Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
ภูมิแพ้

วิธีการกินยาแก้แพ้ที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันอันตรายจากผลข้างเคียง

ยาแก้แพ้ไม่ใช่ยานอนหลับ ใช้ถูกจะเป็นประโยชน์ แต่หากใช้ผิดจะเป็นภัย
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,749,160 คน

วิธีการกินยาแก้แพ้ที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันอันตรายจากผลข้างเคียง

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 23/04/2562

ยาแก้แพ้ หรือ ยาต้านฮีสตามีน (Histamine) มี 2 กลุ่ม  กลุ่มแรก หรือกลุ่มดั้งเดิมมีฤทธิ์ทำให้ง่วงซึม อยากนอน และ กลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงซึม   ยาแก้แพ้ที่เราคุ้นเคยกันดีกับการใช้บรรเทาอาการหวัด ลดน้ำมูก ลดอาการคัน คงหนีไม่พ้นยาเม็ดกลมๆ เล็กๆ สีเหลืองบ้าง สีขาวบ้าง  ที่มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า  "คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine)"  หรืออาจจะเรียกสั้นๆ ว่า ซีพีเอ็ม (CPM) หรือ คลอร์เฟน นั่นเอง   

เหตุที่ได้รับความนิยมก็ด้วยมีราคาถูก มีความปลอดภัยสูง มีโอกาสแพ้ยา หรือเกิดผลข้างเคียงน้อย และหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป  อย่างไรก็ดี  หากอยู่ระหว่างตั้งครรภ์แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยาทุกชนิด  อีกทั้งมีรายงานว่า คลอร์เฟนิรามีนอาจไม่เหมาะกับหญิงที่อยู่ระหว่างให้นมมุตรเพราะตัวยาสามารถขับออกได้ทางน้ำนม  

นอกจากยาคอลอร์เฟนิรามีนชนิดเม็ดที่เรารู้จักกันดีแล้ว ยังมีชนิดน้ำเชื่อมและชนิดฉีดด้วย ซึ่งแต่ละชนิดก็มีข้อบ่งใข้แตกต่างกันไป

  • ยาแก้แพ้ชนิดน้ำเชื่อม  เหมาะสำหรับเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 4 ปีลงไป แต่ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 สัปดาห์เพราะจะทำให้เสมหะของเด็กเหนียวขับออกยาก
  • ยาแก้แพ้ชนิดเม็ด          จะเป็นชนิดที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเมื่อเราเป็นหวัด มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม หรืออาจเกิดอาการแพ้อาหารทะเล มีผื่นคันขึ้นตามตัวคงต้องรับประทานยาแก้แพ้แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงต้องทนทุกข์กับความทรมานของอาการที่เกิดจากการแพ้

สรรพคุณของยาแก้แพ้

  • บรรเทาอาการหวัดคัดจมูก  ลดน้ำมูก อาการจาม  คันจมูกและคอ
  • บรรเทาอาการแพ้ฝุ่นละเออง เกสรดอกไม้
  • บรรเทาอาการคันและระคายเคืองจากสาเหตุต่างๆ  

วิธีการกินยาแก้แพ้ที่ถูกต้อง

  1. ควรรับประทานยาแก้แพ้ วันละ 2-4 ครั้ง หรืออย่างน้อยหลังจากรับประทานยาแก้แพ้ครั้งแรกต้องรอให้ผ่านไปอีกประมาณ 6 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย จึงจะเริ่มรับประทานยาแก้แพ้ครั้งต่อไป
  2. ห้ามรับประทานยาแก้แพ้ร่วมกันกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือยาจำพวกระงับประสาทเด็ดขาด เพราะจะทำให้เพิ่มความง่วงนอนอย่างมาก
  3. การใช้ยาแก้แพ้เพื่อให้นอนหลับ แม้อาจมีประโยชน์ในผู้ป่วยที่มีอาการคันจนนอนไม่หลับ  ผู้ป่วยบางโรคที่ต้องการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย เช่น โรคหวัด  ภูมิแพ้  แต่ไม่แนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้เป็นยานอนหลับ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการนอนไม่หลับ นำไปสู่แก้ไขอย่างถูกต้อง 
  4. หากรับประทานยาแก้แพ้เข้าไปแล้วแต่กลับมีอาการไอเพิ่มขึ้นมาก ควรหยุดรับประทานทันทีเพราะยาแก้แพ้จะทำให้เสมหะมีความเหนียวข้นมากกว่าเดิม
  5. ปริมาณการรับประทานยาแก้แพ้ชนิดเม็ด 
  • ในวัยผู้ใหญ่และเด็กอายุ 13 ปีขึ้นไป ควรรับประทานยาครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2-4 ครั้ง   หรือทุก 4-6 ชั่วโมง   
  • เด็กที่มีอายุ 7-12 ปีควรกินครั้งละครึ่งเม็ด เด็กที่มีอายุ 4-7 ปี ควรกินครั้งละ 1 ใน 4 ของเม็ด 
  • ส่วนเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 4 ปี ต้องรับประทานยาแก้แพ้ชนิดน้ำเชื่อมเท่านั้นเพราะว่าถ้าหากเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 4 ปี รับประทานยาแก้แพ้เกินขนาดอาจทำให้เกิดอาการชักรุนแรงขึ้นได้

     ปริมาณการกินยาแก้แพ้ชนิดน้ำเชื่อม 

  • เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี กินครั้งละครึ่งช้อนชา โดยต้องไม่มากไปกว่าวันละ 2 ครั้งต่อวัน
  • เด็กอายุ 1-4 ปี กินครั้งละครึ่งช้อนชา โดยต้องไม่มากไปกว่าวันละ 3-4 ครั้งต่อวัน 
  • สำหรับเด็กอายุ 4-7 ปี รับประทานครั้งละครึ่งถึงหนึ่งช้อนชา  วันละ 2-4 ครั้ง  

 6. การกินยาแก้แพ้ ห้ามเคี้ยว หรือบดตัวยาอย่างเด็ดขาด

การรับประทานยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิมอย่างคลอร์เฟนิรามีนอาจทำให้เกิดอาการง่วงนอน  เวียนศรีษะ  ตาพร่ามัวได้ ดังนั้นหลังรับประทานจึงควรพักผ่อน หลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกี่ยวกับการใช้เครื่องจักร เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น   

อย่างไรก็ดี บางครั้งการรักษาอาการแพ้ การรับประทานยาแก้แพ้เป็นเพียงแค่หนทางในการบรรเทาอาหาร เมื่อหมดฤทธิ์ยาอาการก็มีโอกาสกำเริบขึ้นได้อีก  ทางออกที่ดีที่สุดควรต้องหาสาเหตุของการแพ้ให้เจอก่อนโดยหมั่นสังเกตตัวเองว่า เรามีปฏิกิริยาต่อสิ่งใดเป็นพิเศษ ก็ให้หลีกเลี่ยงสิ่งนั้น เช่น หากแพ้อาหารทะเล ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทะเล   หากแพ้ฝุ่น ก็ต้องหลีกเลี่ยงการนำตัวเองไปในสถานที่ที่มีฝุ่นละอองอยู่เยอะ เป็นต้น  นอกจากนี้ควรหมั่นหายาที่ดีที่สุดมาไว้กับตัวก็คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

ที่มาของข้อมูล

Yasuda SU, Wellstein A, Likhari P, Barbey JT, Woosley RL (1995). "Chlorpheniramine plasma concentration and histamine H1-receptor occupancy". Clin. Pharmacol. Ther. 58 (2): 210–20. doi:10.1016/0009-9236(95)90199-X. PMID 764877

Fischer, Jnos; Ganellin, C. Robin (2006). Analogue-based Drug Discovery. John Wiley & Sons. p. 546. ISBN 9783527607495.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่