ยา

ยาปฏิชีวนะ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
Istock 635949004 %281%29

ยาปฏิชีวนะ หรือเรียกกันทั่วไปว่า “ยาแก้อักเสบ” มีหลายกลุ่มแต่ละกลุ่มออกฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียแตกต่างกันไป บางกลุ่มมีผลฆ่าแบคทีเรียโดยตรง ในทางการแพทย์จะเรียกกลุ่มนี้ว่า “Bactericidal” (cidal = ตาย) แต่บางชนิดมีผลเพียงทำให้แบคทีเรียอ่อนแรง ไม่เจริญเติบโต ไม่ขยายพันธุ์ หยุดนิ่ง จนเม็ดเลือดขาวหรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกำจัดมันออกไปจากร่างกายได้ ในทางการแพทย์จะเรียกยาลักษณะนี้ว่า “Bacteriostatic” (static = หยุดนิ่ง)

กลไกการออกฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะ

ยาแต่ละกลุ่มมีกลไกการออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียแตกต่างกัน ดังนี้

  1. ออกฤทธิ์ขัดขวางการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรีย

แบคทีเรียทุกชนิด ยกเว้นมัยโคพลาสมา (Mycoplasma) จะมีผนังแข็งหุ้มรอบเซลล์เพื่อให้เซลล์แข็งแรงคงรูปร่างอยู่ได้ ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์รบกวนการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรีย ทำให้เซลล์แตกและตายทันที (Bactericidal) ยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์แบบนี้จัดว่าเป็นยาที่ปลอดภัยต่อคนมากที่สุด เพราะยาแทบจะไม่มีผลต่อคนเลย เนื่องจากเซลล์ของคนไม่มีผนังเซลล์

ยาที่มีกลไกลักษณะนี้ ได้แก่

  • กลุ่มเพนิซิลลิน
  • กลุ่มเซฟาโลสปอริน
  • ยาอื่น ๆ เช่น บาซิทราซินและแวนโคมัยซิน

นอกจากนี้ ยังมีฆ่าเชื้อราที่มีกลไกนี้เช่นกันคือ กลุ่มอิมิดาโซลและกริสซิโอฟูลวิน

ยาที่ออกฤทธิ์เช่นนี้มักจะมีผลทำลายแบคทีเรียแกรมบวกมากกว่าแบคทีเรียแกรมลบ เนื่องจากผนังเซลล์ของแบคทีเรียแกรมบวกมีความซับซ้อนน้อยกว่าแบคทีเรียแกรมลบ ยาจึงเข้าไปในผนังเซลล์แบคทีเรียแกรมบวกได้ง่ายกว่าแบคทีเรียแกรมลบ

  1. ออกฤทธิ์ต่อเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย

ยาปฏิชีวนะบางชนิดเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของเยื่อหุ้มเซลล์ทำให้การเข้าออกสารต่าง ๆ ที่อยู่ในเซลล์และอยู่นอกเซลล์ของแบคทีเรียผิดปกติ

เซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะมีเยื่อหุ้มบาง ๆ ล้อมรอบเซลล์เพื่อเก็บสาระสำคัญต่าง ๆ ของเซลล์ไว้เป็นกลุ่มก้อน เป็นการแบ่งขอบเขตของเซลล์ออกจากสิ่งแวดล้อม เราเรียกเยื่อหุ้มบาง ๆ นี้ว่า เยื่อหุ้มเซลล์หรือเซลล์เมมเบรน ยากลุ่มนี้ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ทำงานผิดปกติ มีผลทำให้การผ่านของสารต่าง ๆ เข้าไปในเซลล์และออกมานอกเซลล์ผิดไปจากเดิมแบคทีเรียจึงตายในที่สุด (Bactericidal)

ยากลุ่มนี้ได้แก่ โพลิมิกซิน บี โคลิสติน แอมโฟเทอริซิน บี กรามิซิดิน ตลอดจนยาฆ่าเชื้อราชื่อนิสเตติน

ยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์เช่นนี้จัดว่าเป็นพิษต่อเซลล์ของคนมากกว่ากลุ่มอื่น เพราะเซลล์ของคนก็มีเยื่อหุ้มเซลล์ ยาจึงมีผลต่อการทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์ของคนเช่นกัน แต่ไม่มีผลมากเท่าเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย

  1. ออกฤทธิ์ทำให้การสร้างโปรตีนผิดปกติ

แบคทีเรียมีกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนเช่นเดียวกับเซลล์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เพื่อใช้สำหรับซ่อมแซมและสร้างเสริม ทำให้เซลล์มีการเจริญเติบโตและทวีจำนวน โดยส่วนของเซลล์ที่ใช้สร้างโปรตีนเรียกว่า “ไรโบโซม” กระบวนการสร้างโปรตีนในแบคทีเรียเกิดขึ้นที่ไรโบโซมชนิด 70s ซึ่งไรโบโซมชนิด 70s มีส่วนประกอบสองส่วนอยู่ด้วยกันคือ ส่วนที่เรียกว่า 50s และส่วนที่เรียกว่า 30s ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์รบกวนขั้นตอนต่างๆ ในการสังเคราะห์โปรตีนที่ไรโบโซมส่วนที่เป็น 30s มีผลให้แบคทีเรียสร้างโปรตีนที่ผิดปกติ ไม่สามารถนำมาใช้ในการดำรงชีวิตได้และตายในที่สุด (Bactericidal)

ตัวอย่างยา ได้แก่ กลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์

  1. ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างโปรตีน

ยาปฏิชีวนะบางกลุ่มมีกลไกทำให้แบคทีเรียไม่สามารถสร้างโปรตีนได้มีผลให้แบคทีเรียหยุดการเจริญเติบโตและหยุดการแบ่งตัว แต่ยังไม่ตายในทันที ถ้าผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง ก็จะสามารถกำจัดมันออกไปจากร่างกายได้ หรือต้องใช้ยาต่อเนื่องระยะหนึ่งจึงกำจัดมันได้ ยากลุ่มนี้จัดเป็น Bacteriostatic

ยาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยตามตำแหน่งที่ยาไปมีผลต่อการทำงานของไรโบโซม ดังนี้

4.1 ออกฤทธิ์ที่ไรโบโซมส่วนที่เป็น 30s ได้แก่

  • กลุ่มเตตร้าซัยคลิน

ยาจะจับกับไรโบโซนของแบคทีเรียชนิด 30s โดยยับยั้งการสร้างโปรตีนและมีผลให้แบคทีเรียหยุดการเติบโต และถ้าให้ยาต่อไปหรือใช้ยาในขนาดสูงจะมีผลให้แบคทีเรียตายได้ แต่จากการทดลองในห้องทดลอง ถ้าให้ยาในขนาดสูงจะมีผลยับยั้งการสร้างโปรตีนของคนด้วยเช่นกัน เราจึงควรระมัดระวังการใช้ยากลุ่มนี้ให้มาก

4.2 ออกฤทธิ์ที่ไรโบโซมส่วนที่เป็น 50s ได้แก่

  • กลุ่มคลอแรมเฟนิคอล
  • กลุ่มมะโครไลด์
  • ยาอื่นๆ ได้แก่ คลินดามัยซินและลินโคมัยซิน

ยาจะจับกับไรโบโซมส่วนที่เป็น 50s ทำให้ยับยั้งการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย มีผลทำให้แบคทีเรียหยุดเจริญเติบโตเช่นเดียวกับกลุ่มเตตร้าซัยคลิน นอกจากนี้คลอแรมเฟนิคอลยังมีผลยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์เม็ดเลือดแดงในคน ทำให้คนที่ใช้ยากลุ่มนี้มีโอกาสขายเม็ดลือดแดงและเป็นโรคโลหิตจางจนเสียชีวิตได้ ปัจจุบันองค์การอาหารและยากระทรวงสาธารณสุขได้จัดคลอแรมเฟนิคอลอยู่ในกลุ่ม “ยาควบคุมพิเศษ” ห้ามจำหน่ายในร้านยา

  1. ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกรดนิวคลิอิก

กรดนิคคลิอิกเป็นส่วนประกอบของสารพันธุกรรมดีเอ็นเอซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของแบคทีเรีย เมื่อแบคทีเรียไม่สามารถสร้างดีเอ็นเอได้ จึงไม่สามารถเจริญเติบโตและแบ่งตัวได้ยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์เช่นนี้จัดเป็น Bacteriostatic ยากลุ่มนี้ได้แก่

  • กลุ่มฟลูออโรควิโนโลน
  • ยาชนิดอื่นๆ เช่น เมโทรนิดาโซลและไรแฟมพิซิน
  1. ออกฤทธิ์รบกวนกระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์

เซลล์ที่มีชีวิตทุกเซลล์จะมีกระบวนการสร้างและสลายสารต่างๆ ในเซลล์เกิดขึ้นตลอดเวลา เราเรียกกระบวนการที่มีทั้งการสร้างและการสลายสารต่างๆ นี้ว่า กระบวนการเมตาบอลิซึม ถ้ากระบวนการเหล่านี้ถูกขัดขวางหรือถูกรบกวน จะมีผลให้แบคทีเรียหยุดชะงักการเจริญเติบโต หยุดขยายพันธุ์ (Bacteriostatic)

ยาที่มีผลรบกวนกระบวนการเมตาบอลิซึมของแบคทีเรีย ได้แก่

  • กลุ่มซัลโฟนาไมด์
  • ยาชนิดอื่นๆ เช่น ไตรเมโธพริมและไอโสนัยอะซิด ซึ่งเป็นยารักษาวัณโรค

ยาปฏิชีวนะทั้ง 6 ประเภท มีข้อที่ควรระมัดระวังการใช้ คือ

  1. ยาที่มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรงหรือ Bactericidal สามารถให้ร่วมกันได้ โดยยาจะเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ทำให้ประสิทธิภาพในการกำจัดแบคทีเรียมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น ยาที่มีชื่อการค้าว่า แอมพิคล็อก (Ampiclox®) เป็นยาสูตรผสมระหว่างอะม็อกซิซิลลินและคลอกซาซิลลิน ซึ่งมีผลฆ่าแบคทีเรียทั้ง 2 ชนิด นำมาผสมใน 1 แคปซูลทำให้มีประสิทธิภาพในการทำลายแบคทีเรียมากกว่าการใช้ชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างเดียว เป็นต้น

  1. ยาที่มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียหรือ Bacteriostatic สามารถใช้ร่วมกันได้ แต่อาจมีผลเสริมฤทธิ์กันหรือไม่มีผลเสริมฤทธิ์กันก็ได้ แต่ก็ไม่มีผลต้านฤทธิ์หรือทำลายฤทธิ์ซึ่งกันและกัน

ตัวอย่างยาที่ผสมร่วมกันในลักษณะนี้ ได้แก่ สูตรผสมระหว่างซัลฟาเมธ็อกซาโซลและไตรเมโธพริม ทั้ง 2 ชนิดเป็นยาที่ยับยั้งการเจริญเติบโตหรือ Bacteriostatic แต่เมื่อนำมารวมกันก็จะเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ทำให้แบคทีเรียตายในที่สุด หรือมีผลเป็น Bactericidal เราเรียกยาที่มีตัวยาข้างต้น 2 ตัวผสมกันว่าเป็นสูตรโคไตรม็อกซาโซล

  1. ยาที่มีผลฆ่าแบคทีเรียโดยตรง ห้ามใช้ร่วมกับยาที่มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียเพราะจะต้านฤทธิ์ซึ่งกันและกันทำให้ใช้ยาไม่ได้ผลและเชื้อเกิดการดื้อยา

หลักการดังกล่าวข้างต้นเป็นแนวทางกว้างๆ ในการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกัน แต่ก็มีข้อยกเว้นบางกรณี เช่น การใช้เตตร้าซัยคลิน ซึ่งยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียสามารถใช้ร่วมกับสเตร๊ปโตมัยซิน ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรีย จะให้ผลดีในการรักษาการติดเชื้อบางประเภทหรือการใช้คลอแรมเฟนิคอลซึ่งยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียร่วมกับแอมพิซิลลิน ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรีย จะมีประสิทธิภาพดีในการรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจาก Haemophilus influenzae


ตารางสรุปกลไกการออกฤทธิ์ของยาต้านจุลชีพ

ผลที่มีต่อแบคทีเรีย กลไกการออกฤทธิ์ กลุ่มยา ตัวอย่างยา
ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง

(Bactericidal)

1. ขัดขวางการสร้างผนังเซลล์ กลุ่มเพนิซิลลิน Penicillin, Ampicillin, Amoxycillin, Cloxacillin, Dicloxacillin, Bacampicillin, Amoxiclave (สูตรผสมระหว่าง Amoxycillin + Clavulanicacld) เป็นต้น
กลุ่มเซฟาโลสปอริน Cephalexin, Cefuroxime, Cefaclor, Cefdinir, Cefprozil เป็นต้น
กลุ่มอิมิดาโซล Clotrimazole, Miconazole, Tioconazole lsoconazole, Ketoconazole เป็นต้น
ยาต้านจุลชีพอื่นๆ Bacitracin, Vancomycin เป็นต้น
2. เปลี่ยนแปลงเยื่อหุ้มเซลล์ทำให้การผ่านเข้าออกของสารต่างๆ ที่อยู่ในเซลล์และนอกเซลล์ผิดปกติ   Polymyxin B

Polymyxin E (Colistin)

Amphotericin B

Nystath

Gramicidin

  3. ทำให้การสร้างโปรตีนผิดปกติที่ไรโบโซมส่วน 30s กลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์ Streptomycin, Neomycin, Kanamycin Gentamycin, Paromomycin, Amikacin เป็นต้น
ทำให้แบคทีเรียหยุดเจริญเติบโต

(Bacteriostatic)

4. ยับยั้งการสร้างโปรตีน

4.1 ออกฤทธิ์ที่ไรโบโซม ส่วน 30s

กลุ่มเตตร้าซัยคลิน Tetracyline, Oxytetracycline Chlortetracycline, Doxycycline และ Minocycline
4.2 ออกฤทธิ์ที่ไรโบโซม กลุ่มคลอแรมเฟนิคอล Chloramphenicol และ Thiamphenicol
กลุ่มมะโครไลด์ Erythromycin, Roxithromycin, Spiramycin, Medicamycin Clarithromycin และ Azithromycin
ยาต้านจุลชีพอื่นๆ Lincomycin, Clindamycin เป็นต้น
5. ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกรดนิวคลีอิก กลุ่มฟลูออโรควิโนโลน Norfioxacin, Ofioxacin, Pefloxacin, Ciprofloxacin, Levofloxacin และ Moxifloxacin เป็นต้น
ยาต้านจุลชีพอื่นๆ Rifampicin, Metronidazole เป็นต้น
6. ออกฤทธิ์รบกวนกระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์ กลุ่มซัลโฟนาไมด์ Cotrimoxazole (สูตรผสมระหว่าง Sulfamethoxazole + Trimethoprim) ยาซัลฟาชนิดต่างๆ
ยาต้านจุลชีพอื่นๆ Isonizaid, Trimethoprim เป็นต้น

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่