สุขภาพจิต

ยารักษาโรคซึมเศร้าคืออะไร?

ยารักษาโรคซึมเศร้ามีอะไรบ้าง ใช้อย่างไร ต้องใช้นานแค่ไหนถึงจะเห็นผล?
เผยแพร่ครั้งแรก 24 มี.ค. 2018 อัปเดตล่าสุด 16 มิ.ย. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 27 มี.ค. 2019 เวลาอ่านประมาณ 7 นาที
ยารักษาโรคซึมเศร้าคืออะไร?

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • โรคซึมเศร้า เป็นโรคทางจิตเวชที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เพราะจะมีอาการเศร้า นอนไม่หลับ มองโลกในแง่ร้าย ไม่มีสมาธิ วิตกกังวล ไม่อยากอาหาร และที่ร้ายแรงที่สุด คือ อยากฆ่าตัวตาย
  • โดยปกติผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะต้องรับประทานยามากกว่า 6 เดือนเพื่อปรับสมดุลสารสื่อประสาท และเพื่อไม่ให้โรคกลับมาเป็นซ้ำ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องรับประทายยามากกว่า 1 ปี
  • ยารักษาโรคซึมเศร้าจะแบ่งเป็นกลุ่มแรก และกลุ่มใหม่ แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ดูดซึมสารที่ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า เช่น สารนอร์อิพิเนฟริน สารโดปามีน สารเซโรโทนิน
  • ยาที่แพทย์จะเลือกใช้กับผู้ป่วยแต่ละราย ต้องสอดคล้องกับอาการแสดงซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ อาการภาวะอารมณ์ทางบวกลดลง และอาการภาวะอารมณ์ทางลบเพิ่มขึ้น
  • คุณจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในการใช้ยาของแพทย์อย่างเคร่งครัด และจะต้องไม่หยุดยาเอง เพราะผลกระทบจากการหยุดยา อาจทำให้คุณเกิดความคิดทางลบมากขึ้นจนร้ายแรงถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย (ดูแพ็กเกจปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับภาวะเครียดได้ที่นี่)

โรคซึมเศร้า (Depression) เป็นโรคทางจิตเวชที่พบได้เป็นอันดับต้นๆ และเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้สูญเสียทรัพยากรบุคคลไปมากมาย เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้อาจไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียนหนังสือ หรือแม้กระทั่งการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ 

และสิ่งที่น่ากลัวของโรคนี้ก็คือ เมื่อโรคดำเนินมาถึงขั้นรุนแรงแล้ว ก็อาจนำไปสู่การทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตายได้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปรึกษาสุขภาพจิต วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 345 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Internal ads h46

การใช้ยารักษาโรคซึมเศร้า (Antidepressant) เป็นวิธีการรักษาที่นิยมนำมาใช้กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เนื่องจากตัวยาจะช่วยปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมองที่ทำหน้าที่หลักในการควบคุมอารมณ์ ส่งผลให้อาการโรคซึมเศร้าบรรเทาลง ซึ่งได้แก่ 

ยาบรรเทาอาการซึมเศร้าจะออกฤทธิ์ทำให้ผู้ป่วยอารมณ์ดีขึ้น ความรู้สึกเศร้าน้อยลง นอนหลับได้ดี มีสมาธิมากขึ้น รู้สึกอยากอาหารมากกว่าเดิม แต่ในผู้ป่วยบางราย แพทย์ก็อาจให้รับประทานยาควบคู่ไปกับการทำจิตบำบัดด้วย

นอกจากนี้ ยาในกลุ่มที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าอาจนำมาใช้รักษาโรค หรืออาการอื่นๆ ได้ตามแต่แพทย์เห็นสมควร ได้แก่

ยารักษาโรคซึมเศร้า จำเป็นอย่างไร?

