มะเร็งและโรคร้าย

ทำความรู้จักกับ "โรคไบโพลาร์" โรคอารมณ์สองขั้ว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 26, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 18 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 119,070 คน

ทำความรู้จักกับ "โรคไบโพลาร์" โรคอารมณ์สองขั้ว

โรคไบโพลาร์ (Bipolar disorder) เป็นโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ มีอารมณ์สองขั้วที่เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างชัดเจน แบบที่หนึ่งคือมีพฤติกรรมแบบเศร้า และแบบที่สองมีอาการพลุ่งพล่าน หรือเรียกว่าแบบแมเนีย อารมณ์ของผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นช่วง ๆ ไป อาจมีอาการแบบแรกคือแบบเศร้าก่อน แล้วสักพักก็จะมีอาการแมเนีย บางคนอาจมีอาการแบบแมเนียก่อน แล้วจึงมีอาการแบบเศร้าขึ้นมา หรืออาจจะสลับกับอาการปกติต่อเนื่องกันไป

ความชุกของโรคอารมณ์สองขั้ว

สถาบันส่งเสริมสุขภาพจิตแห่งชาติ (National Institute of Mental Health (NIMH)) ได้ประมาณไว้ว่า ราว ๆ ร้อยละ 2.6 ของประชากรชาวอเมริกา หรือประมาณ 600,000 คน จะมีโรคอารมณ์สองขั้วอยู่ และจากข้อมูลของ NIMH พบว่ามีมากกว่าร้อยละ 80 ที่ถูกจัดว่ามีอาการรุนแรง

โรคอารมณ์สองขั้ว หรือเพียงจิตอารมณ์คลุ้มคลั่งและซึมเศร้า (Manic Depression) ?

คุณอาจเคยได้ยินชื่อ “จิตอารมณ์คลุ้มคลั่งและซึมเศร้า (Manic depression)” ที่ใช้อธิบายถึงโรคสุขภาพทางใจที่มีอาการคล้ายกับโรคอารมณ์สองขั้ว ความจริงแล้วโรคอารมณ์สองขั้วเคยถูกเรียกว่า จิตอารมณ์คลุ้มคลั่งและซึมเศร้า (Manic depression) จนกระทั่งช่วงปี คศ. 1980 ในสมัยนั้นจิตแพทย์ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อของโรคนี้ในคู่มือการวินิจฉัย และสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders) - แนวทางที่ช่วยจิตแพทย์ในการวินิจฉัยโรค เนื่องจากคำว่า “โรคอารมณ์สองขั้ว” ดูจะบรรยายถึงภาวะและอาการได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องที่ชื่อเก่านั้นเป็นการตราหน้าอย่างหนึ่ง ทั้งแมเนียและซึมเศร้าต่างเป็นคำที่ใช้บรรยายถึงความรู้สึกและอารมณ์ในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้โรคอารมณ์สองขั้วจึงเป็นชื่อที่ใช้เรียกและวินิจฉัยสำหรับแพทย์ในปัจจุบัน

สาเหตุของโรคไบโพลาร์

ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุของความผิดปกติทางอารมณ์นั้นมีได้หลายสาเหตุ ดังนี้

  • ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ความผิดปกติของระบบฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย การนอนหลับที่ผิดปกติ ความผิดปกติของการทำงานในส่วนต่าง ๆ ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์
  • ปัจจัยทางจิตสังคม เช่น การไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเครียดหรือปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้ ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ขึ้นมาได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางสังคมไม่ใช่สาเหตุของโรค แต่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคแสดงอาการได้
  • ปัจจัยทางพันธุศาสตร์ ขณะนี้ยังไม่ทราบรูปแบบของการถ่ายทอดผ่านยีนที่ชัดเจนของโรค แต่จากการศึกษาพบว่าสามารถพบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็นไบโพลาร์มากกว่าในประชากรทั่วไป

อาการของโรคไบโพลาร์

Bipolar disorder อาจแบ่งกลุ่มกว้าง ๆ ออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  • Bipolar I disorder คือ มีอาการแมเนียสลับกับช่วงซึมเศร้า หรืออาจมีอาการแมเนียเพียงอย่างเดียวก็ได้
  • Bipolar II disorder คือ มีอาการซึมเศร้าสลับกับช่วงไฮโปแมเนีย (hypomania)

อาการในช่วงอารมณ์ซึมเศร้า (Depressive episode) มีอาการดังต่อไปนี้เกือบตลอดเวลาและเป็นติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์

  • มีอารมณ์ซึมเศร้า (ในเด็กและวัยรุ่นอาจเป็นอารมณ์หงุดหงิดก็ได้) ผู้ป่วยจะรู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้
  • ความสนใจหรือความเพลินใจในกิจกรรมต่าง ๆ แทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก อะไรที่เคยชอบทำก็จะไม่อยากทำ แรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ก็จะลดลง
  • น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นมาก (น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน) หรือมีการเบื่ออาหารหรือเจริญอาหารมาก
  • นอนไม่หลับ อาจมีอาการนอนหลับยาก หรือนอนแล้วตื่นเร็วกว่าปกติ อาจนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้รู้สึกไม่สดชื่น หรือผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการนอนหลับมากไป ต้องการนอนทั้งวัน หลับกลางวันมากขึ้น
  • กระวนกระวาย อยู่ไม่สุข หรือเชื่องช้าลง
  • อ่อนเพลีย รู้สึกไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร
  • รู้สึกตนเองไร้ค่า บางรายอาจรู้สึกสิ้นหวัง มองสิ่งรอบ ๆ ตัวในแง่มุมที่เป็นลบไปหมด รวมถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงด้วย
  • สมาธิและความจำแย่ลง
  • คิดเรื่องการตาย อยากตาย

 อาการในช่วงที่อารมณ์ดีหรือคึกคักมากกว่าปกติ (mania หรือ hypomania)  ได้แก่

  1. อารมณ์เปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ร่าเริง มีความสุข เบิกบานใจ หรือหงุดหงิดง่ายก็ได้ ซึ่งญาติใกล้ชิดของผู้ป่วยมักจะสังเกตได้ว่าอารมณ์ของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนผิดปกติ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นจะต้องเป็นติดต่อกันทุกวันอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  2. มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีความเชื่อมั่นว่าตนเองมีความสามารถมากเกินไป หรืออาจมีเนื้อหาของความคิดผิดปกติมาก ถึงขั้นว่าตนเองสำคัญหรือยิ่งใหญ่ เช่น เชื่อว่าตนเองมีอำนาจมากหรือมีพลังอำนาจพิเศษ เป็นต้น
  3. การนอนผิดปกติไป ผู้ป่วยจะมีความต้องการในการนอนลดลง ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกว่านอนแค่ 3 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว เป็นต้น
  4. ความคิดแล่นเร็ว (Flight of idea) ผู้ป่วยจะคิดค่อนข้างเร็ว บางครั้งคิดหลาย ๆ เรื่องพร้อม ๆ กัน คิดเรื่องหนึ่งไม่ทันจบก็จะคิดเรื่องอื่นทันที บางครั้งอาจแสดงออกมาในรูปของการมีโครงการต่าง ๆ มากมาย
  5. พูดเร็วขึ้น เนื่องจากความคิดของผู้ป่วยแล่นเร็ว จึงส่งผลต่อคำพูดที่แสดงออกมาให้เห็น ผู้ป่วยมักจะพูดเร็วและขัดจังหวะได้ยาก ยิ่งถ้าอาการรุนแรงคำพูดจะดังและเร็วขึ้นอย่างมากจนบางครั้งทำให้เข้าใจยาก
  6. วอกแวกง่าย ผู้ป่วยจะไม่ค่อยมีสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน และความสนใจมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งเร้าภายนอกที่เข้ามากระตุ้นได้ง่าย
  7. การเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น ในผู้ป่วยบางรายจะทำกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดเวลา ทั้งที่ทำงาน ที่โรงเรียน หรือที่บ้าน มีการเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่สามารถอยู่นิ่ง ๆ ได้
  8. ยับยั้งชั่งใจไม่ได้ ผู้ป่วยแมเนียมักจะแสดงพฤติกรรมที่เกิดจากการยับยั้งชั่งใจไม่ได้ เช่น ดื่มสุรามาก ๆ โทรศัพท์ทางไกลมาก ๆ เล่นการพนัน หรือเสี่ยงโชคอย่างมาก ใช้เงินมากขึ้น 

** สำหรับอาการไฮโปแมเนียนั้นจะมีอาการข้างต้นเช่นเดียวกับแมเนีย แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่หรือการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก และผู้ป่วยต้องมีอาการอย่างน้อยที่สุดนาน 4 วัน **

โรคอารมณ์สองขั้วในเด็กและวัยรุ่น

แม้ว่าโรคอารมณ์สองขั้วในเด็กและวัยรุ่นจะมีอาการแสดงเหมือนกับผู้ใหญ่ แต่อาการเหล่านี้ในเด็กและวัยรุ่นอาจต้องใช้ความท้าทายในการวินิจฉัยมากขึ้น เนื่องจากเด็กและวัยรุ่นยังไม่สามารถแยกอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงจากความเครียดหรือเหตุการณ์ร้ายแรงได้แน่ชัด จึงทำให้เด็กที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้วมักได้รับการวินิจฉัยผิด หากพบเด็กที่มีอาการแสดงถึงอารมณ์ที่แปรปรวนรุนแรง มากผิดปกติไปจากเดิม ให้ลองปรึกษาแพทย์หรือกุมารแพทย์

การทดสอบและวินิจฉัยโรคอารมณ์สองขั้ว

เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคอารมณ์สองขั้ว การวินิจฉัยจึงยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย หากสงสัยว่าคุณอาจจะเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว คุณจะต้องผ่านการทดสอบดังต่อไปนี้

  • การตรวจร่างกาย รวมถึงการตรวจเลือด เพื่อหาสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการคล้ายโรคอารมณ์สองขั้ว
  • MRI, PET หรือ CT เพื่อหาความผิดปกติในโครงสร้างหรือสารสื่อประสาทภายในสมองที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคอารมณ์สองขั้ว หรือเพื่อหาโรคอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุ
  • การตรวจร่างกายทางจิตวิทยา แพทย์จะถามคุณเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม (ครอบครัวและเพื่อนอาจจะถูกปรึกษาด้วย ภายใต้ความยินยอมของคุณ)
  • บันทึกและติดตามอารมณ์และอาการของคุณทุกวันเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

ยังมีการทดสอบเกี่ยวกับโรคอารมณ์สองขั้วอีกมาก เช่น แบบสอบถามที่ใช้ตรวจสอบอาการของคุณให้แน่ชัด เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค แต่แพทย์อาจจะไม่ได้ใช้แบบสอบถามนี้


