Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
การกินเพื่อสุขภาพ

ประโยชน์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ต่อสุขภาพ

ดีต่อใจ ดีต่อตา ควบคุมน้ำตาลและน้ำหนักได้ แถมยังชะลอวัยด้วย
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,532,655 คน

ประโยชน์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ต่อสุขภาพ

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ คือ ถั่วชนิดหนึ่งที่มีรสชาติที่ หวาน มัน และยังเป็นแหล่งของวิตามินและเกลือแร่ที่ดี   เม็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบที่ไม่ผสมเกลือนั้นมักจะมีการนำมาใช้ในสูตรอาหารแบบวีแกน รวมถึงอาหารอินเดีย นอกจากนี้มีหลายคนเลือกที่จะรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่วและผสมเกลือเป็นของกินเล่น

ประโยชน์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ต่อสุขภาพ

ถึงแม้ว่าเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นจะเป็นหนึ่งในถั่วที่มีเส้นใยอาหารต่ำ แต่ก็อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ ประกอบด้วยวิตามินอี เค บี6 ทองแดง ฟอสฟอรัส สังกะสี แมกนีเซียม เหล็กและซีลีเนียมซึ่งล้วนแต่สำคัญต่อการทำงานของร่างกาย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจระดับวิตามินที่ร่างกายต้องการ เริ่มต้นที่ 3,925 บาท

เราขาดวิตามินตัวไหน หรือมีวิตามินตัวไหนมากไป รู้ได้จากการตรวจวิตามิน

Istock 989108042

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ให้พลังงานเท่าไหร่

เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นแหล่งพลังงานสูง ในขนาด 100 กรัม ประกอบด้วย พลังงาน 553 กิโลแคลอรี่ มีไขมัน 43.85 กรัม ถือว่า มีปริมาณครึ่งหนึ่งของส่วนประกอบอื่นๆ แต่ไม่ต้องกังวลไปถึงมีปริมาณไขมันมากแต่ก็เป็นไขมันที่ดีคือชนิดไม่อิ่มตัว ทำให้เพิ่มวิตามินอีในอาหารได้ โดยที่วิตามินอีนั้นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ดีและส่งเสริมสุขภาพโดยรวมของร่างกาย คอเลสเตอรอลไม่สูง และอุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ อีกมากมาย 

ประโยชน์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์

  1. ระบบไหลเวียนเลือดและหัวใจ
    งานวิจัยพบว่า การรับประทานถั่วมาก เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ซึ่งอาจเกิดผ่านการลดความดันโลหิตและระดับ cholesterol ชนิดที่ไม่ดี ถั่วนั้นเป็นอาหารที่ไม่มี cholesterol ตามธรรมชาติ และมีไขมันชนิดที่ดีต่อหัวใจ เส้นใยอาหารและโปรตีน นอกจากนั้นยังมี arginine ซึ่งช่วยป้องกันเยื่อบุด้านในของผนังเส้นเลือดแดงด้วย วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ ที่พบในถั่ว เช่น โพแทสเซียม วิตามินอี บี6 และกรดโฟลิกนั้นก็สามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้เช่นกัน อีกทั้งยังสามารถช่วยบำรุงเลือดได้ ทองแดงและเหล็กในเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นทำงานร่วมกันในการช่วยให้ร่างกายสร้างและใช้งานเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะช่วยให้เส้นเลือด เส้นประสาท ระบบภูมิคุ้มกันและกระดูกแข็งแรงและทำงานเป็นปกติ
  2. การมองเห็น 
    เราอาจจะเคยได้ยินว่า แครอทนั้นดีต่อดวงตา แต่อาจจะแปลกใจที่พบว่า เม็ดมะม่วงหิมพานต์ก็เช่นกัน โดยในเม็ดมะม่วงหิมพานต์นี้มี lutein และ zeaxanthin ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หากรับประทานสม่ำเสมอในปริมาณที่สูง สารเหล่านี้ช่วยป้องกันการทำลายดวงตาจากแสง (ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการตาบอดในผู้สูงอายุ) และอาจจะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคต้อกระจกได้
  3. การควบคุมน้ำหนัก 
    งานวิจัยหนึ่งพบว่า การรับประทานถั่ว 2 ที่ต่อวันนั้น สามารถช่วยในการต่อสู่กับโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน และมะเร็งได้ การเปลี่ยนจากการรับประทานไขมันจากสัตว์และโปรตีนมาเป็นไขมันชนิดที่ไม่อิ่มตัวที่พบในเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นเป็นวิธีที่ดีในการควบคุมน้ำหนักและลดไขมันและ cholesterol ที่อยู่ภายในร่างกาย
  4. ต้านโรคเบาหวาน
    สารสกัดจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์มีประสิทธิภาพในการต้านโรคเบาหวาน โดยสามารถกระตุ้นให้เกิดการลำเลียงน้ำตาลเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น มีผลควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance)
  5. ชะลอวัย 
    ยอดมะม่วงหิมพานต์มีประสิทธิภาพในการต้านสารอนุมูลอิสระสูงมาก มีค่า ORAC (Oxygen Radical Absorbance Capacity; ค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของอาหาร) สูงถึง 7,278 ไมโครโมล ทีอี จึงช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายและชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของความแก่ได้

