มะเร็งและโรคร้าย

ไข้หวัดจากไวรัสและไข้หวัดจากแบคทีเรีย ต่างกันอย่างไร

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 26, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
ไข้หวัดจากไวรัสและไข้หวัดจากแบคทีเรีย ต่างกันอย่างไร


เมื่อเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนฤดูในทุกครั้ง สภาพอากาศรอบตัวเราก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ช่วงกำลังเปลี่ยนถ่ายฤดูนั้นมักจะมีฝนตกติดต่อกันสักระยะหนึ่ง และหลังจากที่ฝนฟ้าซาลงก็จะเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ จากร้อนเป็นฝน จากฝนเป็นหนาว และจากหนาวเป็นร้อน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ ป่วยเป็นไข้หวัดกันได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ตลอดจนผู้ที่สุขภาพไม่สู้จะแข็งแรงนักยิ่งจะป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่าย เมื่อมีอาการหวัดคนส่วนใหญ่ก็มักจะเข้าใจผิดว่าจะต้องรับประทานยาแก้อักเสบทุกครั้งไป แต่จริง ๆ แล้วการใช้ยาแก้อักเสบเพื่อรักษาหวัดนั้นจำเป็นเฉพาะในกรณีที่เป็นหวัดและมีการอักเสบเท่านั้น แล้วไข้หวัดแบบไหนกันที่จำเป็นและไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้อักเสบ ?

ไข้หวัดจากไวรัส

โดยแท้จริงแล้วไข้หวัดที่เราเป็นกันโดยส่วนใหญ่หรือไข้หวัดธรรมดา (Common cold) นั้น กว่า 80 เปอร์เซ็นเป็นไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์บนโลก และมีจำนวนมากถึงขนาดที่ว่าถ้าเราเป็นหวัดปีละ 3 ครั้งก็ยังเป็นหวัดจากเชื้อไวรัสได้ไม่ครบทุกชนิดที่มีบนโลกนี้เลยทีเดียว

โดยเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดหวัดนั้นส่วนใหญ่จะมีชื่อสายพันธุ์ ได้แก่ เชื้อ Rhinoviruses โดยเชื้อตัวนี้จะก่อให้เกิดไข้หวัดธรรมดาได้ถึงร้อยละ 30-50 จากจำนวนคนที่ติดเชื้อหวัดทั้งหมดที่มีบนโลก  ส่วนเชื้อ Coronaviruses จะก่อให้เกิดไข้หวัดอยู่ที่ร้อยละ 10-15 จากจำนวนของคนเป็นไข้หวัดทั้งหมด

อาการของคนเป็นไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส

ไข้หวัดจากเชื้อไวรัสหรือไข้หวัดธรรมดา (Common cold) จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการไข้ต่ำ ๆ หรืออาจไม่มีไข้เลยก็ได้  แต่โดยส่วนใหญ่จะมีอาการแสดงออกถึงการเป็นหวัดจากทางจมูกและทางเดินหายใจ อันได้แก่  ผู้ป่วยจะมีน้ำมูกใส ๆ ไหลออกมาจากจมูก (บางครั้งอาจมีสีเหลืองข้นในช่วงเช้า) รวมไปถึงมีอาการคัดจมูก แน่นจมูก ไอ จาม เจ็บคอ คอแดง ต่อมทอลซินบวมแต่ไม่มีตุ่มหนองอักเสบ  ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการอื่นข้างต้น  

ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดจากไวรัสจะไม่มีอาการรุนแรง โดยจะมีอาการป่วยอยู่ราว 7-14 วัน แล้วก็จะหายเองได้เป็นปกติ แต่ในช่วง3-5วันแรกของการเป็นหวัดจะเป็นช่วงที่ผู้ป่วยมีอาการหนักที่สุด ดังนั้นในช่วงดังกล่าวจึงควรดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้

ความแตกต่างของไข้หวัดจากไวรัสและไข้หวัดจากแบคทีเรีย

ไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนั้นมีอาการเหมือนกับไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสทุกประการ เพียงแต่สามารถสังเกตความแตกต่างได้ กล่าวคือ มักจะมีอาการป่วยเรื้อรังนานกว่า 5-10 วัน มีไข้ตัวร้อนสูง มีอาการเจ็บคอมาก ซึ่งถ้าหากเป็นแบบหวัดเรื้อรังอาจมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณโพรงจมูกและไซนัส สังเกตได้จากการมีน้ำมูกสีเขียวข้นปนสีเหลือง มีอาการปวดบริเวณจมูกและตึงบนใบหน้า มีอาการคัดแน่นจมูก ความสามารถในการรับกลิ่นแย่ลง ในขณะเดียวกันก็อาจมีการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอร่วมกับการอักเสบบริเวณต่อมทอนซิลด้วย

