Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ยา

ยาปฏิชีวนะคืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 616,765 คน

ยาปฏิชีวนะคืออะไร?

ยาปฏิชีวนะเป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อหลายๆ โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย โดยที่ยาเหล่านี้ไม่สามารถใช้รักษาโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อรา หรือโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัส เช่น ไข้หวัด หรือ ไข้หวัดใหญ่ ได้ ซึ่งยาปฏิชีวนะได้ถูกจำแนกไว้หลายประเภท ดังนี้

  • กลุ่มยา Penicillins ได้แก่ Amoxil® Augmentin® (amoxicillin) และ Unasyn® (ampicillin)
  • กลุ่มยา Cephalosporins ได้แก่ Cefdinir, Rocephin® (ceftriaxone) และ  Keflex® (cephalexin)
  • กลุ่มยา Fluoroquinolones ได้แก่ Levaquin® (levofloxacin), Cipro® (ciprofloxacin), และ Avelox® (moxifloxacin)
  • กลุ่มยา Macrolides ได้แก่ Zithromax® หรือ Z-pak® (azithromycin); Ery-Tab®, Akne-Mycin®, E.E.S.®, Eryc®, และ Pediamycin® (erythromycin); Cleocin®, Cleocin T®, ClindaGel®, และ Clinda-Derm® (clindamycin)
  • กลุ่มยา Tetracyclines ได้แก่ tetracycline และ Vibramycin® (doxycycline)
  • กลุ่มยา Aminoglycosides ได้แก่ amikacin; Genoptic® และ Gentak® (gentamicin); Aktob®, Bethkis®, Kitabis Pak®, Tobi®, TobiPodhaler®, Tobradex® และ Tobrex® (tobramycin); Neo-Fradin® (neomycin)
  • กลุ่มยา Sulfonamides (ยาซัลฟา) ได้แก่ Septra® และ Bactrim® (sulfamethoxazole with trimethoprim)

ยาปฏิชีวนะแต่ละประเภทมีกลไกในการกำจัดเชื้อโรคที่แตกต่างกัน ยาปฏิชีวนะบางประเภทสามารถฆ่าแบคทีเรียได้โดยตรง (Bactericidal) เช่น กลุ่มยา Penicillins Cephalosporins และ Aminoglycosides ในขณะที่บางประเภททำได้แค่เพียงให้แบคทีเรียหยุดการเพิ่มจำนวน (Bacteriostatic) เช่น กลุ่มยา Macrolides Tetracyclines Sulfonamides

คำเตือนและข้อควรระวังในการใช้ยาปฏิชีวนะ

กลุ่มยา Fluoroquinolones และ Tetracyclines จะไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ดีหากรับประทานพร้อมกับอาหารที่มีแคลเซียม เหล็ก และยาลดกรด เช่น Tums® หรือ Maalox® ดังนั้น หากต้องรับประทานยา หรือผลิตภัณฑ์เสริมที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมหรือเหล็ก ให้รับประทานยาปฏิชีวนะก่อนที่จะรับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง

การรับประทานยาปฏิชีวนะที่ได้รับให้หมดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แม้อาการจะเริ่มดีขึ้นแล้วก็ไม่ควรหยุดรับประทานยา เนื่องจากการติดเชื้อนั้นอาจคงอยู่และทำให้อาการต่าง ๆ ที่เริ่มดีขึ้นกลับมาแย่ลงได้อีกครั้ง และหากมีการติดเชื้อเกิดขึ้นใหม่ การรักษาก็จะยากและลำบากมากขึ้น เพราะปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะ เป็นปัญหาที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากการรับประทานยาปฏิชีวนะไม่หมด และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินความจำเป็น จนทำให้เกิดปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยา ซึ่งมักจะเกิดจากการจ่ายยาเพื่อรักษาโรคต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ไข้หวัดธรรมดา (Cold) ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ (Viral Gastroenteritis) อาการไอ (Coughs) และ อาการเจ็บคอ (Sore throats)

ผลข้างเคียงของการใช้ยาปฏิชีวนะ

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของการใช้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่

  • ผิวไวต่อแสงมากขึ้น (Sun sensitivity)
  • ปวดท้อง
  • ท้องเสีย
  • ติดเชื้อราในช่องคลอด
  • การรู้สึกรับรสโลหะ (metallic taste in the mouth)
  • การแพ้ยา 
  • ปฏิกิริยาภูมิแพ้อย่างเฉียบพลันรุนแรง (Anaphylaxis)

อย่างไรก็ตาม มีการรายงานถึงผลข้างเคียงที่รุนแรงในยาปฏิชีวนะบางประเภท เช่น Augmentin® (Amoxicillin and clavulanate) และ Clindamycin ที่อาจทำให้เกิดท้องเสียรุนแรงได้ หากเกิดผลข้างเคียงรุนแรงดังข้างต้นให้หยุดการใช้ยาปฏิชีวนะนั้นทันที และไปพบแพทย์เพื่อเปลี่ยนชนิดของยาปฏิชีวนะ

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่