มะเร็งและโรคร้าย

ทำความรู้จักกับ "ไบโพลาร์" โรคอารมณ์สองขั้ว

อารมณ์สองขั้วที่เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างชัดเจน มีแบบเศร้าและแบบอาการพลุ่งพล่าน
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ เม.ย. 23, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 17 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 540,450 คน

ทำความรู้จักกับ "ไบโพลาร์" โรคอารมณ์สองขั้ว

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 27/03/2562

โรคไบโพลาร์ หรือไบโพล่า (Bipolar Disorder) คือ โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วที่ทำให้มีอารมณ์ซึมเศร้าในช่วงหนึ่ง และมีอารมณ์ดีผิดปกติในอีกช่วงหนึ่งสลับกันไป โรคนี้ถือเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไบโพลาร์จะมีลักษณะอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างชัดเจน ระหว่างอารมณ์ซึมเศร้า (Major depressive episode) สลับกับช่วงอารมณ์ดีมากเกินปกติ (Mania หรือ Hypomania) โดยอาการในแต่ละช่วงอาจเป็นอยู่นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนก็ได้ อาการของโรคจะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยทั้งในด้านการงาน การประกอบอาชีพ ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการดูแลตนเองอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ  

สาเหตุของโรคไบโพลาร์

ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุของความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยไบโพลาร์นั้นมีได้หลายสาเหตุ ดังนี้

  • ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ความผิดปกติของระบบฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย ความผิดปกติทางการนอนหลับ และความผิดปกติของการทำงานของสมองในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์
  • ปัจจัยทางสังคมและสภาพแวดล้อม เช่น การไม่สามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับความเครียดหรือปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้ การเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตหรือเหตุการณ์ร้ายแรง รวมถึงการใช้สารเสพติดและแอลกอฮอล์ สามารถกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางสังคมไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของโรคไบโพลาร์ แต่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคแสดงอาการได้เท่านั้น
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันว่าโรคไบโพลาร์สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แต่จากการศึกษาพบว่า โรคนี้พบได้บ่อยในครอบครัวที่เคยมีผู้ป่วยเป็นไบโพลาร์มาก่อน 
  • สาเหตุโรคทางกาย อาจทำให้เกิดโรคไบโพลาร์ได้ เช่น โรคลมชัก โรคหลอดเลือดสมอง โรคไมเกรน หรือเนื้องอกในสมอง อาการบาดเจ็บที่ศีรษะ โรคติดเชื้อ และ ยาบางชนิด

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคไบโพลาร์

โรคไบโพลาร์เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่บุคคลที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นอาจมีความเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่าช่วงอายุอื่นๆ โดยอัตราการเกิดโรคไบโพลาร์ครั้งแรกนั้นพบบ่อยที่สุดที่ช่วงอายุ 15-19 ปี รองลงมาคืออายุ 20-24 ปี ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะมีอาการครั้งแรกตั้งแต่ก่อนอายุ 20 ปี โรคไบโพลาร์ถือเป็นโรคที่มีอาการในระยะยาวเรื้อรัง และเป็นมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้สูงถึงประมาณ 70-90% นอกจากนี้ คนที่เคยมีประวัติเป็นโรคจิตเวชอื่นๆ เช่น วิตกกังวล สมาธิสั้น หรือมีโรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง ก็มีแนวโน้มเกิดโรคไบโพลาร์ได้มากขึ้นเช่นกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างโรคเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาหาคำตอบที่ชัดเจน

อาการของโรคไบโพลาร์

โรคไบโพลาร์จะส่งผลให้คุณมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างคาดเดาไม่ได้ โดยมีอาการของภาวะซึมเศร้าและภาวะอารมณ์ดีผิดปกติสลับกันไป

อาการในช่วงอารมณ์ซึมเศร้า (Depressive episode)

ผู้ป่วยอาจมีอาการดังต่อไปนี้อย่างน้อย 5 ข้อ โดยเป็นเกือบตลอดเวลา และเป็นติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์

  • มีอารมณ์ซึมเศร้า เบื่อหน่ายท้อแท้ หรือในเด็กและวัยรุ่นอาจดูเหมือนมีอารมณ์หงุดหงิด
  • มีความสนใจหรือความเพลินใจในการทำกิจกรรมต่างๆ ลดลงอย่างมาก อะไรที่เคยชอบทำก็ไม่อยากทำอีกต่อไป มีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆ น้อยลง
  • รู้สึกเบื่ออาหารหรือเจริญอาหารมาก น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน
  • นอนไม่หลับ อาจมีอาการนอนหลับยาก นอนแล้วตื่นเร็วกว่าปกติ หรือนอนหลับๆ ตื่นๆ ทำให้รู้สึกไม่สดชื่นหลังตื่นนอน บางรายอาจมีอาการนอนหลับมากไป ต้องการนอนทั้งวัน หลับตอนกลางวันมากขึ้น
  • กระวนกระวาย อยู่ไม่สุข หรือทำอะไรเชื่องช้าลง
  • อ่อนเพลีย รู้สึกไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร
  • รู้สึกตนเองไร้ค่า บางรายอาจรู้สึกสิ้นหวัง มองสิ่งรอบๆ ตัวในแง่ลบไปหมด รวมถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงด้วย
  • สมาธิและความจำแย่ลง
  • คิดเรื่องการตาย อยากตาย พยายามฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเอง

อาการในช่วงที่อารมณ์ดีหรือคึกคักมากกว่าปกติ (Mania หรือ Hypomania) 

  • อารมณ์เปลี่ยนแปลง อาจมีอารมณ์ร่าเริง มีความสุข เบิกบานใจ หรือหงุดหงิดง่ายก็ได้ โดยต้องเป็นติดต่อกันทุกวันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ซึ่งญาติที่ใกล้ชิดผู้ป่วยมักจะสังเกตได้ว่าอารมณ์ของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนผิดปกติ
  • ในช่วงที่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงนี้ พบว่ามีอาการดังต่อไปนี้ อย่างน้อย 3-4 อาการ อยู่ตลอด ได้แก่
    • มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น เชื่อมั่นว่าตนเองมีความสามารถมากเกินไป หรือถึงขั้นคิดว่าตนเองสำคัญหรือยิ่งใหญ่ เช่น เชื่อว่าตนเองมีอำนาจมากหรือมีพลังพิเศษ เป็นต้น
    • การนอนผิดปกติไป ผู้ป่วยจะมีความต้องการในการนอนลดลง เช่น อาจรู้สึกว่านอนแค่ 3 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว เป็นต้น
    • ความคิดแล่นเร็ว บางครั้งคิดหลายๆ เรื่องพร้อมๆ กัน คิดเรื่องหนึ่งไม่ทันจบก็คิดเรื่องอื่นทันที บางครั้งอาจแสดงออกมาในรูปของการมีโครงการต่างๆ มากมาย
    • พูดเร็วขึ้น เนื่องจากความคิดของผู้ป่วยแล่นเร็ว จึงส่งผลต่อคำพูดที่ออกมาด้วย ผู้ป่วยมักจะพูดเร็วและขัดจังหวะได้ยาก ยิ่งถ้าอาการรุนแรงจะพูดดังและเร็วขึ้นอย่างมากจนบางครั้งฟังเข้าใจยาก
    • วอกแวกง่าย ไม่ค่อยมีสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน มักมีความสนใจเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งเร้าภายนอกที่เข้ามากระตุ้นได้ง่าย
    • มีการเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่สามารถอยู่นิ่งๆ ได้ ต้องทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดเวลา ทั้งที่ทำงาน ที่โรงเรียน หรือที่บ้าน
    • ยับยั้งชั่งใจไม่ได้ โดยจะแสดงพฤติกรรมที่เกิดจากการขาดความยับยั้งชั่งใจ เช่น ดื่มสุรามาก โทรศัพท์ทางไกลเป็นเวลานานๆ เล่นการพนัน หรือเสี่ยงโชคจนเกินตัว ใช้เงินมากขึ้น เป็นต้น

พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเหล่านี้จะนับว่าเป็นอาการมาเนีย (Mania) ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน และมีอาการรุนแรงจนกระทบต่อกิจวัตรประจำวัน หรือจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อป้องกันพฤติกรรมอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น รวมทั้งอาการที่เกิดขึ้นต้องไม่ได้มาจากการใช้แอลกอฮอล์ ยาเสพติด ยารักษาโรคที่ใช้เป็นประจำ และภาวะเจ็บป่วยอื่นๆ

ส่วนอาการไฮโปมาเนีย (Hypomania) นั้นจะมีอาการดังกล่าวข้างต้นคล้ายกับมาเนีย แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก และมีอาการในระยะที่สั้นกว่า โดยเกิดขึ้นนานอย่างน้อย 4 วัน

อาการอื่นๆ ของโรคไบโพลาร์ที่พบได้

  • วิตกกังวล
  • มีอาการแบบซึมเศร้าและแบบอารมณ์ดีผสมกัน (Mixed episodes) โดยอาจมีทั้งอาการมาเนียหรือมาเนียอย่างอ่อน และภาวะซึมเศร้าพร้อมๆ กัน
    มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Catatonia) อาจแสดงท่าทางทางร่างกายในท่าที่ผิดแปลกไปจากปกติ
  • อาการทางจิต มักพบอาการประสาทหลอน (Hallucinations) และอาจมีอาการหลงผิด (Delusions) ร่วมด้วย ทำให้มีความคิดความเชื่อไม่ตรงกับโลกความเป็นจริง และเกิดความฝังใจหรือความเชื่อแบบผิดๆ ขึ้น

อาการโรคไบโพลาร์ในเด็กและวัยรุ่น

แม้ว่าโรคไบโพลาร์ในเด็กและวัยรุ่นจะแสดงอาการเหมือนกับผู้ใหญ่ แต่อาการในเด็กและวัยรุ่นอาจมีความท้าทายในการวินิจฉัยมากขึ้น เนื่องจากเด็กและวัยรุ่นยังไม่สามารถแยกอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงจากความเครียดหรือเหตุการณ์ร้ายแรงได้แน่ชัด จึงทำให้เด็กที่เป็นโรคไบโพลาร์มักได้รับการวินิจฉัยผิด หากพบว่าลูกหลานของคุณแสดงอารมณ์แปรปรวนรุนแรง หรือผิดปกติไปจากเดิม ให้ลองปรึกษาแพทย์หรือกุมารแพทย์

เมื่อไรถึงควรไปพบแพทย์?

ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์นั้นมักไม่รู้ตัวถึงอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น แม้ว่าอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงของตนเองจะรุนแรงถึงขั้นส่งผลต่อการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง ดังนั้น หากตัวคุณเองหรือคนใกล้ชิด สังเกตเห็นอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น ควรปรึกษาแพทย์หรือพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาการของโรคไบโพลาร์อาจรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นโรคไบโพลาร์ระยะสุดท้าย ซึ่งอาจส่งผลให้มีพฤติกรรมใช้สารเสพติดและแอลกอฮอล์ มีปัญหาด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างรุนแรง ไม่สามารถเรียนหรือทำงานได้ตามปกติ มีความคิดอยากฆ่าตัวตายหรือพยายามทำร้ายตัวเอง บางรายก็พัฒนาไปเป็นโรคจิตเภท ซึ่งจะมีอาการมองเห็นภาพหลอน เห็นหรือได้ยินในสิ่งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง คิดว่าคนอื่นจะมาทำร้ายตนเอง และนำไปสู่ความไม่ไว้ใจ หรือพยายามทำร้ายผู้อื่นเพื่อตอบโต้ได้

ชนิดของโรคไบโพลาร์

โรคไบโพลาร์มีหลายชนิด แบ่งแยกตามอาการและความรุนแรงได้เป็นประเภทหลักๆ ดังต่อไปนี้

  • Bipolar I เป็นโรคไบโพลาร์ชนิดที่รุนแรงที่สุด ผู้ป่วยจะมีอาการแบบอารมณ์ดีผิดปกติอย่างน้อย 1 ครั้ง และอาการของโรคซึมเศร้าอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยมีอาการทุกวันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ โดยอาการแบบอารมณ์ดีผิดปกติ (มาเนีย) ของผู้ป่วย Bipolar I จะรุนแรงกว่าอาการของผู้ป่วย Bipolar II มาก
  • Bipolar II โรคไบโพลาร์ชนิดนี้มักตรวจพบหลังจากผู้ป่วยมีอาการของโรคซึมเศร้าแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง ร่วมกับอาการมาเนียอย่างอ่อน (Hypomania) อย่างน้อย 1 ครั้งเช่นกัน โดยมีช่วงที่มีอารมณ์ปกติคั่นอยู่ระหว่างอาการซึมเศร้าและอาการอารมณ์ดีผิดปกติ ภาวะอารมณ์ดีในโรคไบโพลาร์แบบ Bipolar II จะมีไม่มากเท่า Bipolar I จึงมักได้รับการวินิจฉัยผิดพลาดว่าเป็นโรคซึมเศร้า เนื่องจากอาการมาเนียอย่างอ่อนของผู้ป่วยมักถูกมองข้ามไป
  • Cyclothymia เป็นโรคไบโพลาร์ชนิดอ่อน เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Cyclothymic disorder ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการมาเนียและซึมเศร้าที่รุนแรงน้อยกว่าทั้ง 2 ประเภทข้างต้น

ไบโพลาร์ชนิดอ่อน (Cyclothymia) คืออะไร

โรคไบโพลาร์ชนิดอ่อน (Cyclothymic disorder หรือ Cyclothymia) มีลักษณะอาการเหมือนโรคไบโพลาร์ทั่วไป คือ ผู้ป่วยจะมีอารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ สลับกันระหว่างภาวะที่มีอารมณ์ร่าเริงเกินปกติ กับภาวะอารมณ์ซึมเศร้า โดยมีช่วงเวลาสั้นๆ ที่มีอารมณ์เป็นปกติบ้าง

Cyclothymia กับไบโพลาร์ ต่างกันที่ความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์จะมีอาการที่รุนแรงกว่า โดยในช่วงอาการแบบมาเนียนั้นจะเริ่มด้วยความรู้สึกที่อิ่มเอิบ มีความสุขท่วมท้น กระฉับกระเฉง มีความรู้สึกว่าเป็นที่สุดของโลกนี้ ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น ขับรถเร็ว เสพยาเสพติด หรือดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยไบโพลาร์ที่มีอาการมาเนียอาจไม่นอนติดต่อกันได้ถึง 2 วัน พูดเร็วขึ้น และเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปอย่างรวดเร็วและไม่สัมพันธ์กัน 

ในขณะที่ผู้ป่วย Cyclothymia จะมีภาวะซึมเศร้าและอาการมาเนียที่อ่อนกว่าไบโพลาร์ มีอาการน้อยกว่า และเกิดขึ้นในระยะที่สั้นกว่า อาการดูเหมือนเวลาปกติที่คุณผ่านวันที่ดีและวันที่แย่สลับกันไป เช่น นอนน้อยลง พูดคุยมากขึ้น รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น เพียงแต่ว่าจะมีอารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ ไปตลอด แทบจะไม่มีช่วงเวลาที่อารมณ์เป็นปกติเลย

อาการของโรคไบโพลาร์ชนิด Cyclothymia

นอกจากอารมณ์แปรปรวนแล้ว ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ชนิดอ่อนยังอาจมีอาการอื่นๆ ในลักษณะต่อไปนี้

  • มีอารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ มานานอย่างน้อย 2 ปี
  • อาการส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วง 2 ปี
  • ช่วงที่คุณไม่มีอาการหรือมีอารมณ์ปกตินั้นเกิดขึ้นน้อยกว่า 3 เดือนติดต่อกัน
  • อาการไม่รุนแรงถึงขั้นเข้าเกณฑ์โรคไบโพลาร์

การรักษาโรคไบโพลาร์ชนิด Cyclothymia

ผู้ป่วย Cyclothymia หลายคนสามารถมีชีวิตได้อย่างปกติโดยไม่ต้องรักษา แต่คนรอบข้างก็ควรคอยสังเกตดูอาการของผู้ป่วยด้วย เนื่องจาก 1 ใน 3 ถึง 1 ใน 2 ของผู้ป่วย Cyclothymia สามารถมีอาการรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคไบโพลาร์ได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีคนในครอบครัวเคยเป็นโรคไบโพลาร์ ซึ่งจะมีความเสี่ยงเป็นโรคไบโพลาร์มากกว่าคนทั่วไป ซึ่งการป้องกันการพัฒนาจากโรค Cyclothymia ไปเป็นโรคไบโพลาร์นั้นทำได้ยาก แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการเริ่มรักษา Cyclothymia ให้เร็วที่สุดสามารถป้องกันไม่ให้โรคนี้กลายเป็นโรคไบโพลาร์ได้

อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันไม่มีการรักษาที่แน่ชัดสำหรับโรค Cyclothymia แม้แต่ยาที่ใช้รักษาโรคไบโพลาร์ เช่น กลุ่มยาควบคุมอารมณ์ ก็ไม่สามารถช่วยให้อาการดีขึ้นได้เสมอไป การรักษาที่นิยมนำมาใช้คือการพูดคุยบำบัดกับนักจิตวิทยา (Talk therapy) โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ตัวผู้ป่วยเรียนรู้การจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง และเข้าใจถึงปัจจัยที่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้อาการแย่ลง เช่น อารมณ์ที่แปรปรวนนั้นเกิดขึ้นได้จากการนอนหลับไม่เพียงพอ การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการเดินทางข้ามโซนเวลาต่างๆ นอกจากนี้ การบำบัดด้วยแสง (Light therapy) ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้รักษาโรค Cyclothymia ได้ 

การวินิจฉัยโรคไบโพลาร์

เนื่องจากสาเหตุของโรคไบโพลาร์นั้นยังไม่ทราบเป็นที่แน่ชัด การวินิจฉัยจึงยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากสงสัยว่าคุณอาจมีอาการของโรคไบโพลาร์ คุณควรไปพบแพทย์ โดยหากพบว่ามีอาการเข้าข่ายแพทย์อาจให้เข้ารับการทดสอบดังต่อไปนี้

  • การตรวจร่างกาย
  • การตรวจเลือด แอลกอฮอล์ และสารเสพติดอื่น เพื่อหาสาเหตุอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายโรคไบโพลาร์
  • MRI Scan เป็นการสแกนเพื่อหาความผิดปกติในโครงสร้างสมองหรือสารสื่อประสาทภายในสมองที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคไบโพลาร์ หรือเพื่อหาโรคอื่นๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของอาการ
  • การตรวจคลื่นหัวใจ ในกรณีที่ต้องใช้ยารักษาไบโพลาร์ เนื่องจากยาหลายชนิดมีผลต่อหัวใจ
  • การตรวจคลื่นสมอง ใช้เฉพาะในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น
  • การตรวจทางจิตวิทยา แพทย์จะถามคุณเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม อาจมีการพูดคุยกับครอบครัวและเพื่อนของคุณด้วย แต่จะทำภายใต้ความยินยอมของคุณ
  • บันทึกและติดตามอาการของคุณทุกวันเพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย

นอกจากนี้ แพทย์อาจให้คุณทำแบบสอบถามเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบอาการของคุณให้แน่ชัด แต่แพทย์บางท่านก็อาจจะไม่ได้ใช้แบบสอบถามนี้

วิธีการรักษาโรคไบโพลาร์

การรักษาโรคไบโพลาร์ประกอบด้วยการใช้ยา การดูแลด้านจิตใจ การปรับพฤติกรรม ตลอดจนการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไบโพลาร์และวิธีการรักษาแก่ผู้ป่วยและญาติ

การใช้ยารักษาโรคไบโพลาร์

หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไบโพลาร์แล้ว คุณอาจต้องเริ่มรับประทานยาเพื่อปรับอารมณ์ให้คงที่ในทันทีเมื่ออารมณ์ของคุณเริ่มแปรปรวนหรือไม่สามารถควบคุมอาการได้ โดยแพทย์อาจสั่งยาให้คุณมากกว่าหนึ่งประเภท ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคไบโพลาร์และอาการ ทั้งนี้มียาหลายชนิดที่ใช้รักษาโรคไบโพลาร์ เช่น

  • ยาปรับอารมณ์ (Mood stabilizers) ผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วทั้ง Bipolar I และ Bipolar II ส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับยาปรับอารมณ์เพื่อควบคุมอารมณ์ โดยเฉพาะอาการมาเนียหรือมาเนียชนิดอ่อน (Manic or hypomanic episodes) ตัวอย่างยาที่ใช้ เช่น คาร์บามาเซพีน (Carbamazepine) ไดวาลโปรเอ็กซ์ โซเดียม (Divalproex sodium) ลาโมไตรจีน (Lamotrigine) ลิเทียม (Lithium) กรดวาลโปรอิก (Valproic acid)
  • ยาต้านโรคจิต (Antipsychotics) ใช้ในการควบคุมอาการมาเนียหรืออาการซึมเศร้า โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการหลงผิด (Delusions) หรือประสาทหลอน (Hallucinations) ร่วมด้วย ตัวอย่างของยาต้านโรคจิตที่ใช้ ได้แก่ อะริพิพราโซล (Aripiprazole) อะเซนาปีน (Asenapine) โอแลนซาปีน (Olanzapine) ฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) ลูราซิโดน (Lurasidone) ควิไทอะปีน (Quetiapine) ริสเพอริโดน (Risperidone) ไซพราซิโดน (Ziprasidone)
  • ยาต้านซึมเศร้า (Antidepressants) เป็นยาสำหรับควบคุมอาการซึมเศร้า ช่วยเสริมฤทธิ์ยาปรับอารมณ์และยาต้านโรคจิต
  • ยาคลายกังวล (Antianxiety medications) แพทย์อาจสั่งใช้ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepine) ซึ่งเป็นยาคลายกังวลที่จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

ผลข้างเคียงจากยารักษาโรคไบโพลาร์

การรักษาโรคไบโพลาร์มีผลข้างเคียงมากมายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา ซึ่งบางผลข้างเคียงก็ร้ายแรง หากคุณสังเกตเห็นอาการผิดปกติ ให้ปรึกษาแพทย์ และอย่าหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เพราะการหยุดยากะทันหันอาจทำให้อาการของโรคกำเริบหรือเกิดอาการถอนยาได้

นอกจากเรื่องผลข้างเคียง การใช้ยารักษาโรคไบโพลาร์ร่วมกับยาคุมกำเนิดอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาและนำไปสู่ผลข้างเคียงได้ ทั้งยังมีผลต่อหญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงที่กำลังวางแผนจะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้น หากคุณกำลังใช้ยาคุมกำเนิด กำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังวางแผนจะตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มใช้ยาสำหรับรักษาโรคไบโพลาร์

จะทำอย่างไรถ้ารับประทานยารักษาไบโพลาร์แล้วไม่ได้ผล ?

ยาเป็นส่วนสำคัญในการรักษาโรคไบโพลาร์ แต่หากยาที่รับประทานอยู่ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น หรือมีผลข้างเคียงมากเกินไป ควรรีบบอกแพทย์ เพื่อหาวิธีแก้ไข โดยยาที่ใช้รักษาโรคไบโพลาร์นั้นมีให้เลือกใช้หลากหลายชนิด แพทย์อาจจ่ายยาชนิดใหม่ เพื่อให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น

จิตบำบัด (Psychotherapy) สำหรับโรคไบโพลาร์

นอกเหนือจากการใช้ยา แพทย์อาจแนะนำให้คุณเข้าร่วมการทำจิตบำบัดหรือการเข้ารับคำปรึกษาในรูปแบบอื่นๆ โดยวิธีจิตบำบัดนี้ยังครอบคลุมการรักษาภาวะติดยาหรือติดแอลกอฮอล์ ในกรณีที่คุณมีปัญหาเรื่องการเสพติดร่วมด้วย

จิตบำบัดนั้นมีหลากหลายวิธี หนึ่งในนั้นคือการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive behavioral therapy: CBT) ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุด ในการทำ CBT จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะช่วยคุณหาว่าอะไรเป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดอาการของโรคไบโพลาร์ในแต่ละครั้ง จากนั้นจะช่วยหาแนวทางแก้ไข เสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดี และหาวิธีรับมือกับความเครียดที่เป็นปัจจัยกระตุ้นเพื่อควบคุมอาการของคุณ

แพทย์อาจแนะนำให้คุณและครอบครัวเข้าร่วมโปรแกรมเรียนรู้การอยู่ร่วมกับโรคไบโพลาร์ ซึ่งจะทำให้คุณเข้าใจถึงโรคและอาการที่เป็นอยู่มากขึ้น หากเป็นโรคไบโพลาร์ที่เกิดขึ้นในเด็ก แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ปกครองกำชับครูและบุคลากรที่โรงเรียน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เข้าใจและมีส่วนร่วมในการรักษา

สัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนการรักษา

ถ้าคุณเป็นโรคไบโพลาร์ ควรให้ความร่วมมือกับจิตแพทย์และทีมแพทย์ที่ช่วยรักษา โดยหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตัวเอง และบอกให้แพทย์รู้เมื่อ:

  • รู้สึกมีพลังงานมากกว่าปกติ คึกคักผิดปกติ
  • มีพลังงานลดลง รู้สึกเศร้าหรือสิ้นหวัง
  • มีอารมณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหลายครั้งในแต่ละวัน อาจมีความสุขหรือมีพลังเป็นบางช่วง แล้วเปลี่ยนเป็นรู้สึกหม่นหมองหรือซึมเศร้าในช่วงเวลาต่อมา
  • สงสัยว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองหรือพยายามทำร้ายคุณ
  • รู้สึกผิดมากโดยไม่มีเหตุผล
  • นอนไม่หลับหรือตื่นเช้ามากผิดปกติ
  • มีปัญหากับการทำงานให้เสร็จตามกำหนดหรือตามที่ตั้งใจไว้
  • ทำเรื่องสุ่มเสี่ยงหรือทำสิ่งต่างๆ โดยไม่คิด
  • มีปัญหากับเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน เช่น ทะเลาะหรือมีเรื่องกับคนอื่นบ่อยกว่าปกติ
  • มีอาการผิดปกติทางกายภาพ เช่น น้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดหัว หัวใจเต้นเร็ว หรือมีปัญหาเกี่ยวกับน้ำตาลในเลือด

ขั้นตอนการเปลี่ยนการรักษา

ควรไปพบแพทย์ในทันที หากสังเกตว่ายาที่รับประทานไม่ได้ทำให้อาการดีขึ้น หรือรู้สึกว่าอาการแย่ลง รวมทั้งหากพบว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ได้ยินเสียงบางอย่าง อยากทำร้ายตัวเอง หรือปวดบริเวณกึ่งกลางของร่างกายมาก

แพทย์จะสอบถามและอาจแนะนำให้รับการทดสอบบางอย่าง เช่น การตรวจเลือดเพื่อดูว่ายามีผลต่อคุณอย่างไร หากยาที่ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป แพทย์จะให้คุณค่อยๆ ลดปริมาณยาที่ใช้จนหยุดรับประทานยาไป ก่อนจะเปลี่ยนให้ลองใช้ยาตัวอื่นแทน การหยุดยาอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน คุณห้ามหยุดรับประทานยาเอง เพราะการหยุดใช้ยารักษาโรคไบโพลาร์ในทันทีนั้นสามารถส่งผลต่ออารมณ์ได้

นอกจากนี้ แพทย์อาจแนะนำให้คุณรักษาโดยใช้วิธีกระตุ้นสมองด้วยกระแสไฟฟ้า (Electroconvulsive Therapy: ECT) ซึ่งเป็นการรักษาโดยส่งกระแสไฟฟ้าไปยังสมองหลังจากคนไข้ได้รับยาสลบ การรักษาวิธีนี้สามารถช่วยให้อาการของโรคซึมเศร้าและโรคไบโพลาร์ดีขึ้น ทั้งยังให้ผลเร็วกว่าการรับประทานยา แต่ผลลัพธ์ของการรักษาวิธีนี้จะอยู่ไม่นาน และหากต้องการป้องกันไม่ให้เกิดอาการเดิมซ้ำอีกครั้ง คุณอาจจำเป็นต้องรับประทานยาหรือรักษาโดยใช้ ECT แบบระยะยาว

การรักษาทางเลือกสำหรับโรคไบโพลาร์

มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการรักษาโรคไบโพลาร์ด้วยสมุนไพรหรืออาหารเสริมอยู่บ้าง แต่ก็มีหลักฐานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่จำกัดเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการรักษา ผลิตภัณฑ์ที่มีการกล่าวอ้างว่าอาจช่วยบรรเทาอาการของโรคไบโพลาร์ได้ ได้แก่

  • กรดอะมิโน (Amino acids)
  • แมกนีเซียม (Magnesium)
  • กรดไขมันโอเมกา 3 เช่น น้ำมันปลาหรือน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์
  • สมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John's wort) สำหรับภาวะซึมเศร้า

ทั้งนี้ กรดอะมิโนที่แนะนำ เช่น SAMe (S-adenosyl-L-methionine) และสมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ตอาจมีผลต่อยาต้านซึมเศร้า หรืออาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการมาเนียหรือมาเนียชนิดอ่อนได้ 

นอกจากนี้ หลายคนเชื่อว่าการฝังเข็มตามศาสตร์แพทย์แผนจีนอาจช่วยรักษาภาวะซึมเศร้าได้ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่ทราบประสิทธิภาพที่แน่นอนสำหรับการรักษาโรคซึมเศร้าและโรคไบโพลาร์ด้วยวิธีนี้ แต่เนื่องจากเป็นการรักษาที่ปลอดภัยจึงสามารถลองใช้รักษาร่วมกับวิธีอื่นๆ ได้ คุณควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนจะเลือกใช้การรักษาทางเลือกวิธีอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะปลอดภัยและเกิดปฏิกิริยาต่อยาที่กำลังใช้อยู่

การดูแลตัวเองและคำแนะนำสำหรับคนใกล้ชิด

การหมั่นสังเกตอาการ รวมถึงการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจให้แข็งแรง จะช่วยให้การรักษาโรคไบโพลาร์เป็นไปได้ง่ายขึ้น คุณสามารถทำตามแนวทางต่อไปนี้เพื่อดูแลตนเองหรือดูแลผู้ป่วยโรคไบโพลาร์

การดูแลตัวเอง

  • หมั่นสังเกตอารมณ์ของตนเอง เรียนรู้อาการแรกเริ่มของโรค และรีบไปพบแพทย์ก่อนจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น อาจบอกคนใกล้ชิดให้ช่วยสังเกตด้วย
  • ดูแลสุขภาพโดยรวมให้ดี เช่น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมช่วยคลายเครียด หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและการใช้สารเสพติด เป็นต้น
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ หากพบผลข้างเคียงจากยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดใช้ ห้ามหยุดใช้ยาด้วยตนเองเป็นอันขาด
  • พบจิตแพทย์เป็นประจำ โดยเลือกจิตแพทย์ที่คุณไว้ใจและรู้สึกสบายใจแม้ต้องไปพบบ่อยๆ
  • รับการบำบัดโดยการพูดคุย หรือการบำบัดความคิดและพฤติกรรม วิธีนี้สามารถช่วยจัดการกับอารมณ์ทั้งในระหว่างและหลังการเปลี่ยนวิธีรักษา
  • หาคนที่เข้าใจ ให้กำลังใจ และพร้อมสนับสนุนให้คุณก้าวผ่านโรคนี้ไปได้ ซึ่งบางทีคนใกล้ตัวของคุณก็อาจไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ของคุณ การได้พูดคุยกับกลุ่มคนที่เป็นโรคไบโพลาร์เหมือนกันก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่ดี เพราะพวกเขาจะเข้าใจว่าคุณเจออะไรมาบ้าง

การดูแลจากญาติหรือบุคคลใกล้ชิด

กำลังใจและการสนับสนุนจากคนใกล้ชิดมีความสำคัญต่ออาการของผู้ป่วยโรคไบโพลาร์อย่างมาก หากคนในครอบครัวหรือคนใกล้ตัวของคุณป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ คุณสามารถดูแลผู้ป่วยตามแนวทางต่อไปนี้

  • เข้าใจว่าอารมณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกตินั้นเกิดจากการเจ็บป่วย ไม่ใช่นิสัยของผู้ป่วย
  • ช่วยดูแลให้ผู้ป่วยกินยาและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์
  • สังเกตอารมณ์ของผู้ป่วย เรียนรู้อาการเริ่มแรกของโรค และรีบพาไปพบแพทย์เมื่อสังเกตเห็นอาการผิดปกติ ก่อนที่จะมีอาการกำเริบรุนแรง
  • ช่วยควบคุมการใช้จ่ายและพฤติกรรมที่เสี่ยงต่ออันตราย หากเห็นว่าผู้ป่วยเริ่มมีอาการขึ้นอีก
  • เมื่อผู้ป่วยหายจากอาการไบโพลาร์ ควรให้กำลังใจและสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการกลับไปเรียนหรือทำงาน

โรคไบโพลาร์ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณอย่างไรบ้าง ?

หากไม่ได้รับการรักษา โรคไบโพลาร์สามารถทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงในหลายๆ ด้าน เช่น การติดสุราหรือติดยาเสพติด มีความคิดฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตาย มีปัญหาทางด้านการเงิน ปัญหาด้านความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบชีวิตคู่หรือต่อคนรอบข้าง ทั้งยังส่งผลต่อการงานและการเรียน โดยทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนและการทำงานลดลง ละเลยการเรียนจนเรียนไม่จบ เป็นต้น นอกจากนี้ในกรณีที่ควบคุมความต้องการทางเพศไม่ได้ หรือมีพฤติกรรมหมกมุ่นทางเพศ คุณอาจเสี่ยงติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากการเปลี่ยนคู่นอนโดยไม่เลือกหน้า หรือกระทั่งก่ออาชญากรรมที่ต้องได้รับโทษร้ายแรงได้เลยทีเดียว 

โรคไบโพลาร์ทำให้มีความต้องการทางเพศสูงจริงหรือ ?

โรคไบโพลาร์สามารถส่งผลให้ผู้ป่วยมีความต้องการทางเพศสูงขึ้นในช่วงที่มีอารมณ์ดีผิดปกติ (Mania) และอาจมีความยับยั้งชั่งใจต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ต้องห้ามน้อยลงด้วย หากเอาชนะความอยากของตัวเองไม่ได้ ความสัมพันธ์ของผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ก็จะมีความเสี่ยง นอกจากนั้นยังทำให้มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศได้ เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การเปลี่ยนคู่นอนไม่ซ้ำหน้า ซึ่งอาจทำให้มีโอกาสติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้มากขึ้น

หากผู้ป่วยไบโพลาร์หมกมุ่นอยู่กับพฤติกรรมทางเพศ ซึ่งหมายถึงการใช้เวลามากเกินพอดีไปกับกิจกรรมทางเพศ จนถึงจุดที่เพิกเฉยต่อสังคม และการงาน นั่นอาจเป็นสัญญาณของการเสพติดเซ็กส์ได้ 

พฤติกรรมใดบ้างที่สัมพันธ์กับอาการเสพติดเซ็กส์ ?

พฤติกรรมจำเพาะบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับอาการเสพติดเซ็กส์ คือ

  • หมกมุ่นกับการช่วยตัวเอง
  • หมกมุ่นกับการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ขายบริการ ไปสถานบริการทางเพศบ่อยครั้ง
  • มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคนโดยไม่เปิดเผยชื่อ รวมถึงความสัมพันธ์แบบคู่นอนคืนเดียว หรือ One night stand
  • นอกใจคู่สมรสหลายครั้ง
  • มีพฤติกรรมชอบโชว์
  • มีพฤติกรรมถ้ำมอง
  • มีพฤติกรรมล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศด้วยการสัมผัส กระทำรุนแรงทางเพศ หรือข่มขืน

อย่างไรก็ตาม การมีพฤติกรรมใดๆ ดังข้างต้นไม่ได้เกิดจากการเสพติดเซ็กส์เสมอไป ไม่สามารถนำมากล่าวอ้างเหตุผลในการกระทำเรื่องที่ผิด หากคุณเป็นกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมของคุณ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านเพศศาสตร์ โดยคุณอาจต้องได้รับคำปรึกษาหรือการรักษาด้านเพศเพิ่มเติม นอกเหนือไปจากการรักษาโรคไบโพลาร์ที่คุณได้รับอยู่แล้วด้วย

การคบกับผู้ป่วยโรคไบโพลาร์

หลายคนที่คบกับผู้ป่วยโรคไบโพลาร์มักเผชิญปัญหาในการรับมือกับอารมณ์และอาการของผู้ป่วย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังกลุ้มใจ เรามีคำแนะนำจากผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์คล้ายๆ กันมาฝากดังนี้

  • ตอบตัวเองก่อนว่าคุณรักเขาหรือไม่ หากคุณรักเขา คุณควรพยายามทำความเข้าใจว่าโรคไบโพลาร์เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเป็นคนแบบนี้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ป่วยโรคนี้จะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เหมือนปกติ
  • พยายามแสดงให้ผู้ป่วยเห็นว่าคุณเลือกอยู่กับเขาจากใจจริง คุณเข้าใจถึงความทุกข์ของเขา และคุณซาบซึ้งต่อสิ่งดีๆ ที่เขาทำให้
  • เรียนรู้เกี่ยวกับโรคนี้ต่อไปเรื่อยๆ และคอยสนับสนุนคนที่คุณรักต่อไป
  • เมื่อคุณเห็นความพยายามและความตั้งใจที่จะเอาชนะโรคไบโพลาร์ หรือเรื่องใดๆ ของเขาก็ตาม คุณควรกล่าวชื่นชมเขา เพื่อช่วยให้เขารู้สึกดีต่อตัวเองยิ่งขึ้น
  • พูดคุยกับเขาในเวลาที่เขาดูปกติที่สุด และเตรียมคำพูดไว้สำหรับทั้งสถานการณ์ที่ผู้ป่วยมีภาวะซึมเศร้าและภาวะมาเนีย คุณอาจสร้างโค้ดลับระหว่างกันเป็นวลีๆ หนึ่งที่แสดงความรักและความห่วงใย เพื่อกล่าวเตือนสติเมื่อคนรักเริ่มมีอาการของโรคไบโพลาร์เกิดขึ้น 

ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ ตั้งครรภ์ได้หรือไม่

ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคืออาการของโรคอาจแย่ลงได้ในระหว่างนี้ รวมถึงมีความเสี่ยงต้องเข้าโรงพยาบาลในระหว่างตั้งครรภ์บ่อยกว่าคุณแม่ทั่วไป

หากคุณเป็นโรคไบโพลาร์และต้องการมีบุตร หรือเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นในระหว่างที่กำลังรักษาโรคไบโพลาร์ คุณควรปรึกษาสูติแพทย์หรือจิตแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงของการใช้ยารักษาโรคไบโพลาร์ เพราะยาบางตัวอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดความพิการแต่กำเนิดได้ 

ทั้งนี้ อย่าเพิ่งหยุดใช้ยาด้วยตัวเองเป็นอันขาด เพราะการหยุดใช้ยาอย่างกะทันหันอาจทำให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ โดยคุณจะต้องพูดคุยกับแพทย์เพื่อชั่งน้ำหนักว่าการรับประทานยาหรือหยุดรับประทานยาจะส่งผลดีมากกว่ากัน 

สุดท้ายนี้ ขอให้พึงระลึกไว้ว่าโรคไบโพลาร์ไม่ใช่เรื่องตลกอย่างที่มีการพูดล้อเลียนกันถึงคนที่มีอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่เป็นความเจ็บป่วยชนิดหนึ่งที่ต้องได้รับการรักษาเช่นเดียวกับโรคอื่นๆ และถ้าปฏิบัติตามแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด พร้อมมีกำลัใจที่ดีจากคนรอบข้าง ก็สามารถรักษาให้หายดีได้ 

ที่มาของข้อมูล
  1. Anderson IM, Haddad PM, Scott J (Dec 27, 2012). "Bipolar disorder". BMJ (Clinical Research Ed.)345: e8508. 
  2. Goodwin, Guy M. (2012). "Bipolar disorder". Medicine40 (11): 596–598. doi:10.1016/j.mpmed.2012.08.011.
  3. โรคอารมณ์สองขั้ว (https://med.mahidol.ac.th/rama...)

...

บทความน่าอ่าน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่