ดังนั้นถ้าอยากทราบว่าผู้ป่วยหรือตัวท่านเองเป็นไข้หวัดที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยหรือไม่ ท่านสามารถตรวจเบื้องต้นได้ด้วยตนเองโดยให้อ้าปากแล้วใช้ไฟฉายส่อง หรือมองผ่านกระจกเพื่อตรวจดูว่าต่อมทอนซิลที่อยู่ข้างบริเวณข้างลำคอมีจุดขาว หรือจุดหนองหรือไม่ หากพบว่ามี แสดงว่าเป็นไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ให้ลองจับดูบริเวณใต้กรามทั้งสองข้างของใบหน้า ว่ามีการบวมของต่อมน้ำเหลืองหรือไม่ โดยใช้วิธีกดลงไป หากมีอาการเจ็บและหรือสัมผัสได้ว่ามีอาการบวมก็แสดงว่าท่านติดเชื้อแบคทีเรียแล้วอย่างแน่นอน

วิธีรักษาไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรีย

เมื่อทราบแล้วว่าท่านป่วยเป็นไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรีย  ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการและเพื่อจัดยาแก้อักเสบ รวมไปถึงยาประเภทอื่น ๆ ที่จำเป็นตามความเหมาะสมของโรค  หรือถ้าไม่สะดวกไปพบแพทย์ควรซื้อยาแก้อักเสบจากร้านที่มีเภสัชกรประจำ ไม่ควรซื้อยาเองตามใจชอบ หรือซื้อตามที่คนอื่นแนะนำมา และห้ามแบ่งยาปฏิชีวนะของตนเองให้แก่ผู้อื่น เนื่องจากยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบนี้มีหลายชนิด เช่น เตตราซัยคลิน เพนนิซิลลิน โคทรัยม็อกซาโซล อะม็อกซิซิลลิน อิริทโทรมัยซิน เป็นต้น ซึ่งยาแต่ละชนิดก็ใช้กับเชื้อแบคทีเรียที่แตกต่างกัน จากนั้นรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามจำนวนที่แพทย์หรือเภสัชกรจัดให้เพื่อป้องกันภาวะดื้อยาแก้อักเสบในอนาคต เพราะถ้าหากเกิดอาการดื้อยาแก้อักเสบขึ้นมา คราวหน้าเมื่อป่วยและมีการอักเสบเกิดขึ้นอีกท่านจำเป็นจะต้องใช้จำนวนยาและประเภทของยาที่มากยิ่งขึ้นเพื่อรักษาให้หายขาด แน่นอนว่าการใช้ยาในปริมาณมากขึ้นจะส่งผลเสียต่อการทำงานของตับและไต ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพเรื้อรังต่อไปโดยไม่จำเป็น 

การดูแลและป้องกันตนเองจากไข้หวัด

วิธีการรักษาไข้หวัดที่ดีที่สุดนั้น นอกจากจะต้องกินยาตามแพทย์หรือเภสัชกรกำหนดให้แล้ว ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องรับประทานอาหารให้ถูกต้องตรงเวลา และนอนหลับพักผ่อนให้มากขึ้นอีกสักนิด ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายของเราสร้างภูมิต้านทานที่แข็งแรงเพื่อต่อสู้กับไข้หวัด ในส่วนของวิธีป้องกันการเป็นไข้หวัดนั้นก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงรับประทานอาหารหลากหลายให้ครบ5หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และต้องไม่ลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ท่านก็จะห่างไกลจากโรคหวัดแล้ว

                

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
การส่งอุจจาระตรวจเพาะเชื้อจะส่งตรวจเมื่อไหร่และทำไมต้องส่งตรวจ
การส่งอุจจาระตรวจเพาะเชื้อจะส่งตรวจเมื่อไหร่และทำไมต้องส่งตรวจ

การส่งตรวจที่ทำกันทั่วไปและไม่เจ็บตัวนี้ใช้เพื่อการวินิจฉัยโรคของทางเดินอาหาร