การกินเพื่อสุขภาพ

ชาเขียว มีทั้งประโยชน์และโทษต่อสุขภาพ


Istock 510701464 m

มะเรชาเขียว.. เครื่องดื่มชาเพื่อสุขภาพ นับเป็นเครื่องดื่มสุดโปรดที่หลายคนชื่นชอบไม่น้อยไปกว่ากาแฟ เพราะนอกจากจะให้รสชาติความอร่อยแล้ว เครื่องดื่มชนิดนี้ยังให้ความหอมหวานในแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากประโยชน์จากชาเขียวที่มีต่อสุขภาพ การดื่มชาดังกล่าวยังพ่วงมาพร้อมโทษด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งวันนี้เราก็หยิบมาฝากกันแล้ว สำหรับประโยชน์และโทษจากชาเขียว รวมถึงสาระน่ารู้อื่นๆ เรียกว่าเกี่ยวกับชาเขียวอย่างครบวงจร โดยสามารถติดตามได้เลยดังนี้

กว่าจะมาเป็นชาเขียว

ชาเขียวคือ ชาที่ได้มาจากต้นชา ซึ่งเป็นต้นที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis โดยเป็นชาในชนิดที่ไม่ผ่านขั้นตอนการหมักแต่อย่างใด ซึ่งคุณสามารถเตรียมเครื่องดื่มชาเขียวได้ โดยการนำใบชาเขียวสดมาผ่านความร้อนเพื่อทำให้ใบชาเกิดความแห้งอย่างรวดเร็ว

ในส่วนของวิธีการทำก็คือ เริ่มต้นจากการเก็บใบชาแล้วนำมาทำให้แห้งอย่างเร็วในหม้อทองแดง โดยใช้ความร้อนที่ไม่สูงจนเกินไป และใช้มือในการคลึงเบาๆ ก่อนที่ใบชาจะเริ่มแห้ง แต่สำหรับใครที่ต้องการใช้วิธีในการอบไอน้ำ ก็สามารถทำได้ด้วยการอบไอน้ำในระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นก็นำไปอบแห้งเพื่อเป็นการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ โดยความร้อนนั้นจะเป็นการช่วยในส่วนของการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์จนทำให้ไม่เกิดการสลายตัว จึงเห็นได้ว่าใบชาที่ได้มานั้นแม้จะแห้งแต่ก็ยังคงความสดเอาไว้และมีสีที่ค่อนข้างเขียว

สำหรับใบชาที่ผ่านขั้นตอนของการหมักนั้น จะทำให้ใบชามีสารประกอบของฟีนอลหลงเหลืออยู่มากกว่าในชาอู่หลงและชาดำ เนื่องจากชาทั้งสองชนิดนี้จะผ่านการหมักมาก่อน จึงทำให้ชาเขียวเป็นชาที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาทั้งสองชนิดนั่นเอง นอกจากนี้ ชาเขียวยังมีสาร EGCG ประมาณ 35-50% แต่ในชาอู่หลงจะมีสารดังกล่าวประมาณ 8-20% และชาดำจะมีสารดังกล่าวประมาณ 10% เท่านั้น

เก็บใบชาอย่างไรให้ได้คุณภาพ

สำหรับชาเขียวที่มีคุณภาพนั้นจะได้จากใบชาคู่ที่หนึ่งและใบชาคู่ที่สองที่ทำการเก็บจากยอด ซึ่งชาคู่ที่หนึ่งและสองนั้นชาวจีนจะเรียกว่า บู๋อี๋ ส่วนใบชาคู่ที่สามและสี่จากยอดนั้น ชาวจีนจะเรียกว่า อันเคย และส่วนใบชาคู่ที่ห้าและหกจากปลายยอดจะจัดอยู่ในประเภทของชาชั้นเลว โดยที่ชาวจีนจะเรียกว่า ล่ำก๋อง ส่วนในเรื่องของกลิ่น สี และรสชาติของชาเขียวนั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณของสารคาเทชินที่มีอยู่ในชา และในส่วนของฤดูการเพาะปลูก รวมทั้งการเก็บเกี่ยว ก็จะมีผลต่อระดับของสารคาเทชิน ซึ่งสารชนิดนี้จะมีอยู่ประมาณ 12-13% ในช่วงที่อยู่ในฤดูใบไม้ผลิ แต่ในทางกลับกันในช่วงฤดูร้อนจะมีสารคาเทชินในชาอยู่ประมาณ 13-14% และสำหรับใบชาเขียวอ่อนจะมีสารคาเทชินอยู่มากกว่าใบชาเขียวแก่

สารอาหารสำคัญจากชาเขียว

สารอาหารสำคัญที่พบได้ในชาเขียว ได้แก่ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี กรดอะมิโน และสารในกลุ่ม xanthine alkaloids คือ คาเฟอีน (caffeine) และธิโอฟิลลีน (theophylline) ซึ่งสารเหล่านี้คือสารที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และยังมีสารที่อยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่เรียกกันว่า คาเทชิน ซึ่งสารคาเทชินนั้นสามารถแยกออกเป็น 5 ชนิดด้วยกัน นั่นก็คือ gallocatechin (GC), epicatechin (EC), epigallocatechin (EGC), epicatechin gallate (ECG), และ epigallocatechin gallate (EGCG) ซึ่งสามารถพบสารคาเทชินได้มากและมีฤทธิ์ที่ทรงพลังที่สุดในชาเขียว ที่เราเรียกกันว่า สารอีพิกัลโลคาเทชินกัลป์เลตที่เป็นสารที่มีความสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

สรรพคุณของชาเขียว

  1. มีส่วนในการรักษาโรคปวดศีรษะไปจนถึงโรคซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี โดยประเทศจีนได้มีการใช้ชาเขียวในการรักษาโรคต่างๆ มาเป็นเวลามากกว่า 4,000 ปีมาแล้ว
  2. มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยในการขับสารพิษ และช่วยขับเหงื่อในร่างกาย
  3. ช่วยแก้อาการเมาเหล้า อีกทั้งยังทำให้สร่างเมาได้เป็นอย่างดี
  4. มีส่วนช่วยในการทำให้เกิดการเจริญอาหาร
  5. มีส่วนช่วยในการเพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ จึงมีส่วนช่วยในการล้างสารพิษและช่วยกำจัดพิษในลำไส้ได้
  6. ช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย
  7. ป้องกันตับจากพิษต่างๆ รวมทั้งโรคชนิดอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นกับตับได้
  8. มีฤทธิ์ในการต้านอาการอักเสบ ต้านจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส รวมทั้งช่วยต้านเชื้อ Botulinus และเชื่อ Staphylococcus
  9. มีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะ และช่วยป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต
  10. ช่วยในการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลได้ช้าลง
  11. มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการอักเสบบวมแดง ส่งผลทำให้ปวดเมื่อตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ โดยอาการลักษณะนี้มักจะเกิดกับวัยกลางคน
  12. ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟไหม้ รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย ใช้เป็นยากันยุง รวมทั้งแก้ผิวร้อนแห้งได้เป็นอย่างดี
  13. มีส่วนช่วยในการทำให้เกิดการผ่อนคลายอารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับศีรษะและเบ้าตา จึงทำให้ตาสว่าง ไม่ง่วงนอน แถมยังทำให้หายใจสดชื่นได้อีกด้วย
  14. ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย และท้องบิดได้เป็นอย่างดี
  15. มีส่วนช่วยในการแก้อาการกระหายน้ำ ช่วยในการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสมหะได้อีกด้วย

ชาเขียวกับฤทธิ์ทางยา

  1. ชาเขียวมีผลต่อการยับยั้งภาวะโรคต่างๆ ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนว่าชาเขียวนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย
  2. มีฤทธิ์ในการลดความอ้วน เนื่องจากมีงานวิจัยได้ระบุว่าสารแคททีชินที่มีส่วนในการลดความอ้วนพบได้มากที่สุดในชาเขียว
  3. มีฤทธิ์ในการช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมัน จนส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักของร่างกายได้เป็นอย่างดี
  4. มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลในเลือด
  5. มีงานวิจัยทางคลินิกที่ค้นพบว่าชาเขียวมีฤทธิ์ในการต่อต้านการเกิดโรคของหลอดเลือดหัวใจ
  6. มีผลต่อการช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งต่างๆ

เขียวธรรมดา VS ชาเขียวมัทฉะ

ตามปกติชาเขียวผงจะถูกจัดแบ่งประเภทกันตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก ว่าต้องการให้ผงชาเขียวที่ออกมาเป็นประเภทไหน ก่อนจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการทำให้เป็นผงที่แตกต่างกัน ความแตกต่างของชาเขียวทั้งสองประเภทนี้ มาจาก "วิธีการปลูก" ที่ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวเอาส่วนของยอดอ่อนใบชาเขียวที่มีความสด และเป็นใบอ่อน เมื่อเก็บมาใหม่ๆ จะนำไปเข้าสู่กระบวนการอบแห้ง จะได้ออกมาเป็นชาเขียวแบบใบแห้งที่เรียกว่า “เทนชะ” ก่อนนำไปเข้ากระบวนการผลิตต่อไป โดยแบ่งประเภทออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ผงชาเขียวธรรมดา

ผงชาเขียวธรรมดา จะมีกระบวนการบดที่ไม่ได้ซับซ้อนมากมาย ส่วนใหญ่นำมาชงด้วยวิธีการกรองเอาใบชาออก ให้ได้เป็นน้ำชาใสๆ ที่มีกลิ่นและรสชาติไม่เข้มข้นมากนัก สำหรับดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น ใบจะไม่ละเอียดมาก อาจมีสีเข้มขึ้น เพราะผ่านการบดที่โดนความร้อน

2. ผงชาเขียวมัทฉะ

มัทฉะจะเป็นผงชาเขียวที่มีราคาแพงมากกว่าหลายเท่าตัว เนื่องจากกระบวนการทำมีความยุ่งยากมากกว่า ในการบดจะต้องใช้เทคโนโลยีที่จะไม่ทำให้ใบชาโดนความร้อน เพื่อเป็นการรักษาสีเขียวของใบ รสชาติที่สดใหม่เหมือนเด็ดจากต้น และคุณค่าของใบชาให้สมบูรณ์แบบมากที่สุด อีกทั้งเมื่อบดออกมาแล้วจะมีความละเอียดมากๆ สามารถนำไปชงละลายน้ำได้ทันที และได้รสชาติที่เข้มข้นมากกว่าผงชาเขียวธรรมดา ชาเขียวชนิดนี้ ยังนิยมนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่ม ขนมหวาน รวมไปถึงอาหารบางชนิดอีกด้วย

ประโยชน์ของชาเขียว

ใช้เพื่อเป็นการปรุงแต่งกลิ่น สี รวมทั้งรสชาติของอาหาร

เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการที่มีความหลากหลายของผู้บริโภค และชาเขียวยังจัดเป็นสารที่ให้กลิ่นรสจากธรรมชาติที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นกลิ่นและรสชาติที่นิยมนำมาเป็นส่วนผสมของอาหารหลากชนิด เช่น ขนมปัง เค้ก ขนมขอบเคี้ยว ลูกอม เป็นต้น

ใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นเกลืออาบน้ำ ครีมบำรุงผิว สบู่ น้ำยาดับกลิ่น ยาสีฟัน โลชั่น รวมทั้งน้ำยาบ้วนปาก โดยผ่านการสกัดจากชาเขียวก่อนนำมาใช้ในการทำผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

สามารถนำมาเพิ่มความงามให้แก่ตัวเองได้

โดยการนำน้ำแร่มาต้มให้เดือด จากนั้นใส่ผงชาเขียวหรือใบชาเขียวตามลงไป แล้วจึงค่อยทิ้งไว้ให้เย็น เสร็จแล้วจึงเทน้ำที่ได้มาใส่ลงไปในขวดสเปรย์ เอาไว้ใช้ฉีดหน้าในทุกเวลาที่ต้องการ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นและความเปล่งปลั่งให้กับผิวหน้าได้เป็นอย่างดี

สามารถใช้เพื่อดับกลิ่นปากและแบคทีเรียในช่องปากได้

อีกทั้งยังช่วยทำให้ลมหายใจมีความสดชื่นอีกทั้งยังช่วยป้องกันการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี เพราะได้มีผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพส ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบว่าสารสกัดจากชาเขียวนั้นมีสรรพคุณที่ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและช่วยทำลายจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ นั่นเอง

มีส่วนช่วยในการป้องกันฟันผุ เพราะชาเขียวสามารถทำลายแบคทีเรียได้ รวมทั้งสามารถป้องกันอาหารเป็นพิษ และยังช่วยฆ่าแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดคราบพลัคในช่องปากได้เช่นกัน โดยจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่าสาร catechins นั้นมีส่วนช่วยในการยับยั้งกระบวนการผลิตกลูแคนของเชื้อ Streptococcus mutans ในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยทีเดียว

การรักษาโรคด้วยชาเขียวกับพืชสมุนไพร

  1. ชาเขียวกับเม็ดบัว ช่วยบรรเทาอาการฝันเปียก อีกทั้งยังช่วยในการหลั่งเร็วของสุภาพบุรุษ
  2. ชาเขียวกับลูกเดือย ช่วยลดอาการบวมน้ำ มดลกอักเสบ และอาการตกขาว
  3. ชาเขียวกับน้ำตาลกลูโคส ช่วยบรรเทาอาการตับอักเสบ
  4. ชาเขียวกับโสมอเมริกา ช่วยทำให้ร่างกายมีความสดชื่น อีกทั้งยังช่วยแก้คอแห้ง และช่วยบำรุงหัวใจ
  5. ชาเขียวกับขิงสด ช่วยรักษาอาการจุกลมและอาหารเป็นพิษ
  6. ชาเขียวกับบ๊วยเค็ม ช่วยบรรเทาอาการคอแห้ง แสบคอ และเสียงแหบ
  7. ชาเขียวกับเม็ดเก๋ากี้ ช่วยลดความอ้วนและอาการตาฟาง
  8. ชาเขียวกับตัวต้นหอม ช่วยแก้โรคไข้หวัดและช่วยขับเหงื่อออกจากร่างกาย
  9. ชาเขียวกับใบหม่อน ช่วยป้องกันโรคหวัด แลช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
  10. ชาเขียวกับเนื้อลำไยแห้ง ช่วยบำรุงสมองและเสริมสร้างในเรื่องความจำ
  11. ชาเขียวกับดอกเก๊กฮวยสีเหลือง ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะและอาการตาลาย
  12. ชาเขียวกับตะไคร้ ช่วยขับไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
  13. ชาเขียวกับขึ้นฉ่าย ช่วยลดความดันโลหิต
  14. ชาเขียวกับหนวดข้าวโพด ช่วยลดความดันโลหิต ลดอาการบวมน้ำ และช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด
  15. ชาเขียวกับไส้หมาก ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

โทษของชาเขียว

ชาเขียวไม่เพียงแต่จะมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในแง่ของการป้องกันโรคหัวใจและโรคมะเร็ง รวมถึงประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัย แต่จริงๆ แล้วในอีกด้านหนึ่ง ชาเขียวก็สามารถให้โทษต่อร่างกายได้เช่นกัน ซึ่งผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดื่มชาเขียว ได้แก่

  1. ในชาเขียวมีคาเฟอีน (caffeine) เป็นสารที่กระตุ้นทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นเช่นเดียวกับในกาแฟ และโกโก้ การบริโภคชาเขียวในปริมาณที่ไม่มากเกินไป มักไม่ทำให้เกิดพิษจากคาเฟอีน แต่ถ้าดื่มชาเขียวในปริมาณที่มากเกินไป เช่น มากกว่าวันละ 3 ถึง 4 ถ้วย อาจส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงจากคาเฟอีนได้ เช่น นอนไม่หลับ รู้สึกอึดอัดไม่สบายท้อง คลื่นไส้ รวมถึงอาจมีอาการท้องเสียได้
  2. ควรระวังการดื่มชาเขียวในคนที่เป็นโรคหัวใจ เพราะคาเฟอีนสามารถทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
  3. ในคนที่เป็นเบาหวาน คาเฟอีนอาจจะส่งผลรบกวนการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  4. การดื่มชาเขียวอาจจะทำให้ภาวะวิตกกังวลมีอาการแย่ลงได้
  5. การรับประทานชาเขียวมากเกินไปในขณะให้นมบุตร อาจจะทำให้คาเฟอีนในชาเขียว ส่งผ่านไปยังเด็กผ่านทางน้ำนม ซึ่งถ้าเด็กได้รับปริมาณมาก อาจจะเกิดอันตรายจากคาเฟอีนได้ โดยมีคำแนะนำว่าไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 ถ้วย
  6. สำหรับในคนท้อง การทานชาเขียวอาจเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งลูก ดังนั้น ในระหว่างตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงชาเขียว และเครื่องดื่มที่ให้คาเฟอีน เช่น กาแฟ และโกโก้
  7. เนื่องจากมีความเชื่อที่ว่าชาเขียวสามารถรักษาและยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ จึงทำให้ความนิยมของการดื่มชาเขียวในคนที่เป็นมะเร็งจึงเพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน สารโพลีฟีนอล (polyphenols) ซึ่งพบได้มากในชาเขียว สามารถเกิดอันตรกิริยากับยารักษามะเร็งหรือยาตีกันได้ โดยเฉพาะกับยา bortezomib นอกจากนี้วิตามินเคที่พบมากในชาเขียว สามารถทำให้ฤทธิ์ละลายลิ่มเลือดของยาวาร์ฟารินลดลง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะในหลอดเลือดสมองและหัวใจ ดังนั้น ก่อนการทานชาเขียวและสมุนไพรอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อป้องกันปัญหายาตีกัน
  8. สารแทนนิน (tannin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดรสขมในชาเขียว สามารถยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กในอาหารได้ จึงเพิ่มความเสี่ยงของภาวะขาดเหล็ก (iron deficiency) ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคโลหิตจาง
  9. การรับประทานชาเขียวในปริมาณที่มาก อาจส่งผลทำให้มีการขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งอาจจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) และอาจทำให้เกิดภาวะบาดเจ็บที่กระดูกได้ง่ายขึ้น
  10. มีความเชื่อว่าการดื่มชาเขียวในขณะท้องว่าง จะสามารถช่วยเติมเต็มสารอาหารที่ควรจะได้จากอาหารได้ แต่ความเป็นจริงแล้วความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง เพราะจากการทดลองในหนูทดลอง ที่ให้หนูดื่มชาเขียวในขณะท้องว่าง พบว่าเกิดพิษต่อตับ ไต และระบบทางเดินอาหาร แต่สำหรับผลในมนุษย์นั้นยังไม่มีการทดลอง
  11. สารคาเทชิน (catechins) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) พบว่าสารตัวนี้จะมีพิษต่อไมโทคอนเดรีย (mitochondria) ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างพลังงานให้กับเซลล์ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดความผิดปกติต่อตับ ได้แก่ ตัวเหลืองตาเหลือง ตับอักเสบ รวมถึงตับวาย นอกจากนี้สารคาเทชินยังส่งผลทำให้กลูตาไธโอน (glutathione) ซึ่งเป็นสารที่คอยกำจัดสารพิษในตับลดลง
  12. มีรายงานว่า การให้หนูทดลองกินชาเขียวในปริมาณสูง จะส่งผลทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน(testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายลดลง ซึ่งอาจจะเกิดจากการทำงานของอัณฑะผิดปกติ ดังนั้น ชาเขียวอาจจะทำให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ได้

ประโยชน์จากชาเขียวที่มีต่อสุขภาพล้วนมีให้เราได้ทราบด้วยกันหลายด้านทีเดียว ทั้งสรรพคุณต่างๆ และการนำมาใช้ผสมผสานกับการรักษาอาการเจ็บป่วยพร้อมกับสมุนไพร รวมถึงโทษจากชาเขียวที่มีให้เราพึงระวังก่อนดื่ม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นข้อมูลที่ดีเยี่ยมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น หากใครชื่นชอบการดื่มชาเขียวเป็นชีวิตจิตใจ บทความนี้อัดแน่นไปด้วยประโยชน์เพื่อคุณโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บอกเลยว่าพลาดติดตามกันไม่ได้แล้วจริงๆ

คำถามจากผู้อ่านเกี่ยวกับชาเขียว

ชาเขียวทำให้ท้องเสียหรอคะ ทำไมหลังกิน1ชั่วโมงถ่ายเหลวเป็นสีเขียว

คำตอบ: ท้องเสียควรมีอาการถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปครับ ถ้าคุณมีอาการดังนี้ก็เป็นไปได้ว่าท้องเสีย เป็นไปได้ 2 กรณีคือสาเหตุเกิดจากทานชาเขียว หรือท้องเสียจากอย่างอื่น แต่อุจจาระเป็นสีเขียวจากชาเขียวที่รับประทานไปครับ - ตอบโดย Rattapon Amampai (Dr.)

กินชาทำให้ฟันเหลือง แล้วชาเขียวเกี่ยวรึเปล่าครับ

คำตอบ: อาจทำให้ฟันเหลืองหรือเป็นคราบได้ครับ แต่จะไม่เท่ากาแฟ - ตอบโดย Rattapon Amampai (Dr.)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่