การกินเพื่อสุขภาพ

ท้องอืดคืออะไร สาเหตุและวิธีรักษาโรคท้องอืดด้วยตัวเอง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 11, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 633,494 คน

ท้องอืดคืออะไร สาเหตุและวิธีรักษาโรคท้องอืดด้วยตัวเอง

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 11/02/2562

ท้องอืด เป็นอาการที่พบได้บ่อยในคนทั่วไป มักมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม หรืออาจเป็นเพราะระบบย่อยอาหารทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ การรู้ถึงสาเหตุ วิธีบรรเทาและป้องกันนั้นมีความสำคัญ เพราะจะช่วยให้เรารับมือกับอาการดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพและความงาม ลดสงสุด 50% ถึง 28 กุมภานี้

ไม่ว่าโสดหรือมีคู่ เราก็จับคู่ดีลดีๆมาให้คุณ อยากสุขภาพดี+ดูดีรึยัง? คลิก

Nurse in the hospital picture id681654226

ท้องอืด คืออะไร?

อาการท้องอืด (Bloated stomach) คือสภาวะที่ระบบย่อยอาหารมีลมหรือแก๊สเยอะเกินไป จนทำให้รู้สึกแน่นท้อง โดยจะแสดงอาการบริเวณกลางท้องส่วนบน ซึ่งอยู่ระหว่างใต้ลิ้นปี่และเหนือสะดือ ทั้งนี้หากมีอาการต่อเนื่องนาน ๆ โดยไม่มีสาเหตุ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

สาเหตุของโรคท้องอืด

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องอืดมีอยู่หลายสาเหตุ แต่ที่พบได้บ่อยมีอยู่ 3 สาเหตุหลักด้วยกัน ดังนี้

1.แก๊สและอากาศ

ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ สูบบุหรี่ หัวเราะ หรือพูดคุย จะมีการกลืนอากาศเข้าไปด้วย ซึ่งร่างกายสามารถขับออกได้ด้วยการเรอหรือการผายลม แต่หากเรากลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ จะทำให้ลมเข้าท้องจำนวนมาก อาจทำให้เกิดอาการท้องอืดและมีอาการสะอึกร่วมด้วย

2.สาเหตุทางการแพทย์

สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ท้องอืดอาจเกิดจากภาวะทางการแพทย์ เช่น

  • โรคในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ แผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร พยาธิในทางเดินอาหาร ลำไส้อุดตัน เป็นต้น
  • ลำไส้เคลื่อนไหวน้อยกว่าปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
  • ผู้ป่วยที่ลำไส้ไวต่อการกระตุ้น แม้ว่าลมหรือแก๊สในลำไส้อาจจะไม่มาก แต่ผู้ป่วยจะมีอาการอืดแน่นท้องได้
  • ยา เช่น ยาแก้ปวด/ลดอักเสบ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาปฏิชีวนะบางอย่าง

3.ปัจจัยอื่น ๆ

  • แบคทีเรียในกระเพาะอาหารเจริญเติบโตมากเกินไป
  • ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในภาวะก่อนมีประจำเดือนของผู้หญิง
  • เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม เช่น เหล้า เบียร์
  • การสูบบุหรี่
  • การรับประทานอาหารที่ย่อยยาก / มีเส้นใยมาก / อาหารที่มีส่วนประกอบของนม
  • การรับประทานอาหารรสจัด
  • ภูมิแพ้อาหาร

อาการของโรคท้องอืด

ผู้ป่วยจะมีอาการแน่นท้อง จุกเสียด ท้องตึงๆ อืดๆ คล้ายมีลมหรือแก๊ซในกระเพาะอาหาร เมื่อเรอออกมาจะส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยว และบางช่วงจะมีอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอกเหนือลิ้นปี่ บางรายอาจรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ คลื่นไส้และอาเจียน ร่วมด้วย

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพและความงาม ลดสงสุด 50% ถึง 28 กุมภานี้

ไม่ว่าโสดหรือมีคู่ เราก็จับคู่ดีลดีๆมาให้คุณ อยากสุขภาพดี+ดูดีรึยัง? คลิก

Nurse in the hospital picture id681654226

วิธีรักษาโรคท้องอืดด้วยตัวเอง

การรักษาโรคท้องอืดมีหลากหลายวิธี โดยวิธีที่สามารถบรรเทาในเบื้องต้นมีดังนี้

1. เคลื่อนไหวร่างกายเมื่อมีอาการจุกเสียด

เมื่อรู้สึกจุกเสียดในท้องแนะนำให้เคลื่อนไหวร่างกาย อาจเลือกวิธีเดินช้าๆ เพื่อกระตุ้นให้กระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานและขับลมออกมา

2. ดื่มน้ำอุ่น

กรณีที่ผู้ป่วยท้องอืดจากการที่มีกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป การดื่มน้ำอุ่นๆ จะช่วยเจือจางกรดและบรรเทาอาการท้องอืดได้ นอกจากนี้น้ำอุ่นยังช่วยคลายอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อช่วงท้อง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น

3. ดื่มน้ำสมุนไพร

เมื่อเกิดอาการอาหารไม่ย่อยหรือท้องอืด การดื่มน้ำสมุนไพรถือเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่คนส่วนใหญ่นิยมทำ โดยน้ำสมุนไพรที่สามารถบรรเทาอาการได้ ได้แก่ น้ำขิง เพราะขิงมีฤทธิ์ร้อน เมื่อดื่มแล้วจะช่วยขับลมและยังช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้อาการท้องอืดบรรเทาลงได้ หรืออาจเลือกดื่มน้ำตะไคร้ ชาคาโมมายล์ ชาเปปเปอร์มินต์ (สะระแหน่) เป็นต้น

วิธีการป้องกันโรคท้องอืด

การป้องกันอาการท้องอืดทำได้หลายวิธี ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการนอนหลังรับประทานอาหาร

หากไม่อยากให้เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด ควรหลีกเหลี่ยงพฤติกรรมการนอนหลังรับประทานอาหาร เพราะการเอนตัวนอนทันทีนั้น จะทำให้กรดไหลย้อนขึ้นได้ง่าย เป็นผลทำให้เกิดอาการจุกเสียด แน่นท้องและท้องอืดได้

2. รับประทานทานอาหารมื้อเย็นให้เร็วขึ้น

ช่วงเวลาที่ดีในการรับประทานอาหารมื้อเย็น ควรอยู่ในช่วง 2-3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อลดการเกิดอาการกรดไหลย้อน แต่หากยังเกิดอาการท้องอืด ลองขยับเวลาอาหารมื้อสุดท้ายให้เร็วขึ้นราว 1-2 ชั่วโมง

3. หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งปริมาณมาก

หมากฝรั่งมักมีส่วนผสมของน้ำตาลเทียม เช่น ไซลิทอล และ ซอร์บิทอล ซึ่งน้ำตาลชนิดนี้จะดึงน้ำเข้ามาในลำไส้ และทำให้เกิดแก็สได้โดยแบคทีเรีย จึงทำให้มีอาการท้องอืด

4. หมั่นเดินเล่นหลังจากรับประทานอาหาร

การเดินเล่นประมาณ 5-10 นาทีหลังจากทานอาหารแต่ละมื้อ จะช่วยป้องกันการเกิดอาการท้องอืดได้ เพราะวิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

5. รักษามาตรฐานของน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์

ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน มักมีความดันในช่องท้องมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งความดันในช่องท้องนี้จะทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อน แน่นท้อง จุกเสียดได้

6. หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่คับ

การสวมใส่เสื้อผ้าที่คับ จะส่งผลให้เกิดอาการท้องอืดได้ง่าย โดยเฉพาะการสวมใส่กางเกงหรือกระโปรงที่รัดเข็มขัดแน่นจนเกินไป จะเป็นการเพิ่มความดันภายในช่องท้อง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้

7. งดเครื่องดื่มบางชนิดและบุหรี่

การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของ คาเฟอีน แอลกอฮอล์ โซดา น้ำอัดลม จะทำให้กรดในกระเพาะมากขึ้น นอกจากจะทำให้รู้สึกระคายเคืองกระเพาะอาหารแล้ว ยังทำให้มีแก๊สในทางเดินอาหารมากขึ้นด้วย

8. ควบคุมการรับประทานมื้อใหญ่ในปริมาณที่เหมาะสม

การรับประทานอาหารปริมาณมาก จะกระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ดังนั้นการควบคุมการรับประทานให้เหมาะสมและเคี้ยวให้ละเอียด จะช่วยป้องกันอาการท้องอืดได้

9. หลีกเลี่ยงการรับประทานผักดิบ

ผักมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ผักบางชนิด เช่น กะหล่ำปลี บรอกโคลี และกะหล่ำดอก สามารถทำให้ท้องอืดได้เช่นกัน เพราะบรรดาผักตระกลูนี้มี “สารแรฟฟิโนส” (Raffinose) เป็นสารน้ำตาลที่ประกอบไปด้วยน้ำตาลหน่วยย่อย 3 ชนิด คือ ฟรักโทส กลูโคส และกาแลกโทส ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ไม่สามารถย่อยสารแรฟฟิโนสได้ จะถูกลำเลียงต่อไปยังลำไส้ใหญ่และถูกย่อยโดยแบคทีเรียในลำไส้ ระหว่างนี้กากอาหารจากผักจะเกิดการหมักหมมเป็นแก๊สและมีอาการท้องอืดตามมา 

10. หลีกเลี่ยงการรับประทานนม

คนแถบเอเชียมักไม่มีน้ำย่อยที่ย่อยนมหรือมีในปริมาณน้อย หากสังเกตว่ามีอาการท้องอืดเป็นประจำหลังจากรับประทานอาหารประเภทนี้ ควรงด หรือรับประทานทีละน้อยๆ เพื่อให้ทางเดินอาหารค่อยๆ ปรับตัว

11. หลีกเลี่ยงความเครียด

ความเครียดจะกระตุ้นให้กระเพาะมีการหลั่งกรดมากกว่าปกติ และทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานผิดปกติไป เช่น ดูดซึมอาหารได้น้อยลง ปริมาณเลือดและออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงกระเพาะต่ำลง จึงทำให้เกิดอาการท้องอืด 

การเลือกซื้อยาแก้ท้องอืดด้วยตัวเอง

ยาแก้อาการท้องอืดหาซื้อได้ตามร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป  แต่ยาบางชนิดอาจส่งผลข้างเคียง เช่น ทำให้รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มเร็วกว่าปกติ จุกเสียดบริเวณเหนือลิ้นปี่ หากเกิดผลข้างเคียงดังกล่าว ควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์ให้เร็วที่สุด 

ยาบรรเทาแก้อาการท้องอืด

ยาที่ใช้ในการรักษาอาการท้องอืด มีหลากหลายชนิด เช่น ยาธาตุน้ำแดง ยาธาตุน้ำขาว และยาลดกรดในกระเพาะ เป็นต้น โดยยาแก้อาการท้องอืดแต่ละตัวจะออกฤทธิ์แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

  1. ยาขับลม ทำหน้าที่ขับลมในกระเพาะและลำไส้ ได้แก่ Peppermint oil และ Simethicone
  2. ยาช่วยย่อย เป็นยาที่มีส่วนประกอบของเอนไซม์ช่วยย่อย ได้แก่ Amylase เป็นต้น
  3. ยาลดกรด เป็นยาที่ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดภายในกระเพาะอาหารให้มีความเป็นกลางมากขึ้น ได้แก่ Aluminum Hydroxide, Sodium Bicarbonate และ Magnesium Hydroxide
  4. ยาลดอาการปวดเกร็งในท้อง ได้แก่ Hyoscine-N-butylbromide เป็นต้น

เนื่องจากยาที่ใช้รักษาอาการท้องอืดมีหลายชนิด การเลือกใช้จึงควรเลือกให้เหมาะสมกับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หากซื้อยารับประทานในเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ละเอียดยิ่งขึ้น

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่