Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
การดูแลอาหาร

แพ้อาหารทำให้อ้วนจริงหรือไม่

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,275,458 คน

แพ้อาหารทำให้อ้วนจริงหรือไม่
  • ปัจจุบันยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า การแพ้อาหารทำให้เป็นโรคอ้วน แต่คนที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าคนปกติ
  • การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ หรืออาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้เกิดภาวะลำไส้รั่วได้
  • ภาวะลำไส้รั่วจะส่งผลให้สารพิษรั่วเข้าไปในกระแสเลือด กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดอาการแพ้ ไขมันเกาะตับ ดื้ออินซูลิน และทำให้เป็นโรคอ้วน
  • วิธีรักษาภาวะลำไส้รั่ว คือหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อจุลินทรีย์ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ (ดูแพ็กเกจตรวจภูมิแพ้อาหาร และภูมิแพ้อาหารแฝง ได้ที่นี่)

“แพ้อาหารทำให้อ้วน” เป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถยืนยันได้ แต่การแพ้อาหารก็ส่งผลเสียต่อระบบร่างกายแน่นอน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นภูมิแพ้ชนิดรุนแรง (Anaphylaxis) ที่อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

ถึงแม้ว่า จะยังไม่สามารถยืนยันเรื่องการแพ้อาหารทำให้อ้วน แต่โรคอ้วนกับโรคภูมิแพ้ก็ยังมีความเชื่อมโยงกันอยู่ โดยวารสารโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยาทางคลินิก (JACI) ได้เผยข้อมูลว่า ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มากกว่าคนปกติ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยโรคอ้วน หรือโรคภูมิแพ้ก็ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพร่างกายของตนให้แข็งแรงอยู่เสมอ เช่น รับประทานอาหารให้เหมาะสมกับร่างกาย หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เป็นต้น

กลไกการเกิดการแพ้อาหาร

การแพ้อาหารเกิดขึ้นเมื่อเรารับประทานอาหารที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ หรือเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ทำให้เกิดการสร้างภูมิต้านทานชนิดอี (Immunoglobulin E) หรือที่เรียกว่า “IgE” ออกมา

อาหารที่รับประทานเข้าไปนั้นจะกระตุ้นให้ IgE หลังสารเคมีที่ชื่อว่า “ฮีสตามีน (Histamine)” ซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้ที่จะแสดงออกมาทางระบบต่างๆ ของร่างกายนั่นเอง

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการแพ้อาหาร

  • ถ่ายทอดพันธุกรรม
  • สุขภาพร่างกายในขณะที่รับประทานอาหารชนิดนั้น โดยผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้จะมีโอกาสเกิดอาการแพ้อาหารมากกว่าคนทั่วไป
  • ออกกำลังกายหลังรับประทานอาหาร (ยังไม่ทราบกลไกของการแพ้ชัดเจน)
  • รับประทานอาหารชนิดเดิมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

อาการแพ้อาหาร

ลักษณะของอาการแพ้อาหารจะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะตามระยะเวลาของการแสดงอาการ

1. อาการแพ้เฉียบพลัน

  • เกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารไปแล้ว 2-3 นาที ถึง 1 ชั่วโมง
  • อาการที่พบมาก เช่น คันคอ ปาก จมูก และตา ปากบวม หนังตาบวม ลมพิษพุพอง คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือหมดสติ
  • จัดเป็นอาการแพ้ชนิดรุนแรงที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะต้องฉีดยาเอพิเนฟริน (Epinephrine) ทันที และรีบส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล

2. อาการที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ

  • เกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารเข้าไปนานกว่า 1-24 ชั่วโมง
  • อาหารที่ทำให้เกิดการแพ้อย่างช้าๆ เช่น นม ไข่ ข้าวสาลี
  • อาการแพ้ที่เกิดขึ้น เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง ลมพิษพุพอง ปวดเมื่อยเนื้อตัว หรือปวดศีรษะ

หากสงสัยว่าแพ้อาหารต้องทำอย่างไร?

เมื่อเกิดอาการแพ้ หรือสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคภูมิแพ้ ควรไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการแพ้นั้นๆ เพราะวิธีการป้องกันไม่ให้อาการภูมิแพ้กลับมาเป็นซ้ำที่ดีที่สุด คือการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ

โดยการตรวจภูมิแพ้สามารถตรวจได้ทั้งภูมิแพ้อาหาร ภูมิแพ้อาหารแฝง และภูมิแพ้อากาศ ซึ่งวิธีที่คนส่วนมากนิยมตรวจกันคือ

  • การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังด้วยวิธีสะกิด (Skin prick test)
  • การตรวจเลือดเพื่อหา specific IgE antibody (sIgE)

คุณสามารถเปรียบเทียบราคาตรวจภูมิแพ้ได้ที่นี่

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม: รู้จักกับการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังด้วยวิธีสะกิด (Skin prick test) อย่างละเอียด

กินอาหารไม่มีประโยชน์ทำให้เกิดการแพ้ และโรคอ้วน ได้อย่างไร?

ลำไส้ของคนเรามีแบคทีเรียชนิดดีมากกว่า 500 สายพันธุ์ที่คอยปกป้องลำไส้อยู่

แต่เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเข้าไป อาหารเหล่านี้จะส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ผลิตสารพิษ ในขณะที่แบคทีเรียชนิดดีที่มีหน้าที่ต้านการอักเสบจะถูกทำลายลง

นอกจากนี้อาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปสูง อาหารที่มีน้ำตาลไขมันสูง และใยอาหารต่ำ รวมทั้งยาปฏิชีวนะ ยาสเตียรอยด์ ยาต้านการอักเสบ ยาลดกรด และฮอร์โมน ล้วนแต่มีผลในการเปลี่ยนระบบนิเวศของแบคทีเรียในลำไส้

เมื่อแบคทีเรียชนิดดีถูกทำลายจนปริมาณน้อยลงจะทำให้เกิดการอักเสบ และลำไส้รั่ว สารพิษที่รั่วเข้าสู่ลำไส้จะจับกับเซลล์ที่ทำหน้าที่ภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นให้สร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบหลายชนิด

สิ่งเหล่านี้จะยับยั้งการทำงานของร่างกาย และกระตุ้นความดื้อต่อการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ไขมันเกาะตับ และเกิดโรคอ้วนนั่นเอง

รู้ได้อย่างไรว่ามีอาการลำไส้รั่ว?

อาการเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาะวะลำไส้รั่ว ลองสำรวจตัวเองดูว่า มีอาการเหล่านี้หรือไม่

  • ปฏิกิริยาแพ้อาหารแฝง เช่น ปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย ท้องเสียสลับกับท้องผูกเป็นประจำ
  • มีลมพิษ คัน หรือผิวหนังอักเสบเรื้อรังเป็นๆ หายๆ
  • สิวอักเสบเรื้อรังที่รักษาไม่หาย
  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย แม้จะนอนหลับพักผ่อนเป็นเวลานาน
  • มื้อเท้าเย็น (โดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากยา หรือโรคอื่นๆ)
  • มีอาการในโรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune Disease)
  • ปวดศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือปวดศีรษะไมเกรน
  • การตัดสินใจช้าลง หรือสมาธิลดลง
  • มีอาการจาม คันจมูก คอบวม ไอ หอบหืด หายใจลำบาก

ลำไส้รั่วสามารถรักษาให้หายได้

  • งดอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้เป็นเวลา 3-6 เดือน เพื่อให้ร่างกายกำจัด IgE หมดไปจากร่างกาย
  • ปรับเปลี่ยนโภชนาการ
    1. รับประทานอาหารให้หลากหลาย
    2. รับประทานอาหารที่มีเส้นใยไฟเบอร์ เช่น พืชผักใบเขียว ผลไม้ไม่หวาน เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหาร
    3. รับประทานจุลินทรีย์ดีมีประโยชน์ต่อลำไส้ (Probiotic) และอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ดี (Prebiotic)
    4. รับประทานกรดอะมิโน เพื่อช่วยซ่อมแซมเยื่อบุผนังลำไส้
    5. สังกะสี (Zinc) ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผนึกระหว่างลำไส้ และป้องกันความเสียหายของเยื่อบุผนังลำไส้
    6. ซีลีเนียม (Selenium) และวิตามินอี (Vitamin E) สามารถป้องกันการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการให้สารผ่านเข้าออกผนังลำไส้จากการถูกทำลายโดยความเครียดได้
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ลดความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ใช้ยาให้สมเหตุสมผล เพราะยาบางตัวอาจส่งผลต่อจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ให้สอบถามแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนการใช้ยา

3 วิธีง่ายๆ ที่ลดโอกาสเกิดการแพ้อาหาร และสร้างสมดุลให้กับระบบย่อยอาหาร

1. หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ประมาณ 3-4 สัปดาห์

อาหารที่ส่วนมากแพ้ เช่น สารกลูเตน (เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในข้าวสาลี) ผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลี นม ไข่ ข้าวโพด ยีสต์ ถั่วเหลือง และถั่วลิสง

ให้ลองสังเกตร่างกายว่า หลังจากเลี่ยงอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้แล้ว อาการแพ้อาหารดีขึ้นหรือไม่ หากดีขึ้นก็แสดงว่า เราแพ้อาหารนั้นๆ

2. เน้นการบริโภคพืชที่มีใยอาหารสูงในรูปธรรมชาติ

ผักอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็น และใยอาหาร ที่ช่วยบำรุงแบคทีเรียที่ดีในระบบย่อยอาหาร

3. บริโภคอาหารที่มีแบคทีเรียที่ดีทุกวัน

เพื่อช่วยให้ระบบย่อยแข็งแรงขึ้น ควรรับประทานอาหารที่มีแบคทีเรียที่ดีทุกวัน เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว หรือกิมจิ โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเชื้อจุลินทรีย์ชนิดบิฟิโดแบคทีเรีย และแล็กโตแบซิลลัส ประมาณสิบพันล้านตัวขึ้นไป

สรุป

การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงจะช่วยเลี้ยงแบคทีเรียชนิดไม่ดี ซึ่งจะทำลายผนังลำไส้ และผลิตสารพิษที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

เมื่อผนังลำไส้ถูกทำลายลง อาหารที่ถูกย่อยบางส่วนจะรั่วเข้าสู่กระแสเลือด เข้าไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านสารพิษ และอาหาร

ปฏิกิริยานี้จะทำให้เกิดการอักเสบ และนำไปสู่กระบวนการไขมันเป็นพิษ หรือไขมันเกาะตับ และภาวะดื้อต่ออินซูลินจนทำให้ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น

ซึ่งอินซูลิน เป็นฮอร์โมนที่สะสมไขมัน นำไปสู่ความอ้วน และเร่งให้ร่างกายเสื่อมเร็วขึ้น ฉะนั้นถ้าลำไส้มีแบคทีเรียที่ไม่ดีมากกว่าชนิดดีอาจทำให้อ้วน และป่วยได้ง่าย นั่นเอง

ดูแพ็กเกจตรวจภูมิแพ้อาหาร และภูมิแพ้อาหารแฝง เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจเหล่านี้ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @HonestDocs และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


ที่มาของข้อมูล

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป