Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

10 วิธีหยุดอาการกรดไหลย้อนด้วยตนเอง

หยุดอาการแสบร้อนยอดอก หยุดกรดไหลย้อน คุณทำได้ด้วยตนเองตามคำแนะนำนี้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,634,754 คน

10 วิธีหยุดอาการกรดไหลย้อนด้วยตนเอง

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease) มีสาเหตุสำคัญจากการที่มีกรดออกมามากเกินไปในขณะย่อยอาหาร หรืออาจเกิดการที่หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวผิดปกติ ทำให้กรดส่วนหนึ่งไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหารได้ ทำให้เกิดอาการแสบร้อนยอดอก (Heartburn) แสบคอ ไอ เรอเปรี้ยว หากมีอาการมากๆ อาจรบกวนการนอนหลับและรบกวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพต่ำลงอีกด้วย

อาการที่เกิดขึ้นนี้แม้ไม่ใช่อาการร้ายแรงที่ส่งผลถึงกับชีวิตในทันที แต่ก็สร้างความทรมานและกระทบกับการใช้ชีวิตของคุณได้ ในรายที่มีอาการรุนแรง มีอาการแสบร้อนเกิดขึ้นกลางหน้าอกค่อนไปข้างล่างทำให้รู้สึกว่า รอบๆ หัวใจมีอาการแสบร้อนเหมือนถูกไฟไหม้จึงทำให้เข้าใจผิดคิดว่า เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวใจแต่อย่างใด

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจตับวันนี้ เริ่มที่ 637 บาท พร้อมจองคิวรพ.ให้ ไม่ต้องรอ

เซลล์ตับเสียแล้วซ่อมไม่ได้ ดื่มเหล้าบ่อย อ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันสูง หรือมีโรคตับ ควรตรวจอยู่เสมอ

Istock 1037536402

ผู้คนส่วนมากที่ป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อนมักมีสาเหตุจากพฤติกรรมการรับประทาน การใช้ชีวิต ซึ่งนั่นทำให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้ รวมถึงบรรเทาอาการเบื้องต้นได้ด้วยตนเองดังนี้ 

10 วิธีหยุดทรมานจากกรดไหลย้อนด้วยตนเอง 

1. อย่ารับประทานมากเกินไป

ควรแบ่งการรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อต่อวัน หรืออาหารหลัก 3 มื้อเล็กๆ และอาหารเสริมอีก 3 มื้อก็ได้ จะช่วยป้องกันไม่ให้กระเพาะอาหารสร้างกรดมากเกินไป ทำให้ลดอาการแสบร้อนยอดอกได้เป็นอย่างดี 

2. อย่ารับประทานเร็วเกินไป

เมื่อเรารับประทานเร็วเกินไป เคี้ยวน้อยลง ทำให้ระบบทางเดินอาหารของต้องทำงานหนักมากขึ้นแถมประสิทธิภาพก็ลดลง จึงทำให้อาหารไม่ย่อย เกิดท้องอืด และกรดไหลย้อนตามมาได้ ดังนั้นควรรับประทานอาหารให้ช้าลงและเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน แนะนำให้เคี้ยวอาหาร 20 ครั้ง หรือนับให้ถึง 20 ครั้งก่อนที่จะรับประทานคำถัดไป

3. ไม่รับประทานอาหารที่กระตุ้นให้เกิดกรดไหลย้อน

อาหารหลายชนิดสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ อาหารเหล่านั้นแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

อาหารที่ทำให้หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวในเวลาที่ไม่ควร 

  • อาหารทอด อาหารมันๆ
  • เนื้อติดมันมาก
  • ซอสครีม
  • ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากมันเนย
  • ช็อคโกแลต
  • เปปเปอร์มินต์
  • เครื่องดื่มมีคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม กาแฟ ชา โกโก้

  อาหารที่ทำให้กระเพาะอาหารสร้างกรดมากเกินไป

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจตับวันนี้ เริ่มที่ 637 บาท พร้อมจองคิวรพ.ให้ ไม่ต้องรอ

เซลล์ตับเสียแล้วซ่อมไม่ได้ ดื่มเหล้าบ่อย อ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันสูง หรือมีโรคตับ ควรตรวจอยู่เสมอ

Istock 1037536402
  • เครื่องดื่มมีคาเฟอีน
  • น้ำอัดลม
  • แอลกอฮอล์
  • อาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด เป็นต้น
  • พืชผักบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ เป็นต้น

4. เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อต้องออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน

ไม่ว่าจะรับประทานอาหารที่ไหนๆ บ้าน ควรปฏิบัติตัวไม่ให้เกิดกรดไหลย้อนเช่นเดิม เลือกรับประทานอาหารที่ไม่กระตุ้นให้กรดไหลย้อน ในส่วนเครื่องดื่มต่างๆ ก็ต้องใส่ใจเช่นกัน ที่สำคัญอย่ารับประทานมากจนเกินไป ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืนด้วย 

5. อย่าเข้านอนทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ

การล้มตัวลงนอนในขณะที่กระเพาะอาหารยังเต็มแน่นไปด้วยอาหาร เป็นการทำให้หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างถูกดันให้คลายตัว ส่งผลให้อาหาร และกรดจากกระเพาะไหลย้อนขึ้นไป หลังจากนั้นก็จะเกิดอาการกรดไหลย้อนตามมา ทางที่ดีหลังรับประทานอาหารเสร็จควรรออย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง แล้วจึงเข้านอน พยายามหลีกเลี่ยงขนมมื้อดึก หากวันไหนจำเป็นต้องรับประทานอาหารมื้อใหญ่ควรเลือกให้เป็นมื้อกลางวันมากกว่ามื้อเย็น เพราะกระเพาะอาหารมีโอกาสย่อยได้นานกว่า

6. อย่านอนหงายราบเวลานอน

เมื่อรู้สึกมีอาการของกรดไหลย้อน ไม่ควรนอนหงายราบไปกับเตียงเพราะอาหารในกระเพาะจะกดหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างทำให้กรดไหลย้อนกลับเพิ่มขึ้นมาอีก กรณีนี้แนะนำให้หนุนที่นอนตั้งแต่ช่วงอก ไหล่ และศีรษะให้สูงขึ้นจะช่วยลดแรงกดดังกล่าวได้ 

วิธีเสริมที่นอนให้สูงขึ้น

  • วางก้อนอิฐ หิน หรืออะไรก็ตามที่แข็งแรงมั่นคงรองขาเตียงฝั่งหัวนอน
  • ใช้หมอนรูปลิ่มหนุนบริเวณศีรษะและไหล่

หมายเหตุ: อย่ายกศีรษะให้สูงขึ้นโดยการเอาหมอนรองเท่านั้นเพราะจะยิ่งทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น และไม่ช่วยลดอาการกรดไหลย้อนด้วย

7. ไม่สูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมายและกรดไหลย้อนก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดจากการสูบบุหรี่ เพราะสารเคมีบางชนิดในบุหรี่เพิ่มโอกาสในการเป็นกรดไหลย้อนได้ ด้วยกลไกดังนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจตับวันนี้ เริ่มที่ 637 บาท พร้อมจองคิวรพ.ให้ ไม่ต้องรอ

เซลล์ตับเสียแล้วซ่อมไม่ได้ ดื่มเหล้าบ่อย อ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันสูง หรือมีโรคตับ ควรตรวจอยู่เสมอ

Istock 1037536402
  • ลดการสร้างน้ำลาย น้ำลายมีฤทธิ์เป็นด่างและช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะได้ เมื่อเรากลืนน้ำลายลงคอก็จะการชะล้างกรดในกระเพาะที่ไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารให้กลับเข้าสู่กระเพาะเหมือนเดิม แต่การสูบบุหรี่จะลดการสร้างน้ำลายลง
  • เพิ่มกรดในกระเพาะ การสูบบุหรี่เพิ่มการสร้างกรดในกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ยังอาจกระตุ้นให้เกลือน้ำดี (bile salt) จากลำไส้มายังกระเพาะอาหารทำให้กรดในกระเพาะอาหารก่ออันตรายได้มากขึ้น
  • ทำให้การทำงานของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างแย่ลง การสูบบุหรี่ทำให้หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างอ่อนแอและคลายตัวผิดปกติ ปกติหูรูดจะเป็นทางกั้นรอยต่อระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร หากหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างทำงานได้ไม่ดี หรือคลายตัวในเวลาที่ไม่เหมาะสม อาหารในกระเพาะอาหารจะท้นกลับไปในหลอดอาหารได้
  • การสูบบุหรี่จะทำอันตรายต่อหลอดอาหารโดยตรง ยิ่งกว่าที่ความเสียหายจากกรดไหลย้อนเสียอีก

8. อย่าดื่มหนักเกินไป

แอลกอฮอล์เพิ่มปริมาณการสร้างกรดในกระเพาะอาหาร และทำให้หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัว หากต้องการดื่มแอลกอฮอล์บ้างสามารถเลือกวิธีต่อไปนี้ได้ 

  • เลือกเบียร์ หรือไวน์ชนิดปราศจากแอลกอฮอล์
  • จำกัดการดื่มไว้ที่เหล้าผสมไม่เกินหนึ่งถึงสองแก้ว ไวน์ไม่เกินสิบหกออนซ์ และเบียร์ไม่เกินสามแก้ว
  • ดื่มไวน์ขาวแทนไวน์แดง
  • เจือจางเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยน้ำ หรือโซดา
  • สังเกตว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดใดที่ทำให้มีอาการกรดไหลย้อนและหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

หมายเหตุ: เมื่อทราบแล้วว่า แอลกอฮอล์มีโทษต่อโรคกรดไหลย้อนมากกว่าประโยชน์ หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ แนะนำให้หลีกเลี่ยง หรือดื่มให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้จะดีกว่า

9. อย่าใส่เสื้อผ้าที่แน่นเกินไป

การแต่งกายด้วยเสื้อผ้า หรือเครื่องประดับที่รัดแน่นบริเวณท้อง เช่น เข็มขัด หรือสายรัดเอว อาจบีบกระเพาะให้ดันอาหารและกรดผ่านหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหารได้

10. อย่าเครียดเกิดไป

ความเครียดส่งผลให้กระเพาะ ลำไส้ และหลอดอาหารทำงานน้อยลง แต่มีการหลั่งกรดมากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมที่ส่งเสริมให้เป็นกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้น เช่น รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา รับประทานอาหารดึกๆ รับประทานเสร็จแล้วนอนทันที หรือไม่มีเวลาออกกำลังกาย เป็นต้น ทางที่ดีควรหากิจกรรมทำผ่อนคลายความเครียดบ้าง เช่น นั่งสมาธิ ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และลดความเครียดได้ 

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้ง 10 วิธีนี้หากนำไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ หมั่นสังเกตอาการตนเองเป็นประจำก็จะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคและลดการกลับมาเป็นซ้ำของกรดไหลย้อนบ่อยๆ ได้อีกด้วย แต่หากมีอาการรุนแรงมากขึ้น แนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารโดยตรงเพื่อตรวจประเมินร่างกายและรับการรักษาที่เหมาะสมจะดีที่สุด 


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป