สุขภาพผู้หญิง

กินคอลลาเจน ทำให้ผิวของเราขาวขึ้นจริงหรือ?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
Istock 522642996 m

ในทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มๆ หรือสาวๆ ต่างก็หันมาให้ความสนใจกับเรื่องของผิวพรรณอย่างมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเดินทางไปพบปะผู้คน หรือแม้แต่การถ่ายรูป ไม่มีใครไม่อยากไม่ดูดีจริงรึเปล่าล่ะ ? สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ผิวพรรณของเราดูสดใสขึ้นได้เป็นผลมาจากการที่เรารับคอลลาเจน เข้าไปในร่างกาย ว่าแต่เจ้า คอลลาเจน ที่หนุ่มสาวในทุกวันนี้นิยมบริโภคมันคืออะไรกันแน่ แล้วเราสามารถหาสารอาหารประเภทนี้ได้จากที่ไหนบ้าง ลองมาอ่านข้อมูลที่เรานำมาฝากกันวันนี้ เพื่อที่คุณจะได้รู้จักและเข้าใจมากยิ่งขึ้น

ในยุคนี้คงไม่มีใครที่จะไม่คุ้นเคยกับคำว่า คอลลาเจน (Collagen) เพราะเป็นสารอาหารยอดนิยมที่จะเข้าไปช่วยบำรุงให้ผิวพรรณของเราดูใส ดูอ่อนวัยขึ้นหากรับประทานเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง นิยมบริโภคกันในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งผสมลงไปในขนมขบเขี้ยว ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน อาทิ น้ำผลไม้ผสมคอลลาเจน ลูกอมผสมคอลลาเจน หรือแม้แต่เยลลี่ผสมคอลลาเจนก็มีเป็นต้น นอกจากนั้นก็ยังสามารถพบได้ในเครื่องสำอางที่ได้มีการอวดอ้างสรรพคุณกันอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัย คงความอ่อนเยาว์ให้ผิวพรรณ ของแบบนี้ ถ้าอยากจะลองซื้อมาใช้ดูละก็อยากให้ลองศึกษาหาข้อมูลให้ครบถ้วนเสียก่อน มิเช่นนั้นอาจเกิดผลเสียตามมาทีหลังก็เป็นได้ คราวนี้เราลองไปดูที่มาของเจ้าคอลลาเจนกันดีกว่าว่าเจ้าสารอาหารตัวนี้คืออะไร และมีที่มาอย่างไร

คอลลาเจน (Collagen)

คอลลาเจน คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่เกิดจากการรวมตัวของ กรดอะมิโน (Amino Acid) หลายชนิดต่อกัน โดยปกติร่างกายมนุษย์จะมีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น ขน และเส้นผม รวมไปถึงเนื้อเยื่อทั้งหมดในร่างกาย ทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับอวัยวะต่างๆ คอลลาเจนจะถูกผลิตมากขึ้นเมื่อเราอายุยังน้อย และจะลดปริมาณการผลิตคอลลาเจนลงเมื่อเรามีอายุมากขึ้น แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้ประสิทธิภาพในการสร้างคอลลาเจนของเราลดลง รังสีอัลตราไวโอเลตและพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ก็ยังมีส่วนให้ปริมาณการผลิตคอลลาเจนลดลงได้อีกด้วย ซึ่งเมื่อปริมาณคอลลาเจนลดลงก็จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ กับผิวพรรณของเรา อาทิ ผิวพรรณขาดความกระชับ หย่อนคล้อย เกิดริ้วรอย และเกิดความหมองคล้ำ เป็นต้น

คอลลาเจนในอาหาร

นอกจากคอลลาเจนจะสามารถผลิตขึ้นได้เองภายในร่างกายของมนุษย์แล้ว เรายังสามารถพบคอลลาเจนได้จากแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติมในอาหารจำพวกปลาทะเล เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วหลากสี พืชผักใบเขียว เห็ดชนิดต่างๆ ผักผลไม้สีแดงส้ม เอ็นหมู และเอ็นวัว เป็นต้น

คอลลาเจนกับผิวพรรณ

ผิวหนังของเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นหนังกำพร้า หนังแท้ และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง คอลลาเจนมีความสัมพันธ์กับชั้นหนังกำพร้า หรือหนังชั้นนอกในเรื่องของการเกิดสิว ฝ้า กระ ส่วนหนังแท้จะเกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอยแห่งวัย เนื่องจากในผิวชั้นนี้จะประกอบด้วยโปรตีนเส้นใย 2 ชนิดทำงานร่วมกัน คือ

  1. คอลลาเจนและอีลาสติน ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างให้ความเหนียว ตึง แข็งแรง และเรียบเนียนของผิวหนัง อีลาสตินทำหน้าที่ให้ความหยืดหยุ่นต่อผิวหนัง
  2. ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เป็นส่วนที่รองให้ผิวหนังคงรูปร่าง สามารถรับแรงกระแทก ตลอดจนสะสมพลังงานให้กับร่างกาย

[caption id="" align="aligncenter" width="680"] ผิวหนัง 3 ชั้น[/caption]

คำสำคัญอีกหนึ่งอย่าง คือเรื่องของความอ่อนเยาว์ ที่เกิดจากผลของการทำงานร่วมกันระหว่างชนิดของคอลลาเจนที่เรียกว่า โซลูเบิล คอลลาเจน (Soluble Collagen) กับ อีลาสติน ที่ผสานกันทำหน้าที่ช่วยให้เซลล์สามารถอุ้มน้ำและความชุ่มชื้นไว้ได้ เซลล์ในผิวหนังจึงเต่งตึงและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่ออายุของเราเพิ่มมากขึ้น คอลลาเจนชนิดนี้จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นคอลลาเจนอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อินโซลูเบิล คอลลาเจน (Insoluble Collagen) กลายเป็นโปรตีนที่ทนต่อสารเคมีมากขึ้น ทำให้สูญเสียความยืดหยุ่นของเซลล์ไป อีกทั้งคุณสมบัติในการรักษาความชุ่มชื้นต่อเซลล์ผิวลดลงตามลำดับ ส่งผลให้เกิดผิวหนังเกิดการยุบตัว กลายเป็นริ้วรอยบนใบหน้า หรือผิวหนังในบริเวณอื่นตามมา

อาหารหรือครีมผสมคอลลาเจน?

ปัจจุบันผู้คนหันมาให้ความสนใจกับเรื่องของริ้วรอยซึ่งมีผลิตภัณฑ์อยู่เป็นจำนวนมากที่ช่วยในเรื่องของการลดริ้วรอย ทำให้ผิวเต่งตึง คนส่วนใหญ่จึงหันมาใช้ครีมที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน แต่การใช้ครีมที่มีคอลลาเจนเหล่านั้นก็ยังมีส่วนผสมของสารเคมีอยู่ด้วย โดยในบางผลิตภัณฑ์เมื่อใช้ไปแล้วอาจไม่เกิดผลที่ควรจะได้รับ เนื่องจากมีการผสมคอลลาเจนที่มีโมเลกุลใหญ่จนเกินไป เป็นเหตุให้ร่างกายไม่ยอมปล่อยให้คอลลาเจนที่คล้ายกับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นผ่านชั้นผิวหนังเข้าไป เพราะฉะนั้นเราจึงควรหันมาบริโภคอาหารที่ช่วยส่งเสริมการผลิตคอลลาเจนทดแทนจะดีกว่า จะมีอะไรบ้าง ลองมาดูกัน

อาหารช่วยการผลิตคอลลาเจนทดแทน

  • ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง (Soy Bean) เช่น นมถั่วเหลือง โดยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากถั่วเหลืองจะมีเจนีสทีน (Genistein) เป็นองค์ประกอบ ช่วยให้เกิดการผลิตคอลลาเจนและช่วยป้องกันเอนไซม์ที่ทำลายผิวอีกด้วย
  • ผักสีเขียวเข้ม เช่น ผักโขม (Spinach) กะหล่ำปลี (Cabbage) และผักคะน้า (Kale) ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า ลูทีน (Lutien) เป็นส่วนประกอบ ผักเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความสามารถของร่างกายในการผลิตคอลลาเจนและก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากโปรตีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สารต้านอนุมูลอิสระ พบได้ในหัวผักกาด (Beets) พริกแดง (Red Peppers) บลูเบอร์รี่ (Blueberries) พรุน (Prunes) ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและช่วยเสริมสร้างการผลิตคอลลาเจน
  • ผลไม้สีแดงและผัก ในผักประเภทนี้จะมี ไลโคปีน (Lycopene) เป็นองค์ประกอบ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและยังส่งเสริมการผลิตคอลลาเจนอีกด้วย
  • วิตามิน ซี (Vitamin C) ที่อยู่ในผักและผลไม้ เป็นธรรมชาติของการผลิตคอลลาเจน เป็นสำคัญที่ทำให้ร่างกายสร้างและดูดซึมคอลลาเจนได้เป็นอย่างดี จึงควรรับประทานผักและผลไม้ให้มาก เพราะเป็นแหล่งของวิตามิน ซี อาทิ ส้ม มะนาว และสตรอเบอรรี่
  • กรดโอเมก้า (Omega Acid) พบได้ใน ปลาแซลม่อน ปลาทูน่า ถั่วอัลมอนด์ และอะโวคาโด เนื่องจากผิวหนังของมนุษย์จะประกอบด้วยโปรตีนกรดโอเมก้า จึงเป็นสิ่งที่ดีต่อผิวพรรณ
  • วิตามิน อี (Vitamin E) เป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องผิวจากสองปัจจัยที่ทำให้คอลลาเจนสลาย ได้แก่ แสงแดดและอนุมูลอิสระ ซึ่ง วิตามิน อี จะช่วยให้ริ้วรอยลดลง เพิ่มความอ่อนนุ่มและเรียบเนียนให้กับผิว โดยอาหารที่เป็นแหล่งของ วิตามิน อี ได้แก่ ข้าวโพด ผักโขม จมูกข้าวสาลี และมะกอก เป็นต้น
  • วิตามิน เอ (Vitamin A) มี เรติน-เอ (Retine-a) ที่ช่วยในการปรับสีผม ขจัดผิวที่แห้ง รักษาความอ่อนเยาว์ และทำให้ผิวดูกระชับขึ้น สำหรับอาหารที่เป็นแหล่ง วิตามิน เอ ได้แก่ แครอท นม เนื้อ ปลา เนยแข็ง ไข่ และตับ เป็นต้น
  • ทองแดง นับว่าเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์คอลลาเจน แต่เนื่องจากทองแดง คือ โลหะเป็นพิษ จึงควรรับทองแดงที่เป็นส่วนประกอบในอาหาร เช่น น้ำอ้อย เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วเขียว มะเขือเทศ มันฝรั่ง และผักคะน้า เป็นต้น
  • ไลซีน (Lysine) และ โพรลีน (Proline) คือ กรดอะมิโนที่เป็นองค์ประกอบของคอลลาเจน โดยที่ โพรลีน เป็นกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้จึงต้องรับจากอาหารเท่านั้น ได้แก่ นม เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู และปลา เป็นต้น

[caption id="" align="aligncenter" width="600"] Collagen[/caption]

สมุนไพรที่ช่วยการผลิตคอลลาเจน

นอกจากอาหารที่ช่วยส่งเสริมการผลิตคอลลาเจนแล้ว ยังมีสมุนไพรที่ช่วยส่งเสริมการผลิตคอลลาเจนอีกด้วย เช่น

  • ว่านหางจระเข้ (Aloe) มีส่วนในการรักษาบาดแผลโดยการเพิ่มการผลิตคอลลาเจน
  • บิลเบอร์รี่ (Bilberry) มีสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยให้คอลลาเจนคงตัว
  • ดาวเรือง (Calendula) นักวิจัยเชื่อว่าครีมดาวเรืองจะช่วยรักษาแผลและช่วยให้ร่างกายผลิตคอลลาเจน
  • หญ้าหางม้า (Horsetail) มีซิลิกา (Silica) เป็นองค์ประกอบซึ่งเป็นสารที่ร่างกายต้องการเพื่อผลิตคอลลาเจนและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

ความต้องการคอลลาเจนของร่างกาย

สำหรับคอลลาเจนที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด จะมีปริมาณที่แตกต่างกันออกไป โดยร่างกายของเรามีความต้องการคอลลาเจนใน 1 วัน = 3,000 มิลลิกรัม ซึ่งยากที่เราจะได้รับคอลลาเจนอย่างเพียงต่อวันด้วยการรับประทานอาหาร ฉะนั้นก็ที่จะเลือกบริโภคเราควรพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการยอมรับจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหากต้องเลือกประเภทคอลลาเจนในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่ยังมีความไม่แน่ใจในเรื่องของปริมาณการรับประทาน ความเหมาะสม และความปลอดภัย จึงควรปรึกษาแพทย์ หรือนักกำหนดอาหารที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เพื่อการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากคอลลาเจนนั้นเป็นสารสกัดที่ได้มากจากพืชและสัตว์ จึงอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือในบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้

กินคอลลาเจนให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

  1. ดื่มน้ำมากๆ : คอลลาเจนนั้นต้องการสะลายในการดูดซึมเข้าร่างกาย หากร่างกายได้รับน้ำในปริมาณที่ไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะไม่สามารถดูดซึมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
  2. รับประทานวิตามิน ซี : วิตามิน ซี มีส่วนช่วยในการดูดซึมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด เราจึงควรบริโภคคอลลาเจนควบคู่กับอาหารที่มี วิตามิน ซี สูง
  3. รับประทานขณะท้องว่าง : มีงานวิจัยระบุไว้ว่า การเลือกบริโภคคอลลาเจนชนิดเม็ด หรือชนิดน้ำนั้น ควรรับประทานในช่วงเช้าขณะที่ท้องว่าง หรือก่อนรับประทานอาหารเช้า 30 นาที เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมคอลลาเจนที่ดียิ่งขึ้น

อันตรายจากการฉีดคอลลาเจน

เมื่อการเติมคอลลาเจนให้กับผิวกำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะในคนที่อยากได้ผิวขาวเปล่งปลั่งการ "ฉีด" คอลลาเจน กำลังกายมาเป็นค่านิยมแบบผิดๆ ที่เสี่ยงอันตรายต่อร่างกายของเราได้จนถึงขั้นเสียชีวิต

เพราะคอลลาเจนเป็นโปรตีนที่อยู่ในรูปของไฟเบอร์ หากฉีดเข้าสู่เส้นเลือดหรือเส้นประสาท เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการอุดตัน เลือดไม่สามารถส่งผ่านไปเลี้ยงสมองได้ ยาฉีดคอลลาเจนตามจริงแล้ว ไม่เคยได้รับการอนุุญาติให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาแต่อย่างใด และไม่ได้รับรองความปลอดภัยในการนำไปใช้ ซึ่งสามารถพบอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการฉีดคอลลาเจนได้คือ

  1. เกิดความเสี่ยงต่อการแพ้สารคอลลาเจน ซึ่งอาจจะประกอบไปด้วยสารชนิดอื่นร่วมด้วย ร่างกายจะมองคอลลาเจนเป็นสารแปลกปลอม ซึ่งแม้จะได้ทำการสังเคราะห์ให้มีความใกล้เคียงกับคอลลาเจนใต้ชั้นผิวแล้วก็ตาม แต่การแพ้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ โดยไม่มีการบอกกล่าวอาการให้ทราบล่วงหน้า ระดับความรุนแรงของอาการแพ้ก็ขึ้นอยู่กับบุคคล ซึ่งผลของอาการแพ้อาจเกิดขึ้นในทันทีหลังฉีด หรืภายหลังจากนั้นเป็นสัปดาห์ไปแล้วก็ได้
  2. ปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดการช้ำ เรียกว่า "Trauma" เป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการฉีด ปลายเข็มที่ดันเอาสารคอลลาเจนเข้าไป ในบริเวณดังกล่าวจะเกิดเป็นรอยแดง หรือรอยเขียวช้ำ เกิดอาการเจ็บ แสบ และบวมตามมาได้ แต่โดยทั่วไปจะสามารถหายไปได้เองภายใน 3-7 วัน
  3. การเกิดตุ่มนูนบริเวณผิว จนทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียน เกิดขึ้นได้จากการที่ผู้ฉีดไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ อาจจะฉีดในตำแหน่งที่ตื้นมากเกินไป หรือใช้ความเข้มข้นของคอลลาเจนมากเกินไป ผิวที่เป็นตุ่มนูนเสี่ยงต่อการติดเชื้อ อักเสบ และลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดตามมาได้

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับคอลลาเจนที่นำมาฝากกัน คอลลาเจน นับว่าเป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิวของเรา ให้กลับมาแลดูอ่อนเยาว์ได้อีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามหากใครเลือกที่จะบริโภคแล้วก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย สิ่งที่ไหนที่เราไม่ใจ หรือยังเกิดคำถาม ขอแนะให้ไปปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ตามมา อยากสวยยังไงก็ต้องปลอดภัยเอาไว้ ดูแลตัวทั้งสองทาง สุขภาพดีทั้งกายและใจสิถึงจะเรียกว่ามนุษย์สมบูรณ์แบบ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่