ภูมิแพ้

วิธีลดสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน

ทำอย่างไรให้บ้านของคุณปลอดจากสารก่อภูมิแพ้
เผยแพร่ครั้งแรก 28 มี.ค. 2017 อัปเดตล่าสุด 12 พ.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 6 นาที
วิธีลดสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • สารก่อภูมิแพ้สามารถเกิดได้ทุกที่ในบริเวณบ้าน โดยมีสาเหตุหลักๆ มาจากความสะอาด ความชื้น และวัสดุของเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงสิ่งของที่ตกแต่งภายในบ้าน
  • ห้องนอน และห้องน้ำ คือ 2 ห้องที่มักจะเป็นศูนย์รวมของสารก่อภูมิแพ้ เนื่องจากมักมีปริมาณฝุ่น และความชื้นสูง
  • นอกจากทำความสะอาดบ้านแล้ว การถอดแผ่นกรองอากาศจากเครื่องปรับอากาศ ใบพัดของพัดลม มุ้งลวดกันฝุ่นเข้าก็เป็นอีกวิธีป้องกันสำคัญเพื่อไม่ให้สารก่อภูมิแพ้หมักหมมอยู่ในบ้าน
  • ควรทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ปลอกหมอน ผ้าหุ้มเบาะ เก้าอี้ และโซฟาทุกๆ สัปดาห์ เพราะวัสดุที่เป็นผ้ามักจะมีละอองสารก่อภูมิแพ้มาเกาะอยู่เสมอ
  • นอกจากทำความสะอาดบ้าน คุณยังควรไปตรวจสารก่อภูมิแพ้ที่ร่างกายของตนเองแพ้ เพื่อจะได้ดูแลสุขภาพของตนเองอย่างถูกต้อง (ดูแพ็กเกจตรวจภูมิแพ้และอาการแพ้ได้ที่นี่)

คุณรู้หรือไม่ว่า ถึงแม้จะไม่ได้ออกไปเผชิญกับฝุ่นควันหรือสิ่งสกปรกนอกบ้าน คุณสามารถเป็นโรคภูมิแพ้จากสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้านของตนเองได้

เพราะภายในบ้านของคุณเองก็สามารถเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรค ฝุ่นละออง ละอองเกสร หรือเชื้อแบคทีเรียได้เช่นกัน ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องดูแลทำความสะอาดบ้านของตนเองให้สะอาด เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้แก่ตนเอง และสมาชิกคนอื่นๆ ภายในบ้าน

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

172

บริเวณที่มักมีสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน

คุณอาจคิดว่าแค่ปัดกวาดเช็ดถูพื้นภายในบ้านหรือตามชั้นวางของก็น่าจะเพียงพอในการป้องกันสารก่อภูมิแพ้ในบ้านแล้ว แต่ความจริงยังมีพื้นที่อีกหลายจุดที่เป็นแหล่งรวมสารก่อภูมิแพ้ได้ เช่น

  • สัตว์เลี้ยง: เพราะตามผิวหนังหรือขนสัตว์ มักจะเป็นแหล่งรวมของคราบแบคทีเรีย คราบปัสสาวะ และมูลสัตว์ รวมถึงตัวเห็บหมัดซึ่งทำให้เป็นสาเหตุของสารก่อภูมิแพ้
  • ผ้าม่าน: ผ้าม่านซึ่งถูกติดตั้งติดไว้กับหน้าต่าง คือ ตัวรับสารก่อภูมิแพ้อันดับแรกเมื่อคุณเปิดหน้าต่างออก นอกจากนี้ผ้าม่านที่ไม่ได้ถูถอดมาซักทำความสะอาดและต้องถูกเลื่อนพับเก็บไว้ที่มุมห้องหรือมุมหน้าต่าง เมื่อนานวันไป ก็จะกลายเป็นแหล่งรวมชั้นดีของฝุ่นละออง
  • เฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยเบาะผ้า พรมตกแต่งบ้าน พรมเช็ดเท้า: โซฟาผ้า เบาะผ้านุ่มๆ หรือพรมที่พื้น คือ แหล่งรวมของเชื้อโรคทั้งที่จากตัวผู้มาสัมผัส นั่ง หรือเหยียบ ทั้งจากสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน และจากฝุ่นละอองในบ้านที่จับตัวเป็นก้อนและเกาะอยู่โดยที่คุณมองไม่เห็น
  • ห้องนอน: เพราะเฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของที่อยู่ภายในห้องนอนมักทำด้วยผ้า เช่น ผ้าปูเตียง ผ้าห่ม ปลอกหมอน รวมถึงหน้าต่างที่มีการเปิดปิดค่อนข้างบ่อย ห้องนอนจึงกลายเป็นสถานที่ที่มักจะมีฝุ่น และตัวไรฝุ่นรวมตัวกันอยู่เยอะที่สุด
  • พื้นที่ที่เปียกชื้น: บริเวณภายในบ้านที่ต้องสัมผัสกับน้ำอยู่บ่อยๆ เช่น ห้องน้ำ ลานซักผ้า ใต้อ่างล้านจาน มักจะเป็นแหล่งรวมความเปียกชื้นจากอากาศ หรือจากกิจกรรมภายในบ้าน เช่น ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ ซักผ้า จนทำให้เชื้อโรค และแบคทีเรียที่เกิดจากความเปียกชื้นมาจับตัวจนกลายเป็นสารก่อภูมิแพ้ได้
  • ต้นไม้ที่ปลูกไว้ในบ้าน: คุณอาจวางต้นไม้บางชนิดไว้สำหรับตกแต่งภายในบ้าน แต่คุณอาจไม่ทราบว่านั่นอาจเป็นการเพิ่มพื้นที่ให้กับฝุ่นในบ้าน และยังอาจรวมไปถึงแมลงบางชนิดที่สามารถกัดต่อยจนทำให้คุณเกิดอาการแพ้ได้

จากแหล่งสารก่อภูมิแพ้ที่กล่าวไปข้างต้น คุณอาจเห็นได้ว่ายังมีอีกหลายบริเวณภายในบ้านที่คุณไม่คาดคิดว่าจะเป็นที่รวมของสิ่งสกปรก ดังนั้นคุณจึงควรสังเกต และปรับเปลี่ยนวิธีดูแลบ้านของตนเองเสียใหม่ เพื่อลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ให้น้อยลง

วิธีดูแลบ้านเพื่อป้องกันสารก่อภูมิแพ้ในร่างกาย

1. ดูดฝุ่น 2 ครั้งต่อสัปดาห์

ดูดฝุ่นอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์จะช่วยลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้านได้ และทางที่ดี คุณควรเลือกใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีประสิทธิภาพ และหลีกเลี่ยงการใช้ไม้กวาดเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย

นอกจากนี้ ในระหว่างที่ดูดฝุ่นบ้าน คุณควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายรับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปด้วย

2. ควบคุมแหล่งไรฝุ่น

วิธีนี้สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการตกแต่งบ้านให้มีพรมที่พื้น หรือผ้าม่านน้อยที่สุด หรือหากมีการติดตั้งก็ให้เลือกวัสดุผ้าที่ฝุ่นไม่ติดง่าย และง่ายต่อการถอดออกมาทำความสะอาด โดยควรทำความสะอาดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

นอกจากนี้ โซฟาหรือเก้าอี้ที่ทำจากเบาะนวมหุ้มด้วยผ้า ยังเป็นอีกแหล่งรวมของสารก่อภูมิแพ้ คุณควรหลีกเลี่ยงโซฟาที่หุ้มด้วยผ้าซึ่งยากต่อการทำความสะอาด

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

172

ภายในห้องนอนของคุณก็เป็นอีกบริเวณที่มักชุกชุมไปด้วยไรฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ คุณควรถอดปลอกหมอนออกมาซักทุกสัปดาห์ และหลังจากตื่นนอน ให้หาผ้าพลาสติกหรือผ้าคลุมมาคลุมเตียงเพื่อป้องกันไรฝุ่นด้วย

ส่วนปลอกหมอน ผ้าปูที่นอนที่จะนำไปซัก ให้คุณซักในน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 130 องศาฟาเรนไฮต์ และอบแห้งด้วยความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรคอีกครั้ง

3. ทำความสะอาดร่างกายของสัตว์เลี้ยง

สัตว์เลี้ยง คือ อีกพาหะนำเชื้อโรคและสารก่อภูมิแพ้มาสู่ตัวคุณ ทั้งยังอาจทำให้บ้านของคุณสกปรกมากขึ้นกว่าเดิม คุณจึงจำเป็นต้องทำความสะอาดร่างกายของสัตว์เลี้ยงบ้างเป็นครั้งคราว โดยให้ปรึกษาสัตวแพทย์ประกอบด้วยเพื่อความปลอดภัย ความสะอาด และสุขภาพสัตว์เลี้ยงของคุณเอง

นอกจากทำความสะอาดร่างกายสัตว์เลี้ยงแล้ว คุณยังต้องแบ่งพื้นที่ของบ้านว่า ส่วนใดของบ้านที่สัตว์เลี้ยงห้ามเข้าไป เพื่อป้องกันไม่ให้สารก่อภูมิแพ้เข้าไปรวมตัวอยู่บริเวณนั้น โดยเฉพาะห้องนอน และห้องน้ำ ซึ่งเป็นส่วนที่คุณต้องเข้าไปบ่อยๆ

4. ปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย

ประตูและหน้าต่าง คือ ทางเข้าออกหลักของสารก่อภูมิแพ้ซึ่งกระจายตัวอยู่ในอากาศ ดังนั้นคุณจึงควรติดตั้งมุ้งลวดกันฝุ่นหากต้องการเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท

หรือหากไม่อยู่บ้าน ก็ควรปิดประตูและช่องทางลมในบ้านให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันไม่ให้สารก่อภูมิแพ้ เชื้อโรค หรือแมลงที่กัดต่อยคุณได้บินเข้ามาในบ้าน

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

172

การปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อยนอกจากจะช่วยป้องกันสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้านได้แล้ว ยังเป็นการสร้างอุณหภูมิที่อบอุ่นภายในบ้านอีกด้วย แต่คุณก็ควรถอดหน้าต่างมุ้งลวดออกมาทำความสะอาดอยู่บ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้สารก่อภูมิแพ้และสิ่งสกปรกติดอยู่ที่มุ้งลวดมากเกินไป

5. ตัดต้นไม้ วัชพืชที่อาจทำให้แพ้

เพราะละอองเกสรดอกไม้ และวัชพืชบางชนิดเป็นสารก่อภูมิแพ้ได้เช่นกัน คุณจึงต้องกำจัดพืช และต้นไม้บางชนิดออกไปจากบริเวณบ้าน เพื่อลดจำนวนเกสร และละอองฝุ่นที่พัดผ่านวัชพืชเหล่านั้นเข้ามาในบ้านจนทำให้คุณเกิดอาการแพ้

6. ระวังไม่ให้เกิดความชื้นมากเกินไป

ความชื้นในอากาศจะทำให้เกิดเชื้อรา คุณต้องระมัดระวังไม่ให้บริเวณที่เปียกชื้น หรืออับทึบภายในบ้านกลายเป็นแหล่งเพาะสารก่อภูมิแพ้ โดยให้สังเกตบริเวณของบ้านที่มักเปียกน้ำ หรือชื้น และหมั่นทำความสะอาดอยู่บ่อยๆ

นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับในการกำจัดความชื้นภายในบ้านอื่นๆ อีก เช่น

  • อย่าเปิดฝักบัวทิ้งไว้นานก่อนอาบน้ำ
  • ใช้พัดลมระบายอากาศเพื่อดูดความชื้นอยู่เสมอ
  • จำกัด และคัดเลือกพืชที่จะปลูกในบ้าน
  • ปิดรูน้ำ หรือรูรั่วที่ทำให้เปียกชื้นบริเวณต่างๆ ให้เรียบร้อย

7. กำจัดแมลงภายในบ้านของคุณ

แมลงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ โดยอาจมาจากการถูกกัดต่อย สัมผัสตัว หรือมูลของมัน ทางที่ดีคุณควรมีการกำจัดแมลงไม่ให้เข้ามาในบริเวณบ้านได้ และระมัดระวังอย่าให้บ้านของคุณเป็นแหล่งรวมของแมลงที่เป็นพาหะนำสารก่อภูมิแพ้ เช่น

  • แมลงสาบ
  • แมลงวัน
  • ยุง
  • ตัวต่อ
  • ผึ้ง
  • แตน

8. ทำความสะอาดเสื้อผ้าให้สะอาด

ให้เสื้อผ้าที่ซักแล้วของคุณได้ตากแดดจัดๆ ซักหน่อย เพราะนี่คือ วิธีกำจัดเชื้อโรค และสารก่อภูมิแพ้ได้อีกวิธีหนึ่ง

แต่ขณะเดียวกัน คุณต้องระมัดระวังฝุ่นละอองที่อาจพัดมาติดที่ผ้าด้วย ทางที่ดีหากนอกบ้านของคุณมีฝุ่นหรือสารก่อภูมิแพ้มาก ให้คุณเปลี่ยนไปใช้วิธีอบผ้าแห้งแทนจะดีกว่า

และหากคุณเพิ่งกลับมาจากข้างนอก และเพิ่งจะเผชิญกับฝุ่นควัน เชื้อโรค หรือสารก่อภูมิแพ้ที่อาจทำให้คนในบ้านเกิดอาการแพ้ได้ ให้คุณแยกเสื้อผ้าที่สวมใส่ไว้อีกตะกร้าหนึ่ง และซักแยกต่างหากเพื่อป้องกันการปะปนกันของเชื้อโรค

9. เลือกเครื่องนอนที่ป้องกันไรฝุ่น

หากคุณเลือกเครื่องนอนที่ฝุ่นจับง่าย โอกาสเกิดอาการแพ้ก็จะสูง คุณจึงควรเลือกเครื่องนอนที่มีคุณสมบัติต่อไปนี้

  1. มีรูอากาศขนาดเล็ก เพราะไรฝุ่นมีขนาดประมาณ 100-400 ไมครอน (1 มิลลิเมตร = 1,000 ไมครอน) ส่วนมูลและไข่ของมันจะมีขนาดประมาณ 10-30 ไมครอน
    ดังนั้นเส้นผ่าศูนย์กลางของช่องว่างในเนื้อผ้าจึงควรเล็กกว่า 10 ไมครอน จึงจะป้องกันไม่ให้ไรฝุ่นผ่านเข้าไปได้ รวมถึงมูลและไข่ของมันด้วย
  2. เลือกซื้อเครื่องนอนที่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมี เครื่องนอนบางประเภทจะผสมสารเคมีเพื่อขับไล่ไรฝุ่นไว้ และมีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จำนวนไม่น้อยที่แพ้สารเหล่านี้ คุณจึงควรปรึกษาแพทย์ และสอบถามส่วนผสมของสารเคมีเหล่านี้ให้แน่ชัดก่อนซื้อ
    แต่โดยปกติหากคุณนำเครื่องนอนไปซัก สารเคมีที่ผสมอยู่ก็จะหายไปเอง แต่ประสิทธิภาพในการขับไล่ไรฝุ่นก็จะลดลงไปด้วย
  3. เลือกซื้อเครื่องนอนชนิดที่ระบายอากาศได้ดี เพราะเครื่องนอนที่ระบายความร้อนไม่ดีจะทำให้ผู้ใช้งานอึดอัด รู้สึกร้อน และส่งผลกระทบต่อการนอนหลับได้

10. ทำความสะอาดรถ

คุณควรดูดฝุ่นทำความสะอาดรถยนต์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพราะรถเป็นอีกพื้นที่ที่สารก่อภูมิแพ้สามารถพัดเข้ามารวมตัวกันอยู่ได้ เวลาที่คุณเปิดประตูรถ

อีกทั้งรถยังมักถูกจอดไว้ในที่อับชื้น หรือกลางแดดจัดๆ จนข้างในมีอุณหภูมิอบอ้าว และกลายเป็นแหล่งรวมของเชื้อราในภายหลังได้

คุณไม่ควรใช้ผ้าคลุมตัวเบาะรองนั่ง เพราะจะทำให้มีคราบฝุ่นมาจับจนสกปรก และหมั่นทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศภายในรถอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ตัวกรองอากาศข้างในรถอับชื้น อากาศที่คุณสูดเข้าไปขณะขับรถจะได้ปราศจากสารก่อภูมิแพ้

เพียงแค่ปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลบ้านให้เหมาะสม โอกาสที่คุณจะเป็นโรคภูมิแพ้ในภายหลังก็อาจลดลงตามไปด้วย และสุขอนามัยในชีวิตประจำวันของคุณก็จะมีแต่ความสะอาด ห่างไกลจากการเกิดโรคร้ายที่เกิดจากการติดเชื้อหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ

ดังนั้นมันอาจเป็นเรื่องยากเย็นเสียหน่อย หากคุณไม่ใช่คนที่จะลุกขึ้นมาดูแลทำความสะอาดบ้านบ่อยๆ แต่ลองสำรวจ และปรับเปลี่ยนวิธีดูแลบ้านสักครั้ง บางทีสุขภาพของคุณที่เป็นอยู่อาจดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้

ดูแพ็กเกจตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้ เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัพเดทแพ็กเกจต่างๆ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @HonestDocs และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


2 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, การรักษาโรคแพ้อากาศ (https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=200), 8 ตุลาคม 2553.
Asthma and Allergy Foundation of America, Control Indoor Allergens to Improve Indoor Air Quality (https://www.aafa.org/control-indoor-allergens/), September 2015.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม