ยา

ยาปฏิชีวนะ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 13, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 15 นาที
ยาปฏิชีวนะ

ยาปฏิชีวนะ มีหลายกลุ่มแต่ละกลุ่มออกฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียแตกต่างกันไป บางกลุ่มมีผลฆ่าแบคทีเรียโดยตรง ในทางการแพทย์จะเรียกกลุ่มนี้ว่า “Bactericidal” (cidal = ตาย) แต่บางชนิดมีผลเพียงทำให้แบคทีเรียอ่อนแรง ไม่เจริญเติบโต ไม่ขยายพันธุ์ หยุดนิ่ง จนเม็ดเลือดขาวหรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกำจัดมันออกไปจากร่างกายได้ ในทางการแพทย์จะเรียกยาลักษณะนี้ว่า “Bacteriostatic” (static = หยุดนิ่ง)

ยาปฏิชีวนะสามารถใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ท่านกลับกังวลที่ยาเหล่านี้ถูกจ่ายมาใช้มากเกินความจำเป็น

ยาปฏิชีวนะเป็นกลุ่มยาที่ถูกจ่ายมาใช้รักษาโรคติดเชื้อหลาย ๆ โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย โดยที่ยาเหล่านี้ไม่สามารถใช้รักษาโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อรา หรือโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัส เช่น ไข้หวัดธรรมดา หรือ ไข้หวัดใหญ่ ได้ แต่ว่ายังมียาอีกหลายประเภทที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้รักษาโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อราหรือไวรัส

ยาปฏิชีวนะได้ถูกจำแนกไว้หลายประเภท ดังต่อไปนี้

  • กลุ่มยา Penicillins ได้แก่ Amoxil® Augmentin® (amoxicillin) และ Unasyn® (ampicillin)
  • กลุ่มยา Cephalosporins ได้แก่ Cefdinir, Rocephin® (ceftriaxone) และ  Keflex® (cephalexin)
  • กลุ่มยา Fluoroquinolones ได้แก่ Levaquin® (levofloxacin), Cipro® (ciprofloxacin), และ Avelox® (moxifloxacin)
  • กลุ่มยา Macrolides ได้แก่ Zithromax® หรือ Z-pak® (azithromycin); Ery-Tab®, Akne-Mycin®, E.E.S.®, Eryc®, และ Pediamycin® (erythromycin); Cleocin®, Cleocin T®, ClindaGel®, และ Clinda-Derm® (clindamycin)
  • กลุ่มยา Tetracyclines ได้แก่ tetracycline และ Vibramycin® (doxycycline)
  • กลุ่มยา Aminoglycosides ได้แก่ amikacin; Genoptic® และ Gentak® (gentamicin); Aktob®, Bethkis®, Kitabis Pak®, Tobi®, TobiPodhaler®, Tobradex® และ Tobrex® (tobramycin); Neo-Fradin® (neomycin)
  • กลุ่มยา Sulfonamides (ยาซัลฟา) ได้แก่ Septra® และ Bactrim® (sulfamethoxazole with trimethoprim)

(หมายเหตุ ชื่อ® = ชื่อการค้าของยาแต่ละประเภท, ชื่อในวงเล็บ = ชื่อสามัญของยาปฏิชีวนะ)

โดยยาปฏิชีวนะในแต่ละประเภทต่างมีกลไกในการกำจัดเชื้อโรคแตกต่างกัน ยาปฏิชีวนะบางประเภทสามารถฆ่าแบคทีเรียได้โดยตรง (Bactericidal) ในขณะที่บางประเภททำได้แค่เพียงให้แบคทีเรียหยุดการเพิ่มจำนวน (Bacteriostatic)

ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มยา Penicillins, Cephalosporins และ Aminoglycosides เป็นประเภทที่สามารถฆ่าแบคทีเรียได้โดยตรง (Bactericidal) ในขณะที่กลุ่ม Macrolides, Tetracyclines, Sulfonamides เป็นประเภทที่ทำให้แบคทีเรียหยุดการเพิ่มจำนวน (Bacteriostatic)

กลไกการออกฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะ

ยาแต่ละกลุ่มมีกลไกการออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียแตกต่างกัน ดังนี้

  1. ออกฤทธิ์ขัดขวางการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรีย

แบคทีเรียทุกชนิด ยกเว้นมัยโคพลาสมา (Mycoplasma) จะมีผนังแข็งหุ้มรอบเซลล์เพื่อให้เซลล์แข็งแรงคงรูปร่างอยู่ได้ ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์รบกวนการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรีย ทำให้เซลล์แตกและตายทันที (Bactericidal) ยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์แบบนี้จัดว่าเป็นยาที่ปลอดภัยต่อคนมากที่สุด เพราะยาแทบจะไม่มีผลต่อคนเลย เนื่องจากเซลล์ของคนไม่มีผนังเซลล์

ยาที่มีกลไกลักษณะนี้ ได้แก่

  • กลุ่มเพนิซิลลิน
  • กลุ่มเซฟาโลสปอริน
  • ยาอื่น ๆ เช่น บาซิทราซินและแวนโคมัยซิน

นอกจากนี้ ยังมีฆ่าเชื้อราที่มีกลไกนี้เช่นกันคือ กลุ่มอิมิดาโซลและกริสซิโอฟูลวิน

ยาที่ออกฤทธิ์เช่นนี้มักจะมีผลทำลายแบคทีเรียแกรมบวกมากกว่าแบคทีเรียแกรมลบ เนื่องจากผนังเซลล์ของแบคทีเรียแกรมบวกมีความซับซ้อนน้อยกว่าแบคทีเรียแกรมลบ ยาจึงเข้าไปในผนังเซลล์แบคทีเรียแกรมบวกได้ง่ายกว่าแบคทีเรียแกรมลบ

  1. ออกฤทธิ์ต่อเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย

ยาปฏิชีวนะบางชนิดเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของเยื่อหุ้มเซลล์ทำให้การเข้าออกสารต่าง ๆ ที่อยู่ในเซลล์และอยู่นอกเซลล์ของแบคทีเรียผิดปกติ

เซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะมีเยื่อหุ้มบาง ๆ ล้อมรอบเซลล์เพื่อเก็บสาระสำคัญต่าง ๆ ของเซลล์ไว้เป็นกลุ่มก้อน เป็นการแบ่งขอบเขตของเซลล์ออกจากสิ่งแวดล้อม เราเรียกเยื่อหุ้มบาง ๆ นี้ว่า เยื่อหุ้มเซลล์หรือเซลล์เมมเบรน ยากลุ่มนี้ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ทำงานผิดปกติ มีผลทำให้การผ่านของสารต่าง ๆ เข้าไปในเซลล์และออกมานอกเซลล์ผิดไปจากเดิมแบคทีเรียจึงตายในที่สุด (Bactericidal)

ยากลุ่มนี้ได้แก่ โพลิมิกซิน บี โคลิสติน แอมโฟเทอริซิน บี กรามิซิดิน ตลอดจนยาฆ่าเชื้อราชื่อนิสเตติน

ยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์เช่นนี้จัดว่าเป็นพิษต่อเซลล์ของคนมากกว่ากลุ่มอื่น เพราะเซลล์ของคนก็มีเยื่อหุ้มเซลล์ ยาจึงมีผลต่อการทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์ของคนเช่นกัน แต่ไม่มีผลมากเท่าเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย

  1. ออกฤทธิ์ทำให้การสร้างโปรตีนผิดปกติ

แบคทีเรียมีกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนเช่นเดียวกับเซลล์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เพื่อใช้สำหรับซ่อมแซมและสร้างเสริม ทำให้เซลล์มีการเจริญเติบโตและทวีจำนวน โดยส่วนของเซลล์ที่ใช้สร้างโปรตีนเรียกว่า “ไรโบโซม” กระบวนการสร้างโปรตีนในแบคทีเรียเกิดขึ้นที่ไรโบโซมชนิด 70s ซึ่งไรโบโซมชนิด 70s มีส่วนประกอบสองส่วนอยู่ด้วยกันคือ ส่วนที่เรียกว่า 50s และส่วนที่เรียกว่า 30s ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์รบกวนขั้นตอนต่างๆ ในการสังเคราะห์โปรตีนที่ไรโบโซมส่วนที่เป็น 30s มีผลให้แบคทีเรียสร้างโปรตีนที่ผิดปกติ ไม่สามารถนำมาใช้ในการดำรงชีวิตได้และตายในที่สุด (Bactericidal)

ตัวอย่างยา ได้แก่ กลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์

  1. ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างโปรตีน

ยาปฏิชีวนะบางกลุ่มมีกลไกทำให้แบคทีเรียไม่สามารถสร้างโปรตีนได้มีผลให้แบคทีเรียหยุดการเจริญเติบโตและหยุดการแบ่งตัว แต่ยังไม่ตายในทันที ถ้าผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง ก็จะสามารถกำจัดมันออกไปจากร่างกายได้ หรือต้องใช้ยาต่อเนื่องระยะหนึ่งจึงกำจัดมันได้ ยากลุ่มนี้จัดเป็น Bacteriostatic

ยาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยตามตำแหน่งที่ยาไปมีผลต่อการทำงานของไรโบโซม ดังนี้

4.1 ออกฤทธิ์ที่ไรโบโซมส่วนที่เป็น 30s ได้แก่

  • กลุ่มเตตร้าซัยคลิน

ยาจะจับกับไรโบโซนของแบคทีเรียชนิด 30s โดยยับยั้งการสร้างโปรตีนและมีผลให้แบคทีเรียหยุดการเติบโต และถ้าให้ยาต่อไปหรือใช้ยาในขนาดสูงจะมีผลให้แบคทีเรียตายได้ แต่จากการทดลองในห้องทดลอง ถ้าให้ยาในขนาดสูงจะมีผลยับยั้งการสร้างโปรตีนของคนด้วยเช่นกัน เราจึงควรระมัดระวังการใช้ยากลุ่มนี้ให้มาก

4.2 ออกฤทธิ์ที่ไรโบโซมส่วนที่เป็น 50s ได้แก่

  • กลุ่มคลอแรมเฟนิคอล
  • กลุ่มมะโครไลด์
  • ยาอื่นๆ ได้แก่ คลินดามัยซินและลินโคมัยซิน

ยาจะจับกับไรโบโซมส่วนที่เป็น 50s ทำให้ยับยั้งการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย มีผลทำให้แบคทีเรียหยุดเจริญเติบโตเช่นเดียวกับกลุ่มเตตร้าซัยคลิน นอกจากนี้คลอแรมเฟนิคอลยังมีผลยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์เม็ดเลือดแดงในคน ทำให้คนที่ใช้ยากลุ่มนี้มีโอกาสขายเม็ดลือดแดงและเป็นโรคโลหิตจางจนเสียชีวิตได้ ปัจจุบันองค์การอาหารและยากระทรวงสาธารณสุขได้จัดคลอแรมเฟนิคอลอยู่ในกลุ่ม “ยาควบคุมพิเศษ” ห้ามจำหน่ายในร้านยา

  1. ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกรดนิวคลิอิก

กรดนิคคลิอิกเป็นส่วนประกอบของสารพันธุกรรมดีเอ็นเอซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของแบคทีเรีย เมื่อแบคทีเรียไม่สามารถสร้างดีเอ็นเอได้ จึงไม่สามารถเจริญเติบโตและแบ่งตัวได้ยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์เช่นนี้จัดเป็น Bacteriostatic ยากลุ่มนี้ได้แก่

  • กลุ่มฟลูออโรควิโนโลน
  • ยาชนิดอื่นๆ เช่น เมโทรนิดาโซลและไรแฟมพิซิน
  1. ออกฤทธิ์รบกวนกระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์

เซลล์ที่มีชีวิตทุกเซลล์จะมีกระบวนการสร้างและสลายสารต่างๆ ในเซลล์เกิดขึ้นตลอดเวลา เราเรียกกระบวนการที่มีทั้งการสร้างและการสลายสารต่างๆ นี้ว่า กระบวนการเมตาบอลิซึม ถ้ากระบวนการเหล่านี้ถูกขัดขวางหรือถูกรบกวน จะมีผลให้แบคทีเรียหยุดชะงักการเจริญเติบโต หยุดขยายพันธุ์ (Bacteriostatic)

ยาที่มีผลรบกวนกระบวนการเมตาบอลิซึมของแบคทีเรีย ได้แก่

  • กลุ่มซัลโฟนาไมด์
  • ยาชนิดอื่นๆ เช่น ไตรเมโธพริมและไอโสนัยอะซิด ซึ่งเป็นยารักษาวัณโรค

ยาปฏิชีวนะทั้ง 6 ประเภท มีข้อที่ควรระมัดระวังการใช้ คือ

  1. ยาที่มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรงหรือ Bactericidal สามารถให้ร่วมกันได้ โดยยาจะเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ทำให้ประสิทธิภาพในการกำจัดแบคทีเรียมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น ยาที่มีชื่อการค้าว่า แอมพิคล็อก (Ampiclox®) เป็นยาสูตรผสมระหว่างอะม็อกซิซิลลินและคลอกซาซิลลิน ซึ่งมีผลฆ่าแบคทีเรียทั้ง 2 ชนิด นำมาผสมใน 1 แคปซูลทำให้มีประสิทธิภาพในการทำลายแบคทีเรียมากกว่าการใช้ชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างเดียว เป็นต้น

  1. ยาที่มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียหรือ Bacteriostatic สามารถใช้ร่วมกันได้ แต่อาจมีผลเสริมฤทธิ์กันหรือไม่มีผลเสริมฤทธิ์กันก็ได้ แต่ก็ไม่มีผลต้านฤทธิ์หรือทำลายฤทธิ์ซึ่งกันและกัน

ตัวอย่างยาที่ผสมร่วมกันในลักษณะนี้ ได้แก่ สูตรผสมระหว่างซัลฟาเมธ็อกซาโซลและไตรเมโธพริม ทั้ง 2 ชนิดเป็นยาที่ยับยั้งการเจริญเติบโตหรือ Bacteriostatic แต่เมื่อนำมารวมกันก็จะเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ทำให้แบคทีเรียตายในที่สุด หรือมีผลเป็น Bactericidal เราเรียกยาที่มีตัวยาข้างต้น 2 ตัวผสมกันว่าเป็นสูตรโคไตรม็อกซาโซล

  1. ยาที่มีผลฆ่าแบคทีเรียโดยตรง ห้ามใช้ร่วมกับยาที่มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียเพราะจะต้านฤทธิ์ซึ่งกันและกันทำให้ใช้ยาไม่ได้ผลและเชื้อเกิดการดื้อยา

หลักการดังกล่าวข้างต้นเป็นแนวทางกว้างๆ ในการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกัน แต่ก็มีข้อยกเว้นบางกรณี เช่น การใช้เตตร้าซัยคลิน ซึ่งยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียสามารถใช้ร่วมกับสเตร๊ปโตมัยซิน ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรีย จะให้ผลดีในการรักษาการติดเชื้อบางประเภทหรือการใช้คลอแรมเฟนิคอลซึ่งยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียร่วมกับแอมพิซิลลิน ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรีย จะมีประสิทธิภาพดีในการรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจาก Haemophilus influenzae


ตารางสรุปกลไกการออกฤทธิ์ของยาต้านจุลชีพ

ผลที่มีต่อแบคทีเรียกลไกการออกฤทธิ์กลุ่มยาตัวอย่างยา
ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง

(Bactericidal)

1. ขัดขวางการสร้างผนังเซลล์กลุ่มเพนิซิลลินPenicillin, Ampicillin, Amoxycillin, Cloxacillin, Dicloxacillin, Bacampicillin, Amoxiclave (สูตรผสมระหว่าง Amoxycillin + Clavulanicacld) เป็นต้น
กลุ่มเซฟาโลสปอรินCephalexin, Cefuroxime, Cefaclor, Cefdinir, Cefprozil เป็นต้น
กลุ่มอิมิดาโซลClotrimazole, Miconazole, Tioconazole lsoconazole, Ketoconazole เป็นต้น
ยาต้านจุลชีพอื่นๆBacitracin, Vancomycin เป็นต้น
2. เปลี่ยนแปลงเยื่อหุ้มเซลล์ทำให้การผ่านเข้าออกของสารต่างๆ ที่อยู่ในเซลล์และนอกเซลล์ผิดปกติ Polymyxin B

Polymyxin E (Colistin)

Amphotericin B

Nystath

Gramicidin

 3. ทำให้การสร้างโปรตีนผิดปกติที่ไรโบโซมส่วน 30sกลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์Streptomycin, Neomycin, Kanamycin Gentamycin, Paromomycin, Amikacin เป็นต้น
ทำให้แบคทีเรียหยุดเจริญเติบโต

(Bacteriostatic)

4. ยับยั้งการสร้างโปรตีน

4.1 ออกฤทธิ์ที่ไรโบโซม ส่วน 30s

กลุ่มเตตร้าซัยคลินTetracyline, Oxytetracycline Chlortetracycline, Doxycycline และ Minocycline
4.2 ออกฤทธิ์ที่ไรโบโซมกลุ่มคลอแรมเฟนิคอลChloramphenicol และ Thiamphenicol
กลุ่มมะโครไลด์Erythromycin, Roxithromycin, Spiramycin, Medicamycin Clarithromycin และ Azithromycin
ยาต้านจุลชีพอื่นๆLincomycin, Clindamycin เป็นต้น
5. ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกรดนิวคลีอิกกลุ่มฟลูออโรควิโนโลนNorfioxacin, Ofioxacin, Pefloxacin, Ciprofloxacin, Levofloxacin และ Moxifloxacin เป็นต้น
ยาต้านจุลชีพอื่นๆRifampicin, Metronidazole เป็นต้น
6. ออกฤทธิ์รบกวนกระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์กลุ่มซัลโฟนาไมด์Cotrimoxazole (สูตรผสมระหว่าง Sulfamethoxazole + Trimethoprim) ยาซัลฟาชนิดต่างๆ
ยาต้านจุลชีพอื่นๆIsonizaid, Trimethoprim เป็นต้น

คำเตือนและข้อควรระวังในการใช้ยา

เนื่องจากการแพ้ยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะการแพ้ยาในกลุ่ม Penicillins และยาซัลฟา สามารถพบได้บ่อย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ดีที่คุณควรจะหาว่ายาปฏิชีวนะที่คุณได้รับอยู่นั้นอยู่ในประเภทใด

ถึงแม้ว่าแพทย์จะไม่ได้แจ้งคุณ แต่การทานยาปฏิชีวนะที่คุณได้รับให้หมดเป็นเรื่องที่สำคัญ แม้ว่าอาการจะเริ่มดีขึ้นแล้วก็ตาม  การทานยาปฏิชีวนะให้หมดและครบตามกำหนดเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากในการที่จะกำจัดการติดเชื้อไปได้หมดสิ้น หากคุณไม่ได้ปฏิบัติตัวดังกล่าว การติดเชื้อนั้นก็อาจจะคงเหลืออยู่และทำให้อาการต่าง ๆ ที่เริ่มดีขึ้นกลับมาเป็นใหม่ได้อีกครั้ง และหากมีการติดเชื้อเกิดขึ้นใหม่ การรักษาก็จะยากและลำบากมากขึ้น

นอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะที่คุณได้รับจากแพทย์อาจจะทำงานได้ไม่ดีเท่าไรนัก เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียมีการดื้อต่อยาตัวนั้นแล้วนั่นเอง

การดื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotic resistance)

ปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะเป็นปัญหาที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วยาปฏิชีวนะหลายประเภทที่สามารถรักษาโรคติดเชื้อหนึ่ง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ กลับกลายเป็นว่าไม่สามารถทำหน้าที่ได้เช่นนั้นอีกต่อไป

การใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินความจำเป็นทำให้เกิดปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยา ซึ่งการดื้อยานี้เกิดขึ้นเมื่อเชื้อแบคทีเรียสามารถที่จะเติบโตและเพิ่มจำนวนได้ แม้ว่าจะมียาปฏิชีวนะอยู่แล้วก็ตาม

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (Centers for Disease Control and Prevention; CDC) ได้กล่าวไว้ว่า “ยาปฏิชีวนะนั้นได้ถูกจ่ายอย่างไม่เหมาะสม แม้ว่าจะไม่มีความจำเป็น หรือ การใช้ยาผิดขนาด โดยมีจำนวนมากถึง 50 เปอร์เซนต์”

นอกจากนี้ยาปฏิชีวนะจำนวนมากที่ใช้ในอเมริกา (มากกว่า 75 เปอร์เซนต์) ไม่ได้ใช้เพื่อการรักษาความเจ็บป่วย แต่ได้ใช้ในการปศุสัตว์เพื่อป้องกันโรค และกระตุ้นการเจริญเติบโต

การดื้อยาสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อยาปฏิชีวนะถูกจ่ายให้กับภาวะหรือโรคต่าง ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่

  • ไข้หวัดธรรมดา (Cold)
  • โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
  • กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ (Viral gastroenteritis)
  • อาการไอ (Coughs)
  • อาการเจ็บคอ (Sore throats)

ทั้งนี้ การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ได้มีประโยชน์สำหรับภาวะหรือโรคต่าง ๆ ข้างต้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาอีกด้วย

อาการผลข้างเคียงทั่วไป

แม้ว่าโดยส่วนใหญ่คนทั่วไปสามารถใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่มีผลข้างเคียงอะไร แต่ก็สามารถพบผลข้างเคียงดังต่อไปนี้ ได้แก่

  • ผิวไวต่อแสงมากขึ้น (sun sensitivity)
  • ปวดท้อง
  • ท้องเสีย
  • การติดเชื้อราในช่องคลอด
  • การรู้สึกรับรสโลหะ (metallic taste in the mouth)
  • การแพ้ยา, เกิดผื่นคัน
  • ปฏิกิริยาภูมิแพ้อย่างเฉียบพลันรุนแรง (Anaphylaxis)

อย่างไรก็ตาม มีการรายงานถึงผลข้างเคียงที่รุนแรงในยาปฏิชีวนะบางประเภท เช่น Augmentin® (amoxicillin and clavulanate) และ clindamycin ที่อาจทำให้เกิดท้องเสียรุนแรงได้ โดยมีอาการคือถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำปริมาณมากและบ่อยครั้ง ร่วมกับมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง

หากเกิดผลข้างเคียงรุนแรงดังข้างต้นให้หยุดการใช้ยาปฏิชีวนะนั้นทันที และไปพบแพทย์ เพราะคุณอาจต้องเปลี่ยนชนิดของยาปฏิชีวนะ

นอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะบางชนิดอาจมีผลข้างเคียง เช่น ฟันเหลืองดำหรือฟันตกกระในฟันน้ำนม (tooth discoloring) สูญเสียการได้ยิน (hearing loss) หรือมีอันตรายต่อไต (kidney problems)

ปฏิกิริยาต่อกันของยา (Drug Interactions)

ยาปฏิชีวนะสามารถมีปฏิกิริยากับยาอื่น ๆ ได้ แต่ยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น   Zithromax® หรือ Z-Pak® (azithromycin) โดยปกติแล้วไม่มีปฏิกิริยาระหว่างยาต่าง ๆ มากเท่าไรนัก

แต่ว่าในกลุ่มยา fluoroquinolonesและ tetracyclines จะไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ดีหากมีการทานพร้อมกับแคลเซียม เหล็ก ยาลดกรด เช่น Tums® หรือ Maalox® กับอาหารและผลิตภัณฑ์ที่มีแคลเซียม เช่น นม เนยแข็ง และถั่วเปลือกแข็ง

ดังนั้น หากคุณจำเป็นต้องทานยา ผลิตภัณฑ์เสริมที่มีส่วนประกอบของแคลเซียม หรือเหล็ก ผลิตภัณฑ์จากนม และถั่วเปลือกแข็ง ให้คุณทานยาปฏิชีวนะก่อนที่จะรับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์ดังกล่าวข้างต้นอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง

หลักการใช้ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง

  1. ใช้เมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น

    ยาปฏิชีวนะเป็นยาที่มีผลทำลายแบคทีเรีย การใช้ยากลุ่มนี้จึงเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่ควรนำมาใช้ในโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุติดเชื้อแบคทีเรีย เพราะนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ แล้ว ยังมีแต่ผลเสียกับผู้ใช้ยา เช่น เสียเงิน ร่างกายทำงานต่อยาโดยไม่จำเป็น ยายังไปมีผลต่อแบคทีเรียกลุ่มที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายที่เป็นภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายอ่อนแอเกิดการเจ็บป่วยบ่อยหรือติดเชื้อง่าย ตลอดจนเกิดการแพ้ยาหรืออาการข้างเคียงต่าง ๆ

    ตัวอย่างอาการที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่พบว่ามีการนำยาปฏิชีวนะมาใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ ได้แก่ แผลร้อนในในช่องปาก การอักเสบจนมีอาการเขียว บวม ช้ำของข้อ กระดูกและกล้ามเนื้อที่มาจากการถูกกระแทก โดยผิวหนังไม่มีรอยเปิดหรือรอยแยกแต่อย่างใด

    หรือแม้แต่อาการไข้ก็ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป อาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น มะเร็ง จากยาบางชนิด หรือจากการติดเชื้อไวรัสโดยเฉพาะโรคหวัดระยะแรกที่ไม่ได้มีอาการไอ ไม่มีอาการของจมูกและต่อมทอนซิลบวมแดง หรือมีหนอง ซึ่งอาการไข้จากสาเหตุดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

    อาการไข้ที่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าน่าจะมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย คือ อาการไข้ที่เกิดร่วมกับอาการแสดงเฉพาะที่ของร่างกายแต่ละระบบ

    ตัวอย่างอาการไข้ที่มีสัญญาณติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่

    • ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาการไข้ร่วมกับอาการท้องเดิน
    • ระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ อาการไข้ร่วมกับอาการเจ็บคอ ผนังคอแดง มีจุดหนอง
    • ระบบผิวหนัง ได้แก่ อาการไข้ร่วมกับผิวหนังอักเสบเป็นหนอง บวมแดง
  2. เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีอาการแสดงชัดเจนว่าติดเชื้อแบคทีเรียและจำเป็นต้องใช้ยาให้นึกถึงเชื้อที่พบบ่อยของโรคที่เป็นและสถิติการดื้อยาของเชื้อนั้นๆ เพื่อพิจารณาการใช้ยาที่เหมาะสมเจาะจงต่อเชื้อเป้าหมายเพื่อไม่ให้มีผลต่อจุลชีพเจ้าถิ่นที่เป็นภูมิคุ้มกันโรคให้ร่างกาย
  3. ลำดับขั้นการเลือกใช้ยามีแนวทางคร่าวๆ ดังนี้

    กรณีที่ติดเชื้อของร่างกายส่วนบนในระยะเริ่มต้นมักเป็นแบคทีเรียแกรมบวกเป็นส่วนใหญ่ ยาอันดับแรกที่ใช้ควรเป็นยาที่มีประสิทธิภาพทำลายแกรมบวกเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องเป็นยาที่มีขอบเขตกว้าง เพื่อไม่ให้ยามีผลต่อแบคทีเรียอื่นในร่างกายที่มีประโยชน์ แต่ถ้าเป็นเรื้อรังเป็นมานานแล้วหรือรุนแรง หรือใช้ยาดังกล่าวข้างต้นไม่หาย ให้นึกถึงว่า อาจมีแบคทีเรียแกรมลบหรือแบคทีเรียกลุ่มแอนแอโรปส์หรือกลุ่มที่ทนต่อเอนไซม์เพนิซิลิเนสแทรกซ้อนขึ้นมา ยาที่ใช้จึงควรเป็นยาที่มีขอบเขตทำลายแกรมลบ ทนต่อเอนไซม์เพนิซิลิเนสและครอบคลุมแบคทีเรียกลุ่มแอนแอโรปส์

  4. จำนวนระยะเวลาการใช้ยาขึ้นกับลักษณะเฉพาะตัวของเชื้อแบคทีเรีย โดยทั่วไปควรใช้ประมาณ 5-7 วัน ยกเว้นบางกรณี เช่น ถ้าเป็นแบคทีเรียที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วจะใช้ยาเพียงระยะเวลาสั้นๆในขนาดสูงครั้งเดียว เช่น เชื้อหนองใน (N. gonorrhoeae) ในทางตรงกันข้ามถ้าเชื้อนั้นแบ่งตัวช้าหรือหยุดนิ่งไม่แบ่งตัว ก็จะต้องใช้ยาเป็นระยะเวลานาน เช่น เชื้อวัณโรค (Mycoplasma tuberculosis) ต้องใช้ยาเป็นเวลาหลายเดือน เป็นต้น
  5. ยาปฏิชีวนะที่สามารถนำมาใช้กับหญิงตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย ได้แก่
    • กลุ่มเพนิซิลลิน
    • กลุ่มเซฟาโลสปอริน
    • อิริโธรมัยซินสเตียเรต หรือ อิริโธรมันซินเบส
    • เอซิโธรมัยซิน
    • เมโทรนิดาโซล อนุโลมให้ใช้ได้ในระยะที่ตั้งครรภ์ผ่านไปแล้ว 3 เดือน 
  6. ควรใช้ยาเพียงชนิดเดียวในการรักษาแต่ละครั้ง ไม่ควรใช้หลายชนิดร่วมกัน เพราะอาจเกิดผลเสียตามมา เช่น
    • ถ้าเลือกใช้ยาร่วมกันไม่ถูกต้อง อาจเกิดการต้านฤทธิ์กัน ทำให้ไม่ได้ผลในการรักษาและเชื้อเกิดการดื้อยา
    • ผู้ป่วยมีโอกาสแพ้ยาได้มากขึ้น
    • เกิดการดื้อยาง่ายขึ้นหรือดื้อยาหลายชนิดพร้อมกันทำให้ใช้ยาไม่ได้ผล
    • มีโอกาสติดเชื้อแทรกซ้อนง่ายกว่าเดิม
    • สิ้นเปลืองเงินมากขึ้นโดยไม่จำเป็น
  7. คำนึงถึงผู้ป่วยในด้านต่างๆ ดังนี้
    • ประวัติการแพ้ยา
    • ยาปฏิชีวนะเป็นยาที่ทำให้เกิดการแพ้ยาได้ง่ายก่อนการใช้จึงควรซักถามประวัติการแพ้ยาทุกครั้ง กรณีแพ้ยาตัวใดตัวหนึ่งก็ไม่ควรใช้ยาตัวอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
  8. ฐานะการเงินของผู้ป่วย

    ถ้ามียาหลายชนิดที่ให้ผลในการรักษาใกล้เคียงกัน อาการข้างเคียงไม่ต่างกันแต่ราคายาต่างกัน ควรคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายค่ายาของผู้ป่วยและเลือกใช้ยาในราคาที่เหมาะสมกับฐานะผู้ป่วย หรือพิจารณาความสามารถที่จะใช้ยาได้ครบตามจำนวนเวลาที่ต้องใช้ยาเป็นหลัก

  9. พิจารณาถึงอายุของผู้ป่วยและผู้ป่วยลักษณะพิเศษบางกลุ่ม เช่น ถ้าผู้ป่วยเป็นเด็ก ยาที่สามารถใช้ในเด็กได้ค่อนข้างปลอดภัย ได้แก่ ยากลุ่มเพนิซิลลิน และยากลุ่มเซฟาโรสปอริน ส่วนยาที่ไม่ให้ใช้ในทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ได้แก่ เตต้าซัยคลิน เพราะยายับยั้งการสร้างกระดูกและฟัน ทำให้กระดูกไม่แข็งแรงและฟันมีสีน้ำตาลถาวร

    กลุ่มซัลโฟนาไมด์ไม่ควรนำมาใช้ในทารกเพราะทำให้เด็กตัวเหลืองและสมองถูกทำลาย เนื่องจากยากลุ่มนี้จะไปจับกับอัลบูมินแทนที่บิริลูบิน ทำให้มีบิริลูบินอยู่ในรูปที่เป็นอิสระมากขึ้น บิริลูบินในรูปอิสระนี้จะทำให้ทารกตัวเหลืองและทำลายสมองของทารก

    นอกจากนั้น เรายังไม่ควรใช้คลอแรมเฟนิคอลและอิริโธรมัยซินในทารกและเด็กเล็ก เพราะตับและไตยังทำงานไม่สมบูรณ์

    กรณีหญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในระยะให้นมบุตร ยาที่สามารถใช้ได้ค่อนข้างปลอดภัย ได้แก่ กลุ่มเพนิซิลลินและยากลุ่มเซฟาโลสปอริน

  10. สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

    การเลือกใช้ยาควรคำนึงถึงสุขภาพของผู้ป่วยด้วย ถ้าผู้ป่วยปกติไม่มีโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบกพร่อง กลไกการป้องกันตัวอยู่ในสภาพสมบูรณ์ อาจเลือกใช้ยากลุ่มที่ทำให้แบคทีเรียหยุดเจริญเติบโต หยุดขยายพันธุ์ เพราะร่างกายแข็งแรงพอที่จะสามารถกำจัดแบคทีเรียที่อ่อนแรงออกไปได้ แต่ถ้าผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ค่อยแข็งแรง ควรเลือกใช้ยาที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรงมากกว่าที่จะออกฤทธิ์เพียงยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

  11. โรคประจำตัวของผู้ป่วย

    ผู้ป่วยบางรายอาจมีโรคประจำตัวอื่นๆอยู่ก่อนแล้ว และจำเป็นต้องใช้ยาชนิดอื่นร่วมด้วย จึงอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาจนทำให้อาการของผู้ป่วยเลวลง เช่น ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับไตทำงานบกพร่องหรือเป็นโรคไตก็ต้องปรับขนาดยาลงถ้ายานั้นถูกขับออกจากร่างกายโดย หรือควรใช้ยาที่ไม่ต้องถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับ และปรับขนาดยาลงถ้ายานั้นขับออกทางตับ กรณีผู้ป่วยมีภาวะตับทำงานบกพร่อง เป็นต้น

  12. พิจารณาสภาพบริเวณที่ติดเชื้อ

    บริเวณที่มีการติดเชื้ออาจมีสภาพที่ทำให้การออกฤทธิ์ของยาลดลงหรือเสียไป เช่น บริเวณนั้นมีหนอง มีเศษของเซลล์ที่ตายแล้ว สภาพเช่นนี้จะทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ เนื่องจากหนองหรือเศษของเซลล์เหล่านั้นจะจับกับยา ทำให้ฤทธิ์ของยาลดลง ในกรณีเหล่านี้ต้องเอาหนองและเศษของเซลล์ที่ตายออกด้วย

    ความเป็นกรด-ด่างบริเวณที่มีการติดเชื้อก็มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยา ยาบางอย่าง เช่น คลอร์เตตร้าซัยคลิน ไนโตรฟูแรนโตอิน จะออกฤทธิ์ได้ดีในสภาวะเป็นกรด หรือค่า pH ต่ำ แต่บางชนิด เช่น อะมิโนกลัยโคไซด์ อิริโธรมัยซิน คลินดามัยซิน จะมีประสิทธิภาพลดลงในภาวะที่เป็นกรด เป็นต้น

    สภาพการมีออกซิเจนหรือไม่มีออกซิเจนก็มีผลต่อประสิทธิภาพของยาเช่นกัน เช่น บริเวณที่เป็นโพรงหนองจะไม่มีออกซิเจนและไม่ค่อยมีเลือดมาเลี้ยง ทำให้ยาบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์ออกฤทธิ์ไม่ดีเท่าที่ควร

  13. พิจารณาถึงขนาดและระยะเวลาในการให้ยา

    การรักษาจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นกับระยะดับยาในบริเวณที่มีการติดเชื้อ ซึ่งจะต้องมีระดับสูงพอที่ยาจะออกฤทธิ์ทำลายเชื้อได้ การให้ยาจึงควรให้ในขนาดที่เพียงพอไม่ต่ำเกินไป เพราะถ้าให้ขนาดต่ำเกินไปนอกจากไม่ได้ผลแล้ว ยังกระตุ้นให้เชื้อดื้อยา ขนาดยาที่ใช้จึงควรเป็นขนาดที่กำจัดเชื้อได้มากที่สุดและทำให้เกิดอาการพิษหรืออาการข้างเคียงต่ำที่สุด

    โดยปกติผู้ป่วยมีสภาพแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันปกติ การติดเชื้อไม่รุนแรง ควรจะใช้ยานานติดต่อกันประมาณ 5-7 วัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นใหม่และป้องกันเชื้อดื้อยาด้วย หรือกรณีที่โรคนั้นรักษาได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เช่น หนองใน สามารถใช้ยาขนาดสูงเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอในการรักษา แต่บางกรณีโรคบางอย่างอาจต้องใช้ยานานกว่า 7 วัน เช่น โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบเฉียบพลัน ควรให้ยานา 14 วัน แต่ถ้าอาการนั้นเรื้อรังก็อาจต้องใช้ยานานถึง 6 สัปดาห์ เป็นต้น

    ขอให้ระลึกไว้เสมอว่าการใช้ยาไม่ครบตามระยะเวลาที่เหมาะสมจะทำให้โรคไม่หายขาด อาจมีอาการเกิดขึ้นมาอีกหลังหยุดยาและทำให้เชื้อโรคมีโอกาสดื้อยาได้ง่าย ดังนั้นจึงควรแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงระยะเวลาในการรักษาและเหตุผลที่ควรรับประทานยาให้หมด แม้ว่าอาการแสดงของโรคจะหายแล้วก็ตาม

  14. เวลาที่เหมาะสมในการรับประทานยา

    การรับประทานยามีทั้งประเภทที่ให้ก่อนอาหารและให้หลังอาหาร ดังนั้นจึงควรใช้ให้ถูกต้องสำหรับยาแต่ละชนิด เช่น ยากลุ่มเพนิซิลลินต้องให้ก่อนอาหาร หมายความว่าต้องให้ก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ส่วนการรับประทานหลังอาหาร ควรให้หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้วไม่น้อยกว่า 15 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง หากลืมรับประทานยามื้อใดควรรับประทานทันทีที่นึกได้ หากยามื้อที่ลืมใกล้เวลาที่จะรับประทานอาหารมื้อต่อไป ให้งดมื้อที่ลืม ในกรณีที่เวลาเข้านอนห่างจากมื้ออาหารเย็นตั้งแต่ 4 ชั่วโมงขึ้นไป ควรเพิ่มการรับประทานยาก่อนเข้านอนอีกครั้ง







ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
การส่งอุจจาระตรวจเพาะเชื้อจะส่งตรวจเมื่อไหร่และทำไมต้องส่งตรวจ
การส่งอุจจาระตรวจเพาะเชื้อจะส่งตรวจเมื่อไหร่และทำไมต้องส่งตรวจ

การส่งตรวจที่ทำกันทั่วไปและไม่เจ็บตัวนี้ใช้เพื่อการวินิจฉัยโรคของทางเดินอาหาร