ยา

แพ้ยา (Drug Allergies)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
Istock 474348064 %281%29

แพ้ยา (Drug Allergies)

หากคุณมีอาการผื่น ลมพิษ หรือหายใจลำบากหลังจากรับประทานยา อาจหมายถึงคุณมีอาการแพ้ยาเกิดขึ้น เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีความไวต่อยาหรือส่วนประกอบของยานั้น โดยร่างกายมองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงสร้างสารเคมีมาต่อต้านยาหรือส่วนประกอบของยานั้น ทำให้เกิดอาการแพ้ยาเกิดขึ้น

ภาพรวม

ในคนที่มีอาการแพ้ยาอาจมีอาการแพ้เกิดขึ้นโดยไม่ขึ้นกับว่ายาที่ใช้เป็นยาน้ำ ยาเม็ด หรือยาฉีด

อาการของการแพ้ยา:

  • ผื่นที่ผิวหนัง หรือลมพิษ
  • คัน
  • หายใจมีเสียงวี๊ด หรือปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ
  • บวม
  • อาการแพ้อย่างรุนแรงที่มีอาการหลายระบบในร่างกาย (anaphylaxis) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการแพ้แบบรุนแรงอันตรายถึงชีวิต เพราะผู้ป่วยจะมีอาการแพ้ตั้งแต่ 2 ระบบของร่างกายขึ้นไป (เช่น พบทั้งผื่นคัน ร่วมกับหายใจลำบาก)

อาการแพ้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย

สิ่งกระตุ้นให้เกิดการแพ้ยาที่พบบ่อย:

  • ยาเพนนิซิลิน (penicillin) และยาฆ่าเชื้ออื่นๆ ที่คล้ายกับเพนนิซิลิน
  • ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ที่โครงสร้างยาเป็นซัลโฟนาไมด์ (sulfonamides)
  • ยากันชัก
  • ยาแอสไพริน, ยาไอบูโพรเฟน และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (เอ็นเสด, NSAIDs) ตัวอื่นๆ
  • ยาเคมีบำบัด

การวินิจฉัยอาการแพ้ยา:

  • ทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (มีความแม่นยำเฉพาะการแพ้ยาเพนนิซิลิน)
  • ทดสอบโดยทดลองให้ยาที่สงสัยว่ามีอาการแพ้ (drug challenge)

การจัดการและการรักษาอาการแพ้ยา:

  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
  • รับประทานยาแก้แพ้เพื่อควบคุมบางอาการ
  • ไปพบแพทย์ทันทีถ้าอาการแย่ลง หรือมีอาการหลายอาการเกิดขึ้นพร้อมกัน (แพ้อย่างรุนแรง หรือ anaphylaxis)

อาการของการแพ้ยา

อย่างไรก็ตามคุณอาจไม่มีอาการแพ้ยาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับยานั้น เพราะร่างกายต้องใช้เวลาในการสร้างภูมิต้านทานต่อยานั้น เมื่อร่างกายมีการสร้างภูมิต้านทานต่อยานั้นแล้ว เมื่อได้รับยานั้นในครั้งถัดไป ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะมองว่ายานั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นผู้บุกรุก จึงหลั่งสารเคมีมาต่อต้านยานั้น ทำให้คุณมีอาการแพ้ยาเกิดขึ้น

อาการของการแพ้ยา ได้แก่

  • ผื่นที่ผิวหนัง หรือลมพิษ
  • คัน
  • หายใจมีเสียงวี๊ด หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ
  • บวม
  • อาเจียน
  • เวียนศีรษะ มึนงง
  • มีอาการแพ้อย่างรุนแรงหลายระบบในร่างกาย (anaphylaxis) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการแพ้อย่างรุนแรง โดยจะมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะช็อก ซึ่งจะมีอาการตั้งแต่ 2 ระบบของร่างกายขึ้นไป (เช่น มีอาการทั้งผื่นที่ผิวหนังร่วมกับหายใจลำบาก)

ยาเพนนิซิลิน (penicillin) คือยาที่เป็นสาเหตุของการแพ้ยาที่พบบ่อยที่สุด หากคุณแพ้ยาเพนนิซิลินนั่นหมายความว่าคุณมีโอกาสสูงที่จะแพ้ยาอื่นที่มีโครงสร้างคล้ายๆ เพนนิซิลิน เช่น ยา อะม็อกซี่ซิลิน (amoxicillin) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแพ้ยาอื่นที่มีโครงสร้างคล้ายกันเสมอไป นอกจากนี้หากคุณมีอาการแพ้ยาเพนนิซิลิน (หรือยาอื่นๆ) ในครั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าในครั้งถัดไปจะต้องมีอาการแพ้เหมือนกับครั้งนี้

ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อที่มีโครงสร้างเป็นหมู่ซัลฟา (ซัลโฟนาไมด์) เช่น sulfamethoxazole-trimethoprim ก็เป็นสาเหตุของการแพ้ยาได้ ส่วนยาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ แม้ว่าจะมีหมู่ซัลฟา แต่ก็มีความเสี่ยงต่ำต่อการแพ้

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยการแพ้ยาอาจทำได้ยาก หากมีอาการแพ้ยาที่มาจากยาในกลุ่มเพนนิซิลิน จะเป็นยาเดียวที่สามารถทำการทดสอบการแพ้ได้อย่างแม่นยำด้วยการทดสอบทางผิวหนัง (skin test) อาการแพ้ยาบางอย่าง โดยเฉพาะผื่น ลมพิษ และหอบหืด สามารถมีอาการคล้ายคลึงกับโรคอื่นๆ ได้

แพทย์ด้านโรคภูมิแพ้จะมีการถามคำถามคุณดังต่อไปนี้เพื่อประกอบการวินิจฉัยการแพ้ยา:

  • ยาอะไรที่คุณสงสัยว่าทำให้มีอาการแพ้ยา?
  • คุณเริ่มใช้ยาเมื่อไร และหยุดใช้ยาเมื่อไร?
  • ใช้ยาไปแล้วนานแค่ไหนถึงเริ่มมีอาการ และมีอาการอย่างไรบ้าง?
  • อาการเป็นอยู่นานแค่ไหน? และทำอย่างไรให้อาการดีขึ้น?
  • มียาอื่นๆ ที่รับประทานหรือใช้ร่วมด้วยหรือไม่
  • คุณได้รับประทานสมุนไพร อาหารเสริม หรือวิตามินอื่นๆ อยู่ด้วยหรือไม่ ถ้าใช่ มีอะไรบ้าง?

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ยังต้องการรู้ด้วยว่าคุณมีอาการแพ้ยาอื่นๆ ด้วยอีกหรือไม่ หากเป็นไปได้ ควรนำยาที่สงสัยมาให้แพทย์ดูด้วย เพราะแพทย์จะได้แนะนำยาอื่นที่ปลอดภัยสำหรับคุณมากกว่าให้ด้วย

ในระหว่างการตรวจร่างกาย แพทย์จะพิจารณาถึงปัญหาอื่นๆ ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดอาการในครั้งนี้ด้วย นั่นคือจากสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่การแพ้

ในการวินิจฉัยอาการแพ้ยา ขึ้นอยู่กับว่ายาที่สงสัยคือยาใด แพทย์อาจให้คุณทดสอบการแพ้ยาที่ผิวหนัง หรือในบางกรณีอาจให้คุณตรวจเลือดด้วย การตรวจเลือดอาจมีประโยชน์ในการวินิจฉัยอาการแพ้ยาที่เกิดขึ้นช้าแต่มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อแพทย์มีความกังวลว่าอาการแพ้ยานี้มีผลต่อหลายอวัยวะภายในร่างกาย อาการแพ้ยาที่พบได้น้อย คือ “drug rash with eosinophilia and systemic symptoms” หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “DRESS syndrome” อ่านว่า เดรส ซินโดรม

ถ้าสงสัยว่ามีการแพ้ยาเกิดขึ้น แพทย์อาจแนะนำให้คุณทำการทดสอบโดยการทดลองรับประทานยาที่สงสัยว่าแพ้ หรือเรียกว่า oral drug challenge โดยจะต้องทำภายใต้การดูแลของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยให้คุณรับประทานยาที่สงสัยว่าแพ้ แล้วสังเกตอาการที่เกิดขึ้นว่าแพ้ยาตัวนี้จริงหรือไม่ หากมีอาการเกิดขึ้น มีอาการอย่างไร (แต่ถ้าอาการแพ้ยาที่เกิดขึ้นกับคุณนั้นมีอาการรุนแรง จะไม่แนะนำให้ทดสอบ drug challenge เพราะถือเป็นเรื่องที่อันตรายเกินไป)

การจัดการและการรักษาอาการแพ้ยา

ถ้าคุณมีอาการของการแพ้ยา

  • อย่าลืมแจ้งให้แพทย์ทราบว่าคุณมีอาการแพ้ยา และอาการแพ้ของคุณเป็นอย่างไร เพื่อให้แพทย์ทุกคนที่ดูแลรักษาคุณมีความตระหนักเสมอ
  • เมื่อมีอาการแพ้ยา ให้สอบถามแพทย์หรือเภสัชกรว่ามียาคล้ายๆ กันที่ต้องหลีกเลี่ยงอีกหรือไม่
  • ให้สอบถามแพทย์หรือเภสัชกรถึงยาทางเลือกอื่นที่ต้องใช้แทนยาที่คุณแพ้
  • ให้พกบัตรประจำตัวผู้แพ้ยาเสมอ เพราะในบัตรจะระบุยาและอาการที่แพ้ หากต้องไปพบแพทย์หรือเภสัชกร ให้ยื่นบัตรประจำตัวนี้เสมอ

อาการแพ้ยารุนแรงที่มีอาการหลายระบบในร่างกาย (anaphylaxis)

อาการแพ้ยารุนแรงที่มีอาการหลายระบบ (Anaphylaxis) เป็นอาการแพ้ยาที่มีอาการรุนแรงซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยจะมีอาการตั้งแต่ 2 ระบบอวัยวะขึ้นไป เช่น มีอาการบวมร่วมกับหายใจลำบาก หรืออาเจียนและผื่นลมพิษร่วมด้วย หากเกิดอาการนี้ขึ้น ให้โทรเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินที่เบอร์ 1669 ทันที หรือไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยด่วน

หากคุณเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ยารุนแรง ให้แจ้งให้ทีมแพทย์ฉุกเฉินทราบด้วยว่ายาอะไรที่ผู้ป่วยคนนี้ใช้ และใช้เมื่อไร รวมถึงขนาดยาที่ใช้

หากอาการแพ้ยาที่เกิดขึ้นไม่ใช่อาการที่รุนแรงถึงชีวิต แพทย์ด้านโรคภูมิแพ้อาจสั่งยาให้คุณดังนี้:

  • ยาแก้แพ้ (antihistamine) เพื่อต่อต้านอาการแพ้ที่เกิดขึ้น
  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (เอ็นเสด) เช่น ยาไอบูโพรเฟน หรือยาแอสไพริน หรือยาสเตียรอยด์อื่นๆ เพื่อลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้น

กระบวนการหลีกเลี่ยงหรือลดปฏิกิริยาการแพ้ (Drug desensitization)

หากการแพ้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อนั้นไม่มียาทางเลือกอื่นที่มีความเหมาะสมให้ใช้แทนได้ คุณอาจจำเป็นต้องมีการทำกระบวนการหลีกเลี่ยงหรือลดปฏิกิริยาการแพ้ (drug desensitization) โดยกระบวนการนี้แพทย์จะให้ยากับคุณในปริมาณน้อยๆ และค่อยๆ เพิ่มขนาดยาขึ้น จนกว่าคุณจะทนต่อยาในขนาดที่จำเป็นต้องใช้ได้โดยที่มีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นน้อยที่สุด กระบวนการนี้จะต้องทำในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการดูแลอย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออาการแพ้อย่างรุนแรงขึ้นระหว่างกระบวนการนี้

กระบวนการลดปฏิกิริยาการแพ้นี้จะมีช่วยคุณได้เฉพาะกรณีที่คุณรับประทานยาทุกวันเท่านั้น หากคุณมีการหยุดยา เช่น การใช้ยาเคมีบำบัดที่ต้องมีการหยุดยาเป็นรอบๆ หากคุณต้องต้องมีการรับยาในรอบถัดไป คุณจะต้องเริ่มกระบวนการลดปฏิกิริยาการแพ้ใหม่อีกครั้ง

การแพ้ยาเพนนิซิลิน (Penicillin Allergy)

เกือบทุกคนเคยได้ยินผู้คนพูดถึงการแพ้ยาเพนนิซิลิน มีการรายงานการแพ้ยาเพนนิซิลินมากถึง 10% ของคนทั่วไป เนื่องจากเป็นยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ที่มีการใช้บ่อยมาก จึงทำให้เป็นยาที่มีการรายงานการแพ้ยามากที่สุด อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนส่วนใหญ่ที่เคยแพ้ยาเพนนิซิลินแบบรุนแรงจะหายต่อการแพ้ยา และสามารถรักษาด้วยยาเพนนิซิลินได้อย่างปลอดภัย (ถึงแม้ว่าจะมีถึง 10% ที่จะยังคงมีอาการแพ้ต่อไป)

ยาเพนนิซิลินเป็นยาที่ถูกค้นพบโดยบุคคลที่มีชื่อเสียง ชื่อ Alexander Fleming ในปี ค.ศ.1928 (พ.ศ.2471) ซึ่งในปัจจุบันยานี้เป็นยาที่มีการใช้อย่างกว้างขวาง เช่น ใช้ในการรักษาอาการเจ็บคอจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น แม้ว่ายานี้จะเป็นยาที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็มีบางคนที่รู้สึกกลัวที่จะใช้ยานี้ เพราะกลัวการแพ้ยาเพนนิซิลิน

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการแพ้ยาเพนนิซิลินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะในบางโรคยาเพนนิซิลินเป็นยาที่ดีที่สุดสำหรับการรักษา และผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องใช้ยาเพนนิซิลินเพราะว่าเขาแพ้ยาฆ่าเชื้อตัวอื่น แพทย์ผู้เชี่ยวชายด้านโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืดจะต้องการรู้ว่าอาการแพ้ที่เคยเกิดขึ้นในวัยเด็กของผู้ป่วยรายนั้นยังคงเป็นอยู่ในวัยผู้ใหญ่หรือไม่ เพื่อที่จะเก็บไว้เป็นประวัติทางการแพทย์และใช้ในการตัดสินใจทางเลือกในการรักษาให้กับผู้ป่วยรายนั้น

อาการของการแพ้ยาเพนนิซิลิน:

การแพ้ยาเพนนิซิลินในระดับเล็กน้อยถึงระดับปานกลางเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย โดยจะมีอาการดังนี้:

  • ลมพิษ (โดยผื่นลมพิษจะขึ้น และมีอาการคันอย่างมาก ซึ่งจะเกิดขึ้นและหายไปเมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง)
  • อาการบวมใต้ผิวหนัง โดยทั่วไปพบบริเวณใบหน้า (หรือเรียกว่า angioedema)
  • คอตีบแคบ
  • หายใจมีเสียงวี๊ด
  • ไอ
  • หายใจลำบาก

อาการแพ้ยาเพนนิซิลินที่เกิดได้น้อยแต่มีอาการรุนแรง และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังได้รับยาเพนนิซิลิน เราเรียกว่า anaphylaxis หรืออาการแพ้อย่างรุนแรง ซึ่งจะเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่มีความไวต่อยาชนิดนี้เป็นอย่างมาก อาการนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังได้รับยา โดยอาการจะแย่ลงอย่างรวดเร็วและถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการของการแพ้ยาชนิดนี้ไม่ได้มีเพียงเฉพาะอาการทางผิวหนังเท่านั้น แต่ยังมีอาการอื่นๆ ได้แก่:

  • แน่นหน้าอก และหายใจลำบาก
  • ลิ้นบวม คอบวม จมูกบวม ริมฝีปากบวม
  • เวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม หรือหมดสติ ซึ่งทำให้เกิดอาการช็อกและหัวใจวายได้

อาการที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด ยาที่จะใช้คือยาอีพิเนฟฟิน (epinephrine) โดยจะถูกให้อย่างเร่งด่วนที่โรงพยาบาล นอกจากนั้นหากผู้ป่วยรายนี้เคยได้รับการสั่งยาอีพิเนฟฟินฉีดพกพาอยู่ก่อนแล้ว จะต้องฉีดก่อนมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลด้วย

การทดสอบและวินิจฉัยการแพ้ยาเพนนิซิลิน

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้จะช่วยประเมินว่าคุณจะมีความปลอดภัยในการรับประทานยาเพนนิซิลินหรือไม่

นอกจากการซักประวัติเกี่ยวกับอาการแพ้เพนนิซิลินที่เคยเกิดขึ้นแล้ว แพทย์จะทำการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังเพื่อประเมินว่าผู้ป่วยรายนี้ยังแพ้ยาเพนนิซิลินอยู่หรือไม่ ซึ่งการทดสอบนี้จะต้องทำที่โรงพยาบาล และใช้เวลาทดสอบประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งรวมถึงเวลาที่ใช้ในการสังเกตอาการที่เกิดขึ้นภายหลังการทดสอบด้วย

หากแพทย์ทำการประเมินแล้วว่าคุณเหมาะสมและมีความปลอดภัยเพียงที่จะทำการทดสอบ แพทย์จะทำการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังด้วยการหยดยาที่เจือจางแล้วบนผิวหนังแล้วใช้เข็มขนาดเล็กสะกิด และสังเกตอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย หากผลการทดสอบพบว่าได้ผลเป็นลบ แสดงว่าผู้ป่วยรายนี้มีโอกาสต่ำต่อการเกิดปฏิกิริยาแพ้แบบเฉียบพลันต่อยานี้ โดยแพทย์อาจทดลองให้ยาชนิดนี้กับผู้ป่วยด้วยขนาดยาปกติอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยไม่มีอาการแพ้ต่อยาเพนนิซิลินจริง

แต่ถ้าหากผลการทดสอบทางผิวหนังให้ผลเป็นบวก ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเพนนิซิลิน และต้องเปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะตัวอื่นแทนยาเพนนิซิลิน แต่ในบางกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้ยาอื่นได้ เช่น ยาเพนนิซิลินเป็นยาที่ถูกแนะนำให้ใช้ในโรคที่ผู้ป่วยกำลังเป็นเท่านั้น และไม่มียาทางเลือกอื่นให้ใช้ กรณีเช่นนี้ผู้ป่วยอาจต้องทำกระบวนการลดปฏิกิริยาการแพ้ (desensitization) เพื่อทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ยานี้ได้ แต่ต้องทำภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

จะรักษาการแพ้ยาเพนนิซิลินอย่างไร

ในผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ยาเพนนิซิลินแบบรุนแรงจะต้องไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลโดยด่วน และจะต้องได้รับยาฉีดอีพิเนฟฟินที่โรงพยาบาล ร่วมกับการรักษาระดับความดันโลหิตและการหายใจให้เป็นปกติ

แต่ถ้าผู้ป่วยรายนั้นมีการแพ้ยาเพนนิซิลินแบบไม่รุนแรงอาจรักษาด้วยการให้ยาแก้แพ้ หรือในบางกรณีอาจต้องมีการให้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานหรือชนิดฉีดร่วมด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น แนะนำให้ไปพบแพทย์เสมอที่มีอาการแพ้ เพื่อที่คุณจะได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

 

คำถามที่พบบ่อย

ใช้เวลานานเท่าใดก่อนที่จะมีอาการแพ้ยาจากยาที่ใช้?

ระยะเวลาก่อนที่จะเกิดอาการจะแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล บางคนอาจมีอาการทันที ในขณะที่คนอื่นๆ อาจจะต้องใช้ยาไปหลายครั้งก่อนที่จะเกิดอาการแพ้ขึ้น ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะมีอาการอยู่ในช่วง 1-2 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา ยกเว้นว่าคุณจะมีอาการแพ้ชนิดล่าช้าซึ่งพบได้น้อย อาการของการแพ้ที่พบได้น้อยนี้ได้แก่ มีไข้ มีตุ่มพุพองที่ผิวหนัง และอาจมีอาการปวดข้อ

อาการแพ้ยาแตกต่างจากอาการแพ้ชนิดอื่นหรือไม่?

อาการที่เกิดขึ้นจากการแพ้ยาสามารถเหมือนกับอาการแพ้อื่นๆ ได้ ได้แก่ ผื่นลมพิษ ผื่นผิวหนัง คัน หายใจมีเสียงวี๊ด เวียนศีรษะ หน้ามืด อาเจียน และรวมถึงอาการแพ้ชนิดรุนแรง (anaphylaxis) อาการที่เกิดขึ้นหลายอาการร่วมกันนี้จะช่วยบอกว่าคุณมีแนวโน้มที่จะเป็นอาการแพ้ยามากกว่าการมีเพียงอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเป็นเพียงอาการข้างเคียงของยาที่พบได้บ่อย

จะรักษาการแพ้ยาได้อย่างไร?

เช่นเดียวกับการแพ้ชนิดอื่นๆ นั่นคือ ต้องหลีกเลี่ยงยาที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ หากคุณรู้แล้วว่าคุณแพ้ยาชนิดไหน แพทย์จะแนะนำให้คุณหลีกเลี่ยงการใช้ยานั้น คุณจะต้องแจ้งแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งว่าคุณแพ้ยาชนิดใดบ้าง และมีอาการอย่างไร โดยแนะนำให้พกบัตรประจำตัวผู้ป่วยแพ้ยา และให้ยื่นให้แพทย์และเภสัชกรดูทุกครั้งที่มาพบ หากคุณมีอาการแพ้ยาเกิดขึ้น คุณจำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที ซึ่งการรักษาจะขึ้นกับความรุนแรงของอาการแพ้ที่เกิดขึ้น ถ้าอาการแพ้ที่เกิดขึ้นเป็นแบบรุนแรงถึงแก่ชีวิต หรือที่เรียกว่า anaphylaxis ยาที่จะต้องใช้อันดับแรกคือ ยาฉีดอีพิเนฟฟินชนิดพกพา และให้โทรเรียกรถพยาบาล หรือรีบไปโรงพยาบาลทันที

อาการแพ้ยาเพนนิซิลินมีอะไรบ้าง?

อาการแพ้ยาเพนนิซิลินมีความหลากหลาย โดยจะมีอาการตั้งแต่ระดับรุนแรงน้อยถึงรุนแรงมาก ได้แก่ ผื่นลมพิษ บวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า คอตีบแคบ หายใจมีเสียงวี๊ด ไอ หายใจลำบาก

ปฏิกิริยาการแพ้ชนิดรุนแรง (anaphylaxis) พบได้น้อย แต่มีความรุนแรงถึงแก่ชีวิต ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด อาการแย่ลงอย่างรวดเร็วและถึงแก่ชีวิตได้ โดยจะมีอาการที่กล่าวถึงด้านบนร่วมกับอาการดังต่อไปนี้:

  • หายใจลำบาก และแน่นหน้าอก
  • บวมที่ริมฝีปาก คอ ลิ้น และใบหน้า
  • เวียนศีรษะและหมดสติ หรือหน้ามืด ซึ่งทำให้มีภาวะช็อกได้

ถ้าคุณมีอาการรุนแรงดังกล่าวข้างต้น ให้รีบใช้ยาฉีดอีพิเนฟฟิน (หากมี) โทรเรียกรถพยาบาล 1669 หรือรีบไปโรงพยาบาลทันที

หากฉันแพ้ยาเพนนิซิลิน ยาทางเลือกอื่นที่ใช้แทนได้คืออะไรบ้าง?

แม้ว่ายาเพนนิซิลินจะเป็นยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ในปัจจุบันก็มียาทางเลือกอื่นสำหรับรักษาทดแทนในกรณีที่แพ้เพนนิซิลิน แพทย์จะพิจารณาเลือกยาทางเลือกอื่นที่เหมาะสมให้กับคุณ ซึ่งขึ้นกับว่าคุณติดเชื้อแบคทีเรียชนิดไหน ความรุนแรงของการติดเชื้อเป็นอย่างไร รวมถึงอาการแพ้ยาเพนนิซิลินที่เกิดขึ้นในครั้งก่อนเป็นอย่างไร และเคยมีการทดสอบการแพ้เพนนิซิลินแล้วหรือยัง

ยาอะไรที่เป็นสาเหตุของการแพ้ยามากที่สุด?

ยาเพนนิซิลินคือยาที่เป็นสาเหตุของการแพ้ยามากที่สุด ถ้าคุณมีอาการแพ้ยาเพนนิซิลิน คุณจะมีโอกาสมากที่จะแพ้ยาอื่นในกลุ่มเดียวกัน เช่น อะม็อกซี่ซิลิน แต่ก็ไม่เสมอไป ยากันชัก ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน และยาเคมีบำบัด ก็เป็นสาเหตุของการแพ้ยาที่พบบ่อยเช่นกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าคุณอาจจะเกิดการแพ้ยาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิต และอาจไม่เกิดปฏิกิริยาที่คล้ายกันนั้นอีกในอนาคตก็ได้

ฉันเคยแพ้ยาเพนนิซิลินตอนเด็ก ฉันจะยังแพ้จนถึงปัจจุบันหรือไม่

ไม่จำเป็น ในความเป็นจริงคนถึง 80% จะหายจากการแพ้ยาเพนนิซิลินหากเขาหลีกเลี่ยงการใช้ยานั้นเป็นเวลา 10 ปี สิ่งสำคัญก็คือควรเข้ารับการทดสอบการแพ้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภูมิแพ้ก่อน เพื่อนประเมินว่าคุณยังแพ้เพนนิซิลินอยู่หรือไม่

หากทำการลดปฏิกิริยาการแพ้ (desensitization) แล้ว จะทำให้ไม่มีอาการแพ้ยาอีก จริงหรือไม่?

ไม่จริง ถ้ายานั้นเป็นยาที่ต้องใช้ทุกวัน การทำการลดปฏิกิริยาการแพ้เพียง  1 ครั้งโดยแพทย์โรคภูมิแพ้ก็เพียงพอแล้ว เพราะร่างกายจะยังคงมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ลดลงตลอดเวลา แต่ถ้ามีการหยุดยาไปแล้วมากกว่า 2 วันก่อนการได้รับยาครั้งถัดไป ร่างกายจะไม่สามารถจำการลดการตอบสนองได้แล้ว จึงต้องมีการทำกระบวนการนี้ใหม่อีกครั้ง

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่