สุขภาพจิต

รู้จักกับ โรคซึมเศร้า โรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อยมากที่สุด

โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวช สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โรคนี้มักมาจากมรสุมชีวิตและการสูญเสีย มีอาการคล้ายที่เห็นใกล้เคียงกับอาการเศร้าหรือเสียใจทั่วไป
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มี.ค. 11, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 29 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 513,286 คน

รู้จักกับ โรคซึมเศร้า โรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อยมากที่สุด

โรคซึมเศร้า สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ หรือโรคซึมเศร้าในเด็ก ก็ล้วนเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น อาการของโรคอาจดูคล้ายกับอาการเศร้าหรือเสียใจทั่วๆ ไป แต่ผลกระทบนั้นรุนแรงและเกิดขึ้นยาวนานกว่ามาก ซึ่งทั้งตัวผู้ป่วยเองหรือคนรอบข้างอาจไม่ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำ ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ที่ป่วยเป็นซึมเศร้ามักจะไม่รู้ตัวว่ากำลังป่วยเป็นซึมเศร้า หรืออาจรู้ตัวอีกทีตอนที่อาการของโรคเข้าสู่ขั้นรุนแรงจนเกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันไปแล้ว ทำให้โรคนี้กลายเป็นอีกหนึ่งโรคร้ายที่พรากชีวิตของใครหลายต่อหลายคนไปอย่างคาดไม่ถึง

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้นไม่ได้ถูกจัดประเภทว่าเป็นคนบ้าหรือคนไม่ดีแต่อย่างใด หากแต่เป็นผู้ป่วยที่มีอาการป่วยทางอารมณ์ที่ควรได้รับการรักษา เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาในเร็ววันอาจส่งผลเสียถึงชีวิตได้ โดยอาจจะมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเองหรือคิดสั้นฆ่าตัวตาย ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการเกิดโรค อาการ และวิธีรักษา จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจตระหนักรู้ เพื่อช่วยเหลือตัวคุณเองและคนรอบข้างที่ป่วยเป็นโรคนี้ 

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

ทำความรู้จักโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และความคิด โดยอาการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างมาก เช่น รับประทานอาหารได้น้อยลง เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ สิ้นหวัง หดหู่ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุขกับชีวิต วิตกกังวลตลอดเวลา และที่สำคัญคือผู้ป่วยจะไม่สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่ต้องเผชิญได้ดีพอ

โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อยที่สุด โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า มีประชากรทั่วโลกประสบกับโรคซึมเศร้าประมาณ 350 ล้านคน ซึ่งวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็มีผลต่ออัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าได้ โดยตามรายงานประจำปี 2553 ของวารสารประจำปีด้านสาธารณสุข (The Journal Annual Review of Public Health) กวล่าวว่าอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าของทุกเพศทุกวัยในญี่ปุ่นจะอยู่ที่ 2.2% ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ ในขณะที่บราซิลนั้นมีอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าสูงถีง 10.4% 

ส่วนในประเทศไทยนั้น โรคซึมเศร้าถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาด้านสุขภาพที่มีความสำคัญและน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยสังเกตได้จากสังคมในปัจจุบันนี้ที่มักมีข่าวเกี่ยวกับปัญหาการฆ่าตัวตาย รวมทั้งปัญหาการทำร้ายร่างกายตัวเองและคนรอบข้าง ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้นับเป็นเรื่องที่น่าสลดใจไม่น้อยทีเดียว ตามรายงานจิตวิทยาคลินิก ปี 2007 พบว่า:

  • 50% ของผู้ที่ฟื้นตัวจากภาวะซึมเศร้าในครั้งแรก มักมีภาวะซึมเศร้าซ้ำอีกหนึ่งครั้งหรือมากกว่านั้น
  • 80% ของคนที่เคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้า มีภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้นถึงสองครั้ง 

โรคซึมเศร้ามีสาเหตุและปัจจัยที่หลากหลาย ทั้งด้านจิตใจ สภาพสังคม และความผิดปกติด้านชีววิทยาที่เกิดขึ้นกับร่างกายของผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นการประสบปัญหาชีวิต ปัญหาครอบครัว การงาน การเงิน หรือการเผชิญความล้มเหลวหรือสูญเสียในชีวิตอย่างรุนแรง ทุกปัญหานั้นล้วนเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดโรคซึมเศร้าได้ทั้งสิ้น

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่าเป็นผลมาจากหลายๆ ปัจจัยด้วยกัน ดังนี้

  • ความผิดปกติของสารเคมีภายในสมอง สารเคมีในสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสารเคมีที่มีชื่อว่าเซโรโทนิน (Serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) ลดน้อยลงจากเดิม ทำให้สมดุลของสารเหล่านี้เปลี่ยนไปและเกิดความบกพร่องในการทำงานร่วมกัน
  • กรรมพันธ์ุ หากคนในครอบครัวของคุณ เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เคยป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามาก่อน คุณก็อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน
  • การเผชิญเรื่องเครียด เช่น เจอมรสุมชีวิตโดยไม่ทันได้ตั้งตัว หมดกำลังใจในการรักษาอาการเจ็บป่วยที่เรื้อรังหรือรุนแรงถึงชีวิต ตกงาน มีปัญหาเรื่องการเงินที่หาทางออกไม่ได้ มีปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ถูกใช้ความรุนแรงหรือถูกล่วงละเมิดในวัยเด็ก รวมทั้งการพบเจอกับความสูญเสียในชีวิตที่ทำให้เสียใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียพ่อแม่ในขณะที่ยังอยู่ในช่วงวัยเด็ก สูญเสียคนรัก หรือสูญเสียครอบครัว 
  • ลักษณะนิสัย คนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำหรือสูงมากเกินไป มองโลกในแง่ร้าย หรือชอบตำหนิกล่าวโทษตนเอง มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าคนที่มองโลกในแง่บวกและเห็นคุณค่าในตนเอง
  • การดื่มแอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติด การพึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดเพื่อให้ลืมความเสียใจและความเครียดจากเรื่องต่างๆ ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แต่กลับทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมาได้ด้วย
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนจากภาวะตั้งครรภ์ หรือภาวะต่อมไทรอยด์ผิดปกติ

โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่พบว่าคนที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี มีแนวโน้มเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าคนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ถึงร้อยละ 60 และผู้หญิงจะมีแนวโน้มเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าผู้ชาย

ชนิดของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าแบ่งออกเป็น 3 ชนิดด้วยกัน ซึ่งแต่ละชนิดมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปดังนี้

1. Major Depression (โรคซึมเศร้าแบบรุนแรง)
โรคซึมเศร้าชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อภาวะซึมเศร้ารบกวนความสุขในชีวิต การทำงาน การเรียน การนอนหลับ นิสัยการกิน และอารมณ์สุนทรีย์  ติดต่อกันอย่างน้อยสองสัปดาห์ บางคนอาจแสดงอาการของภาวะซึมเศร้าเพียงแค่ 1 อย่างก็ได้ ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นเป็นครั้งๆ แล้วหายไป แต่ก็สามารถเกิดได้บ่อยครั้งเช่นกัน 

2. Dysthymia หรือ Persistent Depressive Disorder (โรคซึมเศร้าเรื้อรัง)
เป็นโรคซึมเศร้าแบบเรื้อรังที่มีอาการทางอารมณ์ไม่รุนแรงนัก แต่จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยสองปี ในบางช่วงเวลาของภาวะซึมเศร้าประเภทนี้ผู้ป่วยอาจมีภาวะ Major depression ร่วมด้วย ซึ่งจะรบกวนการดำรงชีวิตประจำวัน ทั้งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของผู้ป่วยและทำให้เกิดความรู้สึกแย่ได้

3. Bipolar หรือ Manic-depressive Illness (โรคซึมเศร้าอารมณ์สองขั้ว)
ผู้มีภาวะซึมเศร้าบางคนอาจมีอาการผิดปกติแบบอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) ร่วมด้วย โรคซึมเศร้าชนิดนี้จะทำให้ผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ โดยมีอารมณ์แปรปรวนรุนแรงสลับไปมาระหว่างอารมณ์ดีผิดปกติ (Mania) ที่เป็นช่วงอารมณ์สนุกคึกคักเกินเหตุ พูดมากกว่าที่เคยเป็น กระฉับกระเฉงกว่าปกติ มีพลังงานในร่างกายเหลือเฟือ กับช่วงภาวะซึมเศร้า (Depression) ซึ่งโดยมากจะมีอาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ในบางคนก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงอารมณ์ดีผิดปกตินั้น อาการที่เกิดขึ้นอาจมีผลกระทบต่อความคิดและการตัดสินใจของผู้ป่วย รวมทั้งอาจทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมหลงผิด หากผู้ป่วยในภาวะนี้ไม่ได้รับการรักษาจะทำให้กลายเป็นโรคจิตเภทได้

ประเภทของภาวะซึมเศร้าอื่นๆ ที่ได้การยอมรับทางการแพทย์ มีดังนี้

1. Postpartum Depression (โรคซึมเศร้าหลังคลอดบุตร) หลังคลอดบุตร คุณแม่บางคนอาจมีอาการซึมเศร้าที่รุนแรงและใช้เวลานานกว่าจะกลับมาเป็นปกติ ภาวะซึมเศร้าที่คุณแม่มือใหม่มักเผชิญหลังคลอดนี้จะเรียกว่า "Baby blues"

2. Seasonal Affective Disorder หรือ SAD (โรคซึมเศร้าตามฤดูกาล) เป็นภาวะซึมเศร้าในช่วงฤดูหนาว หรือบางครั้งก็เกิดในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เป็นโรคซึมเศร้าที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศที่มีแสงแดดน้อยและหนาวเย็น พบได้มากในประเทศแถบหนาว จึงไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคยในไทยนัก

3. Premenstrual Dysphoric Disorder (โรคซึมเศร้าก่อนมีรอบเดือน) เป็นอาการซึมเศร้าที่เกิดขึ้นประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนและหลังช่วงมีประจำเดือนของผู้หญิง

4. Psychotic Depression (โรคซึมเศร้าโรคจิต) เป็นภาวะซึมเศร้ารุนแรงที่เกิดกับผู้ป่วยโรคจิตเวชอื่นๆ โดยมักเกิดพร้อมอาการทางจิต เช่น เห็นภาพลวงตาและภาพหลอน ได้ยินเสียงที่ไม่มีอยู่จริง เป็นต้น

อาการของโรคซึมเศร้า

1. อาการทั่วไปของโรคซึมเศร้า

หากคุณเป็นกังวลว่าตัวเองหรือคนรอบข้างกำลังเผชิญหน้ากับโรคซึมเศร้าอยู่ เบื้องต้นคุณสามารถสังเกตได้จากอาการเศร้า เสียใจ และท้อแท้จนไม่อยากทำอะไร บางครั้งก็เป็นไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ หรือถึงแม้มีเรื่องน่ายินดี แต่ก็กลับไม่รู้สึกมีความสุขเลย นอกจากนี้ ผู้ที่เข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้ามักแสดงอาการต่อไปนี้ออกมาพร้อมๆ กันภายในระยะเวลา 2 อาทิตย์ 

  • รู้สึกสิ้นหวัง ว่างเปล่า ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปหรือทำไปเพื่ออะไร
  • รู้สึกเครียด หงุดหงิดง่าย กระสับกระส่าย หรือกระวนกระวายใจอยู่บ่อยๆ
  • รู้สึกสิ้นหวัง ไม่มีค่า หรือรู้สึกผิด
  • หมดความสนใจในกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่เคยชื่นชอบ เช่น รู้สึกเบื่อหน่ายอาหารโปรดหรือการร่วมเพศ
  • น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นเร็วมาก เนื่องมาจากนิสัยการกินที่เปลี่ยนไป
  • นอนไม่หลับติดต่อเป็นเวลานาน หรือนอนนานผิดปกติ
  • อ่อนเพลีย 
  • มีอาการปวดศีรษะหรือปวดเมื่อยตามตัวที่ไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหาร
  • ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้เลย บางครั้งก็แสดงอาการหลงๆ ลืมๆ และใช้เวลานานในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ
  • คิด พูด และทำงานช้าลง
  • รู้สึกอยากฆ่าตัวตาย พยายามฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายตัวเอง

อาการเหล่านี้ หากปล่อยไว้นานจะทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรัง ซึ่งมีอาการรุนแรงกว่านี้มาก ทางที่ดีจึงควรปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อรับการบำบัดทางร่างกายและจิตใจอย่างถูกต้อง ก่อนที่จะสายเกินไปและก่อให้เกิดความสูญเสียขึ้น

ทั้งนี้ บางทีผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าก็แสดงออกในลักษณะที่แปลกออกไป จนในบางครั้งอาจทำให้ผู้พบเห็นหรือเจ้าตัวไม่คิดว่าตนเองนั้นเป็น “โรคซึมเศร้า” เรามาดูกันว่าสัญญาณแปลกๆ เหล่านั้นมีอะไรบ้าง

  • ช้อปปิ้งอย่างบ้าคลั่ง: คุณเคยสังเกตตัวเองไหมว่า คุณเองเป็นคนหนึ่งที่ใช้จ่ายโดยที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้หรือเปล่า เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าบางคนจะมีพฤติกรรมซื้อของอย่างเสียสติ ไม่ว่าในห้างสรรพสินค้าหรือผ่านโลกออนไลน์ เพื่อหวังเบี่ยงเบนความสนใจจากความเครียดหรือเพื่อปลุกความมั่นใจในตนเอง พฤติกรรมนี้อาจพบได้ในผู้ที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้วหรือโรคไบโพลาร์ได้เช่นกัน
  • ดื่มอย่างหนัก: หากคุณรู้สึกว่าคุณต้องการดื่มเพื่อจัดการกับความเครียดหรือความเศร้า คุณอาจกำลังเผชิญภาวะซึมเศร้าอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งแม้ว่าการดื่มจะช่วยให้คุณรู้สึกดีและลืมเรื่องแย่ๆ ในชั่วขณะได้ แต่ก็อย่าลืมกว่าการดื่มแอลกอฮอล์อาจกระตุ้นให้คุณยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิม หรือนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ 
  • หลงลืม: โรคซึมเศร้าอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการหลงๆ ลืมๆ ที่เกิดขึ้น โดยจากผลการศึกษาพบว่า โรคซึมเศร้าหรือภาวะเครียดที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานจะไปทำให้ระดับคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนความเครียดในร่างกายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อสมองบางส่วนที่เชื่อมโยงกับความทรงจำและการเรียนรู้ โรคซึมเศร้าจึงมีความเกี่ยวเนื่องกับการสูญเสียความทรงจำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคซึมเศร้าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องความจำได้  
  • ใช้อินเทอร์เน็ตมากเกินไป: การเสพติดโลกออนไลน์มากกว่าโลกความเป็นจริงอาจเป็นอาการหนึ่งที่บ่งบอกถึงโรคซึมเศร้าได้ และในทางกลับกัน การใช้เวลาบนโลกออนไลน์มากเกินไปก็อาจทำให้คุณเสพติดและมีอาการซึมเศร้าได้
  • กระหน่ำกินอย่างบ้าคลั่ง: ผลการศึกษาเมื่อปี 2010 จากมหาวิทยาลัยอัลบามาเผยว่า วัยรุ่นที่เป็นโรคซึมเศร้ามีแนวโน้มมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น แถมยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย  
  • ขโมยของ: พฤติกรรมลักเล็กขโมยน้อยอาจมีสาเหตุมาจากโรคซึมเศร้าได้ เพราะสำหรับผู้ป่วยบางคนที่รู้สึกไร้เรี่ยวแรงในการทำสิ่งต่างๆ และรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า การขโมยของเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้รู้สึกกระฉับกระเฉงและรู้สึกว่าตนเองสำคัญขึ้นมา ซึ่งสิ่งที่ขโมยมานั้นอาจไม่ได้มีมูลค่าหรือสำคัญเท่ากับความรู้สึกดีที่ได้รับหลังจากขโมยสำเร็จเลย  
  • ปวดหลัง: 42% ของผู้คนที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังเคยเป็นโรคซึมเศร้ามาแล้วทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี หลายคนมักเพิกเฉยต่อการเป็นโรคซึมเศร้า เพราะคิดว่าอาการเจ็บปวดต่างๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเป็นโรคซึมเศร้าแต่อย่างใด 
  • พฤติกรรมทางเพศ: ผู้ป่วยบางรายอาจรับมือกับปัญหาโรคซึมเศร้าด้วยการทำพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น พฤติกรรมสำส่อนทางเพศ การนอกใจ การเสพติดการมีเพศสัมพันธ์ และการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน หรือบางรายก็มีอาการหมดความต้องการทางเพศ ทั้งนี้ อาการดังกล่าวอาจสัมพันธ์กับการเป็นโรคไบโพลาร์ได้เช่นกัน
  • แสดงอารมณ์อย่างสุดเหวี่ยง: หลายๆ คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะเผลอแสดงอารมณ์มากเกินปกติ บางครั้งก็ขี้โมโหหรือระเบิดอารมณ์ออกมา บางครั้งก็เศร้าเสียใจ หมดหวัง วิตกกังวล และหวาดกลัว ซึ่งความผิดปกตินี้มักสังเกตได้ชัดเจนในคนที่เดิมทีเป็นนิ่งขรึมและไม่ค่อยพูด 
  • เสพติดการพนัน: การพนันอาจทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นและกระชุ่มกระชวย แต่หากคุณเสพติดการเล่นพนันจนเป็นนิสัย คุณอาจต้องทุกข์ทรมานใจภายหลังก็เป็นได้ โดยหลายคนที่เล่นการพนันบอกว่า ตนเองจะรู้สึกวิตกกังวลและซึมเศร้าก่อนเริ่มเล่นการพนัน และเมื่อเจอความผิดหวังก็อาจทำให้ยิ่งรู้สึกแย่ลงไปอีก  
  • สูบบุหรี่: การเป็นโรคซึมเศร้าจะยิ่งทำให้คุณต้องการสูบบุหรี่มากขึ้น เรียกได้ว่า ยิ่งซึมเศร้ายิ่งสูบหนัก โดยอาจสูบประมาณ 1 ซองต่อวัน หรือสูบบุหรี่ทุก ๆ 5 นาทีเลยทีเดียว
  • ไม่ใส่ใจตนเอง: การละเลยหรือไม่ใส่ใจตนเอง เป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้าและการขาดความมั่นใจในตนเอง พฤติกรรมอาจเริ่มตั้งแต่การไม่แปรงฟัน ไปถึงขั้นโดดสอบ หรือไม่ใส่ใจโรคร้ายต่างๆ ที่ตนเป็น

2. อาการของโรคซึมเศร้าตามเพศและอายุ

อาการซึมเศร้าในผู้ชาย ผู้หญิง และวัยรุ่น อาจแตกต่างจากอาการซึมเศร้าทั่วไปที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ดังนี้

อาการของโรคซึมเศร้าในผู้ชาย

แม้ว่าผู้ชายและผู้หญิงนั้นต่างมีอาการของโรคซึมเศร้าได้เหมือนกัน แต่ก็มีอาการบางอย่างที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน จากรายงานในนิตยสารจิตเวช JAMA ปี 2013 กล่าวว่าอาการดังต่อไปนี้มักพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงที่เป็นโรคซึมเศร้า

  • โกรธ
  • ก้าวร้าว
  • เสพยาหรือใช้แอลกอฮอล์
  • พฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ขับรถโดยประมาท มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน มีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ เป็นต้น

อาการของโรคซึมเศร้าในผู้หญิง

สถาบันสุขภาพแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า อาการที่มักพบในหญิงที่เป็นโรคซึมเศร้ามีดังต่อไปนี้

  • เครียด
  • แยกตัวสันโดษ
  • หงุดหงิด กระสับกระส่าย 
  • ร้องไห้อย่างหนัก
  • มีปัญหาด้านการนอนหลับ
  • หมดความสนใจในเรื่องที่เคยชื่นชอบ

อาการของโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น

วัยรุ่นก็สามารถมีอาการของโรคซึมเศร้าได้เหมือนผู้ใหญ่ แต่ว่าอารมณ์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นภาวะปกติของการเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น อาการที่อาจบอกถึงโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น ได้แก่

  • หมกมุ่นเรื่องความตาย เช่น เขียนกลอนหรือภาพวาดที่บ่งบอกถึงความตาย
  • มีพฤติกรรมอาชญกรรม เช่น ขโมยของในร้านขายของ หรือขโมยเครื่องเขียนของเพื่อน
  • แยกตัวออกจากครอบครัวและเพื่อน
  • อ่อนไหวต่อคำวิพากย์วิจารณ์
  • ผลการเรียนแย่ลงหรือขาดเรียนบ่อยๆ
  • มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และการขับรถโดยประมาท
  • มีพฤติกรรมดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติด
  • มีพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผลหรือแปลกประหลาดไปจากเดิม
  • นิสัยหรือการแต่งตัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
  • ทิ้งข้าวของของตัวเอง

3. อาการตามชนิดของโรคซึมเศร้า

อาการของโรคซึมเศร้าชนิด Major Depression

  • มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ซึมเศร้าหรือวิตกกังวลบ่อยๆ มีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว โกรธง่าย อยู่ไม่สุข และมักกระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา
  • มีการเปลี่ยนแปลงทางความคิด รู้สึกสิ้นหวังในการใช้ชีวิต มักมองโลกในแง่ร้าย รู้สึกผิดหวังบ่อยๆ คิดว่าตัวเองไม่มีค่า มีความคิดทำร้ายตัวเอง คิดถึงแต่ความตาย และพยายามทำร้ายตัวเองอยู่บ่อยครั้ง
  • มีการเปลี่ยนแปลงด้านการเรียนรู้และการทำงาน ไม่สนใจสังคมหรือสภาพสิ่งแวดล้อม หมดความสนใจในเรื่องที่ทำให้เกิดความสนุกสนาน ไม่สนใจงานอดิเรก เพิกเฉยต่อกิจกรรมที่น่าสนใจต่างๆ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ การตัดสินใจแย่ลง และมีอาการหลงๆ ลืมๆ
  • มีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม มีอาการนอนไม่หลับ ตื่นนอนเร็ว บางรายหลับนานเกินไป รู้สึกเบื่ออาหารจึงส่งผลให้น้ำหนักลดลง แต่บางคนก็รับประทานอาหารมากเกินไปจนทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เมื่อเจ็บป่วยมักรักษาด้วยยาธรรมดาไม่หาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง แน่นท้อง และปวดเรื้อรัง นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์กับบุคคลรอบตัวแย่ลงด้วย

อาการของโรคซึมเศร้าชนิด Dysthymia

ผู้ป่วยจะมีอาการซึมเศร้าต่อเนื่องเรื้อรังเป็นเวลาติดต่อกันยาวนาน อาจถึงขั้นส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานและการใช้ชีวิต รู้สึกไม่ชอบตนเอง ไม่มีความสุขตลอดเวลา มองโลกในแง่ร้าย แต่ผู้ป่วยยังคงใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ แต่มักไม่ค่อยพอใจเมื่อมีสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ทำให้ดูเป็นคนไม่มีชีวิตชีวา ซึ่งโรคซึมเศร้าแบบ Dysthymia นี้มีสิทธิ์เปลี่ยนเป็นโรคซึมเศร้าแบบรุนแรง (Major depression) ได้

อาการของโรคซึมเศร้าชนิด Bipolar หรือ Manic-depressive illness

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าชนิดนี้จะมีอาการซึมเศร้าสลับกับร่าเริงเกินกว่าเหตุ มีอาการหงุดหงิดง่าย นอนน้อยลงกว่าเดิม มักหลงผิดคิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองใหญ่ พูดมาก คิดแต่จะแข่งขัน มีความต้องการทางเพศสูง มีพลังเยอะ แต่การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ บกพร่อง และมีพฤติกรรมหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน

ความแตกต่างของโรคซึมเศร้า กับโรคเครียด

โรคซึมเศร้ากับโรคเครียดมีลักษณะอาการที่ใกล้เคียงกันได้ จนทำให้บางครั้งผู้ป่วยแยกไม่ออกว่าอาการที่เกิดขึ้นมาจากความเครียดหรือโรคซึมเศร้ากันแน่ ซึ่งมีวิธีสังเกตความแตกต่างระหว่างทั้ง 2 โรคจากอาการขั้นพื้นฐานดังต่อไปนี้

อาการจากความเครียด (Stress)

ความเครียดหรือโรคเครียด โดยทั่วไปจะเป็นเพียงอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้นๆ เท่านั้น ภาวะความเครียดธรรมดาสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศทุกวัย โดยความเครียดที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระตุ้นร่างกายทั้งในแง่ดีและแง่ลบ ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถรับมือกับความเครียดได้มากน้อยแค่ไหน อาการโดยทั่วไปของความเครียดคือ

  • นอนหลับยาก หรือนอนไม่หลับ
  • กระสับกระส่าย กังวล หงุดหงิด อารมณ์เสีย
  • รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง ไร้พลัง
  • รู้สึกว่าปัญหาที่เข้ามาในชีวิตนั้นยุ่งยากเกินกว่าจะรับมือได้
  • ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ความจำสั้น

อาการจากโรคซึมเศร้า (Depression) 

เมื่อเกิดความเครียดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากสาเหตุใดก็ตาม คุณจะสามารถแก้ปัญหาหรือผ่านพ้นความรู้สึกดังกล่าวไปได้ และไม่นานก็จะกลับมาเป็นปกติ ต่างจากโรคซึมเศร้าที่แม้จะพยายามดึงใจตัวเองกลับมาอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้รู้สึกดีขึ้น โดยมีอาการต่อเนื่องตั้งแต่เช้าจนเข้านอน ติดต่อกันมากกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งการปล่อยผ่านและละเลยโดยคิดว่าอาการที่พบเจอเป็นแค่ความเครียดนั้น นอกจากจะไม่ช่วยทำให้อาการดีขึ้นแล้ว ยังมีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆ คุณจึงควรหมั่นสังเกตอาการของตัวเองให้ดี หากคาดว่าตนเองมีอาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้าควรไปรับการตรวจรักษากับแพทย์ทันที


ภาวะแทรกซ้อนของโรคซึมเศร้า

หากคุณเคยเป็นโรคซึมเศร้า คุณจะมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้อีกครั้งในอนาคต โดยจากสถิติพบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่หายจากการเป็นโรคซึมเศร้าในครั้งแรกนั้นกลับมาเป็นโรคนี้ได้อีก และกว่า 80% ของผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคซึมเศร้ามาแล้ว 2 ครั้ง ยังกลับมาเป็นต่อได้ รวมทั้งรายงานจิตวิทยาคลินิกในปี 2007 กล่าวว่า 2 ใน 3 ของคนที่ฆ่าตัวตายมีอาการของโรคซึมเศร้า นอกจากนี้ จากแหล่งข้อมูลทางสุขภาพ A.D.A.M โรคซึมเศร้ายังสามารถส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของผู้ป่วยและคนรอบข้าง ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ โรคอ้วน หัวใจวาย หรือส่งผลให้สภาพจิตใจย่ำแย่ลงอย่างมากในผู้สูงอายุ

วิธีป้องกันโรคซึมเศร้า

หากสังเกตเห็นว่าตัวคุณเองหรือคนใกล้ตัวกำลังตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้า หรือทราบผลการวินิจฉัยจากแพทย์แล้วว่าเป็นโรคซึมเศร้าจริง คุณสามารถดูแลตัวเองหรือผู้ป่วยควบคู่ไปกับการบำบัดรักษา ตามคำแนะนำไปนี้

  • หางานอดิเรกทำ เช่น ทำอาหาร หรือต่อจิกซอว์ ผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกสนุกนัก แต่กิจกรรมยามว่างเหล่านี้จะช่วยสร้างสมาธิและทำให้สามารถจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น
  • ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามักรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและไม่มีความสามารถ การตั้งเป้าหมายเล็กๆ จะช่วยสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ป่วย
  • ออกกำลังกาย การออกกำลังกายทำให้สารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ที่ช่วยให้รู้สึกมีความสุขหลั่งออกมา ทั้งยังช่วยกระตุ้นสมองให้ตื่นตัวมากขึ้นในระยะยาว โดยผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาหนักๆ แค่เดินออกกำลังสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ แม้จะรู้สึกเบื่ออาหาร แต่ผู้ป่วยก็ควรพยายามรับประทานอาหารที่สด สะอาด และรับประทานให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและมีพลังงาน
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ แม้การนอนจะเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยากมากในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า แต่การพักผ่อนให้เพียงพอ ประมาณ 6-8 ชั่วโมง จะช่วยให้ลืมความกังวลไปได้ชั่วขณะ และเมื่อตื่นขึ้นมาร่างกายและสมองก็จะมีความพร้อมต่อการทำกิจกรรมในแต่ละวันมากขึ้น

การประเมินภาวะซึมเศร้าด้วยตัวเอง

ผู้ป่วยส่วนมากไม่แน่ใจว่าอาการผิดปกติที่ตัวเองกำลังเผชิญนั้นเกิดจากอะไร และมักเข้าใจผิดไปว่าอาการเหล่านั้นจะหายไปได้เอง การทำแบบประเมินภาวะซึมเศร้าด้วยตัวเองจะช่วยให้ผู้ป่วยซึมเศร้าเข้าถึงบริการตรวจรักษาได้เร็ว ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้าเรื้อรัง หรือโรคซึมเศร้ารุนแรงชนิดที่มีอาการทางจิตร่วมลงได้ ช่วยลดภาระในเรื่องของเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษา และสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้กลับมาเป็นปกติสุขได้โดยเร็ว 

วิธีการประเมินภาวะซึมเศร้าด้วยตัวเองโดยใช้แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ประเมินว่าคุณมีอาการเหล่านี้มากน้อยเพียงใดในช่วง 15 วันที่ผ่านมา

ข้อ

อาการ

ไม่มีเลย

(0 คะแนน)

เป็นบางวัน

1-7 วัน

(1 คะแนน)

เป็นบ่อย มากกว่า 7 วัน

(2 คะแนน)

เป็นทุกวัน

(3 คะแนน)

1

เบื่อ ไม่สนใจ ไม่อยากทำอะไรเลย

2

ไม่สบายใจ ซึมเศร้า ท้อแท้

3

หลับยาก หลับๆ ตื่นๆ หรือหลับมากไป

4

เหนื่อยง่าย หรือไม่ค่อยมีแรง

5

เบื่ออาหาร หรือกินมากผิดปกติ

6

รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง คิดว่าตัวเองล้มเหลว หรือทำให้ตนเองหรือครอบครัวผิดหวัง

7

ไม่มีสมาธิในการทำสิ่งต่างๆ เช่น ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ หรือทำงานที่ต้องใช้ความตั้งใจ

8

พูดช้า ทำอะไรช้าลงจนคนอื่นสังเกตเห็นได้ หรือกระสับกระส่าย ไม่สามารถอยู่นิ่งได้เหมือนที่เคยเป็น

9

คิดทำร้ายตนเอง หรือคิดว่าถ้าตายไปคงจะดี

เมื่อประเมินอาการครบทั้ง 9 ด้านแล้ว ให้รวมคะแนนทั้งหมด หากผลรวมของคะแนนมากกว่า 7 คะแนนขึ้นไป ควรไปพบหรือขอคำปรึกษาจากบุคลากรด้านจิตเวชหรือรับการตรวจรักษาจากจิตแพทย์ทันที ไม่ควรปล่อยให้มีอาการเรื้อรังนานเป็นเดือนหรือเป็นปี 

การทดสอบและวินิจฉัยโรคซึมเศร้า

แม้คุณจะสามารถประเมินอาการเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง แต่ว่าก็มีเพียงแพทย์เท่านั้นที่สามารถวินิจฉัยโรคซึมเศร้าได้ โดยแพทย์จะตรวจและทดสอบเพื่อให้แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากภาวะอื่นๆ ที่อาจทำให้มีอาการลักษณะนี้ได้เช่นกัน เช่น ปัญหาต่อมไทรอยด์ เนื้องอกในสมอง ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ หรือภาวะวิตามินพร่อง ซึ่งจำเป็นต้องตรวจร่างกายและตรวจเลือด รวมถึงการพูดคุยเรื่องยา วิตามิน และอาหารเสริมทั้งหมดที่คุณใช้อยู่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเหตุให้เกิดอาการคล้ายโรคซึมเศร้าได้ นอกจากนี้ แพทย์อาจถามคำถามเกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึกของคุณเพื่อประเมินอาการ โดยใช้แบบสอบถามโรคซึมเศร้า


อ้างอิงจาก สมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา (American Psychiatric Association) คุณต้องมีอาการสอดคล้องกับเกณฑ์การวินิจฉัยจึงจะระบุได้ว่าเป็นโรคซึมเศร้า โดยมีอาการเข้าข่ายอย่างน้อย 5 ข้อ จาก 9 ข้อดังต่อไปนี้ เป็นเวลานานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และอาการต่อไปนี้ต้องส่งผลต่อการทำงานหรือชีวิตประจำวันของคุณ


  • รู้สึกเศร้าหรือมีอารมณ์เศร้าเป็นส่วนใหญ่ของวัน
  • หมดความสนใจหรือไม่รู้สึกสนุกกับสิ่งที่เคยรู้สึกสนใจ
  • น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • นอนไม่หลับหรือนอนหลับมากเกินไป
  • อ่อนเพลียหรือรู้สึกหมดพลังงาน
  • กระสับกระส่ายหรือเชื่องช้า ทั้งการเคลื่อนไหว คำพูด และความคิด
  • รู้สึกไร้ค่าและรู้สึกผิด
  • มีปัญหาด้านการคิด การใช้สมาธิ และการตัดสินใจ
  • มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องความตายหรือการฆ่าตัวตาย

