การกินเพื่อสุขภาพ

ชาเขียว เครื่องดื่มยอดฮิตที่มีทั้งประโยชน์และโทษต่อสุขภาพ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 834,788 คน

ชาเขียว เครื่องดื่มยอดฮิตที่มีทั้งประโยชน์และโทษต่อสุขภาพ

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 15/03/2562

ชาเขียว เครื่องดื่มชาเพื่อสุขภาพซึ่งเป็นที่นิยมไม่น้อยไปกว่ากาแฟ เพราะนอกจากจะมีรสชาติดีแล้ว ยังมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทว่าการดื่มชาเขียวก็มีทั้งประโยชน์ต่อสุขภาพ หากดื่มมากเกินไปหรือดื่มผิดวิธีก็อาจเกิดโทษได้เช่นเดียวกับเครื่องดื่มอื่นๆ ซึ่ง HonestDocs ได้รวบรวมความรู้ทั้งหมดมาฝากแล้ว

กว่าจะมาเป็นชาเขียว

ชาเขียวเป็นชาที่ได้มาจากต้นชาซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis โดยเป็นชาที่ไม่ผ่านการหมัก ขั้นตอนการดื่มคือ นำใบชาเขียวสดมาทำให้แห้งอย่างรวดเร็วด้วยความร้อนที่ไม่สูงเกินไป และใช้มือคลึงเบาๆ ก่อนที่ใบชาจะเริ่มแห้ง หรือจะใช้วิธีอบไอน้ำในระยะเวลาสั้นๆ แล้วนำไปอบแห้งเพื่อเป็นการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในใบชาก็ได้ วิธีนี้จะช่วยให้ใบชาที่ได้มานั้นแห้ง แต่ยังคงความสดและสีเขียวเอาไว้

ชาเขียว

ด้วยขั้นตอนการเตรียมชาที่ไม่ผ่านการหมัก ทำให้ใบชาเขียวมีสารประกอบฟีนอลหลงเหลืออยู่มากกว่าในชาอู่หลงและชาดำซึ่งจะผ่านการหมักมาก่อน ส่งผลให้เป็นชาที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาทั้ง 2 ชิดที่กล่าวมา นอกจากนี้ ยังมีสาร EGCG* ประมาณ 35-50% ในขณะที่ชาอู่หลงจะมีสารดังกล่าวประมาณ 8-20% และชาดำจะมีประมาณ 10% เท่านั้น 

*เป็นสารกลุ่มคาเทชิน Catechins หลักที่พบได้มากในชาเขียว สาร EGCG จัดเป็นสารสำคัญที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่หลากหลาย ทั้งต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และเพิ่มความสามารถในการจดจำ รวมทั้งมีฤทธิ์ต่อการทำงานของเซลล์ไขมัน ลดไตรกลีเซอไรด์ ลดคอเลสเตอรอล เพิ่มการใช้พลังงาน เพิ่มสันดาปไขมันในสัตว์ทดลอง ลดการดูดซึมไขมันในลำไส้ ลดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ไขมัน ลดการสะสมของไขมันหน้าท้อง

ระดับคุณภาพของใบชา

ชาเขียวที่มีคุณภาพนั้นจะคัดจากใบชาคู่ที่หนึ่งและใบชาคู่ที่สองจากยอด ซึ่งชาคู่ที่หนึ่งและสองนั้นชาวจีนเรียกว่า บู๋อี๋ ส่วนใบชาคู่ที่สามและสี่จากยอดนั้นเรียกว่า อันเคย และใบชาคู่ที่ห้าและหกจากปลายยอดจะจัดอยู่ในประเภทชาชั้นเลว ที่เรียกว่า ล่ำก๋อง ส่วนในเรื่องของกลิ่น สี และรสชาติของชานั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของสารคาเทชินที่มีอยู่ในชา ซึ่งฤดูการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวต่างก็มีผลต่อระดับของสารคาเทชิน โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ใบชาจะมีสารชนิดนี้อยู่ประมาณ 12-13%  แต่ในช่วงฤดูร้อนจะมีอยู่ประมาณ 13-14% และจะพบสารคาเทชินในใบชาอ่อนมากกว่าในใบชาแก่

ชาเขียว

พลังงานแคลอรี่จากชาเขียว

ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานค่อนข้างต่ำ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการความสดชื่น แต่ข้อควรระวังคือชาเขียวบางประเภทอาจมีปริมาณน้ำตาลสูง หากรับประทานมากอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ โดยเครื่องดื่มชาเขียวแต่ละชนิดมีปริมาณแคลอรี่ดังต่อไปนี้ 

  • แบบขวดปรุงสำเร็จ มักมีการเพิ่มสารให้ความหวานและน้ำตาล ซึ่งจะให้พลังงานประมาณ 60 แคลอรี่ต่อ 250 มิลลิลิตร
  • แบบผงสำหรับชงดื่ม อาจมีส่วนประกอบเป็นสารให้ความหวานหรือน้ำตาลเช่นกัน แต่มักให้พลังงานน้อยกว่า คือประมาณ 22 แคลอรี่
  • แบบถุงชาสำหรับชงดื่ม ถุงชาเขียวขนาด 1.8 กรัม หากชงโดยไม่เพิ่มส่วนผสมอื่นๆ เช่น นมหรือน้ำตาล จะให้พลังงาน 0 แคลอรี่
  • ใบชาแบบหยาบสำหรับชงดื่ม ให้พลังงาน 0 แคลอรี่ เช่นเดียวกับแบบถุงชา

สารอาหารสำคัญจากชาเขียว

สารอาหารสำคัญที่พบได้ในชาเขียว ได้แก่ โพลิฟีนอล แทนนิน ฟลาโวนอยด์ ธีอะนีน กรดอะมิโน และสารในกลุ่มแซนทีนอัลคาลอยด์ คือ คาเฟอีน และธิโอฟิลลีน ซึ่งสารเหล่านี้คือสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และยังมีสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่ชื่อว่า คาเทชิน ซึ่งสารคาเทชินนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 5 ชนิดด้วยกัน คือ Gallocatechin (GC), Epicatechin (EC), Epigallocatechin (EGC), Epicatechin gallate (ECG), และ Epigallocatechin gallate (EGCG) สารนี้พบได้มากและมีอานุภาพสูงที่สุดในชาเขียว โดยเฉพาะสารอีพิกัลโลคาเทชินกัลป์เลต ซึ่งเป็นสารที่มีความสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

สรรพคุณของชาเขียว

ตำราแพทย์แผนจีนได้กล่าวถึงการใช้ชาเขียวในการรักษาโรคต่างๆ มาเป็นเวลามากกว่า 4,000 ปี โดยสรรพคุณของชาเขียวในการช่วยรักษามีดังนี้

  1. มีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ
  2. มีส่วนช่วยรักษาภาวะซึมเศร้า
  3. มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยขับสารพิษ และช่วยขับเหงื่อในร่างกาย
  4. ช่วยแก้อาการเมาจากการดื่มสุรา และช่วยทำให้สร่างเมาได้เป็นอย่างดี
  5. มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก
  6. มีส่วนช่วยในการเพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ซึ่งช่วยในการล้างสารพิษและกำจัดพิษในลำไส้ได้
  7. ช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย
  8. ป้องกันตับจากภาวะพิษต่างๆ รวมทั้งป้องกันโรคเกี่ยวกับตับทั้งหลาย
  9. มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส รวมทั้งช่วยต้านเชื้อ Clostridium botulinum ที่เป็นสาเหตุของโรคโบทูลิซึมจากอาหาร และเชื้อ Staphylococcus ที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ
  10. มีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะ ช่วยป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในไต
  11. ช่วยในการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลช้าลง
  12. มีส่วนช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบ ส่งผลทำให้ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ โดยมักเกิดขึ้นในวัยกลางคน
  13. ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟไหม้ รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย และใช้เป็นยากันยุง รวมทั้งแก้ผิวแห้งได้
  14. มีส่วนช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และช่วยระบายความร้อนบริเวณศีรษะและเบ้าตา จึงทำให้ตาสว่าง ไม่ง่วงนอน แถมยังช่วยให้หายใจสะดวกและรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกด้วย
  15. ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย และท้องบิดได้
  16. มีส่วนช่วยแก้อาการกระหายน้ำ ช่วยระบายความร้อนออกจากปอด และยังช่วยขับเสมหะได้อีกด้วย

ชาเขียวกับฤทธิ์ทางยา

ชาเขียวมีฤทธิ์ยับยั้งภาวะสุขภาพต่างๆ ซึ่งก็มีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนว่าชาชนิดนี้มีประโยชน์ต่อร่างกาย