วิธีการรักษาโรคไบโพลาร์

การใช้ยา 

หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอารมณ์สองขั้วแล้ว คุณอาจจะต้องเริ่มรับประทานยาเพื่อปรับอารมณ์ให้คงที่ในทันที เมื่ออารมณ์ของคุณเริ่มแปรปรวนหรือไม่สามารถคุมอาการได้ คุณจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อจัดการสภาวะของคุณและเข้ารับการรักษาในระยะยาว มียาหลายตัวที่ใช้ในการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว เช่น

  • ยาปรับอารมณ์ (Mood stabilizers)
  • ยาต้านโรคจิต (Antipsychotics)
  • ยาต้านซึมเศร้า (Antidepressants)
  • ยาคลายกังวล (Antianxiety medications)

แพทย์อาจสั่งยาให้คุณมากกว่าหนึ่งประเภท ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคอารมณ์สองขั้วและลักษณะการดำเนินโรคของคุณ ผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วทั้ง Bipolar I และ Bipolar II ส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับยาปรับอารมณ์เพื่อควบคุมอารมณ์ โดยเฉพาะอาการแมเนียหรือแมเนียชนิดอ่อน (manic or hypomanic episodes)

หากคุณมีอาการดังกล่าว อาจได้รับยาปรับอารมณ์ดังนี้

  • Tegretol (carbamazepine)
  • Depakote (divalproex sodium)
  • Lamictal (lamotrigine)
  • Lithobid (lithium)
  • Depakene (valproic acid)

นอกจากนี้ ยังมียาต้านโรคจิตที่ใช้ในการควบคุมอาการแมเนียหรืออาการซึมเศร้า โดยเฉพาะหากผู้ป่วยมีอาการหลงผิด (Delusions) หรือประสาทหลอน (Hallucinations) ร่วมด้วย

ตัวอย่างของยาต้านโรคจิตที่ใช้

  • Abilify (aripiprazole)
  • Saphris (asenapine)
  • Symbyax (olanzapine and fluoxetine)
  • Latuda (lurasidone)
  • Zyprexa (olanzapine)
  • Seroquel (quetiapine)
  • Risperdal (risperidone)
  • Geodon (ziprasidone)

ยาต้านซึมเศร้ายังสามารถใช้เพื่อควบคุมอาการซึมเศร้า ซึ่งเสริมฤทธิ์กับยาปรับอารมณ์หรือยาต้านโรคจิต สุดท้ายแพทย์อาจจะสั่งยากลุ่ม Benzodiazepine ซึ่งเป็นยาในกลุ่มยาคลายกังวลที่จะช่วยผ่อนคลาย และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

สำหรับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้วที่ดีที่สุดนั้นยังมีการลองผิดลองถูกอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีหลายทางเลือกสำหรับการรักษา ทางที่ดีคุณควรจะปรึกษากับแพทย์เพื่อหาทางรักษาที่ดีสำหรับคุณ

ผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาโรคอารมณ์สองขั้ว

สิ่งหนึ่งที่ท้าทายสำหรับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว คือ ผลข้างเคียงมากมายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา ซึ่งบางผลข้างเคียงนั้นร้ายแรง หากคุณเกิดผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษา ให้ปรึกษาแพทย์ อย่าหยุดยาเองจนกว่าแพทย์จะสั่งให้คุณหยุดยา เพราะหากคุณหยุดยาเองทันที อาการอาจจะกลับมา หรือคุณอาจจะเกิดอาการถอนยาได้

นอกจากเรื่องผลข้างเคียง ยาที่ใช้รักษาโรคอารมณ์สองขั้วอาจเกิดปฏิกิริยากับยาคุมกำเนิด หรือมีผลต่อหญิงตั้งครรภ์ หรือกำลังจะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้น หากคุณมีการใช้ยาคุมกำเนิดอยู่ ตั้งครรภ์ หรือกำลังจะตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มยาสำหรับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว

จะทำอย่างไรถ้ารับประทานยารักษาไบโพลาร์แต่ไม่ได้ผล ?

ยาเป็นส่วนสำคัญของการรักษาโรคไบโพลาร์ แต่ถ้าคุณพบว่ามันไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น หรือมีผลข้างเคียงมากเกินไป คุณก็อย่าเพิ่งท้อใจ และให้รีบบอกแพทย์ "มีทางเลือกสำหรับรักษาโรคไบโพลาร์มากมาย" กล่าวโดย Megan Schabbing จิตแพทย์แห่ง OhioHealth "ทั้งนี้แพทย์อาจต้องร่วมมือกับคุณเพื่อจ่ายยาชนิดใหม่หรือรักษาแบบผสมผสาน" เขาเสริม และการทำเช่นนี้สามารถทำให้คุณกลับมารู้สึกดีขึ้นอีกครั้ง

สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนการรักษา

ถ้าคุณเป็นโรคไบโพลาร์ คุณควรให้ความร่วมมือกับจิตแพทย์และทีมที่ช่วยรักษา และมันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคุณที่จะสังเกตอาการของตัวเอง คุณควรบอกให้แพทย์รู้เมื่อ

  • มีพลังงานมากกว่าปกติ
  • มีพลังงานลดลง รู้สึกเศร้าหรือสิ้นหวัง
  • เมื่อสังเกตว่าอารมณ์ของตัวเองเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหลายครั้งในแต่ละวัน คุณอาจมีความสุขหรือมีพลังเป็นบางช่วง แล้วเปลี่ยนเป็นรู้สึกหม่นหมองหรือซึมเศร้าในช่วงเวลาต่อมา
  • สงสัยว่ามีบางคนกำลังจ้องมองหรือพยายามทำร้ายคุณ
  • รู้สึกผิดมากโดยไม่มีเหตุผล
  • นอนไม่หลับหรือตื่นเช้ามากผิดปกติ
  • มีปัญหากับการทำงานให้เสร็จตามกำหนดหรือตามที่ตั้งใจไว้
  • ทำเรื่องสุ่มเสี่ยงหรือทำโดยไม่คิด
  • มีปัญหากับเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน ตัวอย่างเช่น ทะเลาะกับคนอื่นมากกว่าปกติ
  • สังเกตว่าลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนไป เช่น น้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดหัว หัวใจเต้นเร็ว หรือมีปัญหากับน้ำตาลในเลือด

เมื่อไรถึงจะเริ่มเปลี่ยนการรักษา ?

"ถ้าคุณสังเกตว่ายาที่รับประทานไม่ได้ช่วยรักษาโรคไบโพลาร์อย่างที่มันเคยทำได้ หรือคุณรู้สึกไม่ดี คุณควรไปพบแพทย์ในทันที" กล่าวโดย Michael F. Grunebaum จิตแพทย์จาก New York State Psychiatric Institute นอกจากนี้ถ้าคุณพบว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ได้ยินเสียงบางอย่าง อยากทำร้ายตัวเอง หรือปวดบริเวณกึ่งกลางของร่างกายมาก คุณก็ควรไปโรงพยาบาลโดยด่วน

ทั้งนี้จิตแพทย์จะสอบถามและอาจแนะนำให้ทดสอบบางอย่าง เช่น ตรวจเลือด เพื่อดูว่ายามีผลต่อคุณอย่างไร และการหยุดรับประทานยาก็อาจทำให้มีปัญหาตามมา "งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าวิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ การค่อย ๆ หยุดรับประทานยา โดยใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน" กล่าวโดย Grunebaum นอกจากนี้เขายังเสริมด้วยว่า การหยุดรับประทานยาที่ใช้รักษาโรคไบโพลาร์ในทันทีสามารถส่งผลต่ออารมณ์ได้

อย่างไรก็ดี แพทย์อาจแนะนำให้คุณรักษาโดยใช้วิธี Electroconvulsive Therapy (ECT) ซึ่งแพทย์จะส่งกระแสไฟฟ้าไปยังสมองหลังจากคนไข้ได้รับยาสลบ การรักษาวิธีนี้สามารถช่วยให้อาการของโรคซึมเศร้าและโรคไบโพลาร์ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ECT จะให้ผลเร็วกว่าการรับประทานยา แม้ว่าผลของมันจะไม่คงอยู่นานก็ตาม และถ้าจะป้องกันไม่ให้เกิดอาการเดิมซ้ำอีกครั้ง คุณอาจจำเป็นต้องรับประทานยาหรือรักษาโดยใช้ ECT แบบระยะยาว

เคล็ดลับที่ช่วยให้การเปลี่ยนวิธีรักษาง่ายขึ้น

เมื่อคุณเปลี่ยนยาหรือวิธีรักษาอื่น ๆ มันยังเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรสังเกตสุขภาพของตัวเอง สำหรับวิธีที่เราอยากแนะนำมีดังนี้

  • พบจิตแพทย์เป็นประจำ คุณควรไปพบจิตแพทย์ที่คุณไว้ใจ และรู้สึกสบายใจที่ต้องไปหาบ่อย ๆ
  • บำบัดโดยการพูดคุย การรักษาด้วยวิธี Cognitive behavioral และบำบัดโดยวิธีพูดคุยสามารถช่วยจัดการกับอารมณ์ทั้งในระหว่างและหลังการเปลี่ยนวิธีรักษา
  • หาคนสนับสนุน คนใกล้ตัวของคุณอาจไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ของคุณ ซึ่งการได้พูดคุยกับกลุ่มคนที่เป็นโรคนี้เหมือนกันก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะพวกเขาจะเข้าใจว่าคุณเจออะไรมาบ้าง
  • ดูแลตัวเอง คุณควรนำนิสัยที่ดีต่อสุขภาพมาใช้ และมันเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรนอนให้เพียงพอ เพราะการนอนน้อยสามารถทำให้อาการกำเริบ และทำให้อารมณ์ไม่เสถียร
  • นำนิสัยที่ดีต่อสุขภาพมาใช้ คุณควรออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารให้สมดุล และจัดการกับความเครียด แม้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้คุณหายขาดจากโรคไบโพลาร์ แต่การทำสิ่งเหล่านี้สามารถช่วยให้คุณรักษาตัวได้ง่ายขึ้น

ที่มา : https://www.webmd.com/bipolar-...

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น ออกกำลังกาย มีกิจกรรมที่ช่วยคลายเครียด หลีกเลี่ยงสุรา สารเสพติด
  • กินยาตามแพทย์สั่ง ถ้ามีปัญหาผลข้างเคียงจากยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อน ไม่ควรหยุดยาเอง
  • หมั่นสังเกตอารมณ์ของตน เรียนรู้อาการแรกเริ่มของโรค และรีบไปพบแพทย์ก่อนจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น
  • บอกคนใกล้ชิดถึงอาการเริ่มแรกของโรค ให้ช่วยสังเกตและพาไปพบแพทย์

การดูแลจากญาติหรือจากบุคคลใกล้ชิด

  • เข้าใจว่าอารมณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกติเป็นการเจ็บป่วย ไม่ใช่นิสัยของผู้ป่วย
  • ช่วยดูแลให้ผู้ป่วยกินยาและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์
  • สังเกตอารมณ์ของผู้ป่วย เรียนรู้อาการเริ่มแรกของโรค และรีบพาไปพบแพทย์
  • ก่อนที่จะมีอาการกำเริบรุนแรง
  • ช่วยควบคุมการใช้จ่ายและพฤติกรรมที่เสี่ยงต่ออันตราย ถ้าเห็นว่าผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการอีก
  • เมื่อผู้ป่วยหายจากอาการ ให้กำลังใจในการกลับไปเรียนหรือทำงาน และไม่หยุดยาก่อนปรึกษาแพทย์

จิตบำบัด (Psychotherapy) สำหรับโรคอารมณ์สองขั้ว

นอกเหนือจากการใช้ยา แพทย์อาจแนะนำให้คุณเข้าร่วมการทำจิตบำบัด หรือการเข้ารับคำปรึกษาในรูปแบบอื่น ๆ วิธีจิตบำบัดนี้ยังใช้ครอบคลุมถึงการรักษาภาวะติดยาหรือแอลกอฮอล์

หากคุณมีปัญหาเรื่องการเสพติดร่วมด้วย จิตบำบัดนั้นมีหลากหลายวิธี หนึ่งในนั้นคือ ความคิดและพฤติกรรมบำบัด (Cognitive behaivoural therapy (CBT)) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุด

การทำ CBT ผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิต (จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา) จะช่วยคุณหาว่าอะไรเป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดอาการของโรคอารมณ์สองขั้วในแต่ละครั้ง จากนั้นจะช่วยหาแนวทางแก้ไข พัฒนาสุขภาพจิตที่ดี และหาวิธีรับมือกับความเครียดที่เป็นสิ่งกระตุ้นเพื่อควบคุมอาการของคุณ

แพทย์อาจจแนะนำให้คุณและครอบครัวเข้าร่วมโปรแกรมให้ความรู้และสนับสนุนโรคอารมณ์สองขั้ว ซึ่งจะทำให้คุณเข้าใจถึงตัวโรคและอาการมากขึ้น รวมถึงการอยู่กับมัน

หากพบว่ามีเด็กเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว ครู บุคลากรที่โรงเรียน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาเพื่อให้การรักษาเด็กนั้นเป็นไปได้ด้วยดี

การรักษาวิธีอื่น ๆ สำหรับโรคอารมณ์สองขั้ว

การรักษาวิธีอื่น ๆ นั้น มีข้อแนะนำสำหรับโรคอารมณ์สองขั้วอยู่บ้าง แม้ว่าจะมีหลักฐานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่จำกัดเกี่ยวกับประสิทธิภาพของมันก็ตาม การรักษาส่วนใหญ่คือการใช้สมุนไพรหรือยาเสริม เช่น

  • กรดอะมิโน (Amino acids)
  • แมกนีเซียม (Magnesium)
  • กรดไขมันโอเมกา 3 เช่น น้ำมันปลาหรือน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ (Omega-3 fatty acids - fish oil, flaxseed oil)
  • สมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ตสำหรับภาวะซึมเศร้า (St. John's wort)

กรดอะมิโนที่แนะนำ เช่น SAMe (S-adenosyl-L-methionine) และสมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ตอาจมีผลต่อยาต้านซึมเศร้า หรืออาจเป็นปัจจัยกระตุ้นอาการแมเนีย หรือแมเนียชนิดอ่อนได้

หลายคนเชื่อว่าการฝังเข็มตามแพทย์แผนจีนอาจช่วยรักษาภาวะซึมเศร้าได้ แต่นักวิจัยยังไม่ทราบประสิทธิภาพที่แน่นอนสำหรับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว แต่เนื่องจากเป็นการรักษาที่ปลอดภัยจึงสามารถลองใช้รักษาร่วมกับการรักษาอื่น  ๆ ได้ ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนจะเลือกใช้การรักษาวิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มียาชนิดใดเกิดปฏิกิริยาต่อกัน

ไบโพลาร์ชนิดอ่อน (Cyclothymia) คืออะไร

Cyclothymia เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) ชนิดอ่อน ๆ บางครั้งเรียกว่า Cyclothymic disorder ทั้ง Cyclothymia และไบโพลาร์ต่างมีลักษณะคืออารมณ์ที่แปรปรวนขึ้น ๆ ลง ๆ ตั้งแต่ช่วงที่มีอารมณ์ครื้นเครง ร่าเริงเกินปกติ จนไปถึงอารมณ์ซึมเศร้า โดยมีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เป็นปกติบ้าง ความแตกต่างระหว่าง Cyclothymia กับไบโพลาร์แยกกันที่ความรุนแรงของตัวโรค ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์จะมีอาการที่รุนแรงกว่า คือ มีภาวะโรคซึมเศร้าและอาการแมเนีย ในขณะที่ผู้ป่วย Cyclothymia จะมีภาวะซึมเศร้าและแมเนียที่อ่อนกว่า สำหรับโรค Cyclothymia แล้ว อาการก็คงเหมือนเวลาที่คุณผ่านวันที่ดีและวันที่แย่ ๆ สลับกันไป เพียงแต่ว่าอารมณ์แปรปรวนขึ้น ๆ ลง ๆ จะเป็นไปอย่างนี้ และแทบจะไม่มีช่วงเวลาที่อารมณ์ปกติเลย

อาการของ Cyclothymia

นอกจากอารมณ์ที่แปรปรวนขึ้นลงไปมาแล้วนั้น เกณฑ์การวินิจฉัยอื่น ๆ ได้แก่

  • คุณมีอารมณ์ที่แปรปรวนขึ้น ๆ ลง ๆ มานานอย่างน้อย 2 ปี
  • เกิดผลกระทบต่อการทำงานหรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วง 2 ปี
  • ช่วงที่คุณไม่มีอาการนั้นน้อยกว่า 3 เดือน
  • อาการไม่เข้ากับเกณฑ์วินิจฉัยโรคไบโพลาร์

Cyclothymia VS Bipolar disorder อะไรคือความแตกต่างระหว่าง 2 โรคนี้

มีเพียงแพทย์เท่านั้นที่จะสามารถแยกความแตกต่างระหว่าง Cyclothymia และ Bipolar ได้อย่างชัดเจน โดยทั่วไปแล้วอาการซึมเศร้าในโรค Bipolar นั้นจะมีการรบกวนการทำงานต่าง ๆ อยู่ด้วย Bipolar อาการจะเป็นอยู่นาน และส่งผลบั่นทอนคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก อาการหลายอย่างใน Bipolar สามารถเกิดได้ในช่วงอารมณ์ซึมเศร้า เพียงแต่ว่าอาการใน Cyclothymic จะรุนแรงน้อยกว่า (แม้ว่าจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตหรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแล้วก็ตาม) อารมณ์ซึมเศร้าใน Cyclothymia จะคงอยู่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ และมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันน้อยกว่า ส่วนอาการแมเนียในโรค Bipolar นั้นตรงข้ามกับภาวะโรคซึมเศร้าโดยสิ้นเชิง แต่ก็สามารถทำลายสุขภาพร่างกายได้ไม่ต่างกัน อาการแมเนียจะเริ่มด้วยความรู้สึกที่อิ่มเอิบ เคลิ้มสุข และไม่อาจทำลายได้ ความรู้สึกที่รู้สึกว่าเป็นที่สุดของโลกนี้ ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ขับรถเร็ว การเสพยา หรือแอลกอฮอล์ คนที่มีอาการแมเนียอาจจะสามารถไม่นอนได้ติดต่อกัน 2 วัน พูดเร็วขึ้นโดยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปอย่างรวดเร็วและไม่สัมพันธ์กัน ในขณะที่คนที่มีอาการ Hypomania ใน Cyclothymia จะมีอาการน้อยกว่า และเป็นระยะสั้นกว่า อาการนั้นรุนแรงน้อยมากจนแทบจะเหมือนปกติ เช่น นอนน้อยลง พูดคุยมากขึ้น รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น

ผู้ป่วย Cyclothymia หลายคนสามารถมีชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยไม่รับการรักษา แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่คนรอบข้างควรจะสำรวจและคอยสังเกตดูอาการ เนื่องจาก 1/3 ถึง 1/2 ของผู้ป่วย Cyclothymia สามารถดำเนินโรคเป็นโรคไบโพลาร์ได้ โดยการดำเนินโรคนี้มีโอกาสสูงขึ้นในผู้ป่วยที่มีประวัติโรคไบโพลาร์ในครอบครัว แม้ว่าการรักษาในเชิงป้องกันจะยังไม่ทราบแน่ชัด แต่นักวิจัยต่างเชื่อว่าการเริ่มรักษา Cyclothymia ให้เร็วที่สุดสามารถที่จะป้องกันการดำเนินโรคเป็นโรคไบโพลาร์ได้

การรักษา Cyclothymia

ณ ปัจจุบันไม่มีการรักษาที่แน่ชัดสำหรับ Cyclothymia ยาที่ใช้รักษาโรคไบโพลาร์ เช่น กลุ่มยาควบคุมอารมณ์ (Mood stabilizers) ก็ไม่สามารถรักษาให้ Cyclothymia ดีขึ้นเสมอไป ที่พบได้บ่อยสำหรับการรักษา Cyclothymia คือ การพูดคุยบำบัดกับนักจิตวิทยา (Talk therapy) โดยมีหลักการคือช่วยให้ตัวผู้ป่วยเองเข้าใจถึงสาเหตุที่อาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้อาการอารมณ์แปรปวนนั้นแย่ลงหรือเป็นมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น อารมณ์ที่แปรปรวนนั้นสามารถถูกกระตุ้นได้จากการนอนหลับไม่เพียงพอ การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการเดินทางที่ต้องผ่านหลายโซนเวลา แสงบำบัด (Light therapy) ก็เป็นอีกทางที่ใช้รักษา Cyclothymia ได้ด้วยความช่วยเหลือจากทีมผู้เชี่ยวชาญ เริ่มจากการพบแพทย์ เพื่อที่คุณจะได้เรียนรู้การจัดการกับอารมณ์ และใช้ชีวิตโดยปราศจาก Cyclothymia ได้อย่างมากที่สุด

ความสัมพันธ์ระหว่างโรคไบโพลาร์และอาการใคร่ไม่รู้อิ่ม

โรคไบโพล่าร์ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตเซ็กส์ได้อีกด้วย โดยทำให้มีความต้องการทางเพศมากขึ้นในช่วงระยะโรคที่อารมณ์ดีผิดปกติ (Mania)

ผู้ที่มีอาการความต้องการทางเพศมากขึ้นอาจได้รับการวินิจฉัยเป็นภาวะอาการใคร่ไม่รู้อิ่ม (Hypersexuality) หรืออาการเสพติดเซ็กส์ (Sex addiction) ซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่ยังคงมีความขัดแย้งทั้งในแง่ของจิตวิทยาและเพศศาสตร์ศึกษา เนื่องจากบางคนยังลังเลที่จะให้การวินิจฉัยภาวะนี้ อย่างไรก็ตาม จะวัดได้อย่างไรว่าความต้องการทางเพศมากแค่ไหนที่จัดว่ามากเกินพอดี ?

ไม่ว่าจะเรียกภาวะนี้ว่าอย่างไรก็ตาม แต่หากอาการเหล่านี้รบกวนชีวิตประจำวัน ก็ควรมองหาความช่วยเหลือ

ภาวะใคร่ไม่รู้อิ่ม (Hypersexuality) คืออะไร ?

ภาวะใคร่ไม่รู้อิ่มถูกนิยามว่าคือความต้องการสำเร็จความใคร่ที่เพิ่มขึ้น โดยบ่อยครั้งพบเป็นอาการของช่วงภาวะแมเนีย และอาจรวมถึงการลดลงของความยับยั้งชั่งใจต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ต้องห้ามด้วย ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ว่าหากผู้ที่อยู่ในช่วงภาวะแมเนียเอาชนะความอยากของตัวเองไม่ได้ ความสัมพันธ์ของเขาก็กำลังมีความเสี่ยง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงทางร่างกายอีกด้วย ภาวะใคร่ไม่รู้อิ่มที่ควบคุมไม่ได้ อาจทำให้มีโอกาสติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้มากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวถึงการเสพติดเซ็กส์ว่าอย่างไรบ้าง ?

 Jennifer P. Shneider, M.D., Ph.D. ระบุว่า “การเสพติดเซ็กส์สร้างผลเสียได้มากพอ ๆ กับการติดสารเสพติด” ส่วน Patrick Carnes, Ph.D. นักวิจัยผู้นิยามภาวะการเสพติดเซ็กส์เป็นคนแรก ประมาณไว้ว่าราว ๆ แปดเปอร์เซ็นต์ของผู้ชายและสามเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงในสหรัฐอเมริกามีอาการเสพติดเซ็กส์ ซึ่งประกอบไปด้วยประชากรกว่า 15 ล้านคนในประเทศนี้เท่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ระบุได้อย่างไรว่าการเสพติดเซ็กส์ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ? อ้างอิงจากเครือข่ายการให้คำปรึกษา การเสพติดเกิดขึ้นเมื่อเซ็กส์กลายเป็นเรื่องน่าอับอาย เป็นความลับ หรือกลายเป็นเรื่องอันตราย Mayo clinic นิยามการเสพติดเซ็กส์ว่าเป็นการขาดการควบคุม และใช้คำว่าหมกมุ่นแทน

"การหมกมุ่นอยู่กับพฤติกรรมทางเพศ หมายถึง การใช้เวลามากเกินพอดีไปกับกิจกรรมทางเพศ จนถึงจุดที่เพิกเฉยต่อสังคม การงานอาชีพ หรือกิจกรรมหย่อนใจที่เอื้อต่อพฤติกรรมทางเพศ”

พฤติกรรมใดบ้างที่สัมพันธ์กับอาการเสพติดเซ็กส์ ?

พฤติกรรมจำเพาะบางอย่างที่เกี่ยวของกับอาการเสพติดเซ็กส์ คือ

  • การหมกมุ่นกับการช่วยตัวเอง
  • การหมกมุ่นกับการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ขายบริการ
  • การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคนโดยไม่เปิดเผยชื่อ (รวมถึงความสัมพันธ์แบบคู่นอนคืนเดียว หรือ One night stand)
  • มีการนอกใจคู่สมรสหลายครั้ง
  • การไปสถานบริการทางเพศบ่อยครั้ง
  • นิสัยชอบโชว์
  • นิสัยถ้ำมอง
  • การสัมผัสที่คุกคามทางเพศ
  • การกระทำรุนแรงทางเพศต่อเด็ก
  • การข่มขืน

สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ พฤติกรรมใด ๆ เหล่านี้ก็ตาม ไม่ได้เป็นองค์ประกอบของการเสพติด

ผลที่เกิดขึ้นจากโรคไบโพลาร์มีผลกระทบต่อชีวิตของคุณในแง่มุมอื่นได้อย่างไรบ้าง ?

พฤติกรรมหมกมุ่นทางเพศอาจมีโทษร้ายแรง ในด้านการเงิน อาจทำให้เสียค่าบริการมากมายจากโสเภณีหรือเซ็กส์โฟน ในด้านการงาน พฤติกรรมของคุณอาจทำให้คุณตกงาน ในด้านส่วนตัว ความสัมพันธ์ของคุณ ไม่ว่าชีวิตคู่หรือเรื่องอื่น ๆ อาจเสียหายได้ ส่วนทางด้านสุขภาพ การมีความสัมพันธ์ทางเพศไม่เลือกหน้าก็อาจทำให้ติดโรคได้

หากคุณเป็นกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมของคุณ ควรปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านเพศศาสตร์ คุณอาจต้องการการให้คำปรึกษาหรือการรักษาด้านเพศเพิ่มเติม นอกเหนือไปจากการรักษาโรคไบโพลาร์ที่คุณได้รับอยู่แล้วด้วย

การคบกับผู้ที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว

ฉันกำลังออกเดตกับคนที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (ไบโพลาร์) อยู่ในปัจจุบัน เขาเป็นคนซื่อสัตย์มาตั้งแต่แรกเกี่ยวกับทุกเรื่อง และนี่มีความหมายกับฉันมาก แต่ฉันกำลังนึกว่าฉันจะยอมรับเขาและโรคของเขาได้อย่างไร มีใครพอมีเคล็ดลับบ้างไหม - คำถามจากทางบ้าน

คำแนะนำจากผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์คล้าย ๆ กัน

  • ตอบตัวเองก่อนว่าคุณรักเขาหรือไม่ ถ้าใช่ - นั่นคือทุกอย่าง ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องรักที่เขาเป็นโรคไบโพลาร์ได้ อาจจะมีหลาย ๆ ครั้งที่คุณเกลียดมัน แต่เขาก็คือเขา เพราะเขาเป็นไบโพลาร์ นั่นคือเหตุผลที่เขาเป็นคนแบบนี้
  • เรียนรู้เกี่ยวกับโรคนี้ต่อไปเรื่อย ๆ และคอยเป็นแรงสนับสนุน
  • ถ้าคุณต้องการเห็นเขามีความสุขและความสัมพันธ์ระหว่างคุณสองคนพัฒนาขึ้น คุณต้องพยายามทำให้เขาได้เข้าใจว่า คุณตั้งใจเลือกที่จะอยู่กับเขาด้วยสติที่ครบถ้วนและเข้าใจถึงความทุกข์ของเขา และสิ่งดี ๆ ที่เขามอบให้แก่ชีวิตคุณนั้นเยอะกว่าอาการป่วยของเขา ตอนที่ภรรยาผมทำแบบนี้กับผม มันได้เปลี่ยนทุกอย่าง
  • เมื่อคุณเห็นความก้าวหน้า ชื่นชมเขา พอเขามีชัยชนะ ฉลองไปกับเขา ภาพลักษณ์ส่วนตัวเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ป่วยไบโพลาร์มากกว่าที่เราจะสามารถยอมรับได้แบบคนปกติ และคนที่รักการอยู่ร่วมกับคนอื่นจะทำให้พวกเขารู้สึกดี
  • นั่งลงและพูดคุยกับเขาในเวลาที่เขาดูปกติที่สุด และสร้างคำหรือวลีไว้เตือนเขา ความจำเป็นหนึ่งอย่างสำหรับอาการคลุ้มคลั่งและอีกอย่างสำหรับภาวะซึมเศร้า คนรักของพวกเราสามารถเห็นคำเตือนเหล่านี้ก่อนที่เราจะเห็น ในทางนี้ถ้าเขาเกิดคุ้มคลั่ง คุณสามารถเอ่ยคำหรือวลีที่ได้ตกลงกันกับเขาในอารมณ์ที่เปี่ยมรัก และนี่จะมีโอกาสมาก ๆ ที่จะตกอยู่ในภาวะมองไม่เห็นชั่วคราวเหมือนอยู่ในหมอก ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในทันที หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประจำวัน ฯลฯ ถ้ามันไม่ได้รุนแรงมากหรือพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถเป็นวิธีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ เป็นวิธีที่เป็นรูปธรรมที่คุณสามารถทำเพื่อให้ดูมีคุณค่าในการจัดการภาวะทางอารมณ์ของเขา และมันจะช่วยทำให้คุณรู้สึกมีพลังต่อโรคนี้

ใช้ชีวิตอยู่กับโรคอารมณ์สองขั้ว

การใช้ชีวิตอยู่กับโรคอารมณ์สองขั้วนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ต้องมาพร้อมกับการรักษา การได้รับความรู้ข้อมูล และการสนับสนุนที่ดีที่ถูกต้อง ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติและมีคุณภาพ หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว ลองพยายามเรียนรู้เกี่ยวกับตัวโรคและการรักษา เพื่อที่คุณจะได้หาแนวทางที่ดีที่สุดในการรักษาตัวคุณเองร่วมกับแพทย์

นอกจากนี้ การเรียนรู้เกี่ยวกับตัวโรคและนำไปสอนต่อเพื่อนและครอบครัว ยังช่วยให้คุณได้รับการสนับสนุนที่ดีขึ้นอีกด้วย

กลุ่มสนับสนุนนั้นนอกจากจะมีเพื่อผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วแล้ว ยังมีสำหรับครอบครัวซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์เช่นกัน ระหว่างที่คุณและแพทย์ต่างร่วมมือกันรักษา ลดอาการและผลข้างเคียง คุณต้องอดทนและใจเย็นเสียหน่อย รวมถึงยังต้องมีความตั้งใจที่จะหายได้ตามเป้าหมาย เพราะการรักษาอาจต้องใช้หลากหลายวิธี และวิธีใดวิธีหนึ่งจะต้องเหมาะกับคุณ

สุดท้ายคุณอาจจะต้องหาช่องทางที่ดีในการปลดปล่อยพลังงานรวมถึงจัดการและลดความเครียด เช่น คุณควรที่จะเลิกดื่มแอลกอฮอล์หรือเสพยา เพราะสารพวกนี้อาจทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงที่กระตุ้นอาการแมเนียหรือแมเนียชนิดอ่อนได้ รวมถึงยังสามารถทำให้อาการซึมเศร้าแย่ลง

เลือกที่จะอยู่ท่ามกลางคนที่พร้อมสนับสนุนคุณ เพื่อนและครอบครัวที่ห่วงใยจะช่วยให้คุณสามารถก้าวผ่านโรคนี้ไปได้ และไม่สนับสนุนพฤติกรรมแง่ลบต่าง ๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยลดความเครียด คุมอารมณ์ และยังช่วยทำให้สมองหลั่งสารชื่อ Endorphins ที่จะทำให้คุณรู้สึกดี

นอกจากนี้ การออกกำลังกายที่เพียงพอยังช่วยเรื่องการนอนของคุณ ส่งผลเรื่องการคุมอารมณ์ คุณสามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับแนวทางการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวคุณ เลือกทำงานอดิเรกที่จะช่วยให้คุณผ่อนคลาย หรือเทคนิคการผ่อนคลายต่าง ๆ เช่น การเล่นโยคะหรือนั่งสมาธิ

บทความน่าอ่าน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ (1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่