Doctor men
เขียนโดย
ทีมเภสัชกร HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์และเภสัชกร HONESTDOCS
สุขภาพจิต

ยารักษาโรคซึมเศร้าคืออะไร?

ยารักษาโรคซึมเศร้ามีอะไรบ้าง ใช้อย่างไร ต้องใช้นานแค่ไหนถึงจะเห็นผล?
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,379,806 คน

ยารักษาโรคซึมเศร้าคืออะไร?

โรคซึมเศร้า (Depression) เป็นโรคทางจิตเวชที่พบได้เป็นอันดับต้นๆ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สูญเสียทรัพยากรบุคคลไปมากมาย เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้อาจไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียนหนังสือ หรือแม้กระทั่งการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ และเมื่อโรคดำเนินมาถึงขั้นรุนแรงก็อาจนำไปสู่การทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายได้

การใช้ยารักษาโรคซึมเศร้า (Antidepressant) เป็นวิธีการรักษาที่นิยมนำมาใช้กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เนื่องจากยาจะช่วยปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมองที่ทำหน้าที่หลักในการควบคุมอารมณ์ คือ สารนอร์อิพิเนฟริน (Noradrenaline) โดปามีน (Dopamine) และเซโรโทนิน (Serotonin) ส่งผลให้อาการต่างๆ จากโรคซึมเศร้าบรรเทาลง อารมณ์ดีขึ้น รู้สึกเศร้าน้อยลง นอนหลับได้ดี มีสมาธิมากขึ้น และยังทำให้มีความรู้สึกอยากอาหารมากกว่าเดิม

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง ในราคาสุดคุ้ม เพียง 2550 บาท ถึง 22 ต.ค. นี้เท่านั้น 🔥

มีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้บ่อยๆ 😲 คุณอาจแพ้อาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

Foodintoleranceinternal ad

นอกจากนี้ ยาในกลุ่มที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าอาจนำมาใช้รักษาโรคหรืออาการอื่นๆ ได้ตามแต่แพทย์เห็นสมควร ได้แก่

  • อาการวิตกกังวล
  • อาการตื่นเต้น กระสับกระส่าย
  • โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)
  • โรคกลัวการเข้าสังคม
  • โรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์สองขั้ว
  • โรคเครียดหลังเกิดเหตุสะเทือนใจ (PTSD) 
  • โรคสมาธิสั้น (ADHD)
  • โรคการกินผิดปกติ
  • อาการปัสสาวะรดที่นอน
  • อาการปวดประสาทจากพยาธิสภาพในระบบประสาท (Neuropathy pain)
  • กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ เอ็น และเนื้อเยื่ออ่อน (Fibromyalgia)
  • อาการร้อนวูบวาบตามร่างกาย
  • อาการก่อนมีประจำเดือน
  • อาการลมพิษเรื้อรัง

ยารักษาโรคซึมเศร้า จำเป็นอย่างไร?

เป้าหมายสำคัญในการรักษาโรคซึมเศร้าคือการช่วยให้ผู้ป่วยหายจากอาการที่เป็นอยู่ ซึ่งหมายถึงภาวะที่ไม่มีอาการผิดปกติหรือมีอาการน้อยมาก และสามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้ตามปกติ แต่ก็มีผู้ป่วยเพียงประมาณร้อยละ 30-35 เท่านั้นที่มาถึงจุดนี้ได้ เนื่องจากต้องใช้เวลานานและอาศัยความสม่ำเสมอ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าในครั้งแรกจึงจำเป็นต้องได้รับยาต่อเนื่องอย่างน้อย 6-9 เดือน หรืออาจนานถึง 1 ปี เพื่อปรับสมดุลสารสื่อประสาท ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของสมองกลับมาเป็นปกติได้อย่างเต็มที่ ป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ 

ยาที่ใช้รักษาอาการซึมเศร้านั้นมีหลากหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีกลไกการออกฤทธิ์เพื่อปรับสมดุลสารสื่อประสาทเหมือนกัน เพียงแต่กลไกที่ว่านั้นอาจแตกต่างกัน

ยารักษาโรคซึมเศร้ารุ่นแรก 

1. ยากลุ่ม Monoamine Oxidase Inhibitors (MAOIs)

เป็นยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Monoamine oxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงสารสื่อประสาทที่มีโครงสร้างเอมีน (Amine) ให้เป็นสารที่ไม่ออกฤทธิ์ เมื่อเอนไซม์นี้ไม่ทำงานจึงส่งผลให้สารสื่อประสาทมีปริมาณมากพอที่จะออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนควบคุมอารมณ์ ซึ่งเป็นผลดีในการรักษาอาการซึมเศร้า

2. ยากลุ่ม Tricyclic Antidepressants (TCAs)

เป็นยารักษาอาการซึมเศร้ารุ่นแรกที่ยังคงมีการใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน โดยยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมสารสื่อประสาทนอร์อิพิเนฟรินและสารเซโรโทนินกลับเข้าสู่เซลล์ประสาท ทำให้สารสื่อประสาทออกฤทธิ์กระตุ้นตัวรับในสมองได้มากขึ้น ยากลุ่มนี้แบ่งตามลักษณะโครงสร้างทางเคมีของยาได้เป็น

  • ชนิดเอมีนตติยภูมิ (Tertiary amine) ได้แก่ อะมิทริปไทลีน (Amitriptyline) อิมิพรามีน (Imipramine) โคลมิพรามีน (Clomipramine) ด็อกเซปิน (Doxepin) และไทรมิพรามีน (Trimipramine)
  • ชนิดเอมีนทุติยภูมิ (Secondary amine) ได้แก่ นอร์ทริปไทลีน (Nortriptyline) และเดซิพรามีน (Desipramine) 

ยารักษาโรคซึมเศร้ารุ่นใหม่

ยารุ่นใหม่ที่นำมาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าประกอบด้วยยาหลายกลุ่ม โดยแบ่งกลุ่มตามการออกฤทธิ์ของยาต่อสารสื่อประสาทแต่ละชนิดได้ดังนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง ในราคาสุดคุ้ม เพียง 2550 บาท ถึง 22 ต.ค. นี้เท่านั้น 🔥

มีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้บ่อยๆ 😲 คุณอาจแพ้อาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

Foodintoleranceinternal ad

1. ยากลุ่ม Selective Serotonin Reuptake Inhibitors (SSRIs)

ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการดูดซึมกลับของสารสื่อประสาทเซโรโทนินเป็นหลัก และช่วยยับยั้งการดูดซึมกลับของสารสื่อประสาทนอร์พิเนฟรินและสารโดปามีนเล็กน้อย ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) เซอร์ทราลีน (Sertraline) พาร็อกซีทีน (Paroxetine) ไซตาโลแพรม (Citalopram) เอสซิตาโลแพรม (Escitalopram) ฟลูวอกซามีน (Fluvoxamine) และวอร์ทิออกซีทีน (Vortioxetine) โดยยาแต่ละตัวมีผลข้างเคียง การดูดซึมของยา และการกระจายตัวของยาในร่างกายแตกต่างกัน ทำให้ผู้ป่วยแต่ละรายมีการตอบสนองต่อยาแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน

2. ยากลุ่ม Selective Serotonin-Norepinephrine Reuptake Inhibitors (SNRIs)

ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการดูดซึมสารสื่อประสาทเซโรโทนินและสารนอร์พิเนฟรินกลับเข้าสู่เซลล์ประสาท ตัวยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ เวนลาฟาซีน (Venlafaxine) ดูล็อกซีทีน (Duloxetine) เดสเวนลาฟาซีน (Desvenlafaxine) และมิลแนซิแพรน (Milnacipran) ผู้ป่วยจะสามารถทนต่อยากลุ่มนี้ได้ดีกว่ายารุ่นแรก โดยจัดเป็นยาตัวเลือกลำดับถัดมาสำหรับการรักษาโรคซึมเศร้า

3. ยากลุ่ม Noradrenergic Dopaminergic Reuptake Inhibitors (NDRIs)

สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยารักษาโรคซึมเศร้ากลุ่มอื่น ยากลุ่มนี้จะถูกนำมาใช้เป็นยาเสริมที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ซึ่งยากลุ่มนี้มีเพียงชนิดเดียว คือ บูโพรพิออน (Bupropion) ตัวยาออกฤทธิ์โดยช่วยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทนอร์พิเนฟรินและโดปามีน นอกจากนี้ ยังอาจใช้เป็นยาทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่แสดงอาการเฉยชาหรืออ่อนเพลีย

4. ยากลุ่ม Noradrenergic Reuptake Inhibitors (NaRI)

ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมกลับของสื่อประสาทนอร์พิเนฟริน ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ รีบ็อกเซทิน (Reboxetine) และอะโทม็อกซีทีน (Atomoxetine) แต่เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพยากลุ่มนี้ พบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าน้อยกว่ายากลุ่ม SSRIs

5. ยากลุ่ม Noradrenergic and Specific Serotonergic Antagonist (NaSSA)

ยาในกลุ่มนี้มีกลไกการออกฤทธิ์ค่อนข้างแตกต่างจากยาอื่นที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้มีการนำยากลุ่มนี้มาเป็นยาช่วยให้นอนหลับโดยไม่รบกวนคุณภาพของการนอนหลับด้วย แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ของยา ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ เมอร์ทาซาปีน (Mirtazapine) ไมแอนเซอริน (Mianserin)

6. ยากลุ่ม Serotonin Antagonist/Receptor Inhibitor (SARI)

ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการดูดซึมกลับของสารสื่อประสาทเซโรโทนินเหมือนยากลุ่ม SSRI รวมถึงมีคุณสมบัติปิดกั้นตัวรับบางชนิด จึงมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากยากลุ่ม SSRI ทำให้เกิดอาการง่วงเมื่อรับประทาน ช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ดีขึ้น เป็นยาที่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ทราโซโดน (Trazodone)

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง ในราคาสุดคุ้ม เพียง 2550 บาท ถึง 22 ต.ค. นี้เท่านั้น 🔥

มีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้บ่อยๆ 😲 คุณอาจแพ้อาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

Foodintoleranceinternal ad

7. ยากลุ่ม Melatonergics 

เป็นยาที่ได้รับการยอมรับให้ใช้รักษาโรคซึมเศร้าในประเทศแถบยุโรป โดยยาออกฤทธิ์เลียนแบบสารเมลาโทนินในร่างกาย จึงมีประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีปัญหานอนไม่หลับ

การเลือกใช้ยาให้สอดคล้องกับอาการ

อาการของผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กับสารสื่อประสาทที่บกพร่อง การเลือกใช้ยาให้สอดคล้องกับลักษณะอาการของผู้ป่วยจึงเป็นสิ่งจำเป็น อาการแสดงของโรคซึมเศร้าแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

อาการเมื่อมีภาวะอารมณ์ทางบวกลดลง

ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีอาการในลักษณะที่ดูไม่สนุก ไม่มีความสุข ไม่สนใจในสิ่งใดๆ ขาดแรงจูงใจ อ่อนเพลีย ไม่มีกำลัง ไม่กระตือรือร้น มีภาวะจิตใจและการเคลื่อนไหวทางร่างกายเชื่องช้า ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นผลมาจากสารสื่อประสาทที่ชื่อว่าโดปามีนและสารนอร์พิเนฟรินมีปริมาณลดน้อยลง 

ดังนั้น ควรพิจารณาเลือกใช้ยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม NDRI, SNRIs และ NaRI  เช่น เวนลาฟาซีน (Venlafaxine) ดูล็อกซีทีน (Duloxetine) รีบ็อกเซทิน (Reboxetine) บูโพรพิออน (Bupropion) เป็นต้น โดยตัวยาเหล่านี้มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มระดับสารโดปามีนและสารนอร์พิเนฟริน ทำให้อารมณ์ทางบวกค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น

อาการเมื่อมีภาวะอารมณ์ทางลบเพิ่มขึ้น

ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีลักษณะอาการเด่นเป็นอารมณ์เศร้า รู้สึกเหงาโดดเดี่ยว และคิดในแง่ลบ เช่น รู้สึกผิด ตำหนิกล่าวโทษตนเอง รู้สึกตัวเองไร้ค่า ความมั่นใจในตัวเองลดลง มองโลกในแง่ร้าย ไม่เป็นมิตร บางครั้งสิ้นหวัง กลัว วิตกกังวล มีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย วู่วาม ขาดความยับยั้งชั่งใจ ก้าวร้าว รวมทั้งมีความสามารถในการคิดและตัดสินใจบกพร่อง ไม่มีสมาธิ ความจำไม่ดี มีความคิดอยากตาย ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง การนอนหลับแย่ลง หรือความต้องการทางเพศลดลง  

อาการดังข้างต้นเกิดจากสารสื่อประสาทนอร์พิเนฟรินและสารเซโรโทนินที่มีปริมาณลดลง ยารักษาอาการซึมเศร้าที่ควรเลือกใช้จึงเป็นกลุ่มยาที่จะช่วยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทดังกล่าว ได้แก่ ยาในกลุ่ม SNRIs, SSRIs, NaRI เช่น ฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) เซอร์ทราลีน (Sertraline) เอสซิตาโลแพรม (Escitalopram) เดสเวนลาฟาซีน (Desvenlafaxine) ซึ่งแพทย์มักเลือกใช้ยาในกลุ่ม SSRIs เป็นทางเลือกเริ่มต้นในการรักษา เนื่องจากมีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย และมีความสะดวกในการรับประทานยา โดยรับประทานเพียงวันละ 1 ครั้งเท่านั้น

จะต้องใช้ยารักษาซึมเศร้านานแค่ไหน?

สำหรับแนวทางการเลือกใช้ยารักษาอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยแต่ละรายให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยและข้อมูลด้านต่างๆ ของผู้ป่วย เช่น อายุของผู้ป่วย การตอบสนองต่อยาของผู้ป่วย ความปลอดภัยของยา การทำปฏิกิริยากับยาอื่นๆ ที่ผู้ป่วยกำลังใช้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา 

ปริมาณการใช้ยาและวิธีการใช้ยาอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและการตอบสนองต่อยาของผู้ป่วย โดยจะมีการติดตามประเมินอาการซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับใช้วิธีการรักษาอื่นๆ เช่น การทำจิตบำบัด 

ที่สำคัญคือคุณต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในการใช้ยาและการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัดด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาสูงสุด โดยจำเป็นต้องใช้ยาปริมาณที่เพียงพอ ในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการตอบสนองต่อยาสูงสุด ซึ่งปกติยารักษาโรคซึมเศร้าเป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้า ต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ถึงจะเริ่มเห็นผลหลังจากการใช้ครั้งแรก

หลังจากเริ่มใช้ยา ผู้ป่วยจะสังเกตได้ว่าตัวเองรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยในช่วงแรก โดยอาการที่มักพบว่าดีขึ้นในช่วงแรก คือ นอนหลับได้ดีขึ้น หลับยาวนานขึ้น หลังจากนั้นผลของยาต่อการรักษาภาวะซึมเศร้าจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ มีความรู้สึกอยากทำสิ่งต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม รู้สึกมีกำลังมากขึ้น 

สำหรับการรักษาโรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นครั้งแรก ควรรับประทานยาต่อเนื่อง หลังจากหายจากภาวะโรคซึมเศร้าแล้ว แพทย์จะค่อยๆ ปรับลดปริมาณยาจนกระทั่งสามารถหยุดยาได้อย่างปลอดภัย ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาเองถึงแม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพราะการปรับลดปริมาณยาตลอดจนการหยุดใช้ยาควรเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา เพราะการหยุดยาเองอาจทำให้โรคซึมเศร้ากลับมากำเริบซ้ำได้

ที่มาของข้อมูล

Cleare A et al. Evidence-based guidelinesfor treating depressive disorders with antidepressants: a revision ofthe 2008 British Association for Psychopharmacology guidelines. J Psychopharmacol. 2015;29:459–525.

Harmer, C et al. (2017). How do antidepressants work? New perspectives for refining future treatment approaches. The lancet. Psychiatry, 4(5), 409-418.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
อะไรคือภาวะผิดปกติทางอารมณ์จากการใช้สาร
อะไรคือภาวะผิดปกติทางอารมณ์จากการใช้สาร

เมื่อแอลกอฮอล์ สารเสพติดและยาทำให้คุณรู้สึกแย่กว่าเดิม

ดูในแอป