ทั้งนี้ ภาวะซึมเศร้าในรูปแบบอื่นๆ อาจมีเกณฑ์การวินิจฉัยที่แตกต่างกันออกไปเนื่องจากอาการที่ต่างกัน

แนวทางการรักษาโรคซึมเศร้าอย่างถูกต้อง

โรคซึมเศร้าสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาและการทำจิตบำบัด ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการ ซึ่งระยะเวลาในการรักษาอาจใช้เวลานานตั้งแต่ 3-6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและการให้ความร่วมมือในการรักษาจากผู้ป่วยและญาติ  

1. การรักษาโดยการใช้ยา

มียาหลากหลายชนิดด้วยกันที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าได้ โดยยาแก้โรคซึมเศร้าจะช่วยลดความกังวลและช่วยให้คุณหายจากอาการเศร้า แต่ยาชนิดนี้จะออกฤทธิ์ค่อนข้างช้า ผู้ป่วยจึงต้องรับประทานยาต่อเนื่องอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ กว่าจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงหรือมีอารมณ์ที่แจ่มใสขึ้น และมักจะต้องใช้ยาเป็นเวลานานถึง 4-6 สัปดาห์ ยาจึงจะออกฤทธิ์และแสดงผลลัพธ์ได้อย่างเต็มที่ ยาแก้ซึมเศร้ามีทั้งยาชนิดที่ทำให้ง่วงและไม่ทำให้ง่วง การใช้ยาจะไม่ทำให้เกิดการเสพติดแต่อย่างใด ผู้ป่วยจึงสามารถหยุดรับประทานยาได้เมื่ออาการเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยาทุกครั้ง

ยารักษาภาวะซึมเศร้า (Depression Medications)

ข้อมูลจากองค์กรพันธมิตรผู้ป่วยโรคทางจิตแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (The National Alliance on Mental Illness: NAMI) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้า ดังนี้


1. Selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs)

เป็นกลุ่มยาลดอาการซึมเศร้าที่แพทย์นิยมใช้มากที่สุด ยาเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาวะซึมเศร้าโดยทำให้มีปริมาณสารสื่อประสาทเซโรโทนิน (Serotonin) ในสมองมากขึ้น


SSRIs ที่ใช้กันมากที่สุด คือ

ผลข้างเคียงที่พบโดยทั่วไปของ SSRIs ได้แก่

  • เกิดความผิดปกติทางเพศ
  • มีปัญหาด้านระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ ท้องผูก และท้องร่วง
  • ปากแห้ง
  • นอนไม่หลับ
  • ปวดหัว
  • วิตกกังวลหรือกระวนกระวายใจ
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้น
  • เหงื่อออก

2. Serotonin and Norepinephrine reuptake inhibitors (SNRIs)

เป็นกลุ่มยาลดอาการซึมเศร้าที่นิยมใช้รองลงมา ยานี้จะช่วยยับยั้งการดูดซึมกลับของเซโรโทนิน (Serotonin) และนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ทำให้มีปริมาณสารสองตัวนี้ในสมองเพิ่มมากขึ้น


ตัวอย่างยากลุ่ม SNRIs:

  • เวนลาฟาซีน (Venlafaxine)
  • เดสเวนลาฟาซีน (Desvenlafaxine)
  • ดูล็อกซีทีน (Duloxetine)
  • ลีโวมิลนาซิแพรน (Levomilnacipran)
  • มิลนาซิแพรน (Milnacipran) ยานี้เป็นยาในกลุ่ม SNRI แต่ใช้เพื่อรักษาอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Fibromyalgia) แทนภาวะซึมเศร้า

ยาเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงคล้ายคลึงกับยา SSRIs รวมทั้งอาจทำให้รู้สึกเมื่อยล้าและมีอาการปัสสาวะขัด


3. Norepinephrine-dopamine reuptake inhibitor (NDRI)

ยานี้จะยับยั้งการดูดซึมกลับของสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) 2 ตัว คือ โดปามีน (Dopamine) และนอร์อิพิเนฟริน ตัวอย่างของยากลุ่มนี้ คือยา Bupropion มีผลข้างเคียงคล้ายกับยากลุ่ม SSRIs และ SNRIs ยานี้เสี่ยงทำให้เกิดความผิดปกติทางเพศน้อยกว่ายากลุ่มอื่นๆ แต่อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการชักได้


4. Tricyclics

Tricyclic antidepressants (Tricyclics: TCAs) เป็นกลุ่มยาที่ใช้กันมานาน มีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมกลับของสารเซโรโทนินและสารนอร์อิพิเนฟริน ปัจจุบันมีการนำยากลุ่มนี้มาใช้น้อยลง เพราะก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากและร้ายแรง โดยจะใช้ยากลุ่มนี้เมื่อใช้ยาตัวอื่นแล้วไม่ได้ผลเท่านั้น


ตัวอย่างของยากลุ่ม TCAs ได้แก่ :

  • อะมิทริปไทลีน (Amitriptyline)
  • เดซิพรามีน (Desipramine)
  • ด็อกเซปิน (Doxepin)
  • อิมิพรามีน (Imipramine)
  • นอร์ทริปไทลีน (Nortriptyline)
  • โพรทริปไทลีน (Protriptyline)

ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงบางอย่างที่อาจเกิดจากการใช้ TCAs ได้แก่:

  • มองเห็นภาพซ้อน
  • หัวใจเต้นผิดปกติ
  • มีอาการสั่น
  • มีอาการชัก
  • ผู้สูงอายุที่ใช้ยานี้อาจมีอาการหรือความคิดสับสน

5. Monoamine oxidase inhibitors (MAOIs)

Monoamine oxidase inhibitors (MAOIs) สามารถยับยั้งเอนไซม์ Monoamine oxidase ที่หยุดการทำงานของสารสื่อประสาทต่างๆ รวมถึงสารเซโรโทนินและสารนอร์อิพิเนฟรินในสมอง


ตัวอย่างยากลุ่ม MAOIs ได้แก่ :

  • ฟีเนลซีน (Phenelzine)
  • ไอโซคาร์บอกซาซิด (Isocarboxazid)
  • ทรานิลไซโปรมีน (Tranylcypromine sulfate)
  • เซเลกิลีน (Selegiline) เป็นยาที่พัฒนาล่าสุด อยู่ในรูปแบบแผ่นแปะ มีผลข้างเคียงน้อยกว่ายา MAOI ชนิดอื่น ๆ

ยากลุ่ม MAOIs ก็ถูกนำมาใช้น้อยลงเนื่องจากมีผลข้างเคียงและทำปฏิกิริยากับสารอื่นค่อนข้างมาก เช่น หากคุณกินอาหารที่มีสารประกอบไทรามีน (Tyramine) จำนวนมาก ซึ่งมักพบในชีส ผักดอง และไวน์แดง พร้อมกับยากลุ่ม MAOIs อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ความดันโลหิตสูงรุนแรงที่อาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) 


หากคุณใช้ยากลุ่ม MAOI ร่วมกับยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวดบางชนิด ยารักษาภูมิแพ้ ยาแก้หวัด และสมุนไพรบางชนิด ก็อาจทำให้มีความดันโลหิตสูงรุนแรงได้เช่นกัน นอกจากนี้ การใช้ยา MAOI ร่วมกับยา SSRI ยังอาจทำให้เกิดภาวะเซโรโทนินซินโดรม (Serotonin syndrome) ซึ่งในกรณีที่รุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


***เพิ่มเติม : Serotonin syndrome เกิดจากการงานของระบบเซerotonin ในระบบประสาทส่วนกลางทำงานมากผิดปกติ ซึ่งทำให้เกิดอาการผิดปกติทั้ง mental status, ระบบ neuromuscular, ระบบ autonomic ที่ทำงานผิดปกติไป***


6. ยาอื่น ๆ

ยาที่ใช้รักษาภาวะซึมเศร้าตัวอื่น ๆ ที่ไม่สามารถจัดเข้ากลุ่มข้างต้น ได้แก่

  • ทราโซโดน (Trazadone)
  • เนฟาโซโดน (Nefazodone)
  • เมอร์ทาซาปีน (Mirtazapine)
  • อาริพิพราโซล (Aripiprazole)
  • คิวไทอาปีน (Quetiapine)
  • วิลาโซโดน (Vilazodone)
  • วอร์ทิออกซีทีน (Vortioxetine)

2. การรักษาโดยการทำจิตบำบัด

การรักษาวิธีนี้เป็นการเปลี่ยนความคิดเพื่อพิชิตความเศร้า รวมถึงเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น เพราะผู้ป่วยที่มีอารมณ์เศร้ามักมองโลกในแง่ร้าย ซึ่งจะเป็นวัฏจักรที่จะทำให้ภาวะซึมเศร้านั้นอยู่กับตัวผู้ป่วยเป็นเวลานาน แพทย์จะค่อยๆ พูดคุยและบอกผู้ป่วยให้หยุดเศร้าสักประเดี๋ยว แล้วให้ย้อนกลับไปคิดว่าเมื่อสักครู่เกิดอะไรขึ้น มีความคิดอะไรแวบเข้ามาในหัวบ้าง จากนั้นให้ลองพิจารณาดูว่าความคิดนั้นถูกต้องแค่ไหน หากคิดว่าไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ อารมณ์จะดีขึ้นทันที อย่างน้อยก็จะทำให้ผู้ป่วยมองโลกในแง่ดีจนกว่าจะเผลอไปคิดในแง่ร้ายอีกครั้ง


โรคซึมเศร้านั้นแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากหลายๆ ปัจจัยร่วมกัน การใช้จิตบำบัดหรือการบำบัดด้วยการพูดคุยถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้และรับมือกับปัจจัยด้านจิตใจ พฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และปัจจัยภาวะแวดล้อมซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้า โดยโรคซึมเศร้าต่างรูปแบบกันก็มีเป้าหมายการรักษาและวิธีช่วยเหลือผู้ป่วยต่างกันไปด้วย เช่น


  • หาว่ามีปัญหาอะไรในชีวิตที่ส่งผลต่อโรคซึมเศร้าหรือทำให้โรคซึมเศร้าแย่ลง
  • หาว่าความคิดหรือความเชื่อในทางลบหรือผิดจากความเป็นจริงที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกที่ซึมเศร้าหรือไม่ เช่น ความรู้สึกสิ้นหวัง และความรู้สึกที่หมดหนทาง
  • ฝึกการรับมือกับความเครียดและช่วยให้แก้ปัญหาได้ดีขึ้น
  • พิจารณาปัญหาในความสัมพันธ์ และแนะนำวิธีสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
  • ตั้งเป้าหมายชีวิตที่เป็นไปได้และวางแผนการดูแลตนเอง
  • เปลี่ยนมุมมองเพื่อเพิ่มความพึงพอใจในการใช้ชีวิต
  • เรียนรู้และทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เจ็บปวดในอดีต

การทำจิตบำบัดมี 2 รูปแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด ดังนี้ 


พฤติกรรมและความคิดบำบัด (Cognitive behavioral therapy: CBT) ซึ่งเป็นการบำบัดโดยพยายามช่วยให้ผู้ป่วยซึมเศร้าเห็นถึงความคิดและความเชื่อในทางลบของตัวเอง และเปลี่ยนความคิดและความเชื่อเหล่านั้นไปในทางบวก การบำบัดรูปแบบนี้มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคความเจ็บป่วยทางจิตใจได้หลายประเภท โดยผู้ที่เข้าร่วมจิตบำบัดมักจะได้รับการบ้านให้กลับไปทำ เช่น ให้บันทึกความคิดด้านลบที่เกิดขึ้นกับสิ่งต่างๆ เป็นต้น


ปฏิสัมพันธ์บำบัด (Interpersonal therapy) เป็นการบำบัดที่มุ่งไปที่การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การสาเหตุปัญหาความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น และพัฒนาทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยค้นพบรูปแบบวิถีชีวิตและพฤติกรรมทางสังคมในเชิงลบของตนเอง เช่น การแยกตัวจากสังคมและความก้าวร้าว และช่วยฝึกให้โต้ตอบกับคนอื่นได้ดีขึ้น


ทั้งนี้ สถาบันสุขภาพจิตแห่งสหรัฐอเมริกา (National Institute of Mental Health) ระบุว่าการทำจิตบำบัดเพียงอย่างเดียวอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าที่มีอาการรุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่อาจไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่มีอาการซึมเศร้ารุนแรง

3. การรักษาด้วยการกระตุ้นสมอง

หากการจิตบำบัดและการใช้ยาไม่ได้ผล จิตแพทย์อาจแนะนำให้ใช้การบำบัดด้วยการกระตุ้นสมองด้วยวิธีต่างๆ ต่อไปนี้ 


3.1 การบำบัดด้วยการช็อตไฟฟ้า (Electroconvulsive therapy: ECT) วิธีนี้มีใช้มานานมากแล้ว โดยใช้ครั้งแรกในปี 1940 เป็นการบำบัดโดยใช้กระแสไฟฟ้าปล่อยผ่านสมองขณะที่ดมยาสลบอยู่ การรักษานี้จะส่งผลต่อเซลล์ประสาทและสารเคมีในสมอง ตามข้อมูลจากองค์กรพันธมิตรผู้ป่วยโรคทางจิตแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะต้องรักษา 4-6 ครั้ง กว่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน การช็อตไฟฟ้านี้จะมีผลข้างเคียงชั่วคราว ได้แก่ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ สับสน ความจำเสื่อม และอาจทำให้มีอาการชักช่วงสั้นๆ ในระหว่างการทำ ซึ่งสามารถควบคุมอาการได้


3.2 การกระตุ้มสมองด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า แพทย์อาจกระตุ้นสมองและเซลล์ประสาทด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Transcranial magnetic stimulation: TMS) แทนการใช้กระแสไฟฟ้า การรักษานี้ไม่ต้องดมยาสลบ และจะเน้นกระตุ้นที่บริเวณของสมองที่เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์ ผลข้างเคียงจากการกระตุ้นสมองด้วยแม่เหล็กนั้น ได้แก่ กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก ปวดหัวหรือเวียนหัว และอาจมีอาการชัก หากผู้ป่วยมีประวัติชักมาก่อน


3.3 การกระตุ้นเส้นประสาทวากัส (vagus nerve) สำหรับโรคซึมเศร้าเรื้อรังหรือโรคซึมเศร้าที่ไม่ตอบสนองต่อการบำบัดด้วยการช็อตไฟฟ้าหรือการกระตุ้นสมองด้วยแม่เหล็กนั้น การกระตุ้นเส้นประสาทวากัส (Vagus nerve stimulation: VNS) ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ทำโดยใช้อุปกรณ์ฝังเข้าไปเพื่อกระตุ้นเส้นประสาทวากัสด้วยสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งเส้นประสาทนี้จะทำหน้าที่ส่งกระแสประสาทไปส่วนของสมองที่ควบคุมอารมณ์และการนอนหลับตลอดทั้งวัน และถือเป็นเครื่องมือที่คอยสร้างจังหวะให้กับสมอง การรักษาวิธีนี้อาจมีผลข้างเคียงเฉพาะที่ เช่น ปวดคอ ปัญหาการหายใจระหว่างออกกำลังกาย และปัญหาเกี่ยวกับช่องปาก เช่น กลืนลำบาก ไอ และรู้สึกปวด

4. การใช้ธรรมชาติบำบัด

มีการใช้ธรรมชาติบำบัดหลายๆ วิธี ที่อาจช่วยรักษาโรคซึมเศร้าเมื่อใช้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่น เช่น

  • การออกกำลังกายเพื่อช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นอารมณ์ให้แจ่มใส
  • การเล่นโยคะ การทำสมาธิ และการฝึกจิตอื่นๆ เพื่อช่วยลดความเครียดและบรรเทาอารมณ์เชิงลบ
  • การนวดเพื่อช่วยลดฮอร์โมนความเครียด และเพิ่มสารสื่อประสาทที่ช่วยให้อารมณ์คงที่
  • การฝังเข็ม ซึ่งอาจส่งผลดีต่อสารสื่อประสาท

อาหารเสริมบางชนิด เช่น โฟเลต (folate) เอสเอเอ็มอี (SAMe) หรือเอส-อะดีโนซิล-แอล-เมทไธโอนีน (S-Adenosyl-L-Methionine) และหญ้าเซนต์จอห์นเวิร์ธ (St. John's wort) อาจช่วยรักษาโรคซึมเศร้า แต่ก็ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ผลในการรักษา ดังนั้น ก่อนเริ่มลองใช้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

ข้อควรปฏิบัติเมื่อป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

  • ไม่ควรตั้งเป้าหมายในการทำงานมากเกินไป และไม่ควรรับผิดชอบทุกอย่างจนเกินความสามารถของตัวเอง
  • ควรแยกแยะปัญหาใหญ่ๆ ให้เป็นส่วนย่อย แล้วค่อยๆ เรียบเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังเพื่อลงมือแก้ไขไปทีละอย่าง
  • ห้ามบังคับตัวเองหรือตั้งเป้าหมายกับตัวเองสูงเกินไป เพราะนั่นจะยิ่งเป็นการเพิ่มความกดดันและเสี่ยงต่อความล้มเหลวในภายหลัง
  • หมั่นหากิจกรรมที่ชอบและทำให้ตัวเองรู้สึกดีมาทำบ่อยๆ เพื่อให้รู้สึกเพลิดเพลินและมีชีวิตชีวามากขึ้น
  • ไม่ควรตำหนิตัวเอง เมื่อไม่สามารถทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จได้ตามที่วางแผนไว้ ควรรู้จักให้อภัยตัวเองและให้โอกาสตัวเองได้เริ่มต้นใหม่

การปล่อยปละละเลยและไม่ได้รับการรักษาอย่างใกล้ชิด นอกจากจะทำให้อาการของโรคซึมเศร้ายิ่งรุนแรงขึ้นแล้ว ยังอาจส่งผลเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และคนรอบข้างได้ เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ามักไม่มีสติอยู่กับตัว มักทำอะไรลงไปโดยไม่ค่อยมีสติ ไม่รู้ตัว ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียใดๆ จึงควรให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาแต่เนิ่นๆ จะเป็นการดีที่สุด

เป็นโรคซึมเศร้า ควรรับประทานวิตามินเสริมหรือไม่?

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าบางคนจำเป็นต้องรับประทานวิตามินเสริมด้วย เนื่องจากมีการขาดวิตามินหลายชนิดที่อาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณมีอาการของโรคซึมเศร้า ควรขอความช่วยเหลือจากแพทย์หรือนักจิตบำบัดก่อนเริ่มรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมใดๆ ด้วยตนเอง 


มาดูกันว่ามีวิตามินอะไรบ้างที่เมื่อร่างกายได้รับไม่เพียงพอจะมีความเกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้า 

วิตามินบีรวม

วิตามินบีรวมเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อสุขภาพจิตและอารมณ์ วิตามินชนิดนี้สามารถละลายในน้ำและไม่สามารถเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ ดังนั้น ร่างกายจึงต้องการวิตามินบีเพิ่มในแต่ละวัน โดยปริมาณวิตามินบีในร่างกายอาจลดลงจากการดื่มแอลกอฮอล์ น้ำตาล นิโคติน หรือคาเฟอีน หากคุณกำลังรับประทานอาหารพวกนี้ในปริมาณมากอาจทำให้คุณอาจขาดวิตามินบีได้ 


วิตามินบีหลายชนิดมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคซึมเศร้า ดังนี้

วิตามินบี 1 (Thiamine): สมองใช้วิตามินตัวนี้ในการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสหรือน้ำตาลในเลือดมาเป็นพลังงาน ดังนั้น หากมีปริมาณวิตามินตัวนี้ไม่เพียงพอ จะทำให้สมองไม่มีพลังงาน การขาดชนิดนี้พบได้ไม่บ่อย แต่อาจเกิดร่วมกับการติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดปกติทางจิตหรือระบบประสาทได้

วิตามินบี 3 (Niacin): การขาดวิตามินนี้จะทำให้เกิดโรคหนังกระ (Pellagra) ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการทางจิตและความจำเสื่อม โดยอาการกระวนกระวายและวิตกกังวล รวมถึงมีการทำงานของสมองและร่างกายที่ช้าลงได้ อย่างไรก็ตาม อาหารที่มีขายอยู่ในปัจจุบันมักมีส่วนประกอบของ Niacin ทำให้โรคขาดวิตามินชนิดนี้พบได้น้อยมากในปัจจุบัน 

วิตามินบี 5 (Pantothenic acid): การขาดวิตามินตัวนี้อาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียและซึมเศร้าได้ แต่ก็พบได้น้อย

วิตามินบี 6 (Pyridoxine): วิตามินตัวนี้ช่วยในการสร้างกรดอะมิโนซึ่งจำเป็นต่อการสร้างโปรตีนและฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะเซโรโทนิน เมลานิน และโดปามีน การขาดวิตามินนี้อาจทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีแผลที่ผิวหนัง และมีอาการสับสนได้ คนที่เสี่ยงต่อการขาดวิตามินชนิดนี้คือกลุ่มคนที่ติดแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยโรคไตวาย และผู้หญิงที่กำลังรับประทานยาคุมกำเนิด นอกจากนี้ การใช้ยาในกลุ่ม MAOIs ก็ทำให้ร่างกายมีวิตามินชนิดนี้น้อยลงเช่นกัน แต่การขาดวิตามินนี้ก็พบได้น้อยมาก

วิตามินบี 12: เนื่องจากวิตามินตัวนี้สำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง หากขาดไปจึงทำให้เกิดภาวะซีดร่วมกับอาการทางระบบประสาทและอาการทางจิต การขาดวิตามินตัวนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการขาดอย่างเรื้อรัง เนื่องจากร่างกายสามารถเก็บสะสมวิตามินตัวนี้ไว้ที่ตับได้นานถึง 3-5 ปี และมักเกิดจากการขาด Intrinsic factor ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ดูดซึมวิตามินบี 12 จากทางเดินอาหาร ภาวะนี้เรียกว่า Pernicious anemia และเนื่องจาก Intrinsic factor นี้จะค่อยๆ ลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น ผู้สูงอายุจึงมีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี 12 เพิ่มขึ้น

กรดโฟลิค (Folic acid): วิตามินชนิดนี้จำเป็นต่อการสร้างสาย DNA และจำเป็นต่อการสร้างสาร SAM (S-Adenosyl Methionine) การขาดวิตามินตัวนี้เกิดจากการรับประทานอาหารได้น้อย อาการเจ็บป่วย การติดแอลกอฮล์ และการใช้ยาหลายชนิด แพทย์มักแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์รับประทานวิตามินชนิดนี้เสริม เพื่อป้องกันการเกิดความผิดปกติทางระบบประสาทของทารก

วิตามิน D

การขาดวิตามินดีสามารถทำให้เกิดโรคซึมเศร้า โรคสมองเสื่อม และโรคออทิสติกได้ โดยคนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวและมีแสงแดดน้อยจะเสี่ยงต่อการขาดวิตามินชนิดนี้ เนื่องจากแสงแดดเป็นแหล่งวิตามินดีที่สำคัญของร่างกาย

วิตามิน C

การขาดวิตามินแบบไม่แสดงอาการอาจทำให้มีอาการซึมเศร้า ซึ่งต้องรับประทานวิตามินเสริมเพื่อช่วยลดอาการ การเสริมรับประทานวิตามินซีเสริมนั้นจำเป็นหากคุณกำลังเข้ารับการผ่าตัด หรือเป็นโรคที่มีการอักเสบในร่างกาย นอกจากนั้น ความเครียด การตั้งครรภ์ และการให้นมบุตร ก็เป็นภาวะที่ทำให้ร่างกายต้องการวิตามิน C เพิ่มขึ้นเช่นกัน รวมถึงผู้ที่กำลังใช้ยาแอสไพริน ยา Tetracycline และยาคุมกำเนิด ซึ่งยาเหล่านี้จะทำให้ระดับวิตามินซีในร่างกายลดลง

แร่ธาตุ

การขาดแร่ธาตุบางชนิดอาจเกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้าและโรคทางกายอื่นๆ ได้ เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม ซิงค์ เหล็ก แมงกานีส และโพแทสเซียม


อย่างไรก็ตาม คุณควรระลึกไว้เสมอว่าอาหารที่เรารับประทานในชีวิตประจำวันคือแหล่งวิตามินที่ดีที่สุดแล้ว ซึ่งรวมถึงวิตามินเหล่านี้ด้วย ดังนั้น การรับประทานอาหารที่เหมาะสมและครบถ้วนจะช่วยให้คุณได้รับวิตามินที่จำเป็นเหล่านี้ในปริมาณที่เพียงพอ

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าสามารถรักษาให้หายสนิทได้ไหมคะ แล้วจะกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม

คำตอบ 1: ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสามารถหายเป็นปกติได้ค่ะ แต่ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาและบำบัดอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดยา เฝ้าระวังเมื่อมีอาการกำเริบ และต้องไปพบจิตแพทย์ตามนัดทุกครั้ง - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

คำตอบ 2: โรคซึมเศร้ารักษาได้ค่ะ แต่หากจะให้หายขาดคงลำบากหน่อยนะคะ เพราะสาเหตุหลักของโรคโรคซึมเศร้าคือสารเคมีในสมอง การรักษาด้วยการรับประทานยาเป็นการช่วยปรับสารเคมีในสมองให้สมดุลค่ะ ฉะนั้น หากคุณหยุดรับประทานยา โอกาสที่โรคจะกำเริบซ้ำก็มีค่ะ ยังไงแนะนำให้พบจิตแพทย์ตามนัดทุกครั้ง และทานยาสม่ำเสมอนะคะ หากอาการของคุณดีขึ้น 100% จิตแพทย์จะค่อยๆ ปรับลดยาให้ และมีคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการดูแลตัวเองให้คุณค่ะ - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

ดิฉันจะช่วยคุณแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้าได้อย่างไร เมื่อท่านคอยแต่ปฏิเสธความช่วยเหลือ

คำตอบ: คุณแม่ได้ทานยาต่อเนื่องมั้ยคะ เพราะการขาดยาหรือรับประทานยาไม่สม่ำเสมอจะทำให้โรคซึมเศร้ากำเริบ ทำให้ผู้ป่วยมีความคิดอยากทำร้ายตัวเองได้นะคะ อันดับแรกคุณควรพาคุณแม่ไปพบจิตแพทย์ ให้ท่านรับประทานยาให้ครบตามหมอสั่ง หลังจากทานยาไปแล้วประมาณ 2 อาทิตย์อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น ควรเฝ้าระวังความเสี่ยงที่คุณแม่อาจจะทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายด้วยนะคะ เช่น ไม่ควรปล่อยให้อยู่คนเดียว จัดเก็บของใช้ในบ้านที่เสี่ยงให้อยู่ในที่มิดชิด เช่น เชือก ผ้า ยาล้างห้องน้ำ ของมีคม อาวุธต่างๆ และพาคุณแม่ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งค่ะ - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

เป็นภาวะซึมเศร้านะคะ รักษามาได้ประมาณ 3 เดือนแล้วค่ะ ได้รับยา Sertraline และ Clonazepam มารับประทานค่ะ แต่ยังนอนได้ประมาณวันละ 4-5 ชั่วโมงเองค่ะ ปรึกษาหมอแล้ว คุณหมอก็ไม่ได้เปลี่ยนตัวยาให้ค่ะ ควรทำอย่างไรคะ

คำตอบ: อาจต้องปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเรื่องการบำบัดผ่อนคลาย (Relaxation therapy) หรือการบำบัดโดยการประมวลความคิด (Cognitive therapy) ร่วมกับการใช้ยาค่ะ นอกจากนี้แล้ว ควรนอนให้เป็นเวลา ไม่รับประทานคาเฟอีน ออกกำลังกายเป็นประจำ และอยู่ในห้องนอนที่มืด ไม่มีเสียงรบกวนค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

อาการของโรคซึมเศร้าข้างต้นเริ่มแบบไหน

คำตอบที่ 1: สำหรับวิธีสังเกตอาการของโรคซึมเศร้าเบื้องต้นด้วยตนเองนะคะ คุณจะมีอาการต่อไปนี้ 5 อย่างขึ้นไป ติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ 1. มีอารมณ์เศร้าตลอดทั้งวัน หากเป็นเด็กหรือวัยรุ่นอาจมีอารมณ์หงุดหงิด โกรธง่าย 2. หมดความสนใจ หรือไม่มีความสุขในการทำกิจกรรมต่างๆ เหมือนเคย 3. เบื่ออาหารและน้ำหนักลด 4. นอนไม่หลับหรือนอนมากเกือบทั้งวัน 5. ความคิดและการเคลื่อนไหวเชื่องช้า หรืออยู่ไม่สุข กระวนกระวาย 6. เหนื่อย อ่อนเพลียง่าย ไม่มีแรง 7. รู้สึกไร้ค่าหรือรู้สึกผิดมากผิดปกติ 8. ไม่มีสมาธิหรือรู้สึกลังเลใจอย่างมากในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ 9. มีความคิดอยากตาย คิดฆ่าตัวตาย หรือพยายามฆ่าตัวตาย 


นอกจากแบบประเมินข้างต้น คุณอาจใช้แบบประเมินภาวะซึมเศร้าแบบ 2 คำถาม คือ 1.ใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมารวมถึงวันนี้ ท่านรู้สึก หดหู่ เศร้า หรือท้อแท้สิ้นหวังหรือไม่ 2.ใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมารวมถึงวันนี้ ท่านรู้สึกเบื่อ ทำอะไรก็ไม่เพลิดเพลินหรือไม่ ถ้าคำตอบ “ไม่มี” ทั้ง 2 คำถาม ถือว่าปกติ ไม่เป็นโรคซึมเศร้า ถ้าคำตอบ “มี” ข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้อ หมายถึง เป็นผู้มีความเสี่ยง หรือมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้า แนะนำให้ไปพบบุคลากรทางด้านสาธารณสุขหรือแพทย์และแจ้งผลให้ทราบ - ตอบโดย Danuchar Chaichuen (พว.)


คำตอบ 2: อาการของโรคซึมเศร้าขั้นแรกให้สังเกตุอาการดูนะคะ ว่าช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาคุณมีอาการเหล่านี้มากแค่ไหน 1. ตื่นเช้ามารู้สึกเบื่อหน่าย ขี้เกียจ ไม่อยากจะทำอะไรเลย 2. รู้สึกไม่สบายใจ ท้อแท้ หดหู่อยากร้องไห้ 3. หลับยาก หลับมากผิดปกติ หรือหลับน้อย หลับๆตื่นๆ (ปกติควรหลับ6-8 ชม/วัน) 4. เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง อ่อนเพลีย 5. เบื่ออาหารหรือรับประทานได้เยอะเกินปกติ 6. รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง รู้สึกผิด โทษตัวเอง 7. ขาดสมาธิ เหม่อลอย ดูทีวีไม่รู้เรื่อง ขาดความตั้งใจหรือไม่สามารถจดจ่อกับงานต่างๆ ที่ทำ 8.พูดช้าลง ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ช้าลง หรือกระสับกระส่าย ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ 9. มีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง คิดว่าถ้าตายไปคงจะดีกว่ามีชีวิตอยู่ หากคุณมีอาการเหล่านี้เกือบทุกวัน (มากกว่า7 วันขึ้นไป) แนะนำให้พบจิตแพทย์นะคะ เพื่อรับการประเมินวินิจฉัยอย่างแม่นยำและรับการรักษาได้อย่างถูกวิธี 


ปล.ภาวะซึมเศร้าเกิดจากการทำงานของสารสื่อนำประสาทไม่สมดุล ในการรักษาแพทย์จะให้ใช้ยาเพื่อช่วยปรับสารสื่อประสาทให้สมดุล และเมื่ออาการดีขึ้นอาจรักษาด้วยการทำจิตบำบัดค่ะ - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

รู้สึกซึมเศร้าและปวดหัวหลังจากกินยาคุมไปได้ 2 อาทิตย์ค่ะ เกี่ยวกันมั้ยคะ เป็นผลข้างเคียงหรือเปล่า

คำตอบ: เกี่ยวกันได้คะ เพราะ 2 อาการนี้เป็นผลข้างเคียงของการรับประทานยาคุม โดยผลข้างเคียงของเม็ดยาคุมกำเนิดที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดหัว เป็นฝ้า มีเลือดออกกระปริบกระปรอย ประจำเดือนผิดปกติ ความดันสูง ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือมีอาการอื่นๆ ที่พบได้น้อย เช่น ปวดประจำเดือน ปวดขา เส้นเลือดขอด อ่อนเพลีย ความรู้สึกทางเพศลดลงค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

โรคซึมเศร้ารักษาโดยไม่ใช้ยาได้หรือไม่

คำตอบ: หากไม่ใช้ยา สามารถใช้การทำจิตบำบัดได้ค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจิตแพทย์จะต้องประเมินอาการก่อนว่ารุนแรงแค่ไหน หากรุนแรงมากและมีอาการเป็นระยะเวลานานก็จำเป็นต้องใช้ยาควบคู่กันไปค่ะ - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

บทความน่าอ่าน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
อะไรคือภาวะผิดปกติทางอารมณ์จากการใช้สาร
อะไรคือภาวะผิดปกติทางอารมณ์จากการใช้สาร

เมื่อแอลกอฮอล์ สารเสพติดและยาทำให้คุณรู้สึกแย่กว่าเดิม