่างกันด้วย

  • ยาแก้แพ้แบบน้ำ
    • เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี รับประทานครั้งละครึ่งช้อนชา ไม่เกินวันละ 2 ครั้งต่อวัน
    • เด็กอายุ 1-4 ปี รับประทานครั้งละครึ่งช้อนชา ไม่เกินวันละ 3-4 ครั้งต่อวัน
    • เด็กอายุ 4-7 ปี รับประทานครั้งละครึ่งถึง 1 ช้อนชา วันละ 2-4 ครั้ง
  • ยาแก้แพ้แบบเม็ด
    • เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 4 ปี ควรรับประทานยาน้ำไปก่อน เพราะยาเม็ดอาจมีปริมาณยาที่มากเกินไปสำหรับเด็กเล็ก
    • เด็กอายุ 4-7 ปี ควรรับประทานยาเม็ด แต่ให้หักแบ่งกินครั้งละ 1 ใน 4 ของเม็ด
    • เด็กอายุ 7-12 ปี ควรรับประทานยาเม็ดครั้งละครึ่งเม็ด
    • เด็กอายุ 13 ปีขึ้นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ควรรับประทานยาครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2-4 เม็ด หรือทุกๆ 4-6 ชั่วโมง

นอกจากนี้ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ และคิดว่าตนเองกำลังป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ยังควรรีบไปเข้ารับการตรวจวินิจฉัยกับแพทย์ เพราะในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคภูมิแพ้นั้น จะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับชนิด และปริมาณยาที่ต้องรับประทานระหว่างที่ตั้งครรภ์

หากคุณรับประทานยาไม่เหมาะสม ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอาจทำให้ทารกในครรภ์เกิดภาวะพิการ หรือผิดปกติแต่กำเนิดได้ โดยคุณสามารถกำหนดประเภทของความเสี่ยงในยาแก้แพ้ได้ 5 ประเภท ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

172
  • ยาสำหรับการตั้งครรภ์ประเภทเอ: ปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก แต่ยาประเภทนี้จะมีอยู่ค่อนข้างน้อย
  • ยาสำหรับการตั้งครรภ์ประเภทบี: มีผลการศึกษาว่า ปลอดภัยต่อสัตว์ที่มีครรภ์ แต่ยังไม่มีผลบอกว่า ปลอดภัยต่อมนุษย์
  • ยาสำหรับการตั้งครรภ์ประเภทซี: มีผลการศึกษาว่า ทำให้เกิดความผิดปกติต่อตัวอ่อนในครรภ์สัตว์ แต่ยังไม่มีผลเกี่ยวกับมนุษย์ออกมา จึงแล้วแต่ดุลยพินิจของแพทย์ที่จะจ่ายยาให้
  • ยาสำหรับการตั้งครรภ์ประเภทดี: เป็นกลุ่มยาเสี่ยงก่อความผิดปกติต่อทารกในครรภ์มนุษย์ มักถูกสำหรับรักษาโรคที่รุนแรง หรือเพื่อช่วยชีวิตมารดามากกว่า
  • ยาสำหรับการตั้งครรภ์ประเภทเอ็กซ์: เป็นประเภทยาที่อันตรายต่อทารก ทำให้เกิดความผิดแต่กำเนิดได้

อ่านเพิ่มเติม: วิธีการรับประทานยาแก้แพ้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

2. การรักษาโรคภูมิแพ้โดยการฉีดวัคซีน

นอกเหนือจากรับประทานยา คุณยังสามารถฉีดวัคซีนภูมิแพ้เพื่อรักษาอาการได้ โดยตัววัคซีนจะมีสารก่อภูมิแพ้ที่คุณแพ้อยู่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ไม่ให้เกิดปฏิกิริยาแพ้อีกครั้ง

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ โดยในช่วงเริ่มต้น แพทย์จะฉีดวัคซีนบริเวณแขนสัปดาห์ละ 1 ครั้งสลับกัน จากนั้นจะค่อยๆ เพิ่มปริมาณวัคซีนมากขึ้นทีละน้อย และเพิ่มความห่างของการฉีดแต่ละครั้ง

จนเมื่อปริมาณวัคซีนถึงขีดสุดที่ผู้ป่วยจะรับได้แล้ว และอาการภูมิแพ้ก็ทุเลาลง หรือไม่แสดงอาการออกมาอีก เมื่อนั้นแพทย์ก็จะหยุดให้วัคซีน ซึ่งระยะเวลาการรักษาด้วยวิธีนี้ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 3-5 ปี

อย่างไรก็ตาม อาการข้างเคียงจากวัคซีนภูมิแพ้ก็อาจเกิดขึ้นได้ และยังรุนแรงได้ถึงขั้นเหมือนอาการแพ้เฉียบพลันรุนแรง ผู้ป่วยที่เข้ารับการฉีดวัคซีนจะต้องสังเกตตนเองหลังจากรับวัคซีนแล้วประมาณ 30 นาที-1ชั่วโมง และอย่าเพิ่งออกกำลังกาย หรือยกของหนัก

อ่านเพิ่มเติม: การฉีดวัคซีนแก้แพ้

3. การรักษาโดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง

นอกจากใช้ยา หรือวัคซีนรักษา การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตนเองก็เป็นอีกสิ่งที่ที่ช่วยให้อาการภูมิแพ้ทุเลาลงไปได้ เช่น

  • ใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่น อย่าปล่อยให้ร่างกายอยู่ในอุณหภูมิเย็นจัด ร้อนจัด หรืออับชื้น
  • ทำความสะอาดสภาพแวดล้อมให้สะอาด ปราศจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น บริเวณภายในบ้าน ห้องที่เสี่ยงเป็นแหล่งรวมของสารก่อภูมิแพ้ เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ โดยคุณอาจว่าจ้างแม่บ้าน หรือขอให้สมาชิกในบ้านช่วยเหลือด้วย
  • พกหน้ากากอนามัยติดตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
  • หมั่นนำผ้าที่ซักไปตากแดด เพื่อให้ความร้อนจากแดดฆ่าเชื้อ
  • ทำความสะอาดร่างกายสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงที่มีขน เช่น แมว สุนัข หนู เพื่อไม่ให้มีขนหลุดร่วงเป็นสารก่อภูมิแพ้อีก โดยคุณอาจขอให้สมาชิกคนอื่นในบ้านช่วยทำความสะอาด และดูแลสัตว์เลี้ยงแทน
  • จำกัดระยะห่างกับสัตว์เลี้ยง เพราะในน้ำลาย ขน และสะเก็ดผิวหนังที่หลุดร่วงของสัตว์เลี้ยงนั้นเต็มด้วยสารก่อภูมิแพ้หลายอย่าง
  • นอนหลับให้เพียงพอ อย่าปล่อยให้ร่างกายอ่อนเพลีย เพราะจะเสี่ยงทำให้อาการของโรคเป็นหนักกว่าเดิม
  • กำจัดพืชที่คุณแพ้ในบริเวณรอบๆ บ้านออกไปให้หมด เพื่อลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ในบ้านคุณ
  • หากคุณเคยชอบเปิดหน้าต่าง หรือลืมปิดประตูบ้าน ให้เปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้นซะ เพราะจะทำให้ฝุ่น เชื้อโรค และสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ เข้ามาในบ้านมากกว่าเดิม นอกจากนี้ คุณยังควรหามุ้งลวดมาติดเพื่อกันละอองฝุ่นเล็กๆ อีกชั้นด้วย และทำให้บ้านมีอากาศถ่ายเท
  • ลดความรู้สึกเครียด และวิตกกังวลให้น้อยลง เพราะความเครียดคือตัวกระตุ้นอีกอย่างที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้

อ่านเพิ่มเติม: วิธีลดสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน

อ่านเพิ่มเติม: วิธีจัดการไม่ให้สัตว์เลี้ยงของคุณเป็นต้นเหตุของสารก่อภูมิแพ้

และสุดท้าย สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้อาการแพ้ของคุณดีขึ้น ก็คือ หลีกเลี่ยงไม่อยู่ใกล้สารก่อภูมิแพ้ทุกชนิด เพื่อให้อาการแพ้กลับมาเล่นงานคุณอีกครั้ง และควรรับประทานยา ไปพบแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้งด้วย

อ่านบทความเกี่ยวกับการรักษาโรคภูมิแพ้

  1. เป็นภูมิแพ้เมื่อตั้งครรภ์ ควรรับประทานยาอย่างไร
  2. ยาแก้แพ้กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 มีอะไรบ้าง
  3. วัคซีนโรคภูมิแพ้ฉีดอย่างไร มีผลข้างเคียงหรือไม่
  4. ภูมิแพ้จากแมวที่เลี้ยง จัดการอย่างไรดี

ดูแพ็กเกจตรวจภูมิแพ้ และภาวะแพ้ เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัพเดทแพ็กเกจต่างๆ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @hdcoth และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


10 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Allergy medicine: Types and alternatives. Medical News Today. (https://www.medicalnewstoday.com/articles/311845)
Drug allergies: MedlinePlus Medical Encyclopedia (https://medlineplus.gov/ency/article/000819.htm)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
ผดผื่นคัน เป็นอาการของภูมิแพ้หรือไม่
ผดผื่นคัน เป็นอาการของภูมิแพ้หรือไม่

ผื่นคัน ลมพิษ ท้องร่วง ท้องอืด คัดจมูก แน่นหน้าอก อาการแบบไหนคือภูมิแพ้

ทารกมีโอกาสเป็นภูมิแพ้หรือไม่ อาการภูมิแพ้ของทารก เป็นอย่างไร
ทารกมีโอกาสเป็นภูมิแพ้หรือไม่ อาการภูมิแพ้ของทารก เป็นอย่างไร

อาการแพ้ในทารกเกิดขึ้นได้ทั้งจากอาหาร สิ่งแวดล้อม และกรรมพันธ์ุ วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงสารก่อภูมแพ้นั้นๆ