การบริโภคเม็ดมะม่วงหิมพานต์อย่างปลอดภัย

เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีสารอาหารหลายชนิด แต่ก็ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม และระมัดระวังในการบริโภคสารปรุงแต่งที่เพิ่มลงไปในผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดด้วย เช่น เกลือ เนย หรือน้ำตาล นอกจากนั้น การสัมผัสกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ไม่ผ่านความร้อน หรือการปรุงสุกมาก่อน ยังอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ 

ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทานอาหาร อาหารเสริม หรือสารใดๆ จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์เสมอ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และยังสามารถรับประทานก่อนอาหารไม่เกินครั้งละ 10 เม็ดเพื่อช่วยให้อิ่มง่ายขึ้น หรือรับประทานเป็นขนมได้ประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อลดการรับประทานขนมอื่นๆ ที่มีส่วนผสมไขมัน นม เนย น้ำตาล แป้ง ที่เยอะเกินไป

ส่วนผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการบริโภคเม็ดมะม่วงหิมพานต์ โดยเฉพาะบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้

  1. หญิงตั้งครรภ์ หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร
    การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากอาหารมีความปลอดภัยแต่ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากเพื่อหวังผลทางการรักษาโรค เนื่องจากไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เพียงพอ
  2. ผู้ที่แพ้ถั่ว หรือสารเพคติน (Pectin)
    ผู้ที่แพ้เพคตินซึ่งเป็นสารที่อยู่ในพืช รวมทั้งถั่วและเมล็ดพืชบางชนิด เช่น พิสตาชิโอ อัลมอนด์ ฮาเซลนัท ถั่วลิสง  อาจแพ้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ได้เช่นกัน ดังนั้นผู้ที่มีประวัติอาการแพ้ดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานเสมอ
  3. ผู้ป่วยเบาหวาน
    เม็ดมะม่วงหิมพานต์อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่รับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์ควรหมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ และแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนบริโภคเสมอ เนื่องจากผู้ป่วยอาจต้องปรับเปลี่ยนการใช้ยารักษา
  4. ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัด
    เนื่องจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ดังนั้นผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดควรหยุดรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนวันผ่าตัด

การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นมีความเชื่อมโยงกับการป้องกันมะเร็ง ช่วยเรื่องสุขภาพของหัวใจ การคุมน้ำหนัก และสามารถนำมารับประทานแทนไขมันและโปรตีนจากสัตว์ได้ดี นอกจากนั้นยังมีรสชาติที่ดีที่ทำให้เป็นของทานเล่นที่เหมาะสมได้

ดังนั้นเม็ดมะม่วงหิมพานต์จึงเป็นอาหารที่ดีและอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อสุขภาพ หากเลือกได้ให้เลือกรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ผ่านกรรมวิธีทปรุงสุก สะอาด และระวังเรื่องสารปรุงแต่งต่างๆ ด้วย 


1 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
  • รศ.พญ.ปรียานุช แย้มวงษ์ (มหาวิทยาลัยมหิดล), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป