Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
โภชนาการ

โรคแพ้กลูเตน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,099,536 คน

โรคแพ้กลูเตน

โรคแพ้กลูเตน (Coeliac disease) เป็นภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเองที่ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ตอบสนองต่อสารกลูเตนที่รับประทานเข้าไปจนทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง

กลูเตนคืออะไร?

กลูเตนคือโปรตีนที่พบได้ในข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ และข้าวไรน์

กลูเตนยังอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบเป็นข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ และข้าวไรน์ได้อีกเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น: ขนมปังส่วนมาก เส้นพาสต้า เค้ก บิสเก็ต ธัญญาหารหลายยี่ห้อ ซอสหลายประเภท ขนมอบ อาหารพร้อมเสิร์ฟบางประเภท เบียร์ส่วนมาก น้ำผลไม้เข้มข้นบางประเภท

มีผู้คนจำนวนเท่าไรที่เป็นโรคแพ้กลูเตน?

มีข้อมูลว่าประชากรทุก ๆ 100 คนจะมีผู้ป่วยโรคแพ้กลูเตน 1 คน และในจำนวนผู้ที่มีภาวะนี้จะมีเพียง 24% ที่เคยถูกวินิจฉัยมาแล้ว

โรคแพ้กลูเตนสามารถถูกวินิจฉัยพบได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่เด็ก แต่ก็มีรายงานว่ามีจำนวนผู้หญิงที่เป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายสองเท่า

อาการของโรคแพ้กลูเตน

โรคแพ้กลูเตนทำให้เกิดอาการมากมายกับระบบย่อยอาหารและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

อาการจะคล้ายคลึงกับภาวะอื่น ๆ อย่างกลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (irritable bowel syndrome - IBS) ภาวะแพ้ข้าวสาลี ภาวะเครียด หรือแม้แต่เป็นผลจากความแก่ชรา กระนั้นก็มีผู้ป่วยบางคนที่อาจไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ได้

อาการของโรคสามารถเริ่มขึ้น ณ ช่วงใดของชีวิตก็ได้ แต่ส่วนมากแล้วแพทย์จะวินิจฉัยพบในช่วงอายุระหว่าง 40 ถึง 60 ปี

อาการทั่วไปของโรคแพ้กลูเตน

อาการที่พบได้บ่อยของโรคแพ้กลูเตนมีดังนี้: ท้องร่วง ท้องอืด และท้องผูกรุนแรงหรือบ่อยครั้ง มีอาการแปลก ๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้กับระบบทางเดินอาหาร เช่นคลื่นไส้และอาเจียน มีอาการท้องอืด หรือปวดท้องบิดซ้ำซาก เป็นภาวะพร่องธาตุเหล็ก วิตามิน B12 หรือกรดโฟลิค โลหิตจาง เหน็ดเหนื่อย และปวดศีรษะ น้ำหนักลดลงอย่างหาสาเหตุไม่ได้ (ไม่ใช่กับทุกกรณี) มีแผลในปาก ภาวะภูมิคุ้มกันผิวหนังทำลายตนเองจากโรคแพ้กลูเตน (dermatitis herpetiformis) มีปัญหาเกี่ยวกับที่เคลือบฟัน ตับผิดปรกติ มีปัญหาที่ระบบประสาทที่ไม่สามารถอธิบายได้ เช่นเซ (ataxia) และแขนขาชา (neuropathy)

หากคุณประสบกับอาการเหล่านี้ ให้ปรึกษาแพทย์ทันทีแต่ต้องพยายามทานอาหารที่มีกลูเตนเป็นส่วนประกอบตามปกติจนกว่าผลการวินิจฉัยจะสรุปได้ว่าคุณเป็นโรคแพ้กลูเตนจริง ๆ

อาการของโรคแพ้กลูเตนในเด็ก

เด็กที่เป็นโรคแพ้กลูเตนจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่ไม่เป็นไปตามคาด หรืออาจเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช้ากว่าปรกติ

สาเหตุของโรคแพ้กลูเตน

ยังไม่มีผู้ใดทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้บางคนกลายเป็นโรคแพ้กลูเตน หรือเหตุใดบางคนจึงมีอาการของภาวะนี้เบากว่าผู้อื่น แต่ก็คาดกันว่าเป็นผลมาจากพันธุกรรมของผู้ป่วยกับสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตของคนคนนั้นที่ทำให้เกิดโรคนี้ขึ้นมา

ภาวะสุขภาพที่มีอยู่ก่อน

โรคแพ้กลูเตนจะพบได้บ่อยกับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่นเบาหวานประเภท 1 หรือโรคต่อมไทรอยด์อักเสบจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (autoimmune thyroid disease) หรือแม้แต่ผู้ป่วยมีสมาชิกในครอบครัว (พ่อแม่หรือพี่น้อง) ที่เป็นโรคแพ้กลูเตนอยู่ก่อน

พันธุกรรม

โรคแพ้กลูเตนสืบทอดผ่านทางสายโลหิต หากคุณมีญาติใกล้เคียงเป็นโรคนี้ เช่นพ่อแม่หรือพี่น้อง คุณจะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงขึ้น

สำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวสุ่มเสี่ยงจะมีความเสี่ยงอยู่ประมาณ 10% หากเทียบกับกลุ่มผู้ที่ไม่มีญาติใกล้เคียงเป็นโรคนี้ที่มีความเสี่ยงประมาณ 1%

หากคุณมีฝาแฝดที่เป็นโรคแพ้กลูเตน จะมีโอกาสถึง 85% ที่คุณจะกลายเป็นโรคนี้เช่นกัน

การวินิจฉัยโรคแพ้กลูเตน

สามารถทำการวินิจฉัยโรคแพ้กลูเตนระหว่างช่วงอายุใดก็ได้ และสามารถดำเนินการได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ความล่าช้าในการเข้าวินิจฉัยโรคนี้มีระยะเวลามาตรฐานที่ 13 ปี

การตรวจเลือด

ผู้ป่วยโรคแพ้กลูเตนส่วนมากจะมีแอนติบอดีในเลือดของพวกเขา ซึ่งขั้นตอนแรกในการวินิจฉัยโรคแพ้กลูเตนจึงเป็นการเจาะตรวจเลือด

ใครสามารถเข้ารับการตรวจเลือดได้บ้าง?

ควรจะมีการตรวจเลือดกับผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้: เบาหวานประเภทที่ 1 โรคต่อมไทรอยด์อักเสบจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ภาวะภูมิคุ้มกันผิวหนังทำลายตนเองจากโรคแพ้กลูเตน (dermatitis herpetiformis) กลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) โลหิตจางที่หาสาเหตุไม่ได้ อาการที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร เช่นผู้ที่มีท้องร่วง ปวดท้อง หรืออาเจียนบ่อยครั้ง มีญาติใกล้เคียงเป็นโรคแพ้กลูเตน

คุณอาจได้รับการตรวจเลือดหากว่า: คุณมีอาการเหน็ดเหนื่อยตลอดเวลา คุณเป็นเด็กที่เติบโตช้ากว่าที่ควรจะเป็น คุณมีอาการหรือภาวะอื่น ๆ ที่เกิดกับผู้ป่วยแพ้กลูเตน เช่นมีแผลในปาก มีปัญหาบางอย่างกับกระดูกหรือตับ เป็นดาวน์ซินโดรม (Down's syndrome) เทอร์เนอร์ซินโดรม (Turner syndrome) หรือมีอาการท้องผูกบ่อย

การตรวจเลือดหาโรคแพ้กลูเตนจะไม่แนะนำกับเด็กทารกที่ยังไม่สามารถทานอาหารที่ประกอบด้วยกลูเตนได้

ก่อนการตรวจเลือด

ก่อนการตรวจเลือด คนไข้จะต้องทานอาหารที่ประกอบด้วยกลูเตนเข้าไปมากกว่าหนึ่งมื้อทุกวัน เป็นเวลาต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ก่อนวันทดสอบ

การตรวจเลือดมีขั้นตอนอะไรบ้าง?

การตรวจเลือดหาโรคแพ้กลูเตนจะเป็นการเก็บตัวอย่างเลือดของคุณไปทดสอบหาแอนติบอดีในเลือด

เพื่อให้ผลการทดสอบประสบผลสำเร็จ ผู้ป่วยจะต้องทานอาหารที่ประกอบกลูเตนก่อนวันตรวจจริง 6 สัปดาห์ โดยทานกลูเตนให้มากกว่า 1 มื้อต่อวัน

การตรวจเลือดหาโรคแพ้กลูเตนจะมีความแม่นยำมากกว่า 95%

ผลการตรวจเป็นบวก

หากมีการพบแอนติบอดีของโรคแพ้กลูเตนในเลือดของคุณ แพทย์จะส่งคุณไปรับการทดสอบด้วยการเจาะตรวจชิ้นเนื้อ (biopsy) ลำไส้ของคุณ

ผลการตรวจเป็นลบ

หากไม่พบแอนติบอดีในเลือด แต่คุณยังคงมีอาการคล้ายกับโรคแพ้กลูเตนอยู่ แพทย์จะต้องส่งคุณไปรับการเจาะตรวจชิ้นเนื้อลำไส้อยู่ดี

การเจาะตรวจชิ้นเนื้อ

การเจาะตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) มีเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคแพ้กลูเตน โดยเป็นกระบวนการที่ดำเนินการในโรงพยาบาล และมักกำกับดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้

การเจาะตรวจชิ้นเนื้อมีขั้นตอนอะไรบ้าง?

หากคุณต้องเข้ารับการเจาะตรวจชิ้นเนื้อ จะมีการใช้ท่อยาวเรียวที่มีไฟฉายติดอยู่ที่ปลาย (endoscope) สอดเข้าทางปากของคุณไปยังลำไส้เล็ก

ก่อนเข้าสู่กระบวนการนี้ คุณจะได้รับยาชาเพื่อให้ลำคอของคุณหมดความรู้สึก พร้อมกับยาระงับประสาทเพื่อให้คุณผ่อนคลาย

ระหว่างกระบวนการนี้ แพทย์สอดเครื่องมือผ่าชิ้นเนื้อลงไปพร้อมกับท่อ endoscope เพื่อเก็บตัวอย่างเยื่อบุลำไส้เล็กของคุณออกมา โดยตัวอย่างจะถูกนำไปตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อหาสัญญาณของโรคแพ้กลูเตน

อาหารก่อนเข้ารับและหลังการทดสอบ

สิ่งสำคัญคือคุณต้องทานอาหารที่ประกอบด้วยกลูเตนทุกวันจนกว่าผลการวินิจฉัยจะออกมา

การเจาะตรวจชิ้นเนื้อจะแสดงผลโรคแพ้กลูเตนหากผู้เข้ารับการทดสอบทานอาหารกลูเตนเป็นประจำ

มีเพียงหลังจากการยืนยันการมีอยู่ของโรคแพ้กลูเตนเท่านั้นที่ผู้ป่วยควรเริ่มทานอาหารที่ปราศจากกลูเตน

หากคุณงดทานอาหารที่มีกลูเตนอยู่ก่อนแล้ว และรู้สึกว่าการกลับไปทานอาหารประเภทนี้เป็นเรื่องยากลำบาก แพทย์จะส่งคุณไปพบผู้เชี่ยวชาญและอธิบายกับคุณว่าคุณจะไม่สามารถได้รับอาหารปราศจากกลูเตนตามที่จัดสั่งได้หากคุณไม่ได้ทำการวินิจฉัยโรคแพ้กลูเตนจากการเจาะตรวจชิ้นเนื้อ

การทดสอบหลังการวินิจฉัย

หากคุณถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพ้กลูเตน คุณอาจต้องเข้ารับการทดสอบอื่น ๆ เพื่อประเมินว่าภาวะนี้ส่งผลต่อคุณอย่างไรบ้าง

การตรวจเลือดเพิ่มเติม

คุณอาจต้องเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อดูระดับธาตุเหล็กและวิตามินกับเกลือแร่อื่น ๆ ในเลือดเพื่อช่วยชี้ชัดว่าลำไส้ของคุณมีการดูดซึมสารอาหารตกลงจากภาวะแพ้กลูเตนหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้นาน ๆ อาจทำให้คุณประสบกับภาวะโลหิตจางได้ (ภาวะที่ขาดธาตุเหล็กในเลือด)

Dual energy X-ray (DEXA) scan

สำหรับผู้ป่วยโรคแพ้กลูเตน ภาวะขาดสารอาหารที่มาจากการดูดซึมที่แย่ลงทำให้กระดูกอ่อนแอและเปราะบางขึ้น (โรคกระดูกพรุน)

การสแกน DEXA คือการเอกซเรย์ที่ใช้รังสี X ความเข้มข้นต่ำในการประมาณความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งทำให้แพทย์และผู้ให้คำปรึกษาสามารถคาดการณ์ได้ว่าโรคนี้ส่งผลต่อกระดูกของคุณมานานแค่ไหนแล้ว

การทดสอบจากร้านขายยา

ณ ปัจจุบันคุณสามารถหาซื้อตัวทดสอบโรคแพ้กลูเตนจากร้านขายยาได้แล้ว แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าข้อมูลที่ได้จากการทดสอบเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือเพียงใด

หากคุณเคยใช้การทดสอบเหล่านั้นมาก่อน คุณควรนำผลที่ได้ไปปรึกษากับแพทย์ และก่อนยืนยันการวินิจฉัย คุณก็ควรต้องเข้ารับการตรวจเลือดกับการเจาะตรวจชิ้นเนื้ออยู่ดี

การรักษาโรคแพ้กลูเตน

โรคแพ้กลูเตนตอบสนองต่อการรักษาด้วยการรับประทานอาหารที่ปราศจากกลูเตนดีที่สุด ด้วยการปรับวิถีชีวิตให้มีแต่อาหารที่ไม่มีกลูเตน คุณจะสามารถควบคุมอาการของตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาได้

อาหารปราศจากกลูเตนช่วยคุณได้อย่างไร?

การทานอาหารที่ปราศจากกลูเตนจะช่วยป้องกันไม่ให้กลูเตนเข้าไปทำลายผนังเยื่อบุลำไส้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาหรือขจัดอาการของโรคแพ้กลูเตนไปได้

อาหารประเภทดังกล่าวยังสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับโรคแพ้กลูเตนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงท้ายของชีวิตคุณได้อีกด้วย

จะเกิดอะไรขึ้นหากคุณยังคงทานอาหารที่มีกลูเตนอยู่?

หากคุณถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพ้กลูเตนและยังคงทานอาหารที่มีกลูเตนอยู่ อาการของคุณจะกลับมาเรื่อย ๆ และอาจสร้างความเสียหายระยะยาวต่อสุขภาพของคุณได้

การรักษาใช้เวลานานเท่าไร?

อาการของคุณควรจะดีขึ้นอย่างมากภายในไม่กี่สัปดาห์หลังเริ่มทานอาหารปราศจากกลูเตน อย่างไรก็ตามก็อาจต้องใช้เวลานานกว่า 2 ปีเพื่อให้ระบบย่อยอาหารของคุณฟื้นตัวโดยสมบูรณ์

การเข้าพบนักโภชนาการ

หลังยืนยันการวินิจฉัยโรคแพ้กลูเตน คุณอาจต้องเข้าพบนักโภชนาการเพื่อรับความช่วยเหลือในเรื่องปรับเปลี่ยนอาหารและการใช้ชีวิตของคุณ

โดยนักโภชนาการสามารถช่วยคุณได้ด้วย: การทำให้คุณมั่นใจว่าคุณได้รับอาหารและสารอาหารตามที่ร่างกายคุณต้องการ ให้คำแนะนำวิธีปรับเปลี่ยนอาหารและวิถีชีวิตกับอาหารปราศจากกลูเตน

นักโภชนาการยังสามารถให้: คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารทางเลือกที่ปราศจากกลูเตน ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งหา การจัดเตรียม และการกักเก็บอาหารปราศจากกลูเตน ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารปราศจากกลูเตนที่แพทย์จัดหามาให้ ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มช่วยเหลือต่าง ๆ

อาหารเสริมโภชนาการ

เช่นเดียวกับการปรับวิถีชีวิตและการทานอาหารปราศจากกลูเตน แพทย์หรือนักโภชนาการยังแนะนำให้คุณทานวิตามินกับเกลือแร่เสริมเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนหลังถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ ทั้งนี้เพื่อให้คุณยังคงได้รับสารอาหารเพียงพอต่อการฟื้นตัวของระบบย่อยอาหาร

การทานอาหารเสริมยังสามารถแก้ไขภาวะพร่องสารอาหารต่าง ๆ ได้ เช่นภาวะโลหิตจาง เป็นต้น

การป้อนอาหารเด็กทารก

หากคุณเป็นโรคแพ้กลูเตน คุณไม่ควรเพิ่มกลูเตนในอาหารที่ให้แก่เด็กทารกก่อนที่พวกเขาจะมีอายุ 6 เดือน ซึ่งน้ำนมจากเต้าของมารดานั้นเป็นแหล่งอาหารที่ปราศจากกลูเตนตามธรรมชาติที่ดีที่สุด เช่นเดียวกับนมชงของทารกทุกประเภท

เด็กควรได้รับอาหารที่มีกลูเตนอย่างช้า ๆ เมื่อพวกเขามีอายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งคุณต้องคอยสอดส่องอาการของพวกเขาตลอดเวลา

การฉีดวัคซีน

หากคุณเป็นโรคแพ้กลูเตน และเป็นภาวะ hyposplenic (ภาวะที่ทำให้ม้ามทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร) คุณควรได้รับวัคซีนป้องกันโรค: ปอดอักเสบ (pneumococcal) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis C) ไข้หวัดใหญ่ (flu)

คุณควรปรึกษาการรับวัคซีนกับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง

การตรวจสุขภาพประจำปี

หลังจากเริ่มการรักษาแล้ว คุณจะต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคแพ้กลูเตนทุกปีเพื่อคอยสอดส่องอาการของคุณ ซึ่งสามารถดำเนินการโดยแพทย์ผู้ดูแล นักโภชนาการ หรือเภสัชกรก็ได้

ระหว่างการตรวจสุขภาพประจำปี แพทย์จะสอบถามคุณเกี่ยวกับ: สุขภาพของคุณที่เกี่ยวข้องกับโรคแพ้กลูเตน วิธีที่คุณบริหารอาหารปราศจากกลูเตนของตนเอง

อีกทั้งช่วงเวลานี้ยังเป็นโอกาสให้คุณปรึกษาความกังวลใจต่าง ๆ กับผู้เชี่ยวชาญ

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคแพ้กลูเตน

หากปล่อยให้คุณเป็นโรคแพ้กลูเตนโดยไม่ทำการรักษา คุณจะมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน (osteoporosis) กับมะเร็งในช่วงท้ายของชีวิตมากขึ้น

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนเกิดจากการที่กระดูกอ่อนแอและเปราะบางมากขึ้น กระดูกต้องการวิตามินและเกลือแร่มากมายเพื่อคงความหนาแน่นและความแข็ง หากคุณเป็นโรคแพ้กลูเตน คุณจะมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนมากขึ้นเนื่องจากลำไส้ไม่สามารถดูดซับสารอาหารที่จำเป็นต่อกระดูกนั่นเอง อีกทั้งโรคนี้ยังลดระดับวิตามินกับเกลือแร่ในเลือดบางประเภทลง เพื่อชดเชยสารอาหารเหล่านี้ ร่างกายจะนำแคลเซียมจากกระดูกมาใช้แทน ซึ่งจะทำให้กระดูกของคุณอ่อนแอลงจนมีความเสี่ยงต่อการแตกหักมากขึ้น

ภาวะทุพโภชนาการ

โรคแพ้กลูเตนที่ทำให้เกิดอาการรุนแรงจะนำไปสู่ภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition) ได้ แม้จะนับว่าหายากมากก็ตาม

โรคแพ้กลูเตนจะทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซับสารอาหารจากอาหารที่คุณทานเข้าไปได้ ซึ่งภาวะนี้จะนำไปสู่ภาวะต่าง ๆ เช่นโลหิตจางที่เป็นภาวะขาดธาตุเหล็ก และกระดูกพรุนเมื่อร่างกายเริ่มขาดแคลเซียม เป็นต้น

ภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตส

หากคุณเป็นโรคแพ้กลูเตน คุณอาจจะประสบกับภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตสตามมา (Lactose intolerance) เนื่องจากว่าร่างกายขาดเอนไซม์ที่ใช้ย่อยน้ำตาลในนม (แลคโตส) ที่พบได้ตามอาหารจำพวกนมต่าง ๆ

ภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตสจะเป็นเพียงภาวะชั่วคราว และมักจะหายไปเองเมื่อคุณทานอาหารปราศจากโปรตีนต่อเนื่อง

โรคมะเร็ง

งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าหากคุณไม่ทำการวินิจฉัยและเริ่มการรักษาโรคแพ้กลูเตน โรคนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางประเภทได้ เช่นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (lymphoma) และ T-cell lymphoma

มะเร็งลำไส้ใหญ่

คาดกันว่าผู้ป่วยโรคแพ้กลูเตนจะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้นสองเท่า นี่จึงแปลได้ว่าจะมีผู้ป่วยโรคแพ้กลูเตน 1 จาก 100 คนกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ภายในช่วง 10 ปีแรกหลังถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพ้กลูเตน

ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งประเภทนี้คาดกันว่าจะเพิ่มสูงที่สุดระหว่างช่วงปีแรก ก่อนที่จะตกลงไปอยู่ระดับปรกติเมื่อผลจากการรับประทานอาหารปราศจากกลูเตนแสดงผลแล้ว

ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ไม่บ่อย

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคแพ้กลูเตนที่พบไม่บ่อยคือทารกจะมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป