ภูมิแพ้

จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 15 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 193,975 คน

จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis)

จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis)

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เกิดขึ้นจากร่างกายมีปฏิกิริยากับสารก่อภูมิแพ้ในอากาศที่สูดหายใจเข้าไป ทำให้มีอาการจามบ่อยครั้ง มีน้ำมูกไหล คัดจมูกเป็นประจำ หรือคันตา คันปาก คันที่ผิวหนังบ่อยครั้ง โดยผู้ป่วยอาจมีอาการบางฤดูกาล หรือมีอาการตลอดทั้งปี

ภาพรวม

ถ้าคุณมีอาการจามบ่อยครั้ง มีน้ำมูกไหลหรือคัดจมูกเป็นประจำ หรือมีอาการคันตา คันปาก คันที่ผิวหนัง คุณอาจมีอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis) ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อย และมีคนป่วยเป็นโรคนี้จำนวนมาก

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ก็เหมือนกับอาการผื่นที่ผิวหนังและโรคภูมิแพ้อื่นๆ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความไวในการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมมากกว่าปกติ ซึ่งปกติแล้วสารก่อภูมิแพ้นี้จะไม่ทำให้เกิดปัญหาในคนส่วนใหญ่ แต่ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้จะมีอาการเกิดขึ้น

จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อาจเรียกอีกอย่างว่า ไข้ละอองฟาง (hay fever) แต่คุณไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับละอองฟาง ละอองหญ้า ก็สามารถมีอาการได้ และตรงกันข้ามกับชื่อ คือคุณไม่จำเป็นต้องมีไข้ ก็มีอาการของโรคนี้ได้เช่นกัน

จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ:

  • ชนิด seasonal: คือมีอาการมีช่วงเวลาที่สารก่อภูมิแพ้ในอากาศมาก คือมีอาการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือฤดูใดฤดูหนึ่งเท่านั้น โดยจะพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และช่วงต้นของฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งผู้ป่วยจะมีการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศ สปอร์ของเชื้อรา และเกสรหญ้า ดอกไม้ วัชพืช
  • ชนิด perennial: คือผู้ป่วยจะมีอาการจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตลอดทั้งปี ซึ่งมักมีสาเหตุจากตัวไรฝุ่น ขนสัตว์ หรือรังแคสัตว์ แมลงสาบ หรือเชื้อรา ส่วนอาการแพ้อาหารไม่ค่อยทำให้มีอาการทางจมูก

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการของจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ทั้งสองประเภท คือมีอาการตลอดทั้งปี แต่จะมีอาการแย่ลงเมื่อต้องอยู่ในฤดูกาลที่มีเกสรดอกไม้ปริมาณมากในอากาศ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่การแพ้ที่ทำให้เกิดอาการเยื่อจมูกอักเสบได้ด้วยเช่นกัน

อาการของไข้ละอองฟาง:

  • น้ำมูกไหล
  • คันตา, ปาก หรือผิวหนัง
  • จาม
  • คัดจมูก ซึ่งเกิดจากการอุดกั้นหรือการบวมของจมูก
  • อ่อนเพลีย (มักถูกรายงานว่าเป็นเพราะมีคุณภาพการนอนหลับแย่อันเนื่องจากจมูกอุดตัน)

ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการ:

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01
  • สารก่อภูมิแพ้ภายนอกบ้าน (นอกอาคาร) เช่น เกสรจากหญ้า วัชพืช ดอกไม้
  • สารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน ภายในที่ทำงาน (ภายในอาคาร) เช่น ขนสัตว์ หรือรังแคสัตว์ ตัวไรฝุ่น และเชื้อรา
  • สารก่อระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ น้ำหอม ไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซล

การจัดการและการรักษา:

ให้หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการโดยการปรับเปลี่ยนสภาพสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและปรับพฤติกรรมของตนเอง

  • ปิดหน้าต่างในฤดูที่มีเกสรดอกไม้ปริมาณมากในอากาศ และใช้เครื่องปรับอากาศในบ้านและในรถแทน
  • สวมแว่นตา หรือแว่นตากันแดดเมื่อต้องอยู่นอกอาคาร เพื่อลดการสัมผัสของละอองเกสรกับดวงตา
  • เลือกใช้ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน และเครื่องนอนต่างๆ ที่เป็นชนิดปลอดไรฝุ่น เพื่อลดการสัมผัสกับตัวไรฝุ่น และใช้เครื่องกำจัดความชื้นภายในบ้าน เพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อราเจริญเติบโต (ถ้าคุณได้กลิ่นเหม็นอับชื้น แสดงว่ามีแนวโน้มที่จะมีเชื้อราขึ้นในบ้าน)
  • ล้างมือหลังเล่นกับสัตว์หรือสัมผัสกับสัตว์เสมอ และควรมีคนที่ไม่แพ้สัตว์เลี้ยงคอยช่วยดูแลสัตว์เลี้ยงแทนคุณ โดยควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่บริเวณอากาศถ่ายเทดีหรือนอกบ้าน

 

ควบคุมบางอาการที่เกิดขึ้นด้วยยาที่มีขายตามร้านยา:

  • ยาบรรเทาอาการคัดจมูก (Decongestants)
  • ยาแก้แพ้ (Antihistamines) ชนิดหยอดตา, พ่นจมูก, หรือชนิดรับประทาน

เข้าพบแพทย์โรคภูมิแพ้ เพื่อรับยาจากแพทย์ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากกว่า:

  • ยาแก้แพ้ ชนิด หยอดตา, พ่นจมูก และชนิดรับประทาน
  • การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy)

 

อาการ

จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือรู้จักกันในอีกชื่อว่า ไข้ละอองฟาง คือกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับจมูก แต่อย่าเข้าใจผิดจากชื่อ เพราะคุณไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับละอองฟาง ละอองหญ้า ก็มีอาการได้ และแม้ว่าชื่อโรคจะมีคำว่าไข้ แต่โรคนี้ก็ไม่ค่อยมีอาการไข้

ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มักมีอาการจากการสูดเอาสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศเข้าไป เช่น ละอองเกสร หรือฝุ่นละออง

เมื่อผู้ป่วยที่มีความไวสูดเอาสารก่อภูมิแพ้ (allergen) เข้าไปทางจมูก ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะตอบสนองด้วยอาการดังนี้ (เรียงลำดับตามอาการที่พบบ่อย):

  • คัดจมูก เนื่องจากมีการอุดกั้นของจมูกหรือจมูกบวม
  • คัน มักพบที่จมูก ปาก ตา ลำคอ หรือผิวหนัง
  • เปลือกตาบวม
  • จาม
  • ไอ

อาการอาจเป็นมากขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นโดยสารก่อระคายเคือง (irritants) เช่น

  • ควันบุหรี่
  • กลิ่นเหม็น เช่น น้ำหอม หรือ สเปรย์ใส่ผม และควัน
  • เครื่องสำอาง
  • ผงซักฟอก
  • น้ำยาทำความสะอาด, คลอรีนในสระว่ายน้ำ, ไอเสียจากรถยนต์ และมลพิษในอากาศ (เช่น โอโซน)

จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ แบ่งเป็น 2 ประเภท:

  • ชนิดมีอาการเฉพาะช่วง (seasonal): คือผู้ป่วยจะมีอาการเฉพาะช่วง เฉพาะฤดูกาล ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และช่วงต้นของฤดูใบไม้ร่วง ผู้ป่วยจะตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศ เช่น สปอร์ของเชื้อรา เกสรหญ้า ดอกไม้ วัชพืช
  • ชนิดที่มีอาการตลอดทั้งปี (perennial): คือผู้ป่วยจะมีอาการตลอดทั้งปี โดยจะตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ คือ ตัวไรฝุ่น ขนสัตว์ หรือรังแค แมลงสาบ หรือเชื้อรา

จมูกอักเสบจากภูมิแพ้มีความสัมพันธ์กับ:

  • ไม่มีสมาธิในการเรียนหรือการทำงาน
  • ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  • ลดความสามารถในการตัดสินใจ
  • การประสานงานกันระหว่างตาและมือแย่ลง
  • ปัญหาเกี่ยวกับความจำ
  • รู้สึกหงุดหงิด
  • ปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ
  • อ่อนเพลีย
  • ขาดเรียนหรือขาดงาน
  • เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์มากขึ้น
  • เกิดอุบัติเหตุขณะเรียนหรือทำงานมากขึ้น

ผู้ปกครองของเด็กที่เป็นจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ให้ข้อมูลว่า เด็กจะมีอารมณ์หงุดหงิด เจ้าอารมณ์มากกว่าปกติในช่วงฤดูที่มีอาการภูมิแพ้ เนื่องจากเด็กๆ ไม่สามารถบอกอาการได้ทางวาจา แต่พวกเขาจะแสดงออกด้วยความรู้สึกไม่สบายที่โรงเรียนและที่บ้าน นอกจากนี้เด็กบางคนอาจรู้สึกว่าอาการภูมิแพ้ทำให้เขาต้องแยกตัวเองออกจากเพื่อนคนอื่น

สิ่งสำคัญคือ อาการหงุดหงิด และอาการอื่นๆ เกิดจากปัญหาที่เกิดกับหู จมูก และลำคอ ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคสมาธิสั้น หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาการของเด็กจะสามารถควบคุมได้ และจะป้องกันปัญหาเกี่ยวกับการเรียนและพฤติกรรมได้

อาการของจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มีสาเหตุจากอย่างอื่นเช่นกัน โดยทั่วไปมักเป็นโรคหวัด ตัวอย่างเช่น โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ การติดเชื้อส่วนใหญ่มักเป็นเพียงระยะเวลาสั้น โดยอาการจะดีขึ้นภายใน 3-7 วัน

หลายคนมีอาการคัดจมูกกำเริบหรือมีอาการเรื้อรัง มีการผลิตน้ำมูกมากเกินไป มีอาการคัน และอาการทางจมูกอื่นๆ ซึ่งคล้ายกับโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ในกรณีนี้สาเหตุไม่ใช่มาจากการแพ้

 

การวินิจฉัย

เพื่อค้นหาวิธีรักษาอาการจากโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ขอแนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้จะรวบรวมข้อมูลโดยการสอบถามคุณ รวมถึงรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นข้อมูลที่ช่วยระบุสาเหตุของการเกิดอาการได้ คุณจะถูกถามคำถามหลายคำถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่บ้านและที่ทำงาน (รวมถึง คุณมีสัตว์เลี้ยงหรือไม่), นิสัยการรับประทานอาหารของคุณ, ประวัติทางการแพทย์ของครอบครัว, และความถี่และความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น

บางครั้งโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้อาจเป็นอาการอันซับซ้อนที่เกิดขึ้นจากสภาวะทางการแพทย์ต่างๆ เช่น ผนังกั้นช่องจมูกคด (deviated septum) ซึ่งเป็นอาการของการโค้งงอของกระดูกและกระดูกอ่อนที่กั้นระหว่างรูจมูกสองข้าง หรือเกิดจากการมีริดสีดวงจมูก (nasal polyps) ซึ่งเป็นก้อนเนื้อที่เจริญขึ้นผิดปกติในโพรงจมูกหรือในไซนัส โดยสภาวะทางการแพทย์ที่กล่าวถึงเหล่านี้จะมีอาการแย่ลงได้ถ้าป่วยเป็นหวัด อาการทางจมูกที่เกิดขึ้นจากปัญหามากกว่าหนึ่งปัญหาอาจเป็นเรื่องยากที่จะรักษา ซึ่งมักต้องอาศัยความร่วมมือของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาอื่นๆ เช่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก

แพทย์ด้านโรคภูมิแพ้ที่ดูแลคุณอาจแนะนำให้คุณทำการทดสอบภูมิทางผิวหนัง โดยการหยดสารก่อภูมิแพ้ที่สงสัยปริมาณเล็กน้อยลงบนผิวหนัง และใช้เข็มขนาดเล็กสะกิดเพื่อดูผลที่เกิดขึ้น การทดสอบนี้ทำได้ง่าย มีความไว และโดยทั่วไปราคาไม่แพง ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยหาได้ว่าคุณกำลังแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด

 

ชนิดของการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Types of skin tests)

  • การทดสอบโดยการสะกิด (prick test): การทดสอบนี้จะทำโดยหยุดสารก่อภูมิแพ้ที่สงสัยปริมาณเล็กน้อยลงบนผิวหนัง แล้วใช้เข็มปราศจากเชื้อขนาดเล็กสะกิด แล้วสังเกตผลที่เกิดขึ้นภายใน 10-20 นาที
  •  
  • การทดสอบใต้ผิวหนัง (intradermal test): วิธีนี้จะทำการฉีดสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องการทดสอบปริมาณเล็กน้อยเข้าสู่ใต้ผิวหนังโดยใช้เข็มขนาดเล็ก ซึ่งจะสังเกตผลได้หลังจากฉีดประมาณ 20 นาที การทดสอบนี้มีความไวมากกว่าการทดสอบแบบสะกิด (prick test)

 

การจัดการและการรักษา

สิ่งแรกที่ต้องทำในการดูแลตนเองในโรคภูมิแพ้ที่เกิดตามฤดูกาล (seasonal) หรือภูมิแพ้ที่เกิดทั้งปี (perennial) คือควรจะหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้นให้เกิดอาการทุกชนิด

การสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ภายนอกอาคาร:

  • แนะนำให้อยู่ภายในอาคารให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อต้องอยู่ในช่วงที่มีเกสรดอกไม้ปริมาณมาก โดยเฉพาะในช่วงสายและช่วงเย็น หรือเมื่อมีลมพัดเอาเกสรดอกไม้มา
  • หลีกเลี่ยงการใช้พัดลมที่หน้าต่างเพราะสามารถดูดเอาเกสรดอกไม้และเชื้อราเข้ามาในบ้านได้
  • สวมแว่น หรือแว่นกันแดดเมื่อต้องออกนอกอาคารเพื่อลดการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ที่ตา
  • สวมหน้ากากชนิด N95 เมื่อต้องตัดหญ้าในสนามหญ้า กวาดใบไหม้ หรือทำสวย และให้รับประทานยาที่เหมาะสมก่อนการทำกิจกรรมดังกล่าวด้วย
  • อย่าแขวนเสื้อผ้าไว้กลางแจ้งเพื่อทำให้แห้ง เกสรต่างๆ สามารถปลิวมาเกาะติดกับเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และผ้าปูที่นอนได้
  • พยายามไม่ขยี้ตา เพราะจะทำให้ระคายเคืองและทำให้อาการแย่ลงได้

การสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ภายในอาคาร:

  • พยายามปิดหน้าต่าง และใช้เครื่องปรับอากาศในรถยนต์และในบ้านแทน และเครื่องปรับอากาศควรทำความสะอาดเป็นประจำ
  • ลดการสัมผัสกับตัวไรฝุ่นโดยเฉพาะในที่นอน ด้วยการใช้ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้านวม ที่นอน ผ้าปูที่นอน ที่เป็นชนิดกันไรฝุ่น  ทำความสะอาดเครื่องนอนด้วยน้ำร้อนเป็นประจำ (อย่างน้อย 54.4 องศาเซลเซียส)
  • จำกัดการสัมผัสกับเชื้อรา โดยการควบคุมความชื้นภายในบ้านให้อยู่ในระดับต่ำ (ระหว่าง 30-50%) และทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องครัว และในชั้นใต้ดินเป็นประจำ ใช้เครื่องกำจัดความชื้นโดยเฉพาะในชั้นใต้ดินและในสถานที่อับชื้นอื่นๆ สถานที่เปียกชื้น โดยพยายามทำความสะอาดเป็นประจำ ถ้าพบเห็นเชื้อราขึ้น ให้ทำความสะอาดด้วยสารทำความสะอาดและ น้ำยาซักฟอกขาว 5%
  • ทำความสะอาดพื้นด้วยผ้าเปียกบิดหมาดแทนการกวาดแห้งหรือปัดฝุ่น เพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่น

การสัมผัสสัตว์เลี้ยง:

  • ล้างมือทันทีหลังจากสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง ซักเสื้อผ้าหลังจากไปพบเพื่อนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยง
  • ถ้าคุณแพ้สัตว์เลี้ยงภายในบ้าน ให้นำสัตว์เลี้ยงออกนอกบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ถ้าสัตว์เลี้ยงต้องอยู่ในบ้านจริงๆ ให้อยู่นอกห้องนอนของคุณ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้จากสัตว์ขณะนอนหลับ
  • ถ้าบ้านของคุณมีเครื่องปรับอากาศกลางในลักษณะของท่อ ให้ทำเป็นท่อปิดต่อตรงมาที่ห้องนอนของคุณโดยตรง ให้เปลี่ยนพรมปูพื้นเป็นพื้นไม้ กระเบื้อง หรือเสื้อน้ำมันแทน วิธีดังกล่าวนี้จะช่วยป้องกันสิ่งสกปรกภายในห้องนอน

สารก่อภูมิแพ้จำนวนมากที่ทำให้เกิดอาการจมูกอักเสบเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศ ทำให้คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้ทั้งหมด ถ้าคุณมีอาการและไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้จะเป็นผู้แนะนำยาที่เหมาะสมเพื่อลดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม และคัน ให้กับคุณ โดยยาจะมีหลากหลายรูปแบบ-ยาเม็ดชนิดรับประทาน, ยาน้ำ, ยาพ่นจมูก และยาหยอดตา ยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ อย่าลืมที่จะปรึกษาเกี่ยวกับยาของคุณกับแพทย์ที่ดูแลคุณเสมอ

ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูกเป็นยาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ซึ่งจะลดอาการคัดจมูก จาม คัน และน้ำมูกไหลได้อย่างเห็นได้ชัด

ให้ปรึกษาแพทย์ของคุณว่ายาใดมีความเหมาะสมและปลอดภัยสำหรับคุณ ยารูปแบบสเปรย์สำหรับพ่นจมูกเป็นยาที่ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาสเตียรอยด์ในรูปแบบรับประทานหรือรูปแบบฉีด ระหว่างการพ่นสเปรย์เข้าไปในจมูกให้ระมัดระวังอย่าพ่นสเปรย์เข้าไปที่ตรงกลางจมูก (บริเวณผนังกั้นจมูก) ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของการใช้ยานี้คือ การระคายเคืองเฉพาะที่ และมีเลือดออกทางจมูก นอกจากนี้ยาบางชนิดที่เป็นยารุ่นเก่าจะมีผลต่อความสูงของเด็ก โดยในปัจจุบันมียาสเตียรอยด์รุ่นใหม่บางชนิดที่ไม่มีผลต่อความสูงของเด็กแล้ว

ยาแก้แพ้ หรือยาต้านฮีสตามีน (antihistamines) เป็นยาที่นิยมใช้ในการรักษาอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โดยยาจะไปต้านฤทธิ์ของสารฮีสตามีน (histamine) ซึ่งเป็นสารในร่างกายที่ถูกหลั่งออกมาเมื่อมีปฏิกิริยาภูมิแพ้เกิดขึ้น แม้ว่าจะมีสารเคมีหลายชนิดในร่างกายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่สารฮีสตามีนเป็นสารหลักที่ทำให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ เกิดขึ้น ยาแก้แพ้หรือยาต้านฮีสตามีนนี้มีทั้งรูปแบบยาหยอดตา ยาพ่นจมูก และมีใช้มากในรูปแบบยาเม็ดรับประทานและยาน้ำ

ยาแก้แพ้จะช่วยบรรเทาแพ้ที่เกิดขึ้น เช่น:

  • จาม และคัน น้ำมูกไหล
  • คันตา ระคายเคืองตา น้ำตาไหล และตาแดง
  • คันผิวหนัง ผื่นลมพิษ ผื่นผิวหนังอักเสบ

ยาแก้แพ้หรือยาต้านฮีสตามีนในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด ยาบางชนิดเป็นยาสามัญประจำบ้าน แต่ยาบางชนิดเป็นยาที่ต้องจ่ายโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น ผู้ป่วยจะเข้าถึงยาแก้แพ้เหล่านี้ได้หลายช่องทาง เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านยา และสถานพยาบาลต่างๆ

โดยทั่วไป ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ (รุ่นที่ 2) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีและมีผลข้างเคียงน้อย ผู้ป่วยบางคนอาจพบว่ายาแก้แพ้ที่ใช้อยู่ประสิทธิภาพไม่ดี เพราะสังเกตได้จากอาการภูมิแพ้แย่ลง หรืออาการแพ้เปลี่ยนไปเมื่อเวลาผ่านไป หากคุณประสบปัญหาเช่นนี้ให้ปรึกษาแพทย์ โดยแพทย์อาจแนะนำยาชนิดอื่น หรือยาความแรงอื่นให้กับคุณแทน ถ้าหากคุณมีอาการจมูกแห้งมาก หรือมีน้ำมูกเหนียวข้นในจมูก ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาแก้แพ้เสมอ และให้ปรึกษาแพทย์หากยาแก้แพ้ที่คุณรับประทานมีผลทำให้ง่วงนอน หรือทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่นๆ 

คำแนะนำการใช้ยาอย่างเหมาะสม: ยาแก้แพ้ หรือ ยาต้านฮีสตามีนชนิดออกฤทธิ์สั้น สามารถรับประทานได้ทุก 4-6 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นชนิดออกฤทธิ์นานจะรับประทานทุก 12-24 ชั่วโมง การรับประทานยาแก้แพ้ชนิดออกฤทธิ์สั้นมักจะเป็นประโยชน์ในกรณีที่รับประทานก่อนการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ 30 นาที เช่น ก่อนจะไปปิกนิกในสวนสาธารณะช่วงที่มีเกสรดอกไม้จำนวนมาก เป็นต้น ส่วนยาแก้แพ้ชนิดออกฤทธิ์นานจะเหมาะสมสำหรับการใช้ในระยะยาวในผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยาทุกวัน

  • การใช้ยาเหล่านี้อย่างถูกต้องเหมาะสมนั้นเป็นสิ่งสำคัญ การใช้ยาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือใช้ยาก่อนที่จะมีอาการเกิดขึ้น การเริ่มรับประทานยาตั้งแต่ระยะแรกก่อนที่จะมีอาการ จะช่วยลดขนาดยาที่ต้องใช้ในครั้งถัดไปเพื่อลดอาการที่เกิดขึ้น หลายๆ ครั้งผู้ป่วยจะบอกว่า “ฉันรับประทานยา 1 ครั้งไปแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น” ในกรณีที่เป็นยาชนิดออกฤทธิ์สั้น ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาแก้แพ้เป็นประจำวันละ 3-4 ครั้ง เพื่อให้มีระดับยาในเลือดที่เหมาะสม ยาจึงจะออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผลข้างเคียงของยาแก้แพ้: ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 (รุ่นเก่า) อาจทำให้เกิดอาการง่วงนอน และทำให้ประสิทธิภาพในการทำงาน ทำกิจกรรมประจำวันลดลง ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บได้ การรับประทานยานี้ก่อนนอนก็ยังสามารถทำให้เกิดอาการในวันรุ่งขึ้นได้ แม้คนนั้นจะไม่รู้สึกง่วงนอนก็ตาม จากเหตุผลดังกล่าวนี้ สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องไม่ขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย ระหว่างที่คุณรับประทานยาแก้แพ้ชนิดง่วงนอน (sedating antihistamine) ปัจจุบันมียาแก้แพ้รุ่นใหม่บางชนิดที่ไม่ทำให้เกิดอาการง่วงนอนแล้ว
  • นอกจากอาการง่วงนอนแล้ว ยังมีผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย คือ ปากแห้ง จมูกแห้ง ตาแห้ง ส่วนผลข้างเคียงอื่นๆ ที่พบได้น้อยกว่า คือ กระสับกระส่าย กังวลใจ ตื่นตัวผิดปกติ นอนไม่หลับ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ  รู้สึกเคลิ้มสุข เป็นลม การมองเห็นผิดปกติไป เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย ปัสสาวะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ปัสสาวะคั่ง (ปัสสาวะไม่ออก) ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ ฝันร้าย (โดยเฉพาะในเด็ก) เจ็บคอ มีเลือดออกหรือรอยช้ำผิดปกติ แน่นหน้าออกหรือใจสั่น ในผู้ชายที่มีภาวะต่อมลูกหมากโต อาจพบปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะได้ขณะใช้ยาแก้แพ้ ให้ปรึกษาแพทย์ หากเกิดอาการข้างเคียงจากยาเกิดขึ้น
  • ข้อควรระวังที่สำคัญ:
    • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์โรคภูมิแพ้ที่ดูแลคุณอยู่
    • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ยาระงับประสาท จะทำให้มีอาการง่วงนอนจากยาแก้แพ้มากขึ้น
    • ไม่ใช้ยาแก้แพ้มากกว่า 1 ชนิดในเวลาเดียวกัน ยกเว้นแพทย์สั่ง
    • เก็บยาให้พ้นมือเด็ก
    • ยาแก้แพ้บางชนิดมีผลรบกวนการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร การขับรถ หรือการทำงานที่ต้องใช้สมรรถนะสูงอื่นๆ เพราะยาบางชนิดมีผลทำให้เวลาในการตอบสนองของคุณช้าลง
    • ยาแก้แพ้บางชนิดมีความปลอดภัยในสตรีตั้งครรภ์ ดังนั้นหากคุณตั้งครรภ์ให้ปรึกษาแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้ หรือสูตินรีแพทย์ก่อนใช้ยาแก้แพ้เสมอ
    • ถึงแม้ว่ายาแก้แพ้จะมีความปลอดภัยในผู้คนหลายล้านคนตลอดช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา แต่ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาแก้แพ้เสมอ โดยเฉพาะถ้าคุณเคยแพ้ยาหรือส่วนประกอบของยา เป็นหญิงตั้งครรภ์ หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ กำลังให้นมบุตร เป็นโรคต้อหิน หรือมีต่อมลูกหมากโต หรือกำลังเจ็บป่วยใดๆ อยู่
    • อย่ารับประทานยาของคนอื่น 

ยาบรรเทาอาการคัดจมูก (decongestants) จะช่วยบรรเทาอาการคัดแน่นในจมูก ซึ่งเกิดจากการบวมของเนื้อเยื่อในจมูก ยาบรรเทาอาการคัดจมูกจะไม่มีส่วนประกอบของยาแก้แพ้ ดังนั้นจึงไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงเหมือนยาแก้แพ้ และจะไม่สามารถบรรเทาอาการอื่นๆ ของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้ ยาบรรเทาอาการคัดจมูกนี้มีอยู่ทั้งแบบที่แพทย์เป็นผู้สั่ง และแบบที่มีขายที่ร้านยา และอาจเป็นยาสูตรผสมกับยาแก้แพ้ (ยาต้านฮีสตามีน) หรือยาอื่นๆ ก็ได้ โดยทั่วไปแล้วยาบรรเทาอาการคัดจมูกจะไม่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับถ้ารับประทานยานี้ในช่วงบ่ายหรือช่วงเย็น แต่ถ้ามีอาการนอนไม่หลับเกิดขึ้น การลดขนาดยาอาจเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับผู้ชายที่มีภาวะต่อมลูกหมากโตอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะระหว่างใช้ยาบรรเทาอาการคัดจมูกได้ ในผู้ป่วยที่กำลังรับประทานยาควบคุมอารมณ์หรือปัญหาพฤติกรรม จะต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาบรรเทาอาการคัดจมูก หญิงตั้งครรภ์ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาบรรเทาอาการคัดจมูก

ยาบรรเทาอาการคัดจมูกชนิดพ่นจมูกที่มีขายตามร้านขายยา จะออกฤทธิ์ภายในมีกี่นาที และมีฤทธิ์ยาวเป็นชั่วโมง แต่ไม่ควรใช้ยานี้นานเกิน 3 วัน ยกเว้นแพทย์สั่ง การใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า เยื่อบุจมูกอักเสบจากการใช้ยา (rhinitis medicamentosa) หรือเกิดการบวมของเนื้อเยื่อในจมูกซ้ำ หากเกิดอาการดังกล่าวขึ้นต้องหยุดใช้ยาบรรเทาอาการคัดจมูกแบบพ่นจมูกนี้ ซึ่งจะทำให้อาการบวมลดลงกลับมาเป็นปกติ บนเงื่อนไขที่ว่าจะต้องไม่มีโรคอื่นๆ เป็นร่วมด้วยอยู่ก่อนแล้ว

สำหรับยาบรรเทาอาการคัดจมูกชนิดรับประทาน มีทั้งที่เป็นยาที่ขายในร้านขายยา และยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ ซึ่งอาจเป็นยาทางเลือกสำหรับอาการคัดจมูก ยาชนิดรับประทานจะไม่ทำให้เกิดเยื่อบุจมูกอักเสบจากการใช้ยา (rhinitis medicamentosa) แต่เป็นยาที่ต้องระมัดระวังในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ถ้าคุณมีภาวะความดันโลหิตสูง ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยานี้

น้ำเกลือชนิดพ่นจมูก จะช่วยบรรเทาอาการ เช่น ช่องจมูกแห้ง หรือน้ำมูกเหนียวข้น ซึ่งน้ำเกลือนี้จะไม่เหมือนกับยาบรรเทาอาการคัดจมูกชนิดพ่นจมูก เพราะน้ำเกลือสามารถใช้ได้บ่อยครั้งตามต้องการ และบางครั้งแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้อาจแนะนำให้คุณทำการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือด้วย

ยาโครโมลินชนิดพ่นจมูก (nasal cromolyn) จะยับยั้งร่างกายไม่ให้หลั่งสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ยาชนิดนี้ไม่ได้มีประสิทธิภาพในผู้ป่วยทุกราย ขนาดยาสูงสุดของยานี้คือวันละ 4 ครั้ง ซึ่งอาการจะดีขึ้นได้อาจะใช้เวลาหลายสัปดาห์ ยาโครโมลินชนิดพ่นจมูกสามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ที่จมูกได้ ถ้าใช้ยาก่อนสัมผัสสารก่อภูมิแพ้

ยาไอป้าโทรเปี้ยม ชนิดพ่นจมูก (ipratropium bromide) สามารถลดปริมาณน้ำมูกจากโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้ หรือในบางโรคจมูกอักเสบที่ไม่ได้มาจากภูมิแพ้

ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้ง Leukotriene (Leukotriene pathway inhibitors) ได้แก่ ยามอนทีลูคาส (montelukast) และ ซาเฟียลูคาส (zafirlukast) เป็นยาที่ยับยั้งฤทธิ์ของสารที่ชื่อว่า leukotriene ซึ่งเป็นสารในร่างกายที่ทำให้เกิดอาการแพ้เกิดขึ้น ยานี้สามารถใช้ในการรักษาหอบหืดได้ด้วย

การให้วัคซีนเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ (immunotherapy) อาจถูกแนะนำให้ผู้ป่วยที่ตอบสนองไม่ดีต่อการรักษาด้วยยา หรือเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาที่ทนไม่ได้, เป็นผู้ที่ต้องสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือเป็นผู้ที่ต้องการรักษาโรคภูมิแพ้อย่างถาวรมากขึ้น การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมอาการแพ้ แต่ไม่สามารถรักษาอาการจมูกอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากภูมิแพ้ได้

การให้วัคซีนเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ปัจจุบันมีอยู่สองชนิด คือ การฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าใต้ผิวหนัง และการอมสารก่อภูมิแพ้ไว้ใต้ลิ้น

  • การฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าใต้ผิวหนัง: โปรแกรมการฉีดวัคซีนนี้ต้องใช้เวลา 3-5 ปี โดยการฉีดสารก่อภูมิแพ้ความเข้มข้นต่ำๆ และค่อยๆ เพิ่มขนาดวัคซีนขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขนาดที่ใช้ในการรักษา หลังจากนั้นจะฉีดด้วยขนาดวัคซีนนั้นด้วยความถี่ที่ห่างออกไป การฉีดวัคซีนจะทำให้ร่างกายต้านทานต่อสารก่อภูมิแพ้ ลดความรุนแรงของอาการที่เกิดจากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ และบางครั้งอาจทำให้การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังให้ผลเป็นลบได้ ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายเดือน กว่าที่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น
  • การอมสารก่อภูมิแพ้ไว้ใต้ลิ้น (sublingual tablets): การให้วัคซีนชนิดนี้ต้องเริ่มให้เป็นระยะเวลาหลายเดือนก่อนที่เข้าสู่ฤดูกาลที่มีสารก่อภูมิแพ้มาก ผู้ป่วยจะต้องอมเม็ดสารก่อภูมิแพ้ไว้ใต้ลิ้นทุกวัน การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้เวลา 3 ปี ซึ่งในปัจจุบันเฉพาะสารก่อภูมิแพ้ที่มาจากเกสรหญ้าเท่านั้นที่รักษาด้วยวิธีนี้ได้ แต่ก็มีแนวโน้มว่าในอนาคตจะมีสารก่อภูมิชนิดอื่นๆ ที่รักษาด้วยวิธีการนี้ได้

ยาหยอดตา อาจมีประโยชน์กับอาการที่เกิดขึ้นที่ดวงตา ซึ่งเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดอาการจมูกอักเสบ, ตาแดง, น้ำตาไหล, คันตา ยาหยอดยาที่มีขายตามร้านขายยามักถูกใช้ในระยะสั้นเพื่อบรรเทาอาการแพ้ที่ดวงตา แต่ไม่สามารถบรรเทาได้ทุกอาการ อย่างไรก็ตาม การใช้ยาหยอดยาบางชนิดเป็นเวลานานอาจทำให้อาการแย่ลงได้

ยาหยอดตาชนิดที่ต้องสั่งโดยแพทย์ และยารับประทาน ถูกใช้ในการรักษาอาการภูมิแพ้ที่ตา ยาหยอดตาที่ต้องสั่งโดยแพทย์มีทั้งชนิดออกฤทธิ์สั้นและออกฤทธิ์ยาว โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาอาการที่ดวงตา

ให้ปรึกษาแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้หรือเภสัชกรเสมอ ถ้าคุณไม่มั่นใจเกี่ยวกับตัวยา

การรักษาที่ไม่แนะนำในผู้ป่วยจมูกอักเสบจากภูมิแพ้:

  • ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ (antibiotics): ยานี้มีประสิทธิภาพในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการหวัด (ซึ่งเป็นการติดเชื้อไวรัส) และไม่มีประโยชน์ในการรักษาจมูกอักเสบที่ไม่มีการติดเชื้อ รวมถึงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ด้วย
  • การผ่าตัดจมูก: การผ่าตัดไม่ใช่การรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ แต่อาจมีประโยชน์ในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงจมูก (nasal polyps) หรือเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยาสเตียรอยด์พ่นจมูก

 

ภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นขณะทำงาน (Occupational Rhinitis)

หากคุณมีอาการของจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคไข้ละอองฟางขณะอยู่ที่ทำงาน ขณะทำงาน นั่นหมายถึงคุณเป็นภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน กล่าวคือ แพ้สารก่อภูมิแพ้ที่พบระหว่างการทำงาน พบอยู่ในที่ทำงาน อาการ คือ จาม น้ำมูกไหล น้ำตาไหล สารก่อภูมิแพ้ที่เป็นตัวกระตุ้นที่พบได้บ่อยคือ น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ ควันสารเคมี ฝุ่นบางประเภท และแก๊สที่มีฤทธิ์กัดกร่อน

ถ้าคุณมีอาการของภูมิแพ้ขณะทำงาน หรือมีอาการแย่ลงขณะทำงาน ให้ปรึกษาแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้  เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษา

คำถามที่พบบ่อย

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้คืออะไร?

จมูกอักเสบจากภูมิแพ้เป็นปฏิกิริยาการแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศ เช่น เกสรหญ้า เกสรดอกไม้ ที่พบตามฤดูกาล หรือแพ้สารก่อภูมิที่พบได้ตลอดปี เช่น ฝุ่น รังแคสัตว์เลี้ยง บางครั้งโรคนี้เรียกอีกอย่างว่า “ไข้ละอองฟาง” โดยเฉพาะเมื่อเกิดอาการขึ้นจากสารก่อภูมิแพ้ตามฤดูกาล โรคไข้ละอองฟางจะมีบางอาการเหมือนโรคหวัด แต่เป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย แต่เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่คุณหายใจเข้าสู่ร่างกาย

โรคไข้ละอองฟางคืออะไร?

โรคไข้ละอองฟาง คือชื่อเรียกอีกชื่อของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เป็นชื่อโรคที่มักถูกใช้ในการอธิบายโรคที่เกิดขึ้นจากการแพ้สารก่อภูมิแพ้ตามฤดูกาล เช่น เกสรหญ้า เกสรดอกไม้ อย่างไรก็ตามชื่อโรคนี้มักถูกใช้เพื่อกล่าวถึงโรคภูมิแพ้ทางจมูกที่เกิดจากการหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย และแม้ว่าจะใช้คำว่า ไข้ละอองฟาง ก็ไม่จำเป็นต้องมีอาการจากการสัมผัสละอองฟาง และไม่จำเป็นต้องมีไข้

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เป็นโรคติดต่อหรือไม่?

ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่หายใจเข้าสู่ร่างกาย ไม่ใช่โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย และไม่สามารถติดต่อกันได้

อาการของโรคนี้มีอะไรบ้าง

อาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคไข้ละอองฟาง จะมีอาการคล้ายกับโรคหวัด อาการที่พบบ่อย ได้แก่ จาม คัดจมูก ไอ ปวดโพรงไซนัส คันตา น้ำตาไหล คันจมูก คันปาก คันคอ และอ่อนเพลีย

เป็นการยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างโรคหวัดและโรคไข้ละอองฟาง ถ้าคุณเป็นโรคไข้ละอองฟาง คุณจะมีน้ำมูกใส เหลว และไม่มีไข้ แต่ถ้าคุณเป็นโรคหวัด คุณจะมีน้ำมูกเหนียวข้น หรือมีสีเหลือง และอาจมีไข้ต่ำๆ อาการของโรคไข้ละอองฟางจะเกิดขึ้นทันทีหลังสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น เกสรดอกไม้ หรือรังแคสัตว์ และจะยังมีอาการต่อเนื่องหากยังสัมผัสสารก่อภูมิแพ้อยู่ ส่วนโรคหวัดมักจะมีอาการหลังสัมผัสกับเชื้อไวรัส 1-2 วัน และจะมีอาการไม่กี่วันจนถึงสัปดาห์

 

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่