เป้าหมายสำคัญในการรักษาโรคซึมเศร้า คือ การช่วยให้ผู้ป่วยหายจากอาการที่เป็นอยู่ ซึ่งหมายถึง ภาวะที่ไม่มีอาการผิดปกติ หรือมีอาการน้อยมาก และสามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้ตามปกติ 

อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยเพียงประมาณ 30-35% เท่านั้นที่มาถึงจุดนี้ได้ เนื่องจากต้องใช้เวลานาน และอาศัยความสม่ำเสมอ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคซึมเศร้าในครั้งแรก จึงจำเป็นต้องได้รับยาต่อเนื่องอย่างน้อย 6-9 เดือน หรืออาจนานถึง 1 ปี เพื่อปรับสมดุลสารสื่อประสาท 

ยาที่ใช้รักษาอาการซึมเศร้านั้นมีหลากหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีกลไกการออกฤทธิ์เพื่อปรับสมดุลสารสื่อประสาทเหมือนกัน เพียงแต่กลไกที่ว่านั้นอาจแตกต่างกัน

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปรึกษาสุขภาพจิต วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 345 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Internal ads h46

ยารักษาโรคซึมเศร้ารุ่นแรก 

1. ยากลุ่ม Monoamine Oxidase Inhibitors (MAOIs)

เป็นยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์โมโนเอมีน ออกซิเดส (Monoamine oxidase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงสารสื่อประสาทที่มีโครงสร้างเอมีน (Amine) ให้เป็นสารที่ไม่ออกฤทธิ์ 

เมื่อเอนไซม์นี้ไม่ทำงาน จึงส่งผลให้สารสื่อประสาทมีปริมาณมากพอที่จะออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนควบคุมอารมณ์ ซึ่งเป็นผลดีในการรักษาอาการซึมเศร้า

2. ยากลุ่ม Tricyclic Antidepressants (TCAs)

เป็นยารักษาอาการซึมเศร้ารุ่นแรกที่ยังคงมีการใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน โดยยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมสารสื่อประสาทนอร์อิพิเนฟริน และสารเซโรโทนินกลับเข้าสู่เซลล์ประสาท ทำให้สารสื่อประสาทออกฤทธิ์กระตุ้นตัวรับในสมองได้มากขึ้น 

ยากลุ่มนี้แบ่งตามลักษณะโครงสร้างทางเคมีของยาได้เป็น...

  • ชนิดเอมีนตติยภูมิ (Tertiary amine) ได้แก่ อะมิทริปไทลีน (Amitriptyline) อิมิพรามีน (Imipramine) โคลมิพรามีน (Clomipramine) ด็อกเซปิน (Doxepin) และไทรมิพรามีน (Trimipramine)
  • ชนิดเอมีนทุติยภูมิ (Secondary amine) ได้แก่ นอร์ทริปไทลีน (Nortriptyline) และเดซิพรามีน (Desipramine) 

ยารักษาโรคซึมเศร้ารุ่นใหม่

ยารุ่นใหม่ที่นำมาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าประกอบด้วยยาหลายกลุ่ม โดยแบ่งกลุ่มตามการออกฤทธิ์ของยาต่อสารสื่อประสาทแต่ละชนิดได้ดังนี้

1. ยากลุ่ม Selective Serotonin Reuptake Inhibitors (SSRIs)

ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการดูดซึมกลับของสารสื่อประสาทเซโรโทนินเป็นหลัก และช่วยยับยั้งการดูดซึมกลับของสารสื่อประสาทนอร์พิเนฟริน และสารโดปามีนเล็กน้อย ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปรึกษาสุขภาพจิต วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 345 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Internal ads h46

ยาแต่ละตัวมีผลข้างเคียง การดูดซึมของยา และการกระจายตัวของยาในร่างกายแตกต่างกัน ทำให้ผู้ป่วยแต่ละรายมีการตอบสนองต่อยาแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน

2. ยากลุ่ม Selective Serotonin-Norepinephrine Reuptake Inhibitors (SNRIs)

ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการดูดซึมสารสื่อประสาทเซโรโทนิน และสารนอร์พิเนฟรินกลับเข้าสู่เซลล์ประสาท ป่วยจะสามารถทนต่อยากลุ่มนี้ได้ดีกว่ายารุ่นแรก โดยจัดเป็นยาตัวเลือกลำดับถัดมาสำหรับการรักษาโรคซึมเศร้า ตัวอย่างตัวยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ 

3. ยากลุ่ม Noradrenergic Dopaminergic Reuptake Inhibitors (NDRIs)

สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยารักษาโรคซึมเศร้ากลุ่มอื่น ยากลุ่มนี้จะถูกนำมาใช้เป็นยาเสริมที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ซึ่งยากลุ่มนี้มีเพียงชนิดเดียว คือ บูโพรพิออน (Bupropion) ตัวยาออกฤทธิ์โดยช่วยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทนอร์พิเนฟรินและโดปามีน 

นอกจากนี้ ยากลุ่มนี้ยังอาจใช้เป็นยาทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่แสดงอาการเฉยชา หรืออ่อนเพลีย

4. ยากลุ่ม Noradrenergic Reuptake Inhibitors (NaRI)

ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมกลับของสื่อประสาทนอร์พิเนฟริน ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ รีบ็อกเซทิน (Reboxetine) และอะโทม็อกซีทีน (Atomoxetine) แต่เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพยากลุ่มนี้ พบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าน้อยกว่ายากลุ่ม SSRIs

5. ยากลุ่ม Noradrenergic and Specific Serotonergic Antagonist (NaSSA)

เป็นยากลุ่มที่มีกลไกการออกฤทธิ์ค่อนข้างแตกต่างจากยาอื่นที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้มีการนำยากลุ่มนี้มาเป็นยาช่วยให้นอนหลับโดยไม่รบกวนคุณภาพของการนอนหลับด้วย แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ของยา ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ 

  • เมอร์ทาซาปีน (Mirtazapine
  • ไมแอนเซอริน (Mianserin)

6. ยากลุ่ม Serotonin Antagonist/Receptor Inhibitor (SARI)

เป็นยากลุ่มที่ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการดูดซึมกลับของสารสื่อประสาทเซโรโทนินเหมือนยากลุ่ม SSRI รวมถึงมีคุณสมบัติปิดกั้นตัวรับบางชนิด จึงมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากยากลุ่ม SSRI ทำให้เกิดอาการง่วงเมื่อรับประทาน ช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ดีขึ้น 

ยากลุ่มนี้เป็นยาที่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ทราโซโดน (Trazodone)

7. ยากลุ่ม Melatonergics 

เป็นยาที่ได้รับการยอมรับให้ใช้รักษาโรคซึมเศร้าในประเทศแถบยุโรป โดยยาออกฤทธิ์เลียนแบบสารเมลาโทนินในร่างกาย จึงมีประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีปัญหานอนไม่หลับ

การเลือกใช้ยาให้สอดคล้องกับอาการ

อาการของผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กับสารสื่อประสาทที่บกพร่อง การเลือกใช้ยาให้สอดคล้องกับลักษณะอาการของผู้ป่วยจึงเป็นสิ่งจำเป็น อาการแสดงของโรคซึมเศร้าแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1. อาการเมื่อมีภาวะอารมณ์ทางบวกลดลง

ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีอาการในลักษณะที่ดูไม่สนุก ไม่มีความสุข ไม่สนใจในสิ่งใดๆ ขาดแรงจูงใจ อ่อนเพลีย ไม่มีกำลัง ไม่กระตือรือร้น มีภาวะจิตใจ และการเคลื่อนไหวทางร่างกายเชื่องช้า ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นผลมาจากสารสื่อประสาทที่ชื่อว่าโดปามีน และสารนอร์พิเนฟรินมีปริมาณลดน้อยลง 

ดังนั้นคุณควรพิจารณาเลือกใช้ยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม NDRI, SNRIs และ NaRI  เช่น เวนลาฟาซีน (Venlafaxine) ดูล็อกซีทีน (Duloxetine) รีบ็อกเซทิน (Reboxetine) บูโพรพิออน (Bupropion) 

โดยตัวยาเหล่านี้มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มระดับสารโดปามีนและสารนอร์พิเนฟริน ทำให้อารมณ์ทางบวกค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น

2. อาการเมื่อมีภาวะอารมณ์ทางลบเพิ่มขึ้น

ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีลักษณะอาการเด่นเป็นอารมณ์เศร้า รู้สึกเหงาโดดเดี่ยว และคิดในแง่ลบ เช่น รู้สึกผิด ตำหนิกล่าวโทษตนเอง รู้สึกตัวเองไร้ค่า ความมั่นใจในตัวเองลดลง มองโลกในแง่ร้าย ไม่เป็นมิตร สิ้นหวัง กลัว วิตกกังวล มีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย ก้าวร้าว 

นอกจากนี้ ความสามารถในการคิด และตัดสินใจของผู้ป่วยยังบกพร่องด้วย รวมถึงไม่มีสมาธิ ความจำไม่ดี มีความคิดอยากตาย ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง การนอนหลับแย่ลง หรือความต้องการทางเพศลดลง  

อาการดังข้างต้นเกิดจากสารสื่อประสาทนอร์พิเนฟริน และสารเซโรโทนินที่มีปริมาณลดลง ยารักษาอาการซึมเศร้าที่ควรเลือกใช้จึงเป็นกลุ่มยาที่จะช่วยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทดังกล่าว ได้แก่ ยาในกลุ่ม SNRIs, SSRIs, NaRI เช่น 

โดยปกติ แพทย์มักเลือกใช้ยาในกลุ่ม SSRIs เป็นทางเลือกเริ่มต้นในการรักษา เนื่องจากมีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย และมีความสะดวกในการรับประทานยา โดยรับประทานเพียงวันละ 1 ครั้งเท่านั้น

จะต้องใช้ยารักษาซึมเศร้านานแค่ไหน?

สำหรับแนวทางการเลือกใช้ยารักษาอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยแต่ละราย แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัย และข้อมูลด้านต่างๆ ของผู้ป่วย เช่น อายุของผู้ป่วย การตอบสนองต่อยาของผู้ป่วย ความปลอดภัยของยา การทำปฏิกิริยากับยาอื่นๆ ที่ผู้ป่วยกำลังใช้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา 

ปริมาณการใช้ยา และวิธีการใช้ยาอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ และการตอบสนองต่อยาของผู้ป่วย โดยจะมีการติดตามประเมินอาการซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับใช้วิธีการรักษาอื่นๆ เช่น การทำจิตบำบัด 

ที่สำคัญ คือ คุณต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในการใช้ยา และการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัดด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาสูงสุด โดยจำเป็นต้องใช้ยาปริมาณที่เพียงพอ ในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการตอบสนองต่อยาสูงสุด

ซึ่งปกติยารักษาโรคซึมเศร้าเป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้า ต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ถึงจะเริ่มเห็นผลหลังจากการใช้ครั้งแรก และหลังจากเริ่มใช้ยา ผู้ป่วยจะสังเกตได้ว่าตัวเองรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยในช่วงแรก โดยอาการที่มักพบว่าดีขึ้นในช่วงแรก คือ นอนหลับได้ดีขึ้น หลับยาวนานขึ้น 

หลังจากนั้นผลของยาต่อการรักษาภาวะซึมเศร้าจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ มีความรู้สึกอยากทำสิ่งต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม รู้สึกมีกำลังมากขึ้น 

สำหรับการรักษาโรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นครั้งแรก ควรรับประทานยาต่อเนื่อง หลังจากหายจากภาวะโรคซึมเศร้าแล้ว แพทย์จะค่อยๆ ปรับลดปริมาณยาจนกระทั่งสามารถหยุดยาได้อย่างปลอดภัย 

นอกจากนี้ ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาเองถึงแม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพราะการปรับลดปริมาณยาตลอดจนการหยุดใช้ยาควรเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา เพราะการหยุดยาเองอาจทำให้โรคซึมเศร้ากลับมากำเริบซ้ำได้

ดูแพ็กเกจปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับภาวะเครียด เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจต่างๆ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @hdcoth และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


2 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Harmer, C et al. (2017). How do antidepressants work? New perspectives for refining future treatment approaches. The lancet. Psychiatry, 4(5), 409-418.
Cleare A et al. Evidence-based guidelinesfor treating depressive disorders with antidepressants: a revision ofthe 2008 British Association for Psychopharmacology guidelines. J Psychopharmacol. 2015;29:459–525.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
ซึมเศร้าตอนกลางคืน…รับมืออย่างไรดี?
ซึมเศร้าตอนกลางคืน…รับมืออย่างไรดี?

วิธีรับมือภาวะซึมเศร้าตอนกลางคืน ทำอย่างไรให้นอนหลับได้ปกติ

ยารักษาโรคซึมเศร้า
ยารักษาโรคซึมเศร้า

รู้จักกลุ่มยาต้านซึมเศร้า ซึ่งใช้รักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ยานี้มีผลข้างเคียงหลายอย่าง ควรใช้ตามแพทย์สั่ง ซึ่งแพทย์จะมีการปรับลด-เพิ่มตามความเหมาะสมเป็นระยะ