  1. ช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีงานวิจัยที่ระบุว่าสารคาเทชินมีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมัน ซึ่งสารนี้พบได้มากที่สุดในชาเขียว
  2. มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและลดระดับน้ำตาลในเลือด
  3. มีงานวิจัยทางคลินิกค้นพบว่ามีฤทธิ์ในการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
  4. ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ
  5. มีสารโพลีฟีนอลที่ช่วยยับยั้งการสลายของกระดูกที่เซลล์ออสติโอคลาสต์ นอกจากนี้ยังมีสาร EGCG ยังช่วยเพิ่มมวลกระดูก และยับยั้งการเจริญของเซลล์สลายกระดูกออสติโอคลาสต์ด้วย
  6. สารคาเทชินช่วยยับยั้งการอักเสบและช่วยสร้างเส้นใยในตับ นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งการเกิดไขมันพอกตับ และช่วยป้องกันไม่ให้มะเร็งลุกลามมาที่ตับ ทั้งยังมีแอล-ธีอะนีนที่มีส่วนช่วยในการลดอนุมูลอิสระ ทำให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดน้อยลง
  7. จากการศึกษาในคน พบว่าสาร EGCG คาเฟอีน และแอล-ธีอะนีน ช่วยให้สเปิร์มมีอายุนานขึ้น และสามารถปฏิสนธิได้ดีขึ้น

เขียวธรรมดา VS ชาเขียวมัทฉะ

โดยปกติแล้วชาเขียวผงจะถูกจัดแบ่งประเภทตั้งแต่ในขั้นตอนการปลูก โดยมีการกำหนดว่าต้องการให้ผงชาที่ออกมาเป็นประเภทไหน ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการทำให้เป็นผงที่แตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างของชาเขียวนั้นเกิดขึ้นจาก "วิธีการปลูก" ที่ไม่เหมือนกัน ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวและคัดเอาส่วนของยอดอ่อนใบชาที่มีความสดและเป็นใบอ่อนยอดบนๆ หลังจากเก็บมาใหม่ๆ จะนำไปเข้ากระบวนการอบแห้งทันที จนได้ออกมาเป็นชาเขียวแบบใบแห้งที่เรียกว่า “เทนชะ” ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการผลิตต่อไป โดยผงชาเขียวที่ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

ชาเขียว

1. ผงชาเขียวธรรมดา

มีกระบวนการบดที่ไม่ได้ซับซ้อนมากมาย ส่วนใหญ่นำมาชงด้วยวิธีการกรองเอาใบชาออกจนได้เป็นน้ำชาใสๆ ที่มีกลิ่นและรสชาติไม่เข้มข้นมากนัก ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น ใบชาเขียวประเภทนี้จะไม่ละเอียดมาก และอาจมีสีเข้มขึ้น เนื่องจากผ่านการบดที่โดนความร้อน

2. ผงชาเขียวมัทฉะ

มัทฉะเป็นผงชาเขียวที่มีราคาแพงมากกว่าหลายเท่าตัว เนื่องจากกระบวนการทำมีความยุ่งยากมากกว่า โดยในการบดจะต้องใช้เทคโนโลยีที่จะไม่ทำให้ใบชาโดนความร้อน เพื่อรักษาสีเขียวของใบไว้ ให้มีรสชาติที่สดใหม่เหมือนเด็ดจากต้น และมีคุณค่าของใบชาสมบูรณ์แบบมากที่สุด เมื่อบดออกมาแล้วจะมีความละเอียดมากๆ สามารถนำไปชงละลายน้ำได้ทันที และได้รสชาติที่เข้มข้นมากกว่าผงชาเขียวธรรมดา และยังนิยมนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่ม ขนมหวาน รวมไปถึงอาหารบางชนิดอีกด้วย

สารพัดประโยชน์ของชาเขียว

นอกจากสรรพคุณในด้านการรักษาโรคและบำรุงสุขภาพ ชาเขียวยังเป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด เช่น 

ใช้เพื่อปรุงแต่งกลิ่น สี รวมทั้งรสชาติของอาหาร

ชาเขียวเป็นวัตถุดิบปรุงแต่งกลิ่นและรสจากธรรมชาติที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยนิยมนำมาเป็นส่วนผสมของอาหารหลากชนิด เช่น ขนมปัง เค้ก ขนมขบเคี้ยว ลูกอม เป็นต้น

ชาเขียว

ใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ต่างๆ

ด้วยกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ชาเขียวจึงกลายมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกลืออาบน้ำ ครีมบำรุงผิว สบู่ น้ำยาดับกลิ่น ยาสีฟัน โลชั่น หรือน้ำยาบ้วนปาก โดยกลิ่นที่ได้จะผ่านการสกัดจากชาเขียว ก่อนนำมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เหล่านี้

ช่วยบำรุงผิว

ชาเขียวเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ช่วยบำรุงผิว ทำได้โดยนำน้ำแร่มาต้มให้เดือด จากนั้นใส่ผงชาหรือใบชาเขียวตามลงไป แล้วทิ้งไว้ให้เย็น เสร็จแล้วจึงเทน้ำที่ได้ใส่ลงไปในขวดสเปรย์ ไว้ใช้สำหรับฉีดพ่นในหน้า จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นและความเปล่งปลั่งให้กับผิวหน้าได้เป็นอย่างดี

ใช้ดับกลิ่นปากและลดแบคทีเรียในช่องปาก

ชาเขียวสามารถนำมาใช้เป็นน้ำยาบ้วนปาก เพราะช่วยทำให้ลมหายใจสดชื่นและช่วยลดเชื้อแบคทีเรียภายในช่องปากได้เป็นอย่างดี โดยมีผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพส ประเทศสหรัฐอเมริกา ค้นพบว่าสารสกัดจากชาเขียวนั้นมีสรรพคุณช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย จึงช่วยกำจัดจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ภายในช่องปากได้ เช่น ป้องกันฟันผุ ป้องกันอาหารเป็นพิษ และช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุให้เกิดคราบพลัคในช่องปาก โดยจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่าสารคาเทชินนั้นมีส่วนช่วยในการยับยั้งกระบวนการผลิตกลูแคนของเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus mutans ในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การรักษาโรคด้วยชาเขียวกับพืชสมุนไพร

  1. คู่กับเม็ดบัว ช่วยบรรเทาอาการฝันเปียก ทั้งยังช่วยในรักษาอาการหลั่งเร็วของคุณผู้ชาย
  2. คู่กับลูกเดือย ช่วยลดอาการบวมน้ำ มดลูกอักเสบ และอาการตกขาว
  3. คู่กับน้ำตาลกลูโคส ช่วยบรรเทาอาการตับอักเสบ
  4. คู่กับโสมอเมริกา ช่วยทำให้รู้สึกสดชื่น ทั้งยังช่วยแก้คอแห้ง และช่วยบำรุงหัวใจ
  5. คู่กับขิงสด ช่วยรักษาอาการจุกลมและอาหารเป็นพิษ
  6. คู่กับบ๊วยเค็ม ช่วยบรรเทาอาการคอแห้ง แสบคอ และเสียงแหบ
  7. คู่กับเม็ดเก๋ากี้ ช่วยลดความอ้วนและอาการตาฟาง
  8. คู่กับส่วนลำต้นของต้นหอม ช่วยบรรเทาอาการหวัดและช่วยขับเหงื่อออกจากร่างกาย
  9. คู่กับใบหม่อน ช่วยป้องกันโรคหวัด และช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
  10. คู่กับเนื้อลำไยแห้ง ช่วยบำรุงสมองและเสริมสร้างความจำ
  11. คู่กับดอกเก๊กฮวยสีเหลือง ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะและอาการตาลาย
  12. คู่กับตะไคร้ ช่วยขับไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
  13. คู่กับขึ้นฉ่าย ช่วยลดความดันโลหิต
  14. คู่กับหนวดข้าวโพด ช่วยลดความดันโลหิต ลดอาการบวมน้ำ และช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด
  15. คู่กับไส้หมาก ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
ชาเขียว

โทษของชาเขียว

แม้ชาเขียวจะมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในแง่ของการป้องกันโรคหัวใจและโรคมะเร็ง รวมถึงประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัย แต่หากรับประทานมากเกินไปหรือใช้ไม่ถูกวิธี ก็สามารถให้โทษต่อร่างกายได้เช่นกัน ซึ่งผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ ได้แก่

  1. ในชาเขียวมีคาเฟอีน (Caffeine) เช่นเดียวกับในกาแฟและโกโก้ ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและรู้สึกสดชื่น การบริโภคชาเขียวในปริมาณที่พอดีมักไม่ทำให้เกิดพิษจากคาเฟอีน แต่หากดื่มในปริมาณที่มากเกินไป เช่น มากกว่าวันละ 3-4 แก้ว อาจส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงจากคาเฟอีนได้ เช่น นอนไม่หลับ รู้สึกอึดอัดไม่สบายท้อง คลื่นไส้ รวมถึงอาจมีอาการท้องเสียได้
  2. คนที่เป็นโรคหัวใจควรระมัดระวังในการดื่มชาเขียว เพราะคาเฟอีนสามารถทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
  3. คาเฟอีนอาจส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด คนที่เป็นเบาหวานจึงต้องระวังในการดื่มชาชนิดนี้ 
  4. อาจทำให้ผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลมีอาการแย่ลงได้
  5. การดื่มชานี้มากเกินไปในขณะให้นมบุตรอาจทำให้คาเฟอีนส่งผ่านไปยังเด็กทางน้ำนม ซึ่งการได้รับคาเฟอีนในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กได้ โดยมีคำแนะนำว่าคุณแม่ที่ให้นมบุตรไม่ควรดื่มชาเขียวเกินวันละ 2 แก้ว
  6. การดื่มชาเขียวในระหว่างตั้งครรภ์อาจเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งลูก คนท้องจึงควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มชนิดนี้ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทั้งหลาย เช่น กาแฟ ชา และโกโก้
  7. เนื่องจากมีความเชื่อที่ว่าชาเขียวสามารถรักษาและยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ จึงทำให้คนที่เป็นมะเร็งนิยมดื่มชาชนิดนี้กันมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งพบได้มากในชาเขียวก็สามารถทำปฏิกิริยากับยารักษามะเร็ง ทำให้ยาตีกันได้ โดยเฉพาะยาบอร์ทีโซมิบ (Bortezomib) นอกจากนี้ วิตามินเคที่พบมากในชาเขียวอาจทำให้ฤทธิ์ละลายลิ่มเลือดของยาวาร์ฟารินลดลง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะในหลอดเลือดสมองและหัวใจ ดังนั้น ก่อนรับประทานชาเขียวและสมุนไพรอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรด้วย
  8. สารแทนนิน (Tannin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดรสขมในชาเขียว สามารถยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กในอาหารได้ จึงเพิ่มความเสี่ยงของภาวะขาดเหล็ก (Iron deficiency) ซึ่งจะทำให้เกิดโรคโลหิตจางตามมา
  9. มีความเชื่อว่าการดื่มชาเขียวในขณะท้องว่างจะสามารถช่วยเติมเต็มสารอาหารที่ควรจะได้จากอาหาร แต่จริงๆ แล้วความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง เพราะจากการทดลองในหนูทดลอง ที่ให้หนูดื่มชาเขียวในขณะท้องว่าง พบว่าทำให้เกิดพิษต่อตับ ไต และระบบทางเดินอาหาร แต่ก็ยังไม่มีการทดลองในมนุษย์โดยตรง

คำถามจากผู้อ่านเกี่ยวกับชาเขียว

ชาเขียวทำให้ท้องเสียเหรอคะ ทำไมหลังกิน1ชั่วโมงถ่ายเหลวเป็นสีเขียว

คำตอบ 1: ท้องเสียควรมีอาการถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปครับ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นมีสาเหตุที่เป็นไปได้ 2 กรณี คือ เกิดจากรับประทานชาเขียว หรือท้องเสียจากอย่างอื่น แต่อุจจาระที่เป็นสีเขียวนั้นเกิดจากชาเขียวที่รับประทานไปครับ - ตอบโดย Rattapon Amampai (Dr.)

คำตอบ 2: เพิ่มเติมจากคุณหมอ Rattapon Amampai (Dr.) อาการท้องเสียหลังจากรับประทานชาเขียวอาจเกิดจากการกินสารที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งน่าจะมาจากสูตรของทางร้าน เพราะการกินสารที่มีความเข้มข้นสูงจะดึงน้ำจากลำไส้ออกมา ทำให้เราเกิดการท้องเสียได้ ควรลองเปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนร้านดู  - ตอบโดย Bavornvit Maliwan (Dr.)

กินชาทำให้ฟันเหลือง แล้วชาเขียวเกี่ยวรึเปล่าครับ

คำตอบ: ชาเขียวอาจทำให้ฟันเหลืองหรือเป็นคราบได้ครับ แต่จะไม่รุนแรงเท่าการดื่มกาแฟ - ตอบโดย Rattapon Amampai (Dr.)

ที่มาของข้อมูล
  1. Saeed M, Green tea (Camellia sinensis) and l-theanine: Medicinal values and beneficial applications in humans-A comprehensive review. (https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0753332217336569), November 2017.
  2. M. Regina Castro, M.D., Caffeine: Does it affect blood sugar? (https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/type-2-diabetes/expert-answers/blood-sugar/faq-20057941).
  3. Wichit Srisuphan Dr.P.H., Caffeine consumption during pregnancy and association with late spontaneous abortion (https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/0002937886903856), January 1986.
  4. คณาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ผลของสาร (-)-epigallocatechin gallate (EGCG) ต่อการสลายไขมันในเซลล์ไขมันของหนูขาว.(https://www.tci-thaijo.org/index.php/IJPS/article/view/6787.) January 2013

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่